Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Tricky Boy รักล้นๆเต็มหัวใจให้นายเจ้าเล่ห์
Phwang-ka
ความรู้สึกนี้มัน...
12
01/06/2555 16:05:16
539
เนื้อเรื่อง

11
ความรู้สึกนี้มัน...

                วันนี้ฉันก็มานั่งจมปุกอยู่ในห้องเรียนตามเดิม สงสัยห้องเรียนนี่คงจะกลายเป็นที่ประจำของฉันไปแล้ว พวก White*Black ก็ไม่อยู่เห็นบอกว่าไปเดินสำรวจโรงเรียน คนดังก็อย่างนี้แหละทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด (แถมยังหน้าหล่อลากม้ามอีกด้วยนะ)
                นึกไปถึงเรื่องเมื่อวานเกือบทำเอาฉันฉี่ราดกลางถนนอยู่เหมือนกัน ฉันแอบย่องไปถามพี่ยูวอนว่าเขามีไอ้ไอพีจีนั่นได้ยังไง ที่แท้พ่อของพี่เขาก็เป็นนายทหารใหญ่นี่เอง และนี่ก็คือที่มาของไอ้ปืนนั่น ถ้าเกิดว่าพี่ยูวอนดันยิงมันออกไป ฉันไม่อยากจะจินตนาการเลยว่ามันจะมีสภาพเป็นยังไง
                คงจะได้ตายหมู่แน่ๆ
                อึ๋ย! เสียวง่ะ!
                ปัญหานี้เอาไว้ก่อน แต่ที่ต้องเคลียร์ก่อนเห็นจะเป็นเรื่องที่อีตาเยซุนทำรายงานนั่นให้ฉันทั้งๆ ที่เขากับฉันเพิ่งจะทะเลาะกันแท้ๆ แต่เขาก็อุตส่าห์ทำมันให้ฉัน
                ลดทิฐิลงก็ได้ (นิดหนึ่ง)
                ฉันเดินตามหาเยซุนจนในที่สุดฉันก็เจอเขาที่ห้องซ้อมเต้นนี่ ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเขาจะต้องอยู่ที่นี่
                แอด~
                เป็นไปดังที่คาด อีตานี่อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย แล้วนั่นกำลังวาดรูปเรอะ เฮอะ! นึกว่าจะเกลียดฉันจนไม่อยากวาดตั้งแต่วันที่ฉันเข้าไปเจอวันนั้นแล้วซะอีก
                “นาย”
                “อะไร”
                “ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
                “ว่ามาสิ”
                นายก็ช่วยหันมาสนใจฉันก่อนสิว้อยยยยยย ฉันพยายามจะระงับอารมณ์คุกรุ่นที่กำลังปะทุขึ้นมาจนใกล้จะล้นปรอท คนอะไรกวนประสาทชะมัด
                “...”
                “ถ้าไม่พูดก็ออกไป เธอทำให้ฉันไม่มีสมาธิ”
                “ว่าไงนะ”
                เมื่อกี้ฉันฟังอะไรผิดไปรึเปล่า
                “ถ้าไม่พูดก็ออกไป”
                เยซุนทำหน้าเบื่อหน่าย
                “ไม่ๆ หลังประโยคเมื่อกี้น่ะ”
                ฉันตั้งหน้าตั้งตาฟังเยซุนที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน ตอนนี้กลายเป็นว่าเรายืนอยู่ชิดกันและห่างกันแค่คืบเดียว
                “อยากฟังรึไงไอ้คำเมื่อกี้น่ะ”
                “ก็...”
