Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
เฮฮาภาษารัก
เด็กสองร้อยปี
1
1
25/06/2555 11:16:08
629
เนื้อเรื่อง
๑...
 
          โอ้ว่ากรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร ฉายานครสยามเมืองยิ้ม...อะเมซิ่งไทยแลนด์แดนสวรรค์...ชื่อเสียงระบือไกลไปแทบจะทั่วทุกมุมโลก.....
          หัวถนนสุโขทัย...ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สี่แยกสามเสนเข้ามาจนสุดอาคารพาณิชย์ด้านซ้ายมือเป็นสถานที่ตั้งอู่ซ่อมรถยนต์ ชัยเจริญ...ซึ่งขณะนี้ภายในห้องรับแขก มาโนช หรือเฮียตี่ผู้ได้รับมอบหมายงานจากบิดาให้เป็นผู้ดูแลกิจการซ่อมรถที่ยังค้างอยู่ในช่วงสุดท้ายให้หมดไปก่อนที่จะปิดตัวลงอย่างถาวรในเวลาอันใกล้...เขากำลังนั่งสนทนาอยู่กับ สุธี นายช่างใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยมาด้วยกันและมาโนชก็เพิ่งจะตามตัวมาช่วยงานเมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง...หลังจากที่ปรึกษาหารือวางแผนงานไว้ในวันพรุ่งนี้แล้ว เฮียตี๋ หรือ เสี่ยตี่ ก็วกเข้ามาเสวนาเรื่องส่วนตัวกันบ้าง
          “เอ็งมาช่วยข้าได้กี่เดือนแล้ววะ?” สุธีแกล้งทำเป็นนั่งมึนอยู่ครู่หนึ่ง ก็บอกกับเพื่อน
          “จำได้แต่ว่าข้ากำลังจะรับเงินเดือนเดือนที่สี่อีกไม่กี่วันนี่เอง”  เสี่ยตี๋แยกเขี้ยวเข้าใส่
                “ทำเป็นพิโยกพิเกนกวนโอ๊ยนักนะมึง”...เขาหัวเราะ ลอยหน้าลอยตาใส่เพื่อน
                “แหะๆ...ล้อเล่นนนน”...เพื่อนตี๋ยกมะเหงกให้ เอ่ยชมเพื่อนซี้
                “ถ้าไม่ได้เอ็งมาช่วย...เฉพาะข้าคนเดียว...ป่านนี้ก็คงจะยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแน่เลยว่ะ”
                “ฟังดูแล้วก็น่าสงสารเพื่อนจริงๆ...แต่ถึงอย่างไรเอ็งก็อย่าไปเที่ยวยุ่งลูกเขาเมียใครเข้าล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่นางแบบคนนั้น นอกจากจะโดนไข้โป้งแล้ว เอดส์มันจะมาถามหาเอ็งถึงในมุ้ง ...ยุ่งตายห่าเชียวนะมึง”...จึงโดนเพื่อนเอ็ดเข้าให้
                “อย่างนั้นเอ็งก็หาว่าข้าสำส่อนน่ะซีวะ” 
                “เออ...เอ็งเป็นคนดีเสียแล้ว...ว่าแต่ครั้งนี้เอ็งจะปิดอู่จริงๆแน่นะโว้ย?”  เพื่อนผะงกศีรษะ
                        “แน่นอน...งานซ่อมรถปวดหัวทั้งงานทั้งลูกน้อง...เคลียร์งานที่ค้างเรียบร้อยก็ศาลาแล้ว เอ็งอย่ารับงานใหญ่อีกก็แล้วกัน...เตี่ยข้าจะได้มีเวลาไปช่วยงานที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่บังบัวทอง ซึ่งท่านร่วมหุ้นกับเพื่อนมาสิบกว่าปีอย่างเต็มไม้เต็มมือเสียที”  สุธีเอ่ยถามเพื่อนอย่างเป็นงานเป็นการ
                “ถ้าเลิกอู่แล้ว...เอ็งจะไปเป็นชาวเกาะหรือไปทำมาหายัดห่-อะไรวะ?”
                “ก็ทำงานที่โรงงานนั่นแหละ...ป๊าไปสร้างบ้านพักส่วนตัวอยู่ห่างจากโรงงานประมาณสองกิโลฯ...ได้ข่าวว่าจะขยายการผลิตออกไปอีก เพราะออเดอร์หลั่งไหลเข้ามาเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องใช้กำลังผลิตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง...เอ็งไม่ต้องห่วงข้าหรอกวะ ห่วงตัวเองดีกว่า จะไปทำงานกับข้าอย่างเดิมก็ได้นะ แผนกช่างคงจะต้องรับเพิ่มอีกหลายอัตราเลยละ”  ตอบเพื่อนอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
               
