Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Tricky Boy รักล้นๆเต็มหัวใจให้นายเจ้าเล่ห์
Phwang-ka
อะไรกันเนี่ย 0_0
16
01/08/2555 16:53:26
477
เนื้อเรื่อง

15
อะไรกันเนี่ย!!!

                     ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบาก ความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดึงขนตาและหนังตาไว้ไม่ให้ลืมขึ้น แล้วผ้าอะไรมาวางอยู่แหมะอยู่บนหน้าผากฉันกันล่ะเนี่ย ห้องก็ห้องของฉัน เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ตัวที่ใส่เมื่อวาน แถมตอนนี้ข้างๆ ฉันก็คือเยซุน!!!
                    หะ...หา!!! อีตาเยซุน
                    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด
                    (ได้แต่กรีดร้องในใจ)
                    ฉันปรับลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ และหันหน้าไปมองอีตาเยซุนที่นั่งหลับอยู่ข้างๆ เตียงนอนของฉัน ผมสีน้ำตาลที่ทุกทีจะถูกเซ็ตเป็นทรง แต่ตอนนี้กลับถูกปล่อยไว้และระลงมาหน้าผากของเขา แพขนตางอนเช้งอย่างกับผู้หญิง ไหนจะใบหน้าใสกิ๊งกับริมฝีปากรับกับจมูกคมนั่นอีก ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อก็น่าจุ๊บ
                     เหมือนโอปาจุนโฮ 2pm ไม่มีผิด
                     เวลาหลับกับเวลาตื่นช่างแตกต่างกันซะไม่มี ทำไมนายไม่เอานิสัยเหมือนตอนหลับมาใช้ในตอนตื่นบ้างนะ     
                     ฉันรู้สึกว่าเขาจะตื่นแล้วนะ
                     เยซุนใช้มือขยี้ตาเหมือนเด็กๆ ก่อนที่จะสะบัดหัวสองสามทีและหันหน้ามาทักฉัน
                     “อ้าว! อรุณสวัสดิ์”
                     “อะ...อืม”
                     วันนี้มาแปลก...
                     “ตื่นนานแล้วเหรอ” 
                     “ก็...มั้ง! แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ไงอ่า”
                     “ก็เดินมาน่ะสิถามได้” 
                     เหอะ! องค์มารลงประทับร่างอีกแล้วล่ะสิ สงสัยธรรมะที่อยู่ในตัวจะเอาชนะมารบ้าพลังและกวนประสาทไม่ได้เลยสินะ ชิ!
                      ออกจะกวนประสาทขนาดนั้น...
                      “แต่ฉันจำได้ว่าเมื่อคืนนั่งดื่ม...กับพี่จองวาและเชจุงด้วยคนนี่นา”
                      พอนึกมาถึงตอนนี้ก็ชักจะปวดหัวนิดๆ แฮะ แล้วจากนั้นล่ะ? หลังจากที่ดื่มแล้วฉันก็ง่วงนอนทันทีเลย ใช่ๆ ตอนนั้นฉันจำได้ว่าตัวเองง่วงนอนมาก แล้วพี่จองวากับเชจุงก็อาสามาส่งที่ห้อง...ที่ไม่ใช่ห้องฉันแต่เป็นห้องของพี่จองวา หลังจากนั้นฉันก็เห็นพี่จองวากับเชจุงพากันหัวเราะหึๆ ทำท่าทางเจ้าเล่ห์ และพี่จองวาก็ปลดกระดุมเสื้อของฉัน ส่วนภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นคืออีตาเชจุงขยับปากบอกบางอย่างกับฉัน
                      ‘สนุกแน่...งานนี้’
                      กร๊าซซซซซซซซซซซซซซ
                      พวกบ้านี่ทามอารายยยยยยยยยยยยยยย
                      “นี่นาย ฉันถามหน่อย”
                      “อะไร”
                      “ฉันยังเวอร์จิ้นอยู่ใช่มั้ย”
                      เขาทำหน้าเข้มก่อนจะทำสีหน้าเย็นชาตอบฉันว่า...
                      “มั้ง?”
                      “หา...นายอ่า อย่าแกล้งกันอย่างนี้สิ มันไม่สนุกนะ” 
                      “แต่ฉันสนุก”
                      ชิ! อีตานี่ หมั่นไส้จังวุ้ย!!!
                      ฉันกะพริบตาปริบๆ ก่อนที่จะสอดแขนของตัวเองลอดไปกอดแขนอีตาเยซุนที่ทำแต่ชายหางตามามองเท่านั้น เกลียดนักไอ้ท่าทางแบบนี้
                      “น่านะ”
                      “...”
