Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
ปราสาทจันทร์
กุ ล บ า ร า ช า ล ส์
เงาจันทร์ (ต่อ)
3
09/02/2556 18:25:56
249
เนื้อเรื่อง
ตอนที่ ๒ : เงาจันทร์ (ต่อ)

เพลงอ้อยังขับกล่อมอบอวลทรงกลิ่นดอกพรรณพฤกษาให้แตะต้องลม 
โชยกลิ่นหอมมาขับกล่อมความเย้ายวนด้วยมวลหมู่วิหคนารีที่คลอเคล้าในมวลหมู่ดอกไม้
ให้สุนทรียะ  ผลัดความเมื่อยล้าให้ผ่อนคลาย  ด้วยลงสรงในบ่อน้ำอมฤตมรกต
เจิดจรัสประกายคลื่นและละอองของม่านน้ำดุจเปลวทองคำเนื้อละเอียดที่ลาดไล้
ก่อเกิดเป็นริ้วน้ำทองคำบนผิวมรกต   พลังแห่งความอมตะและนิจนิรันดร์ 

ทางเดินที่อับชื้นถูกผนึกความลาดชันด้วยทางขั้นบันไดลาดตรงอันมืดสลัว  
สว่างฉายชัดด้วยคบไฟประกายสีครามอ่อนที่จุดไว้เฉพาะช่วงพักของขั้นบันได
ในทุกๆ ขั้นที่หนึ่งร้อย  กำแพงศิลาอ่อนที่สูงปิดทึบตั้งขนาบทางเดินทั้งสองข้าง 
ก่อกำเนิดเสียงสะท้อนที่ดังกึกก้องเป็นจังหวะในยามเมื่อส้นรองเท้าโลหะเนื้อด้านสลักลาย
ได้ก้าวกระทบผ่านขั้นบันไดหินอ่อนที่เรียงไล่ระดับต่ำลงเป็นแนวลึกสุดลูกหูลูกตา   
ความมืดมิดมันกลบกินปลายทางจนมองไม่เห็นยิ่งกว่าคนตาบอดที่พอจะคลำทางได้ 
เหมือนดุจถูกกลืนให้หายวับดิ่งลงยังก้นเหวฤดีในเทือกเขาเหมันต์   
ความสว่างจากเปลวคบตะเกียงน้ำมันของผู้ที่ใช้ถือนำทางมาเท่านั้น
ที่จะส่องสว่างให้เห็นทางเดินของขั้นบันไดในระหว่างการเดินทางที่ยาวไกล
และแสนจะมืดมิดนั้นได้  แสงจากคบตะเกียงสาดฉายร่างที่ปกปิดใบหน้า
ด้วยผ้าคลุมโอเวอร์ฮู้ดกรมท่ายาวกรอมพื้น  ทาบทิ้งไว้เป็นเงาดำมืดสลัว
ปิดทับเป็นฉากเบื้องหลังบนทางเดินที่ได้ก้าวผ่านมา

“  เบื้องหน้า  นายท่าน ”   เสียงหนาทุ้มดังแทรกผ่านความมืดมิดขึ้นมาของทหารยามนายหนึ่ง
ที่ปรากฏชัดเฉพาะรูปดวงตาเรียวคมโตดุจเหยี่ยวฉาบสว่างเป็นประกายสีครามอ่อนเหมือนคบไฟ
ที่จุดบอกสัญญาณในฝั่งตรงข้ามในทุกช่วงพักของขั้นบันไดเมื่อครบขั้นที่หนึ่งร้อย
ทหารยามส่งสัญญาณบอกระยะทางเป็นอันให้รู้ว่าอีกร้อยขั้นบันไดข้างหน้าจะถึงเป้าหมาย
และการเดินทางกำลังจะสิ้นสุดลง เมื่อหมดหน้าที่ร่างที่ปรากฏชัด
เฉพาะดวงตาที่ประกายแสงสีครามอ่อนก็ค่อยๆ วูบดับลง
บดบังร่างอันไร้ตัวตนด้วยความมืดมิดอีกเช่นเคย