 
 
 
          “ข้าจะขอเก็บไปนอนคิดดูก่อนก็แล้วกัน...แต่ว่า...เอ็งไม่ต้องห่วงข้าจะตกงานหรอกวะ...เบื่องานช่างเมื่อไหร่ก็อาจจะกลับไปช่วยพ่อแม่ช่วยน้องทำไร่ทำนาที่บ้านก็ได้”  เสี่ยตี๋หวนรำลึกถึงอดีต ก็เอ่ยเสริมขึ้นมาทันที
                “พูดถึงบ้านเอ็งที่จังหวัดชัยนาท...ข้าเคยไปเที่ยวมาแค่ครั้งเดียว ตั้งนมตั้งนานตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหานุ่งกางหูรูดโน่น...เวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากไหมวะ?” สุธีบอกกับเพื่อน
                “บอกไม่ถูกว่ะ...เพราะบ้านพ่อแม่ข้าแท้ๆก็ยังนานๆไปครั้งเลย...รู้แต่ว่าไอ้ทาน้องชายฝาแฝดมันเรียนจบเกษตรก็เลยกลับไปทำไร่ทำนาสวนผสม ขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้ตั้งสี่ห้าบ่อ มันยังออกปากชวนมานพพเนจรอย่างข้าให้กลับบ้านไปช่วยมันดีกว่า แต่ข้าก็ยังสองจิตสองใจอยู่เนี่ย”...มีเสียงโทรศัพท์ตั้งโต๊ะดังขึ้นมาคั่นจังหวะพอดี...มาโนชเป็นผู้รับสาย
                 “ฮัลโหล...สวัสดีครับ...ที่นี่...อู่ซ่อมรถยนต์ชัยเจริญครับ”  มีเสียงหวานๆแว่วมา
                “ดิฉันโทรฯมาจากโรงพยาบาลวชิระนะคะ” เอื้อมมือไปกดปุ่มเสียงให้เพื่อนทีฟังด้วย
          “คุณมีปัญหาเรื่องรถให้ทางเราบริการหรือครับ?”   
          “รถสตาร์ทไม่มีเสียงเลยค่ะ...ดิฉันเองก็ไม่ทราบอาการของมันด้วย”
          “รถของคุณจอดอยู่ที่ไหนครับ?”
                “จอดอยู่ในโรงรถที่โรงพยาบาลค่ะ
          “ผมจะรีบส่งช่างไปเช็คให้เดี๋ยวนี้เลยนะครับ”...
          “ขอบคุณมากค่ะ...ดิฉันจะรออยู่ที่นั่นนะคะ”...เสี่ยตี่วางหูลงกับแป้นแล้ว เขาจึงถาม
                “เป็นหมอ พยาบาล หรือ พนักงานวะ?...เสียงหวานหูจังเลย”
                “ข้าก็นั่งหัวโด่ตอแหลอยู่กับเอ็ง...แล้วจะตรัสรรู้ได้ไหมเนี่ย?...เอ็งไปจัดการแทนข้าก็แล้วกัน ”  สุธียิ้มแหยๆ
                “เสียงหวานๆยังกับวัยรุ่นเอาะๆอย่างนี้ เอ็งน่าจะไปดูด้วยตาตัวเองซะมากกว่า”  เสี่ยตี๋สั่นศีรษะ เบ้ปาก ถลึงตาเข้าใส่
                “ขี้เกียจไปโว้ย...ข้าจะให้เอ็งไป...มีปัญหาหรือเปล่าวะ”  สุธีเบ้ปากเข้าใส่บ้าง
                “ข้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ...ว่าอย่างนั้นเถอะ”
                “ก็เออซี่วะ...ข้าเป็นเถ้าแก่เอ็ง ชี้หมูเป็นหมาก็ต้องเป็นหมาโว้ย”  เขายิ้มกับการล้อเล่นของเพื่อนซี้อย่างรู้ใจ...ลุกขึ้นยืน...เปรยลอยๆยั่ว
          “ถ้าเป็นนางงาม นางแบบ งามยิ่งกว่าแม่อรชรของเอ็ง ก็อย่ามาอิจฉาตาร้อนข้าก็แล้วกัน”  เพื่อนหัวเราะคิก อุทานออกมา
                “โอ้...ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า...ขอพระองค์ทรงพระกรุณาอย่าได้ประทานพระมารดาลงมาโปรดไอ้ทีมันเลยนะ... ข้าน้อยละก็สงสารมันเสียจริงๆ”  ไม่สนคำเพื่อน... เดินออกจากห้องรับแขก
 
