Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Blackmail ต้นเหตุรัก แผนร้ายกับยัยประหลาด Update Episode 12 Nymphomania กับความจริง [ไรเตอร์สำนึกผิดแล้วที่หายหัวไป TT^TT 40% แรกค้าบ... ]
kyo
Blackmail Episode 11 งานงอก [ไรเตอร์คืนชีพแล้ววว~ uploading 100%]
12
21/06/2555 17:23:21
862
เนื้อเรื่อง
        “มีอะไรอยากจะเล่าให้พี่ฟังมั้ย” พี่บอยถามขึ้นขณะที่รอเวลาหนังเข้าฉาย
        “ฉันอยากเล่า” ฉันมองหน้าพี่ชาย ยิ้มอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะก้มลงมองมือตัวเอง “แต่ฉันยังไม่พร้อมจะเล่า”
        “ไม่เป็นไร พี่มีเวลาทั้งชีวิตที่จะรอฟังเธอ”
        ฉันเคยคิด ว่าทำไมต้องมีแฝด คนที่มักจะเหมือนๆ กับฉัน คนที่มักจะได้ของแบบเดียวกัน คนที่มักจะเป็นตัวเปรียบเทียบของฉันเสมอ แต่ยิ่งนานวัน พี่บอยยิ่งทำให้ฉันเข้าใจดีว่า การมีพี่ที่เป็นฝาแฝดแบบนี้มันดีมากแค่ไหน เราผูกพันกันมากกว่าพี่น้องทั่วไป เราเป็นห่วงเป็นใยกันเพราะสายใยบางอย่างที่เรามองไม่เห็น และฉันไม่เคยผิดหวังที่มีพี่ชายคนนี้ พี่ที่แสนดี พี่ที่พร้อมจะมอบทุกอย่างให้ฉัน พี่ที่ยอมปกป้องฉันตลอดเวลา พี่ที่ยอมสละทุกอย่างเพื่อฉันได้
        “ฉันรักพี่ที่สุดเลย”
        “เรื่องนั้นพี่รู้อยู่แล้วล่ะน่า”
        พี่บอยที่ยิ้มอย่างชอบใจ ขยี้หัวฉันเบาๆ ก่อนที่เสียงประกาศจากพนักงานจะประกาศรอบหนังที่สามารถเข้าชมได้แล้ว พี่ดึงมือฉันผ่านพนักงานตรวจบัตร ก่อนจะเข้าไปในโรงหนัง แถวบนสุด เก้าอี้โซฟาขนาดใหญ่ ฉันนั่งตามแรงดึงของพี่เพราะมองอะไรไม่ค่อยชัด ก่อนจะเริ่มเอนกายพิงพี่ชาย
        หนังตลกใช้ได้ ถึงจะไม่ได้ทำให้เรื่องเครียดหายไป แต่ก็ยังยับยั้งไม่ให้ฉันคิดมากไปมากกว่านี้ หนังที่ดำเนินมาเกินครึ่งเรื่อง พี่ชายที่นั่งข้างๆ ที่ฉันเอนตัวพิงอยู่ ตอนนี้หลับคาโซฟาไปแล้ว ฉันเลยต้องดูหนังคนเดียวจนกระทั่งหนังจบลง
        พี่บอยตื่นได้จังหวะกับที่ไฟดาวไลท์ในโรงหนังสว่างขึ้นก่อนบิดขี้เกียจนิดๆ และดึงฉันออกจากโรงหนัง
        “เป็นไง รู้สึกดีขึ้นบ้างมั้ย” พี่ถามหลังจากที่หลุดออกจากที่คนพลุกพล่านแล้วมุ่งตรงไปโรงจอดรถ
        “จะรู้สึกดีกว่านี้ถ้าพี่ไม่หลับ”
        “พี่เหนื่อยจะแย่ กลับจากเรียน พี่ก็ต้องดูเรื่องธุรกิจต่อ พี่กำลังจะขยายตลาดสินค้ากับจำนวนสินค้าให้เพิ่มขึ้น”
        “แล้วพี่จะไหวมั้ยน่ะ ทำคนเดียวเลย”
        “มีอะไรที่พี่ทำไม่ได้รึเปล่าล่ะ” พี่พูดก่อนจะกดปลดล็อครถสปอร์ตสีแดงเพลิง
        “พี่ทำได้อยู่แล้วล่ะ แต่ฉันกลัวว่าพี่จะเหนื่อยจนเกินไป”
        “ไม่เป็นไรหรอก เหนื่อยพี่ก็ทนได้”
        พี่นี่นะ เป็นแบบนี้เสมอ ฉันล่ะอยากจะให้มีผู้หญิงดีๆ ซักคนมาคอยดูแลพี่เหลือเกิน เพราะอย่างน้อยก็น่าจะดูแลพี่ได้ดีกว่าฉัน