ฉันหลุบตาลงต่ำเมื่อเยซุนถามเข้าอย่างนี้
                เขาก้าวเท้าเข้ามาจนชิดฉันมากกว่าเดิม ฉันเลยต้องเป็นฝ่ายถอยหลังหนีอีตานี่แทน ถอยไปได้นิดเดียวหลังก็ชนเข้ากับผนังห้อง อ้าว! ซวยแล้วสิงานนี้
                ฉันพยายามที่จะหลบไปทางอื่น แต่อีตานี่ก็ดันรู้ทันใช้มือทั้งสองข้างค้ำยันผนังห้องกันเอาไว้เพื่อไม่ให้ฉันหนี ชิ! ทีเรื่องอย่างนี้ล่ะออกลายเชียวนะยะ
                “นายจะทำอะไรน่ะ”
                ฉันทำใจกล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขา ผมสีน้ำตาลรับกับใบหน้าคมคาย ต่างหูรูปปืนเท่ๆ นั่นยิ่งทำให้ออร่าความหล่อของเขาเพิ่มมากขึ้นจากที่มีอยู่เดิมหลายเท่า
                “คิดว่าอะไรล่ะ เธอไม่น่าถามเลย ในเมื่อเธอกล้าจะมาคุยกับฉันในที่ลับตาคนแบบนี้ แค่นี้มันไม่มากหรอก”
                มากสิยะ ทำไมจะไม่มาก นายกำลังทำให้หัวใจฉันเต้นแรงอยู่นะอีตาบ้า
                “นายจะไปรู้อะไร แต่ช่างมันเถอะ ที่ฉันเข้ามาที่นี่ก็แค่จะมาบอกนายว่าขอบคุณนายมากๆ สำหรับรายงานนั่นที่อุตส่าห์ทำมันให้ฉัน เรื่องที่ฉันจะพูดก็มีแค่นี้ล่ะ ไม่มีแล้วฉันไปล่ะ”
                “ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องแค่นี้ไม่ต้องลงทุนมากขนาดนี้ก็ได้”
                เขาพูดพลางจ้องหน้าฉัน
                หายใจไม่ออกแล้วนะเฟ้ย!!!
                พูดเฉยๆ ไม่ได้รึไงวะ ทำไมต้องมาทำท่าทางหื่นๆ นี่ใส่คนที่นายเกลียดขี้หน้าด้วย ไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ
                เยซุนก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูฉันอีกรอบ
                “ถ้าจะตอบแทนฉันจริงๆ ก็ทำอะไรสักอย่างให้ฉันสมควรที่จะพึงพอใจสิ แล้วฉันจะดีใจมาก”
                “ทำอะไรสักอย่างงั้นเหรอ”
                “ใช่!!!”
                “...”
                “อย่างเช่น...”
                เยซุนใช้สายตาเย่อหยิ่งนั่นมองไปทั่วใบหน้าฉันก่อนจะค่อยๆ เลื่อน สายตาไปที่ริมฝีปาก คอ และหน้าอก
                กรี๊ดดดดดดดดดดด ฉันเกลียดอีตานี่ แง~
                “หยุดเลยนะไอ้บ้า ไอ้คนลามา ฉันไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่”
                “หึๆ”
                ฉันร้องบอกเขาและใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาปิดหน้าอกของตัวเองไว้ เยซุนหันกลับมาจ้องตาฉันอีกรอบเหมือนจะสะกดให้ฉันเชื่อและหลงใหลกับทุกคำพูดทุกการกระทำของเขา ก่อนที่ใบหน้าหล่อๆ นั่นจะค่อยๆ เลื่อนเข้ามาใกล้ริมฝีปาก ฉันหลับตาลงเพื่อรอรับสัมผัสที่เขาจะมอบให้
                แต่ทว่า...
                โป๊ก!!!
                “โอ๊ย!!! นายเขกหัวฉันทำไมเนี่ย”
                “หลับตาทำไมฮะ เธอคิดว่าฉันกำลังจะทำอะไรเธองั้นสิ”
                “ก็...”
                “หึ...ฝันกลางวันน่ะสิ ที่ฉันก้มหน้าไปใกล้เธอเมื่อกี้น่ะแค่จะเพ่งดูไอ้ตัวแมลงวันที่มันกำลังจะขี้ลงบนหน้าผากเธอต่างหาก เธอนั่นแหละที่ลามก ยัยงี่เง่า!”