 
ก่อนที่จะเลี้ยวไปเข้าห้องน้ำรวม ก็ตะโกนบอกกับลูกน้องคู่ใจ
          “ไอ้เปี๊ยก...เตรียมกล่องเครื่องมือออกภาคสนามโว้ย”  เจ้าเด็กจอมกะล่อน ผิวคล้ำดุจสีแทนทาลัมแก่ๆ เพิ่งจะจบชั้นประถมปลายมาหมาดๆ ตะโกนตอบลูกพี่เสียงดังฟังชัด
          “โอเค...ลูกพี่”...สุธีเดินออกมาจากห้องน้ำเห็นเจ้าเปี๊ยกยืนยิ้มยิงฟันขาวตัดสีผิวหน้าลูกพี่ลูกน้องนิโกรกรายๆอยู่ข้างๆรถกระบะหน้าอู่...พอเดินมาถึง ก็ติงมัน
                “เฮ้ย...ไปโรงพยาบาลแค่นี้เอง เอารถเครื่องไปก็ได้มั้ง?”  มันอุทานออกมาอย่างผิดหวัง
                “ว้า...นึกว่าจะไปถึงบางแสนแดนวิมานเสียอีก”  เขาอดขำกับคำของมันไม่ได้ จึงผรุสวาทสวนเข้าให้
                “จะไปหาพ่อหาแม่มึงหรือไงวะ?”...เจ้าเปี๊ยกไม่โกรธ เพราะโดนจนชินหูแล้ว
                “พ่อผมเป็นนักการอยู่บริษัทเบ้อเริ่มเทิ่ม”  ยกเท้าทำท่ากับความขี้โม้ของมัน... มันก็ไวเยี่ยงปรอท เอียงข้างหลบ คว้ากล่องเครื่องมือเดินเลี่ยงบาทา ตะโกนถาม
                “จะเอาไอ้แรดดงหรือซูหมูไปก็ต้าอ่วยมา”  เขาส่ายหน้ากับคำภาษาจีนที่มันจำมาจากอาม้าจนขึ้นใจ จึงด่าซ้ำดาบสองเสียเลย
                “ไอ้เวรตะไล...ภาษาไทยมึงยังไม่กระดิกหูสักเท่าไหร่ ยังจะริเดาะภาษาต่างด้าวให้กูรำคาญหูอีก...ใกล้ๆแค่นี้เอาไอ้ซูไปก็ได้โว้ย”.....ยังไม่ทันที่จะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะท้ายเจ้าเปี๊ยกก็คันรูจมูกยุบยิบยุบยิบขึ้นมาทันที เพราะหวัดเล่นงานมันงอมมาหลายเพลาแล้ว
                “ฮัด...ฮัด...ฮัดเช้ย”...บ่นมันอย่างรำคาญอีกครั้ง
                “หวัดยัดห่ามึงละซี่ถ้า?”  เจ้าเปี๊ยกเอ่ยตอบกำกวม
                “ไม่ช่าย...พี่วัณฯบ่นคิดถึงผมต่างหากเล่า”  เขาถามจนเสียเชิงลูกน้องจนได้
                “กูรู้มาว่ามึงเป็นลูกโทนไม่ใช่หรือวะ?” เจ้ากะล่อนตอบหน้าตาย
          “พี่วัณโรคต่างหากเล่าครับ”.....
                สุธีขี่เจ้าซูซูกิรุ่นโบราณนมนานกาเล ที่พ่อค้าหมูสมัยก่อนใช้เป็นพาหนะบรรทุกหมูชำแหละ โดยมีเจ้าเปี๊ยกหิ้วกล่องเครื่องมือนั่งซ้อนท้ายมาถึงสี่แยกก็เลี้ยวซ้ายค่อยๆขี่ลัดเลาะไปตามช่องว่างระหว่างรถที่ติดยาวเลยไปจนถึงสี่แยกซังฮี้...ขี่มาเลี้ยวขวาทางเข้าประตูโรงพยาบาลไปตามเส้นทางที่ลูกน้องชี้แนะมาถึงโรงรถก็ตั้งขาตั้งจอดไว้ข้างรถเก๋งคันหนึ่ง...เจ้าเปี๊ยกหิ้วกล่องเครื่องมือลงมาพร้อมๆลูกพี่ที่ลงมายืนอยู่ด้านหลังของสาวทรงงามนางหนึ่งซึ่งยืนห่างออกไปประมาณสามเมตร...เธอ...ผู้ซึ่งสวมใส่เสื้อพระราชทานสีเหลือง กระโปรงสีเทารัดรูปเลยหัวเข่าขึ้นมามองพองาม...คงจะได้ยินเสียงรถแล้ว จึงยกรองเท้าส้นเตี้ยหันหน้ากลับมาทางเขาที่กำลังถอดหมวกกันน็อคออกจากศีรษะ...ทันทีที่สายตาทั้งสองคู่มาประจวบเหมาะจ๊ะเอ๋กันอย่างพอดิบพอดี ทำให้ต่างคนก็ต่างชะงัก ต่างฉงน ต่างคลับคล้ายคลับคลากันอยู่ครู่หนึ่ง..พอต่างคนต่างก็นึกรูปทรงหน้าในอดีตของกัน
 