        ตลอดเส้นทางกลับบ้าน เราสองคนพี่น้องปรึกษากันเรื่องธุรกิจค่อนข้างเยอะ และสิ่งที่ฉันสังเกตเห็นนั่นคือ พี่กำลังมีปัญหารกสมองอยู่ แล้วปัญหานั้นก็เป็นเรื่องผู้หญิงซะด้วย ก็ระหว่างทางกลับบ้าน มีคนโทรเข้าเครื่องพี่ พี่ไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากประโยคที่ว่า ‘ยัยงี่เง่า เธอจะทำให้ฉันสติแตกกับเธออีกกี่รอบ’
        นี่แหล่ะ!! ฉันเจอแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้พี่ต้องเข้าออกโรงหนังบ่อยๆ ต้องเป็นเจ้าของเบอร์ที่โทรเข้าหาพี่เมื่อกี้แน่นอน!!
 
                กว่าจะกลับถึงบ้าน ก็ดึกพอดู พี่บอยเคลื่อนรถสปอร์ตสีแดงเพลิงเข้าไปจอดในโรงจอดรถของบ้านตัวเอง ก่อนจะเดินมาส่งฉันที่บ้าน โดยผ่านประตูเล็กที่เชื่อมบ้านทั้งสองของเราไว้ พี่ไม่ได้พูดอะไรนอกจากลูบหัวฉันน้อยๆ แล้วปล่อยให้ฉันเข้าบ้านไป ฉันเดินผ่านห้องรับแขกที่ว่างเปล่าเข้าไปยังห้องกินข้าว เพราะท้องฉันมันร่ำร้องให้หาอะไรยัดเข้าไปก่อนนอน
                ห้องกินข้าวที่ฉันคิดว่าจะไม่มีใครอยู่ กลับมีชายร่างสูงในชุดนอนขายาวนั่งกินขนมเค้กขณะกำลังขีดเขียนอะไรซักอย่าง ลงไปในกระดาษ
                “กินเค้กรอบดึกเชียวหรอ” แซมละสายตาจากกระดาษขึ้นมายิ้มให้ฉันที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขา
“ยิ่งใช้ความคิดมากยิ่งหิวน่ะสิ”
เขาตอบโดยที่กลับลงไปขีดๆ เขียนๆ ในกระดาษนั่นอีกครั้ง ฉันเลยเดินผ่านห้องกินข้าว ชะโงกหน้าเข้าไปในห้องครัว เห็นป้านิ่มกำลังนั่งแกะสลักอะไรซักอย่างอยู่ ป้าละสายตาจากสิ่งของที่อยู่ในมือขึ้นมายิ้มให้ฉันอย่างรู้ทัน ว่าฉันเข้ามาห้องครัวเพื่ออะไร ก่อนจะกลับมานั่งในที่ตรงข้ามแซม
                “นายทำอะไรน่ะ”
                “การบ้าน” เขาทำหน้าเบ้ใส่ฉันน้อยๆ อย่างไม่พอใจ “เปิดเทอมวันแรกก็โดนการบ้านเลย แล้วเพื่อนตัวดีก็พึ่งจะโทรมาบอกได้ซักพักนี่เอง”
                “ฉันช่วยมั้ย” ฉันเสนอตัวช่วยแซมที่ต้องทำงานหนัก แล้วยังต้องมาปั่นการบ้านแบบนี้อีก
                “เหลืออีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ”
                ฉันนั่งดูเขาที่ขีดๆ เขียนๆ ตัวหนังสือยึกยือลงบนกระดาษบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า จนถึงบรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษ เขาวางปากกาลงก่อนจะบิดขี้เกียจแล้วแสดงสีหน้าสุขใจอย่างยิ่ง ส่วนฉันที่กำลังดีใจไปกับเขาด้วย หันไปรับจานข้าวผัดจากป้านิ่มมาตั้งตรงหน้า
                “กินด้วยกันมั้ย”
                ฉันชวนตามมารยาท แต่ถ้าอิตานี่จะกิน ฉันก็ไม่แบ่งหรอก (─___-) 
                “ไม่ล่ะ” เขาปฏิเสธ เก็บบรรดาเครื่องเขียนทั้งหลายเข้ากระเป๋าแล้ววางรวมกันไว้อย่างเป็นระเบียบ “กลับซะดึก ทำไมถึงไม่กินข้าวมาเลยล่ะ”