                “ฉันเปล่านะ”
                ฉันล่ะอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ให้หายแค้นไปเลย พูดออกมาได้ยังไงอีตาบ้านี่นะ ฉันรู้หรอกนะว่าเมื่อกี้น่ะเขาแค่ต้องการจะแกล้งฉันเพื่อความสนุกของตัวเองก็เท่านั้น แต่นี่มันทำให้ฉันหน้าชาจนอยากจะเอาปี๊บมาคลุมหัวอยู่แล้วที่ดันคิดว่าคนเย็นชาอย่างหมอนี่จะจูบฉัน
                คงจะฝันกลางวันอย่างที่เขาว่านั่นแหละL
                ขนาดแมวแสนวิเศษอย่างโดราเอม่อนยังหมดปัญญาที่จะควานหาของวิเศษในกระเป๋าหน้าท้องออกมาช่วยฉันเลย ฝากไว้ก่อนเถอะอีตาบ้า!!!
                “หึ! ฉันล้อเธอเล่นหรอกน่า ตอนเที่ยงทำคุกกี้สักกล่องมาให้ฉันที่บันไดสอง อาคารสามสิ นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันต้องการ”
                “ได้ ฉันตกลง”
                “ก็ดี”
 
                หลังจากที่เยซุนเดินออกจากห้องซ้อมไป ฉันก็รีบออกวิ่งเต็มฝีเท้าไปลากคอยซูชิไปที่อาคารคหกรรมทันที   ดูเจ้าตัวจะยังงงๆ อยู่ที่จู่ๆ ฉันก็วิ่งไปลากแขนเธอมาที่นี่ด้วยโดยที่ฉันยังไม่ทันได้เล่ารายละเอียดอะไรให้เธอฟังเลย
                “แฮก...แฮก”
                ฉันยืนหอบอยู่ที่หน้าตึกคหกรรม ข้างๆ กันก็คือยัยซูชิ ที่ยืนทำหน้าเหยเกอยู่ด้วยกัน
                “เข้าไปกันเถอะ”
                “เดี๋ยวๆ นี่แกจะเข้าไปทำไมยะโบลา”
                เธอเท้าเอวถามฉันด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับและงงสุดขีด
                “เหอะน่า”
                ฉันลากแขนซูชิเข้ามาข้างในด้วยกันจนได้
                “โอ๊ย!!! ยัยคนนี้ ฉันเหนื่อยนะ คิดจะลากฉันไปไหนมาไหนด้วยเนี่ยก็ช่วยบอกรายละเอียดสักนิดไม่ได้รึไงฮะ ยัยบ้านี่นะ เหนื่อยๆ”
                พอเข้ามาข้างในฉันก็เดินตรงดิ่งเข้าไปหาคุณครูท่านหนึ่งที่นั่งอยู่เก้าอี้โดยไม่ฟังเสียงบ่นยาวยืดของซูชิ ใกล้กันคือตู้ขนมหวานนานาชนิดทั้งไทยและของนอก ใช่! ฉันจะมาซื้อคุกกี้รสช็อกโกแลตให้เยซุน
                “ขอโทษค่ะ พอดีหนูจะซื้อคุกกี้รสช็อกโกแลตกล่องนั้นน่ะค่ะ ไม่ทราบว่ามันราคาเท่าไหร่กันคะ”
                “อ้อ! เหลือกล่องเดียวพอดีเลยจ๊ะ นี่เป็นคุกกี้ไวท์ช็อกโกแลตจากนอกเชียวนะ ราคาก็กล่องละประมาณสามร้อยบาทจ๊ะ”
                คุณครูแกส่งยิ้มหวานมาให้
                “สามร้อย!!!”