 
 
และกันออกแล้วว่าใครเป็นใครเท่านั้น...ต่างคนก็ต่างยกนิ้วชี้หน้า...ต่างคนก็ต่างลงท้ายด้วยบทสรุปจากการเปล่งเสียงออกมาพร้อมๆกัน
          “ไอ้...อี...แก”...
                “เฮ้ย...แก...ไอ้...ไอ้ดอกมะลิ”....มีเสียงสาระแนจากเจ้าเปี๊ยกดังติดหมัดขึ้นมาทันควัน
          “เอ้า...มัวแต่มึงมาพาโวยกันอยู่นั่นแหละ...พรุ่งนี้ตอนบ่ายแก่ๆจะรู้เรื่องกันไหมเนี่ย?...ว่าไผเป็นไผ”  ทั้งคู่ไม่สนเสียงนกเสียงกาจากเจ้าดำปืน...ต่างก็อ้าแขนโผเข้าหากันจนจมูกต่อจมูกห่างกันแค่คืบอยู่เพียงวินาทีเดียวก็ค่อยๆขยับหน้าชิดเข้าไปอีกหน่อยอย่างลืมตัวจนปากต่อปากห่างกันแค่สองนิ้วมือสอดก็จะประกบกันอยู่รอมร่อ ก็มีอันเป็นไปต้องชะงักลงกลางคันด้วยเสียงจามจากเจ้าเปี๊ยกตัวต้นเหตุ ขณะที่มันกำลังจะนั่งลงบนกล่องเครื่องมือด้านหลังสุธีพอดิบพอดี
          “ฮัดเช้ย”...สุธีใช้ร่างของสาวงามเป็นที่ทรงตัว งอเข่าขวาขึ้นมาเล็กน้อยก็ถีบถอยหลังแกมสัพยอกที่โดนเจ้าลูกน้องสาระแนดันจามขึ้นมาขัดจังหวะวินาทีเข้าด้ายเข้าเข็มกับกลิ่นมธุรสอันหอมหวานอยู่รอมร่อ... แต่หน้าเท้าที่มีพื้นรองเท้าปิดอยู่มันกลับลอยเข้าที่หน้าท้องของมันอย่างพอดิบพอดี โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าไปเหยียบตาปลาลูกพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่มันถึงกับร้องลั่น
                “โอย...ลูกพี่ถีบผมทำไมเนี่ย?”  เขานึกขึ้นมาอย่างมีน้ำโหนิดๆ
                “ก็มึงเสือกสอดจามขึ้นมาอีตอนนี้ทำไมวะ”  แต่กลับตอบมันอีกอย่าง
                “ก็กูดันคันมือคันตีนอีตอนที่มึงจามพอดีนี่หว่า”...เจ้าเปี๊ยกหน้าบึ้ง บ่นปอดแปด
                “เออ...ทีฮูทีอีทก็แล้วกัน”  ทั้งคู่ไม่สนเสียงอาฆาตจากไอ้เด็กทะเล้น เอ่ยประสานเสียงออกมาพร้อมๆกันอีกครั้ง
          “สุธี...อีที”...
                “มัลลิกา...แม่มะลิหอมสดชื่นของชั้น”  ค่อยๆยื่นหน้าเข้าหากันในกิริยาเดิมอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเป็นคำรบสอง...แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงจามจากเจ้าเปี๊ยก แต่เป็นเสียงกระแอมดังมาจากบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เมื่อไหร่พวกเขาก็ไม่ทันสังเกต
                “ฮะแอ้ม...ฮะแอ้ม”...ทั้งคู่จำต้องละอ้อมแขนหันมามองบุรุษซึ่งสวมเสื้อยืดพระราชทานสีเหลืองเช่นเดียวกับหญิงสาว...มัลลิกาพึมพำ แต่สุธีก็ยังได้ยินชัด
          “ไอ้นคร”  ร่างนั้นเดินตรงเข้ามาถามเธอเสียงห้วน
                “คุณให้เขาเข้ามาทำอะไรเนี่ย?”  หล่อนตอบไม่มีหางเสียง
                “รถมีปัญหา...โทรฯเรียกช่างมาดู”...เธอแกล้งเอ่ยเร่งเพื่อน
                “ซ่อมเร็วๆนะ...อีที...จะมืดอยู่แล้ว”  บุรุษผู้เป็นส่วนเกินในที่นั้นมองสุธีตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า แล้วก็เงยขึ้นมามองหน้าด้วยสายตาไม่เป็นมิตร หัวเราะคิกเอ่ยกวนโอ้ย
         