                “เวลาแบบนี้ร้านที่เปิดอยู่ก็มีแต่พวกขี้เมา เลยกลับมากินข้าวบ้านดีกว่า”
                “ว่าแต่... เธอออกไปกับไอ้ดารานั่น แต่ทำไมตอนกลับถึงกลับกับบอยได้”
                ฉันยิ้มบางๆ แทนคำตอบ ฉันไม่ค่อยอยากพูดถึงไอ้ดาราบ้านั่นเท่าไหร่ พอพูดถึงก็พาลให้คิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ที่อิตาดารานรกนั่นทำกับฉัน สารพัด และเหมือนแซมจะเข้าใจว่าฉันไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่ เขาเลยไม่ถามต่อ ได้แต่นั่งมองฉันนั่งกินข้าวต่อไปอย่างเงียบๆ
                หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย แซมไปส่งฉันที่หน้าห้องก่อนจะแยกเข้าห้องตัวเองไป ฉันจัดการเก็บข้าวของของตัวเอง ก่อนจะอาบน้ำกว่าชั่วโมง
                ในห้องที่เย็นเฉียบ ฉันนั่งมองโทรศัพท์ที่กดแสดงชื่ออิตาดาราบ้ากามนั่นค้างไว้ชั่งใจกว่าหลาย นาที ก่อนจะหยิบขึ้นมากดโทรออก ฉันรอสายอยู่นานจนกระทั่งสายตัดไปและกดโทรออกใหม่กว่าสามรอบ แต่ก็ไร้คนรับสาย
                นี่ก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว อิตานั่นคงจะหลับไปแล้วล่ะ เอาไว้โทรพรุ่งนี้แล้วกัน (_ _。)   
               
                วันนี้ฉันตื่นสายเป็นพิเศษ นั่นเพราะวิชาเรียนแรกของวันนี้มีขึ้นในช่วงบ่าย ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเกือบบ่ายโมงก่อนจะโทรหาอิตาดารานรกนั่นอีกครั้ง แต่ก็เหมือนเดิม สายถูกตัดไปโดยไม่มีใครรับ ฉันเลยจำใจต้องเก็บมือถือเข้ากระเป๋าสะพายก่อนจะลงมายังชั้นล่าง ชายในชุดนักศึกษานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องรับแขก ก่อนจะหันมายิ้มให้ฉันที่อยู่จากเขาเพียงไม่กี่เมตรพร้อมทั้งส่งแซนวิสทูน่า ให้
                “มารอฉันนานรึยังน่ะ”
ฉันถามพลางรับแซนวิสจากพี่ นั่งลงบนโซฟาหนังข้างๆ ชายร่างสูง แล้วจัดการแซนวิสในมือ
                “นานพอจะได้ทะเลาะกับไอ้เพื่อนสมัยเด็กไปยกนึง” ความสะใจนิดๆ ฉายแววออกมาจากใบหน้าพี่บอย “ไอ้หมอนั่นโมโหน่าดูตอนออกไปเรียน”
                “พี่เป็นโรคจิตรึไง ทำไมถึงชอบหาเรื่องทะเลาะกับผู้ชายที่อยู่ใกล้ๆ ฉันอยู่เรื่อย”
                “พี่ไม่ได้หาเรื่อง พี่ก็แค่ทำทุกอย่างให้มันยากขึ้นสำหรับพวกที่เข้าใกล้เธอ”
                พี่ฉันนี่ดูจะไม่สำนึกเลยนะ ที่จะทำให้น้องสาวตัวเองขึ้นคาน -_-^
ฉันส่งสายตาเอือมระอาไปให้พี่นิดๆ ก่อนจะเดินนำออกจากบ้าน พี่ที่เดินตามมาติดๆ เอาแขนขึ้นคล้องคอฉันไปยังนอกประตูรั้วอิตาลีสูง รถสปอร์ตสีแดงเพลิงจอดเด่นอยู่ที่นั่น ฉันเดินเข้าไปในที่ประจำของตัวเองพร้อมๆ กับที่พี่เดินขึ้นไปในที่คนขับ แล้วเคลื่อนรถออกไปอย่างรวดเร็ว
                ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราสองพี่น้องก็อยู่ภายในรั้วมหา’ลัยเรียบร้อยแล้ว  อีฟกับเฟรนด์ที่นั่งเล่นใต้ตึกรอพวกเราสองคนโบกมือเรียกเราทั้งสองอย่างไม่ อายสายตาใคร ฉันกับพี่บอยเดินเข้าไปสมทบ นั่งเล่นกว่าสิบห้านาทีก่อนจะพากันเดินขึ้นห้องเรียน
                ฉันเข้าเรียนได้ไม่ถึงสิบห้านาที โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายก็สั่นอย่างกับแรงแผ่นดินไหว ฉันเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เบอร์คุ้นตากระพริบอยู่ที่หน้าจอ
                “ฉันไปรับโทรศัพท์นะ”
                 ฉันกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูพี่ชายก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนอย่างเงียบๆ
                “ว่าไงแซม” ฉันกดรับสายทันทีที่ตัวพ้นออกมาจากประตูหน้าห้องเรียน
                “เธอว่างอยู่รึเปล่า”
                “ก็ไม่เชิงว่างหรอก ฉันเรียนอยู่น่ะ” ฉันหันกลับเข้าไปมองในห้องเรียน อาจารย์กำลังทำการสอน แต่พี่บอยส่งสายตาสอดรู้สอดเห็นมาที่ฉันไม่วางตา
                “ตอนนี้มีปัญหาเกี่ยวกับทัวร์นิดหน่อยนะ” น้ำเสียงที่ดูนิ่ง ขัดกับคำว่ามีปัญหาของเขามาก “แม่เธอกำลังส่งทัวร์มาลงที่โรงแรม”
                “มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาตรงไหนนี่ ต่อให้ทัวร์ใหญ่ยังไง โรงแรมนายก็ยังรับไหว”
                “เรื่องนั้นมันไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่ว่า แม่เธอส่งทัวร์มาให้ฉันสดๆ เลย ฉันเคลียร์ห้องสำหรับทัวร์นี้ไม่ทัน”
                เอ่าแล้ว!! งานงอกฉันแล้วล่ะทีนี้ ทำไมแม่ทำกับลูกสาวอย่างนี้ \("▔□▔)/
                “แล้วแม่กับพ่อฉันอยู่ไหนเนี่ย”
                “อยู่กรีซ บินไปตอนประมาณเกือบสิบโมง”
                โอยยย~ แม่จ๋า ทำไมต้องบินไปกรีซวันนี้ด้วย
                “แล้วไหงแม่ถึงส่งทัวร์สดมาแบบนี้เนี่ย” โอยย~ อยากจะคลั่ง “โอยย~ ฉันต้องเช็คโปรแกรมทัวร์ด่วนๆ เลย”
               “ไม่ต้องเช็คหรอก ทัวร์นี้ไม่ใช่ของบริษัทเธอ” อ๊าววว!! ไม่ใช่ทัวร์ของบริษัทฉัน แล้วฉันจะปวดหัวไปเพื่ออะไรเนี่ย “เอาเป็นว่า ทางผู้ใหญ่เขาโทรขอร้องให้แม่เธอช่วยดูแลทัวร์นี้ตอนที่แม่เธอบินไปถึงกรีซ แล้ว แม่เธอเลยบอกให้เธอไปจัดการแทนท่านหน่อย”
                 โอ้โห!!! ฉันอยากจะทราบชื่อผู้ใหญ่ผู้ใจดีที่โยนงานที่ไม่มีการวางแผนมาให้ฉันซะจริงๆ จะได้ซาบซึ้งใจได้ถูกคน
                 “แล้วฉันจะทำอะไรได้เนี่ย ถ้าดูจากเวลาก็ต้องพาเข้าที่พักก่อนเลยใช่มั้ย”
                 “นั่นแหล่ะปัญหา ฉันอยากให้เธอยื้อเวลาให้ฉันเคลียร์ห้องซักเล็กน้อย” ฟังดูง่าย จะให้ฉันไปบอกว่า ตอนนี้ที่พักของเรายังไม่พร้อมสำหรับทุกท่าน อย่างงั้นหรอ -_-^“ฉันจะเคลียร์ห้องให้เร็วที่สุด”