สายตาทอดไกลเหม่อมองแชนเดอเลียคริสตัลที่บรรจงถักร้อยเป็นโคมระย้า
ทอดยาวลงมาจากโดมเพดานหินอ่อนสูงที่อยู่ด้านบนกลางห้อง   
เรียงร้อยให้สะบัดไหวในยามเมื่อต้องกับสายลมเกิดเป็นเสียงกลับแก้วอันไพเราะน่าฟัง 
รั้งใจให้คนที่เฝ้ามองดูอยู่นานไม่อาจจะละสายตาไปได้

“ อดามัส .... มาเล่นน้ำกับข้าเถอะ ”  วิหคนารีนางหนึ่งเอื้อนถามด้วยความสิเน่หา   
ว่ายเข้ามาเกาะเกยคางอยู่ริมขั้นพักปริ่มน้ำติดขอบสระ 
เพื่อถามคนเบื้องหน้าที่นอนทอดกายละเลียดน้ำจันทน์
เชยชมเพดานอยู่นานบนตั่งหินอ่อนด้านบน

“ เจ้าว่า ... แชนเดอเลียดวงนี้จะทนแรงลมได้อีกซักกี่ช่วงเพลา ... ฮึ ... ลัล ”  
อดามัสเปรยถามก่อนตวัดแก้วน้ำจันทน์ยกขึ้นดื่มจนหมด   
และยังคงทอดกายเหม่อมองแชนเดอเลียที่ยังไหวต้องลมอยู่กระนั้น 
ปลีกอารมณ์จากความรัญจวนที่อบอวลด้วยมวลหมู่วิหคนารี
ซึ่งกำลังสนานรายล้อมอยู่โดยรอบท้องโดมต้นกำเนิดแห่งสายธาราอมฤตมรกต

“ ข้ารู้นะ  ว่าเจ้ากำลังคิดถึงใคร ” ลัลก้มหน้าหลับตาถอนหายใจด้วยความที่ไม่ยินดีนัก  
ไม่อดใจที่จะแสร้งหลอกตัวเองว่าคนสำคัญของชายซึ่งอยู่ตรงหน้านั้นจะเป็นเธอไปได้ 

“ ฮึ ๆๆๆๆ ... เจ้านี่ช่างรู้ใจข้าเสียจริง ... ลัล ”  ริมฝีปากบางหยักได้รูปยกสรวลรอยยิ้ม
เผยความนัยให้สาวเจ้าที่สนิทชิดเชื้อได้ล่วงรู้ถึงความคิด

“ ต่อให้ข้าไม่ใช่ผู้หญิง   ข้าก็รู้ ” ลัลลีน่าขยับตัวขึ้นนั่งบนขั้นพักปริ่มน้ำริมขอบสระเบื้องล่าง
ติดกับตั่งหินอ่อนที่ยกระดับขึ้นให้สูงกว่าไม่มากนัก  ก่อนจะตวัดตัวลุกขึ้น
สวมชุดคลุมที่ทอด้วยแพรไหมสีขาวบางเนื้อโปร่งขึ้นมาคลุมร่างระหง  
และก้าวขึ้นมานั่งเคียงข้างอดามัสซึ่งนอนทอดกายอยู่บนนั้นนานแล้ว   
ลัลลีน่าเอื้อมมือข้ามบ่ากว้างของชายหนุ่ม  หยิบแก้วที่ว่างเปล่า
ในมือเรียวหนาของอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามขึ้นมารินเหล้าจากคนโทเงินสลักลายรมดำ
และยกน้ำจันทน์ขึ้นจิบแก้กระหายหวังจะปัดเป่าความแห้งผากในลำคอ
ที่มันชักจะเกิดขึ้นทุกทีเมื่อได้ยินเรื่องน่ารำคาญใจเช่นนี้

“ เจ้ากังวล ...  ”  ลัลลีน่าโน้มตัวเข้าหาร่างที่นอนเอนกายทอดยาว   
วางประสานมือข้างหนึ่งเข้ากับบ่ากว้างและทาบเรียวแขนที่งามระหง
เข้ากับมัดกล้ามอกของฝ่ายชาย  ประชิดใบหน้าเรียวเล็ก
ด้วยระยะที่อดามัสจะไม่สามารถเหม่อมองไปที่ไหนได้อีกนอกจากเธอ 