 
         
          “ฮิ...ฮิ...ชื่ออีที...หน้าตาตัวตนก็น่าขำอยู่แล้ว แถมชื่อยังน่าขำอีก...ข้ำขำ...ฮิ..ฮิ...ตามสบายเลยนะครับ”...ทั้งคู่มองตามร่างที่เดินไปเมียงมองห้องพักสองห้องแล้ว ก็เดินเลี่ยงเลี้ยวลับไปทางด้านหลัง...มัลลิกาเบ้ปากไล่หลัง เปรยขึ้นมากับเพื่อนเมื่อวัยเด็ก
                “มาทำเป็นวางอำนาจ...ไอ้ไก่แจ้”  สุธีปล่อยหัวเราะคิกบ้าง
                “ถ้าแกไม่ด่า ชั้นก็ไม่ยักกะรู้ฉายาของเขาน่ะเนี่ย ไม่อย่างนั้นก็ได้ขำกลิ้งบวกหัวล้านง่ามถ่อแถมนิคเนมที่เป็นเพียงกระพือปีกป้อไปป้อมาอย่างเดียวเท่านั้น” เธอยังบริภาษยาวเฟื้อย
          “ทำเป็นกรุ้มกริ่มก้อร่อก้อติกกับสาวๆทุกคนเป็นพ่อไก่แจ้พันธ์ชีกอ เข้าตำราหมาหยอกไก่ จะกระทุ้งให้เป็นขันทีไม่มีท้องพระโรงลงเข้าสักวัน”  สุธียิ้มกับคำเพื่อน นำอดีตกลับมาล้อ
                “เจ๊ก็พูดเกินไป...จะทำให้สูญพันธุ์กันเลยหรือไงล่ะ?...แค่กัดแขนให้เป็นรอยเขี้ยวก็พอแล้วน่า”  คราวนี้หล่อนหัวเราะบ้าง นึกถึงอดีตที่เคยเรียนอนุบาลมาด้วยกันซึ่งเธอกัดแขนเขาอย่างมันเขี้ยวจนเลือดออกซิบๆ จึงเป็นที่มาของคำที่ใช้กับเขาติดปากมาจนบัดนี้
                “ไอ้อีที...ชั้นจะกินเลือดแก”.....บอกกับเขา
                “แค่นี้มันยังน้อยเสียด้วยซ้ำ...ไอ้พวกระหกระเหินหาศาลลงพวกนี้ ถูกเขาอัปเปหิเตะโด่งมาอยู่ที่นี่...ยังโชคดีที่มีเจ้านายคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ หมดบารมีเมื่อไหร่ก็คงจะเหมือนสัมภเวสีเร่ร่อนไม่มีโลงลง คอยหาเศษหาเลยประทังชีวิตบนทางสามแพราง”  เขาอมยิ้ม
                “แหม...แกก็ร่ายซะยาวเชียว..ถ้าอย่างนั้นคำว่าไก่แจ้ก็คงจะเป็นผีปากของแกซี่นะ”...
                “ใช่...ของชั้นเอง” ถามเพื่อนเหมือนจะชวนคุย
                “ห้องที่เขาแวะเข้าไปมอง...เป็นห้องของใครกันล่ะ?” หล่อนตอบอย่างเสียไม่ได้
                “ห้องแรกเป็นห้องนักการจอมเลีย...ส่วนอีกห้องเป็นห้องของแม่เดือนครึ่งดวง”  สุธีทำหน้าฉงน ทวนคำ
                “เดือนครึ่งดวง...มันหมายความว่าอย่างไรกันเล่าหวา?” มัลลิกาคงจะรำคาญคำเพื่อนซักไซ้เต็มประดา จึงเอ่ยตัดบทเสียเลย
                “แกอย่าเพิ่งไปสนใจกับเรื่องของชาวบ้านนักเลย...รีบๆทำรถให้ชั้นก่อนเถอะ...ความจริงแล้วชั้นก็พักอยู่ที่ห้องพักนี่แหละ แต่เย็นนี้มีนัดกับพ่อกับแม่เลี้ยง เขาทำอาหารที่ชั้นชอบไว้รอท่าก็เลยไม่อยากจะขัดศรัทธาท่านน่ะ”จึงโดนเพื่อนชายกระเซ้า
                “เรียกว่าชอบของฟรีว่างั้นเถอะ..ถ้าอย่างนั้นแกก็อย่าเพิ่งชวนคุยให้เสียสมาธิก็แล้วกัน”  หันมาบอกเจ้าเปี๊ยกซึ่งกำลังนั่งสัปหงกรอลูกพี่อยู่บนกล่องเครื่องมือ
                “ไอ้เปี๊ยก...เปิดกล่องเครื่องมือเอากุญแจมาถอดขั้ว...เอากระดาษทรายมาขัดทำความสะอาด
 