                 “แล้วตอนนี้นายอยู่ไหน”
                 “กำลังจะถึงที่จอดรถมหา’ลัยเธอ” คุยโทรศัพท์ตอนขับรถหรอเนี่ย ไม่ดีๆ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ “เธอควรจะลงมาหาฉันเดี๋ยวนี้เลย”
                  ฉันกดตัดสายแซม ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง อาจารย์กำลังพูดถึงเรื่องเสรีภาพในการชุมนมและสมาคมอยู่ ฉันกลับเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวที่สามของแถวแรก ก่อนจะเก็บอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋าดินสอใบเล็ก
                  “งานงอกแล้วพี่ ฉันต้องไปT siam” ฉันกระซิบบอกพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ
                  “พี่ไปด้วย” 
                   นั่นไง ฉันว่าแล้วว~ ว่าต้องตาม
                  “พี่อยู่เรียนแล้วโน้ตส่วนสำคัญไว้ด้วย ฉันจะรีบไปรีบกลับ แล้วก็ไม่  ต้องห่วงเรื่องแซม”
                  “อย่าขอให้พี่ไม่ห่วง เพราะเรื่องนี้แหล่ะที่พี่ห่วงที่สุด”
                  “นี่แกสองคนกระซิบอะไรกันนักหนาน่ะ” เฟรนด์ที่นั่งอยู่ข้างฉัน หันมากระซิบถามอย่างสงสัย “ถ้ายังไงก็ช่วยกระซิบให้ฉันได้ยินหน่อย”
                  “ฉันต้องไปทำงาน เรียนกับบอยกับอีฟไปแล้วกันนะ”
                  ฉันว่าจบก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย หยิบหนังสือแล้วหันไปยิ้มให้พี่ชายที่กำลังส่งสายตาเป็นกังวลมาให้ฉันเหมือน เคย ก่อนจะลุกออกจากห้องโดยไม่ลืมที่จะไหว้ขออนุญาตอาจารย์ประจำวิชาก่อน แล้วตรงไปยังลานจอดรถของมหา’ลัยทันทีโดยที่มี Porscheสีเทาคาร์บอนสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว

________________________________ 50%

                    “นายอย่าขับรถเร็วมากนะ” ฉันกล่าวทันทีที่ขึ้นนั่งบนรถ
                    “ตามสภาพถนนแล้วกัน” เขาส่งยิ้มให้ฉันเหมือนเคย ก่อนจะจัดการหยิบแฟ้มสีดำขนาดกระทัดรัดวางลงบนตักของฉัน “ในนั้นมีข้อมูลที่น่าจะช่วยเธอได้”
                    แน่นอน มันช่วยฉันได้ ในนั้นมีเบอร์ติดต่อกับไกด์นำเที่ยว 4 คน สองคนฉันสามารถติดต่อได้ เพราะสแตนบายอยู่ที่ไทย ส่วนอีกสองคนยังอยู่บนเครื่อง พร้อมทั้งมีข้อมูลนักท่องเที่ยวอีก 16 คน
                   16คนเนี่ยนะ!!!  อิตาบ้านกหวีดถึงกลับจะเคลียร์ห้องพักไม่ทัน
                    “นี่แซม มีแค่ 16 คนแล้วไหงถึงเคลียร์ห้องไม่ทัน โรงแรมนายมีไม่รู้กี่ร้อยห้อง”
                    “เธอลองดูประวัติแต่ละคนดู แล้วเธอจะรู้ว่าทำไมฉันถึงเคลียร์ห้องไม่ทัน”