                      “เยซุน”
                      “...”
                      “...”
                      “...”
                      “...”
                      “เธอน่ะ”
                      หือ? นึกว่าจะไม่พูดซะอีก ฉันตั้งใจฟังประโยคต่อไปที่เขาจะพูดทันที
                      “ทั้งเวอร์จิ้น ความบริสุทธิ์ อิสรภาพ อวัยวะ ชีวิตยังอยู่ครบ พอใจมั้ย”
                      ทุกอย่างยังอยู่ครบงั้นเหรอ? กรี๊ดๆ การี๊ดดดดดดดดดด
                      ดีจายเป็นที่ซู๊ดดดดดดดดดดดดด
                      “นายไม่ได้อำฉันเล่นอีกใช่ป่ะ”
                      “นี่เธอ จะถามอะไรนักหนาฮะ ถ้าเธอจะไม่บริสุทธิ์ก็ไอ้ตอนที่มากอดแขนออเซาะฉันนี่ล่ะ ปล่อยได้แล้ว” 
                      “หะ...หา!!!”
                      “บอกให้เอาออกไงล่ะ”
                      “ทำไมล่ะ”
                      กว่าจะได้กอดแบบนี้สักที ฉันหาโอกาสแบบนี้ได้ยากมากกกกกกกกกเลยนะนายรู้มั้ย? ไปคิดให้ตายยังไงก็เปล่าประโยชน์
                      ฉันว่าอีตาเยซุนกำลังหน้าแดงนิดๆ แฮะ เกิดอารมณ์ขึ้นมาล่ะสิ...เอ่อ...ฉันหมายถึงว่าหวั่นไหวน่านะ
                       อย่าพากันคิดไปไกลเชียวล่ะ
                      (ฉันคิดได้คนเดียว คนอื่นหมดสิทธิ์) 
                      “นี่เธอท้าทายฉันเหรอพาราโบลา”
                      “ฉันเปล่านะ...ก็แค่อยาก”
                      “อยากอะไร หือ?”
                      “...”
                      “ว่าไงล่ะ เงียบทำไมล่ะ”
                      “...” 
                      “ตอบคำถามฉันมาสิ”
                      “...”
                      ฉันคิดผิดใช่มั้ยที่อยากจะกอดแขนอีตานี่นานๆ เห็นจากสายตาเจ้าเล่ห์เทอุบายนั่นของเขาแล้วต้องขอบอกเลยว่าคิดผิด
                      “เปล่า”
                      ฉันหลุบตาต่ำ เยซุนยังคงจ้องฉันเขม็งอยู่ข้างๆ เตียงเพื่อรอคำตอบ ส่วนฉันเลยปล่อยมือออกจากแขนอีตานี่ไปแล้วเรียบร้อย
                      “เธอโกหก”
                      “มันคือเรื่องจริงต่างหาก”
                      “เธอโกหก ฉันรู้ เพราะฉะนั้นบอกความจริงมาซะ” 
                      “ก็ฉันบอกว่ามันคือเรื่องจริงไงเล่า”
                      “ฉันไม่เชื่อหรอก แต่เอ๊ะ...นั่นขอบตาเธอไปโดนอะไรมา ทำไมมันถึงได้ดำปิ๊ดปี๋เหมือนหมีแพนด้าขนาดนั้นฟะ”
                       มันจะเป็นเพราะอะไรซะอีกล่ะถ้าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมันไม่ได้มาจากนายน่ะฮะ ฮือๆ คิดแล้วก็สลด...อนาถใจจนอยากเอาหัวโขกพื้นให้มันตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
                       โทษฐานขอบตาดำ (แค่เนี่ย???)
                       “เปล่าหรอก แต่ฉันมีไอ้นี่นะ”  
                       ฉันชูหลอดยาที่พี่ซันจินไปจิ๊กเอาของเยซุนมาให้ฉันใช้ทา (พี่ซันจินทำไมสุภาพบุรุษและแสนดีขนาดเน้~) ยกขึ้นตรงหน้าเยซุน
เขาทำหน้าตกใจนิดหนึ่งก่อนที่จะยกยิ้มที่มุมปากเหมือนกำลังพอใจกับอะไรบางอย่างอยู่
                       “เธอไปเอามันมาจากไหน”
                       พร้อมกับชี้มือมาด้วย
                       ผ่าง...
                       เออจริงสิ! นะ...นี่มันเป็นของเขานี่หว่า
                       ซวยแล้วไงฉัน แงๆ
                       “ฉันมีอะไรบางอย่างจะบอกเธอด้วยล่ะ”
                       “หือ?”