                “ใช่จ๊ะ ทำไมเหรอ”
                “เปล่าๆ ค่ะ ไม่มีอะไร ขอหนูคิดก่อนนะคะ”
                “จ๊ะ”
                โห! คุกกี้แค่ไม่กี่ชิ้นเนี่ยนะกล่องละสามร้อย พระเจ้า!!! สมกับเป็นโรงเรียนนานชาติจริงๆ อะไรๆ ก็มีแต่อันแพงเวอร์
                “ให้ฉันช่วยอะไรมั้ย”
                ซูชิถามขึ้นหลังจากที่เห็นฉันนับเงินในกระเป๋าสตางค์ตัวเองอยู่หลายรอบ ฉันล่ะรักเพื่อนคนนี้จริงๆ ขนาดเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันจะซื้อไอ้คุกกี้นี่ไปทำไม
                ซึ้งอ่า...กระซิกๆ
                “ไม่เป็นไร ขอบใจเธอมากนะ”
                “แน่ใจนะ”
                “อือ”
                ถ้าห้าร้อยจ่ายไปสามร้อยก็คงเหลือสองร้อย แว้กกกกกก เงินห้าร้อยบาทนั่นกว่าฉันจะได้มันมาช่างยากเย็นแสนเข็ญแต่ต้องมาหดหายไปกับอีแค่คุกกี้กล่องเดียวอ่านะ ฮือๆ
                เอาก็เอาวะ...L
                “...”
                ฉันมองเงินในกระเป๋าสตางค์สลับกับมองกล่องคุกกี้ที่วางอยู่ในตู้ โอ๊ย! ลาก่อนนะเจ้าเงินสามร้อยบาทของฉัน แง~
                “ตกลงหนูซื้อคุกกี้กล่องนั้นค่ะ”
                “แหม หนูนี่ตาถึงจริงๆ เลยนะจ๊ะ”
                ตาถึงแน่ล่ะสิตาน่ะ เล่นแพงเวอร์ตั้งกล่องละสามร้อยบาท โฮ~
                พอฉันกับซูชิกลับมานั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ตึก ระหว่างที่ฉันกำลังผูกริบบิ้นกับกล่องคุกกี้นี่อยู่เธอก็ถามขึ้น
                “ตกลงแล้วนี่แกซื้อคุกกี้นี่มาห่อทำไม ห่อให้ใคร เพื่ออะไรยังไง แกก็ช่วยตอบฉันมาหน่อยสิยะ”
                “โหย~ เอาทีละคำถามสิ แกเล่นถามมาตั้งสี่ห้าคำถามแบบนี้ จะให้ฉันเลือกตอบอันไหนก่อนล่ะยะ”
                “ก็ได้ แกห่อมันทำไม”
                ฉันยิ้มหน้าระรื่นตอบ
                “ห่อให้คน”
                “เป็นคำตอบที่ดีมากกกกก ห่อให้ใครกันนะ ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ”
                เธอทำหน้าคิดหนัก มันช่างไม่เข้ากับหน้าตาน่ารักๆ ของเธอเลย
                “อีตาเยซุน”
                “ฮะ! แกห่อให้อีตาเย็นชานั่นน่ะนะ ไม่อยากจะเชื่อ ฉันก็พอจะรู้หรอกนะว่าอีตานั่นโคตรจะเจ้าชู้ หล่อ บลาๆ แล้วแกไปทำอีท่าไหนถึงได้วิ่งกระหืดกระหอบไปซื้อคุกกี้มานั่งบรรจงห่อให้อีตานั่นกัน”
                “อืม...เสร็จพอดี”
                “แล้วแกห่อไปให้อีตานั่นทำไม”
                ซูชิยังคงถามต่อ
                “ก็ตอบแทนที่อีตานั่นทำรายงานวิทยาศาสตร์นั่นให้ฉันไงล่ะ”
                “อ้อ! อย่างนี้นี่เอง”
                “แน่น่ะสิ”
                “งั้นฉันก็ขอให้แกทำสำเร็จนะ สู้ๆ”
                เธอส่งยิ้มหวานมาให้ เฮ่ยๆ อย่ามายิ้มอย่างนี้น่า มันเขินๆ ยังไงไม่รู้
                “ขอบใจเธอมากนะ”
                “ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา”
                “งั้นเดี๋ยวเจอกัน”
                “จ้า”
                ฉันโบกมือลาซูชิและเดินถือกล่องคุกกี้ที่ฉันตั้งใจผูกริบบิ้นนี่ไปตามทางเดินของตึกสาม ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่รูว่าตอนนี้เยซุนเขาจะรู้สึกยังไงบ้างนะ เขาจะพูดยังไงเมื่อฉันยื่นกล่องคุกกี้นี่ให้เขา แต่สำหรับฉันมันคงจะตื่นเต้นมากจนไม่รู้จะอธิบายยังไงให้มันออกมาเป็นคำพูดที่ดูดีที่สุดเท่าที่จะพูดได้ล่ะมั้ง
                ฉันยิ้มกับกล่องคุกกี้อีกครั้งก่อนที่จะเดินพ้นมุมตึกไปที่ใต้บันไดสองตามที่เยซุนนัดเอาไว้
                แต่พอฉันเงยหน้าขึ้นไปตรงชั้นบันไดที่ว่า ปลายเท้าที่ค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทางอย่างเชื่องช้าเหมือนกับมีแรงอะไรบางอย่างมาฉุดรั้งขาเอาไว้ หัวใจฉันเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ลมหายใจเหมือนขาดห้วงลงไปดื้อๆ สมองมึนงงและคิดไม่ออกเกี่ยวกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
                นี่มันอะไรกัน...