                    แน่นอน พอฉันอ่านรายชื่อและประวัติแต่ละคน ล้วนแต่เป็นผู้มีอิทธิพลในโลกตะวันตกทั้งนั้น ถึงว่า ตะหงิดๆ ตั้งแต่ที่ว่ามีผู้ใหญ่ฝากดูแลมาแล้ว  แล้วก็สมควรที่จะพักห้องพื้นฐานในโรงแรมทั่วไปไม่ได้ ฉันเดาว่าโรงแรมที่พวกเขาจะพักก่อนหน้าที่จะโยนงานมาให้ฉัน โรงแรมนั้นคงไม่พร้อม (ในหลายๆ ด้าน) เหมือนโรงแรมในเครือ T siam
                    ฉันจัดการกดต่อสายติดต่อกับไกด์นำเที่ยว เสียงเค้าค่อนข้างเป็นกังวล มันก็น่าจะเป็นกังวลอยู่หรอก ทำทัวร์กับคนระดับนั้นแล้ว แต่ทำไมยังพลาดถึงขนาดต้องให้ผู้ใหญ่ (ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้) โทรมาฝากงานกับแม่ฉันได้ ฉันเช็คโปรแกรมทัวร์คร่าวๆ และดูในส่วนที่เป็นปัญหาของวันนี้
                    16.30 น. นำคณะทัวร์เข้าสู่โรงแรมที่พัก
                    18.00 น. รับประทานอาหารพร้อมกันที่ภัตตาคาร T Siam
และหลังจากนั้น พักผ่อนตามอัธยาศัย
                    ปัญหามันอยู่ที่แซมต้องเคลียร์ Suites family 2 ห้อง  Suites two bedroom 4 ห้อง และ Suites one bedroom อีก 2 ห้อง การจัดการห้องขนาดใหญ่ ทั้งหมดนี่ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง กับทั้งบางห้องเป็นช่วงต่อระหว่างวันที่ลูกค้าของโรงแรมจะพักต่อ แซมต้องจัดการย้ายลูกค้าเดิมให้อยู่ในห้องที่ดีกว่าเดิม โดยบอกว่าเป็นการสมนาคุณของทางโรงแรม
                    ตอนนี้สามโมงกว่าแล้ว เราทั้งคู่พึ่งมาถึง T siam แซมที่สั่งการให้พนักงานเคลียร์ห้องไว้ ตามขึ้นไปดูผลงาน ส่วนฉันที่กำลังหาทางออกให้งานนี้ นั่งมึนอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม ความกดดันเริ่มมากขึ้นเมื่อหัวหน้าไกด์ที่มากับคณะทัวร์โทรมาจากสนามบินว่า กำลังนำทุกคนมาสู่โรงแรม แซมก็โทรมาบอกฉันว่าขอเวลาจนถึงห้าโมงเย็น นั่นหมายถึง ทัวร์จะเข้าที่พักไม่ได้ครึ่งชั่วโมง
                    ตายยย!!!! ตายไม่ได้เกิดใหม่แน่ๆ ( ‵□′) 
                    ฉันคิดทางอื่นไม่ออก นอกจากจะหาโปรแกรมอื่นมาแทรกการเข้าที่พัก ฉันโทรหาภัตตาคารดังใจกลางกรุงเทพฯ ที่ฉันใช้บริการที่นั่นบ่อยๆ ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา สอบถามโปรแกรมล่องเรือสำราญ ฉันต้องใช้เส้นสายนิดหน่อยกว่าจะได้ห้องVIP วิวที่ดีที่สุดสำหรับคณะทัวร์พิเศษ และสั่งทำเมนูอาหารพิเศษสำหรับคน 16 คน
                    ฉันต่อสายหาหัวหน้าไกด์ บอกให้เขาเปลี่ยนทิศทางจากโรงแรม T siam ไปที่ท่าเทียบเรือเจ้าพระยาแกรนด์สี่โมงครึ่ง เก็บสัมภาระได้ที่ห้องเก็บสัมภาระ VIP ที่ใต้ท้องเรือ หัวหน้าไกด์ตอบรับก่อนจะขอบคุณฉันยกใหญ่ที่ทำให้หน้าที่ของเขายังไม่ถึงจุด ดับ (_ _。) 
                   “เฮ้ออ~ เรียบร้อยซะที” ฉันพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะต่อโทรศัพท์หาแซม
                   (ว่าไงเฟิฬ)