                       เยซุนดึงหมอนไปกอดไว้กับอกก่อนจะตอบ 
                       “ไอ้หลอดยานี่ของฉันมันก็หายไปไหนไม่รู้สินะ และตอนนี้ก็เหมือนฉันรู้แล้วว่ามันอยู่ที่ไหน เธอเห็นด้วยกับฉันมั้ยโบลา”
เริ่มรัดหมอนแน่นขึ้น
                       “ฉันจะไปรู้กับนายเหรอ ว่าแต่เมื่อไหร่นายจะออกไปจากห้องของฉันสักทีเนี่ย”
                       “ก็ตอนที่ฉันลงโทษยัยตัวแสบอย่างเธอที่บังอาจมาขโมยหลอดยาของฉันก่อนน่ะสิ”
                       “กรี๊ด”
                       ฉันกรีดร้องเสียงดังเมื่อจู่ๆ เยซุนก็ขยับเข้ามาใช้หมอนใบที่เขากอดมันเมื่อกี้เข้ามาทับปิดจมูกและหน้าของฉันเอาไว้จนมิดจนไม่เหลือแม้แต่อากาศที่จะใช้หายใจ แฮกๆ หายใจไม่ออกอ่า
                       นี่เขากะจะฆ่าฉันให้ตายรึไง  
                       มือทั้งสองข้างของฉันพยายามปัดป่ายสะเปะสะปะคลำหาทางรอดที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มันเป็นกฎและธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าเกิดหายใจไม่ออกก็จะยิ่งดิ้นรนหาทางออกและเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายเหมือนอย่างตอนนี้ที่ฉันกำลังทำมันอยู่
                       เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย (มั้ง?) 
                       “ปล่อยนะ ฉันหายใจไม่ออก”
                       ในขณะที่มือยังคงคลำหาทางรอดอยู่ สองขาของฉันก็สะบัดถีบดิ้นเป็นระยะๆ
                      “ไม่ปล่อย”
                      “แค่กๆ ปล่อยฉัน”
                      “ทีทำล่ะไม่คิดก่อน คิดจะให้ฉันปล่อยเธอง่ายๆ รึไง” 
                      “แอ่ก...แอ่ก”
                      “หึ”
                      “ปะ...ปล่อย”
                      “...”
                      ไม่มีเสียงตอบรับ
                      “ฉะ...ฉันกำลังจะขาดอากาศตาย”
                      จริงๆ นะ ถ้าเกิดเขาไม่เอาหมอนบ้าๆ นี่ออกภายในห้านาทีนี่อ่านะ ฉันคงเหลือแต่ชื่อเอาไว้ให้คนอื่นนินทาแน่ๆ เลย และก็รับรองเลยด้วยว่าต้องได้จัดซื้อพวงหรีดมาเตรียมเอาไว้รอแน่ๆ
                      จะอะไรซะอีก...ตายน่ะสิ
                      อีตาบ้านี่ก็อีก จะใจดำอำมหิตไปถึงไหน ฉันก็คนนะไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะเอาหมอนมากดหน้าแล้วจะไม่ตายน่ะ
                      ไอ้ทรยศเอ๊ย!!!
                      ก่อนที่ฉันกำลังจะขาดอากาศตาย อีตานี่ก็ดึงหมอนออกซะก่อน ทำไมไม่รอให้ตายไปก่อนล่ะยะ (ประชด) ชิ! 
                     “ฉันจะไม่โกรธเธอ ถ้ายอมฉันซะ”
                     “ว่าไงนะ”
                     “ฟังถูกแล้วล่ะ ทำไมเธอจะต้องทำเสียงตกใจขนาดนั้นด้วย”
                     “ยังจะมีหน้ามาพูดนะยะ นายจะให้ฉันยอมนายเนี่ยนะ” 
                     “ใช่! ยอมให้ฉันทาขอบตาให้เธอไง แล้วเมื่อกี้ที่เธอพูดไม่ได้หมายความอย่างที่ฉันพูดหรอกเหรอ”
                     “...”
                     กรี๊ดๆ เจ้าเล่ห์นักนะไอ้บ้านี่ ดูทำหน้าตาเข้าสิ คงจะสะใจมากสินะที่ฉันดันพลาดท่าเสียทีให้
                     ฮึ่ย! ฝากเอาไว้ก่อนเหอะ
                     “นี่นาย จะทำอะไรน่ะ”
                     “เฉยๆ เหอะน่า” 
                     “...”