                ช่วยอธิบายให้ผู้หญิงงี่เง่าอย่างฉันฟังที...
                ฉันต้องการคำตอบ...
                กับภาพตรงหน้านี้...
                ผู้ชายกับผู้หญิงสองคนที่กำลังนัวเนียกันโดยไม่สนสายตาใครๆ ตรงบันไดนั่นมันคืออะไรกัน พวกเขาสองคนไม่แคร์สายตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเลยสักนิดว่าเขาจะคิดยังไงบ้าง รวมถึงฉันด้วย...เขาไม่แคร์มันเลยสักนิดว่าฉันจะเดินมาเจอ หรือว่าเขาต้องการให้มันเป็นแบบนี้กันนะ
                นายทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง...เยซุน
                คนใจร้าย!!! ทั้งๆ ที่ฉันตั้งใจซื้อคุกกี้ราคาแพงเวอร์ (สำหรับฉัน) นี่มาให้นายแทบตาย เพื่อหวังที่จะให้นายเห็นใจและเลิกมองฉันแบบที่นายเคยมองสักที แต่ก็ไม่เลย...นายไม่เคยเห็นค่าของมันเลย
                ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการจัดฉากของผู้ชายเลวๆ คนนี้ คนที่ฉันไม่น่าทรยศหัวใจตัวเองไปรักคนอย่างเขา...
                ตุ้บ!
                ฉันทิ้งกล่องคุกกี้ลงบนพื้นอย่างไม่ใยดี ในเมื่อคนที่อยากได้มันในตอนนั้นไม่ต้องการที่จะอยากได้มันในตอนนี้ แล้วมันจะมีค่าอะไรอีกถ้าฉันยังจะเก็บมันเอาไว้เพื่อตอกย้ำและทำร้ายจิตใจอันบอบช้ำของฉัน...คนนี้
                พอกันที...สำหรับผู้ชายไม่มีหัวใจคนนี้
                ฉันยืนกำมือแน่นมองภาพตรงหน้า ปล่อยให้น้ำตาที่ฉันพยายามกลั้นมันเอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็ไม่สำเร็จ ให้มันหยดลงและไหลเป็นทางโดยไม่คิดที่จะปาดมันทิ้ง เพื่อย้ำเตือนกับตัวเองว่าอย่าใจอ่อนกับผู้ชายคนนี้อีก
                ฉันเจ็บเหลือเกิน ยิ่งพยายามที่จะลืมมันกลับยิ่งจำ พระเจ้าคะ...ในตอนนี้ ตอนที่ฉันหมดแรงที่จะเดินต่อ...ขอเพียงใครสักคน...ใครก็ได้ที่ฉันสามารถพึ่งได้ในตอนนี้ พระเจ้าช่วยส่งเขามาให้ฉันคนนี้ที...ไม่ไหวแล้วจริงๆ
                ฉันก้มหน้าและคิดสมเพชตัวเองจริงๆ ให้ตายสิ! เรื่องแบบนี้ทำไมมันจะต้องมาเกิดขึ้นกับฉันด้วย
                ฟึบ!
                สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือใหญ่ที่วางลงบนไหล่ของฉันอย่างเบามือ มันทำให้ฉันค่อยๆ หันกลับไปมอง
                “ฮึก...ฮือ...พี่ยู”
                ฉันสวมกอดพี่ยูวอนทันที ในที่สุดพระเจ้าก็เห็นใจฉัน ขอบคุณมากๆ นะคะ
                พี่ยูวอนสวมกอดฉันตอบ มือหนาของพี่ยูวอนค่อยๆ ลูบหัวฉันเพื่อปลอบใจอย่างเงียบๆ
                บนความทุกข์ก็ยังมีความสุขอยู่บ้าง...ยังดี
                “หยุดร้องไห้ก่อนนะครับคนดี”
                พี่ยูวอนส่งยิ้มให้ ถ้าฉันไม่ได้รัก...ฉันคงจะมารักพี่ยูวอนนี่ล่ะ สุภาพบุรุษกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แต่ฉันดันไม่ได้รักพี่เขาแบบนั้นเลยสักนิดนี่สิ เฮ้อ!
                “ฮือๆ โบเจ็บ”
                “พี่รู้...แต่ตอนนี้คนดีต้องเลิกร้องไห้และตามพี่มานี่ก่อนนะครับ”
                พี่ยูวอนจูงมือฉันออกมาจากที่นั่น...ก่อนที่เขาทั้งสองคนจะหันมาเจอฉันเข้าซะก่อน
                “ฮึก...ฮึก”
                นึกแล้วก็เจ็บใจทั้งเสียใจจริงๆ คนอะไรก็ไม่รู้เย็นชาได้โล่ ฉันไปรักคนอย่างนายได้ยังไงกันนะ โกรธตัวเองจริงๆ เลย บ้าเอ๊ย!!!
                “เชื่อพี่เถอะ”
                ฉันเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่ยูวอน
                “ก็ได้ค่ะ”
                ฉันถูกพี่ยูวอนจูงแขนมาจนถึงม้านั่งที่ไม่ค่อยมีพวกนักเรียนเดินเพ่นพ่านเท่าไหร่ ก่อนที่พี่เขาจะช่วยเอาทิชชูมาซับคราบน้ำตาที่เปื้อนเลอะเต็มใบหน้าทั้งสองข้างของฉัน
                สุภาพบุรุษไม่เคยเปลี่ยน...
                ...พี่ชายอีกคนของฉัน
                ขณะที่พี่ยูวอนกำลังนั่งซับน้ำตาให้ฉันอยู่ ฉันก็จัดการเล่า ไม่สิ ระบายอารมณ์ต่างหากให้พี่ยูวอนฟังถึงสาเหตุทั้งหมดที่ฉันร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ มันน่าเจ็บใจจริงๆ นี่ คนเขาอุตส่าห์ตั้งใจเอาไปให้ ไหนกลับตอบแทนกันอย่างนี้กันเล่า คิดแล้วน้ำตาก็พาลจะไหลออกมาเลย ฮึ่ย!
                คนใจดำ!!! คนไม่มีหัวใจ!!!
                “ร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้เดี๋ยวก็หมดสวยกันพอดี จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่อะไรหรอก ทิชชูหมดไปหลายม้วนแล้วน่ะJ”
                “พี่ยูอ่าL”
                “จริงนี่ครับ”
                “ขอบคุณมากๆ นะคะพี่ยู”
                “ไม่เป็นไรครับ ไอ้ซุนมันก็ทำเกินไป สงสัยพี่คงจะต้องเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาจอมวางแผนอย่างจองวาซะแล้ว พี่รับรองเลยว่าไอ้ซุนจนมุมแน่ๆ”
                พี่ยูยกโป้งฟันธง
                ฉันไม่คิดจะเถียงเลยว่าที่พี่ยูพูดน่ะเรื่องจริง ถึงเรื่องที่พี่จองวาเป็นจอมวางแผนตัวโยง แต่ฉันขอไม่รับรู้แผนการทั้งหมดน่าจะดีกว่า
                ...กลัวรังสีอำมหิตของพี่จองวาเขาน่ะ แหะๆ (อ้าว! ทำไมยัยนี่ถึงเปลี่ยนอารมณ์ไวอย่างนี้ฟะ เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ)
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 286 ท่าน