                   “ไม่ต้องรีบแล้วนะ เฟิฬจัดการยืดเวลาให้ถึงสามทุ่มครึ่งแล้ว”
                    (เฮ้ออ~) แซมเงียบไปซักพัก ก่อนจะถอนหายใจยาวผ่านสายโทรศัพท์มา
                    “โล่งใจเลยใช่มั้ยล่ะ”
                    (แน่นอน... เข้ามาพักที่ T siam แต่ที่พักยังไม่เคลียร์ ยังไงก็เสียชื่อ)
                    “แต่ตอนนี้ก็โอเคแล้ว”
                    (ใช่เลย งั้นก็ไปกินข้าวกัน) เขาเงียบไปซักพัก ก่อนจะพูดขึ้น (วันนี้ฉันอยากเลือกที่กินเอง)
                    “ฮ่าๆ ได้ ฉันกินได้หมดแหล่ะ” น้อยครั้งที่เขาจะพูดเอาแต่ใจกับฉัน “งั้นฉันรอที่ล็อบบี้นะ”
                     สิ้นเสียงฉันที่เขาตอบรับด้วยเสียงในลำคอ เขาก็ตัดสายไป และเพียงไม่กี่นาทีต่อจากนั้น แซมก็มายืนอยู่ตรงหน้าก่อนจะฉุดมือฉันออกไปยังรถสปอร์ตสีเทาคาร์บอน
 
                     เขาขับรถไปตามถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถยามเย็น จนกระทั่ง เขาเลี้ยวเข้าไปในบริเวณลานจอดรถของร้านขนาดใหญ่ รถจอดนิ่งสนิท ฉันและเขาเดินลงจากรถก่อนที่ฉันจะเดินตามชายร่างสูงเข้าไปภายในร้าน
ร้านเปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ภายในเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหมด แคร่ไม้ถูกทำเป็นโต๊ะและเก้าอี้ ต้นไม้ต้นใหญ่กว่าสิบต้นให้ความเย็นในเวลาหัวค่ำแบบนี้ พนักงานเดินนำเราสองคนเข้าไปยังโต๊ะในสุดใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ ก่อนจะยื่นเมนูวางให้ตรงหน้าเราทั้งสอง รายการอาหารอีสานกว่าห้าสิบหกสิบรายการ ฉันมองหน้าเขาที่กำลังมองหน้าฉันอยู่ ก่อนที่จะหลบตาไป
                    และไม่นานจนเกินไป อาหารกว่าสิบรายการที่แซมเลือกสรรวางอยู่บนโต๊ะแล้ว เขามองบรรดาอาหารหลากหลายบนโต๊ะด้วยสายตาแวววาว ทำอย่างกับคนพึ่งหลุดออกมาจากป่าซะอย่างนั้นแหล่ะ
                    “อย่าบอกนะว่าไม่เคยกิน” ฉันทักขึ้น เมื่อเห็นแซมเจริญอาหารผิดปกติ
                    “อื้อๆ” เขาตอบ พลางจิ้มคอหมูย่างเข้าปาก “ฉันอยากกินตั้งนานแล้ว แต่ถ้านั่งกินคนเดียวมันจะไปอร่อยอะไรล่ะเนอะ”
                   “ก็เลยลากฉันมากินด้วยงั้นสิ”
                   “อันที่จริง อยู่กับเธอ จะให้ฉันกินอะไรก็อร่อยหมดนั่นแหล่ะ”
                    คำพูดกับรอยยิ้มนั้น มันทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ดีที่ครั้งหนึ่งเกือบตลอดทั้งวัน ฉันเคยได้รับจากผู้ชายอีกคน เขายิ้มให้ฉัน เขาจับมือ เขาซับน้ำตา เขาปลอบใจ เขากอดฉันไว้ไม่ให้ฉันกลัว แต่ฉันได้รับสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว และถึงจะรู้ว่าเขาไม่ได้ทำให้แค่ฉันคนเดียวก็ตาม แต่ฉันก็ยังอยากจะได้รับสิ่งเหล่านั้นอีก
                    “เฟิฬ!!”
                    “หืม?”