“ ... เจ้า ... ”     มือข้างหนึ่งที่ยังยกแก้วน้ำจันทน์ค่อยๆ เคลื่อนคล้อย   
ด้วยเหมือนจะต้านแรงโน้มถ่วงของแรงสิเน่หานั้นไม่ไหว 
เทินวางไว้คร่อมศีรษะของฝ่ายชายด้วยมือที่ยังไม่ยอมปลดปล่อย
ห้วงความมึนเมาของน้ำจันทน์นั้นทิ้งไปเสียแต่ยังเคล้าความแนบชิด
ให้ได้กลิ่นกายอย่างที่คุ้นเคยและยิ่งกว่าเดิมด้วยท่วงท่าของเรียวแขน
ที่บังคับให้ไหล่สอบบางของร่างระหงต้องขยับประชิด
เข้ากับมัดกล้ามเนื้อของอดามัสนั้นเข้าไปอีก 
เพื่อปรารถนาให้ปลายจมูกได้สัมผัสกลิ่นอายของกันและกัน
ก่อนจะบรรจงจูบอย่างแผ่วเบาบนริมฝีปากหยักได้รูปของชายที่อยู่เบื้องล่าง
ด้วยสัมผัสเพียงน้อยนิด  แต่ในใจกลับไม่เพียงแต่หวัง  แค่ได้ชิมรสน้ำจันทน์
ที่ยังคลุ้งอยู่บนริมฝีปากให้หายความเครียดขึงที่ยังกรุระอุขึ้นในใจของลัลนั้นเป็นได้      
ที่ภาพแห่งสตรีผู้นั้นมันยังวนเวียนขึ้นในความคิดให้ริษยา 
บนใบหน้าของชายหนุ่มที่ยังเผลอใจให้กับอีกหนึ่งนางสตรี

“ ฮึ ? ”  อดามัสทอดเสียงในลำคอทิ้งไว้เป็นเชิงคำถาม  เมื่อรสจูบได้สะดุดลง   
“ เจ้า ... ”  ด้วยความที่คุ้นเคยกับการปรนนิบัติของนารี   
แต่คราวนี้กลับทำให้อดามัสต้องชะงักและโหยหาในอารมณ์ที่กำลังครุกรุ่น 

“ ฮึ ?  ... อะไร ... ”  ลัลลีน่าย้อนถามด้วยน้ำเสียงสรวลในลำคอเช่นกัน 
และยกแก้วน้ำจันทน์ขึ้นจิบก่อนจะแกล้งพูดขึ้นอีก
“ เจ้าคิดอะไรอยู่ ”  รอยยิ้มสรวลและแววตาที่ยิ้มเยาะของลัลลีน่า
ที่มีให้กับใบหน้านิ่วขมวดของฝ่ายชายมันบ่งบอกถึงความเจ้าเล่ห์ 
และแรงสิเน่หาของฝ่ายหญิงที่หวังจะมัดตรึงใจและเรียกร้องความสนใจให้กลับคืนมา

“ ลัล ... ” อดามัสร้องเรียกอย่างโอดครวญ   ใช้ข้อนิ้วหมายจะสะกิด
เข้าที่หน้าผากของนารีเป็นการเอาคืนบ้าง  แต่ด้วยเจ้าของใบหน้าเรียวเล็กก็หลบไว้ทัน  
ทั้งสองก็สร้างเสียงสรวลด้วยกันอีกครั้งด้วยความคุ้นเคยอย่างที่รู้ใจกันเป็นอย่างดี    
ก่อนนิ้วเรียวหนาและฝ่ามือที่แข็งแรงของฝ่ายชายจะโอบรัดร่างบอบบางให้แนบกระชับ
และรั้งใบหน้าเรียวเล็กให้เข้าใกล้และบรรจงจูบอย่างดูดดื่มกว่าเช่นเคย  
ครั้งนี้ดูเหมือนความตั้งใจของลัลลีน่าจะสำเร็จเพราะภาพของอีกหนึ่งนางสตรีผู้นั้น
มันถูกกระชากให้หลุดพ้นไปจากความคิดของเขาและเธอไปเรียบร้อยแล้ว   

...
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 280 ท่าน