                     เยซุนจับฉันให้นอนราบกับเตียงนอนก่อนที่ขยับตัวเองเข้ามาแหมะลงใกล้ๆ เตียงด้านหลัง เขาจัดการเปิดหลอดยาและบีบมันใส่นิ้วก่อนที่จะก้มหน้า (หล่อๆ) นั่นลงมาใกล้กับหน้าของฉัน ลมหายใจอุ่นๆ ของเยซุนเป่ารดใบหน้าของฉันจนรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันทำให้อะดีนาลีนในร่างกายฉันหลั่งออกมาแบบห้ามไม่ได้ ทำไมอีตานี่ถึงได้หล่อขนาดนี้กันนะ
เชื่อเลยว่าอีตานี่เกิดมาหล่อและเพื่อเป็นศิลปิน
                    มือของเยซุนค่อยๆ บรรจงไล้เนื้อครีมของยาไปรอบๆ ดวงตาของฉันเบาๆ เขาดูตั้งอกตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ดูจากคิ้วที่ขมวดยุ่งเหยิงนิดๆ ตามสไตล์ที่เขาเป็น สายตาที่เพ่งมองมาที่ใบหน้าฉัน
                   “มองอะไร”         
                   “หะ...หา!!!”
                   “ฉันถามว่าเธอมองอะไร ฉันเห็นเธอเอาแต่นอนจ้องหน้าฉันอยู่ท่าเดียว”
                   “ฉันทำแบบนั้นเหรอ”
                   “ใช่น่ะสิ”  
                   “ก็...”
                   ฉันเสมองไปทางอื่นทั้งที่ตอนนี้ฉันยังรู้เลยว่าเยซุนกำลังจ้องฉันอยู่ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงนอนนี่ทันที
ขืนนอนต่อมีหวังอกแตกตาย!!! 
                    แต่...
                    พรึบ!!!
                    ตุบ!!!
                   “โอ๊ย!”
                   เยซุนดึงแขนและกดไหล่ฉันให้กลับลงมานอนบนเตียงเหมือนเดิมและก็ตามมาด้วยวาจาจิกกัดอีกตามเคย 
                   “ใครสั่งให้เธอลุกขึ้น”
                   “ไม่มีใครสั่งฉันได้และฉันก็พอใจที่จะลุก”
                   ฉันพยายามปัดมือเขาออกแต่ก็ไม่เป็นผล
เกิดมาหล่อแล้วยังไม่พอ ยังแรงควายอีกต่างหาก
ไอ้หล่อเอ๊ย!!! (พอดีนางเอกเราหมดทางสู้และก็หมดปัญญาที่จะด่า//)  
                   “ถ้าฉันขอร้องไม่ให้เธอลุกขึ้นล่ะ เธอจะฟังฉันมั้ย”
                   เขาขอร้อง???
                    คนอย่างอีตานี่เนี่ยอ่านะจะยอมลดศักดิ์ศรีลงมาขอร้องฉัน มันไม่จริงหรอก
                   “ฉันจะเชื่อได้ไงว่านายจะไม่โกหกฉัน”            
                   “ฉันสัญญาว่าจะไม่โกหกเธอ”
                   “...”
                   “ฉันสัญญา” 
                   “...”
                   “...”
                   “...”      
                   หลังที่เยซุนให้สัญญา เราสองคนก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลยจนความเงียบเข้าปกคลุม ความรู้สึกอย่างนี้มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกันนะ ทั้งความรู้สึกเศร้า สับสน ปนเปกันไปตามอารมณ์ที่ยังไม่คงที่ของฉัน
ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามีแต่คอยจะทำร้ายจิตใจของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเป็นความเคยชินซะแล้วล่ะมั้ง แต่พอตื่นขึ้นมาเจอเขาในวันนี้ เขากลับเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันนั้น...เขาพูดกับฉันบ่อยขึ้น เลิกทำสายตาเย็นชาเวลาเจอหน้าฉัน ทั้งยังชอบใช้คำพูดที่เหมือนออกมาจากใจของเขาจริงๆ
                   แล้วฉันควรที่จะให้โอกาสเขาอีกครั้งมั้ย???
                   ถ้าให้โอกาสแล้วเขาทำให้ฉันเสียใจขึ้นมาอีกล่ะ
                   ฉันจะทำยังไง???
                   อะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาจะไม่โกหกฉัน...เขาอาจจะคิดแค่ว่าฉันมันเป็นยัยโง่คนหนึ่งก็ได้ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงข้อสงสัยที่ฉันตั้งขึ้นเท่านั้น ที่จริงแล้วเขาอาจจะไม่ได้หลอกฉันอยู่ เฮ้อ!
                   ใจอ่อนเหมือนเคยสินะ...
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 295 ท่าน