                    เสียงแซมดึงฉันออกจากความคิดงี่เง่า ที่ดันไปคิดถึงผู้ชายที่ไม่เคยจะสนใจฉันไปมากกว่าความสนุกของตัวเอง
                    “เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ”
                    “ไม่เป็นไรนี่ ทำไมหรอ” ฉันแถไปเรื่อย
                    “ฉันเรียกเธอตั้งนาน เธอไม่ได้ยินเลย” เขายิ้มให้ฉันน้อยๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาปัดปอยผมออกจากใบหน้า “บอยโทรหาเธอน่ะ” เขาพูดพลางชี้ไปที่โทรศัพท์ของฉันที่ตั้งอยู่บนโต๊ะที่มีแสงกระพริบและเสียง ร้องเบาๆ
                    “ว่าไง” ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์หลังจากกดรับสาย
                    “พี่โทรไปตั้งหลายรอบ ทำไมไม่รับสาย”
                    “ไม่ได้ยินเลย พึ่งจะเห็นเมื่อกี้เอง”
                    “แล้วนี่อยู่ไหนแล้ว”
                    “กำลังกินข้าว ไม่ไกลจากบ้านหรอก เดี๋ยวกินเสร็จก็กลับเลย”
                    “รีบกลับแล้วกัน พี่ไม่ไว้ใจไอ้หมอนั่น”
                    เสียงพี่ที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นักกล่าวขึ้นก่อนจะกดตัดสายไป ฉันเลื่อยสายตาจากโทรศัพท์ในมือไปยังชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม เขากำลังจ้องมองหน้าฉันไม่วางตา จนฉันรู้สึกได้ถึงความอึดอัด
                    “ทำไมนายชอบจ้องฉันแบบนั้น”
                    “ไม่รู้สิ ฉันแค่มีความสุขที่ได้มองเธอ” เขาตอบก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางอื่น
 
                   เกือบสองทุ่ม Porscheสีเทาคาร์บอน เคลื่อนตัวเข้าไปภายในรั้วบ้านช้าๆ ก่อนจะเข้าจอดในโรงจอดรถที่เดิม ฉันสะพายกระเป๋าเดินลงจากรถ โดยได้รับความช่วยเหลือจากแซมในการถือบรรดาหนังสือให้
                  แซมเก็บมันเข้าที่ในชั้นหนังสือเมื่อเขาเข้ามาในห้องฉันแล้วก่อนจะนั่งลงเอา หลังพิงข้างเตียง ฉันที่เก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อยเดินลงมานั่งข้างๆ เขา
                 “เธอดูไม่สบายใจ”
                 ชายตาสีเทาถามขึ้นทันทีที่ฉันนั่งลงข้างๆ เขา ฉันได้แต่ส่งยิ้มฝืนใจกลับไปให้ ฉันพยายามจะไม่นึกถึงผู้ชายอีกคน แต่ทุกครั้งที่แซมทำดีกับฉัน เป็นห่วงและดูแลฉัน ฉันมักจะคิดไปถึงคนอีกคนเสมอ ฉันไม่รู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันคอยจะคิดถึงแต่ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ฉันตอนนี้ แต่ตอนนี้พอเขากลับมาอยู่ข้างๆ ฉันกลับไม่ได้นึกถึงแต่เขาอีกแล้ว
                ฉันหันไปมองชายที่นั่งข้างๆ เขาได้แต่ส่งยิ้ม ที่แตกต่างออกไปจากทุกครั้ง ยิ้มที่ดูเศร้าหมองกว่าที่เป็น เขายกมือขึ้นลูบหัวฉันเบาๆ ก่อนจะออกจากห้องไป
                ฉันนั่งอยู่กับตัวเองซักพักก่อนจะควานหามือถือในกระเป๋าสะพายที่วางไว้บน ตุ๊กตาตัวยัก กดเบอร์คุ้นเคยก่อนจะภาวนาให้เขารับสาย ฉันรู้อยู่แล้วว่าเขาไปไหน เวลาแบบนี้ไม่มีที่ไหนที่ดีไปกว่าการได้สนุกกับบรรดาผู้หญิงของเขา แต่ที่ฉันอยากรู้นั่นก็คือ ทำไม? เขาถึงไม่มาหาฉัน ทำไมไม่รับโทรศัพท์ หรือเพราะว่า เขาเบื่อฉันแล้ว
                ของเล่นชิ้นหนึ่งในชีวิตเขา ที่เบื่อ แล้วเขาก็จะโยนทิ้งเหมือนของเล่นชิ้นอื่น ︶ ︵︶ 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
Writer  Where are you?
จากคุณ jaews/(jaews) อัพเดตเมื่อ 03/07/2555 11:50:40
ความคิดเห็นที่ 2
ไรเตอร์ขอโตษน้าที่หายไป จะกลับมาลงต่อให้ครบจร้าาา ^_____^
จากคุณ kyokasawa/writer/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 10/04/2555 18:52:18
ความคิดเห็นที่ 3

เย้/ ได้อ่านเป็นคนแรกตอนที่ 12 หลังจากรอมานาน
 

จากคุณ jaews/(jaews) อัพเดตเมื่อ 09/04/2555 14:14:21
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 347 ท่าน