 
 
 
 
ขั้วแบตฯด้วย”  มันตะโกนรับคำตามความกะล่อนของมันอีกเช่นเคย
          “โอเค...ซิกกาแร็ต...ลูกพี่”...สุธีส่ายหน้า ยิ้มให้กับมัลลิกา ขอลูกกุญแจรถเพื่อนสาวมาไขเปิดประตูก้มลงดึงปุ่มล็อคเปิดฝากระโปรง...แต่พอเจ้าเปี๊ยกเปิดฝากระโปรงขึ้นมาเห็นสภาพภายในห้องเครื่องเท่านั้น ก็ถึงกับเบ้ปาก หน้าเหย อุทานออกมา
          “โอ้โฮ...หนูมันวิ่งเล่นซ่อนหากันขวักไขว่เลยครับ”  เขาเดินมาช่วยเอาเหล็กค้ำฝากระโปงพอเห็นสภาพอย่างเจ้าเปี๊ยกมันว่า ก็ทำหน้าเหยเช่นเดียวกันมัน เปรยล้อเพื่อนสาว
                “แกเลี้ยงหนูไว้เป็นอาหารเสริมด้วยหรือไงล่ะ?”  หล่อนตอบอย่างทันเกม
          “ก็แค่ให้มันขี้มันเยี่ยวเท่านั้นเอง”  เขาหัวเราะกับคำเพื่อนสาว
                “แกก็ยังทันเกมชั้นเหมือนเดิมเลยนะ”  หยิบเครื่องวัดไฟมาเช็คสายที่ถูกหนูกัดขาดจนครบทุกเส้น เมื่อเห็นว่ามีไฟเดินตามปกติแล้วก็จัดการพันสายไว้จนเรียบร้อย เปรยอีกครั้ง
                “แค่ชั่วคราวเท่านั้นนะ...สายเก่ามันเปื่อยแย่แล้ว ไว้ให้ชั้นเช็คดูอีกที อาจจะเปลี่ยนเป็นบางช่วงบางจุดก็ได้...เอ็งล่ะ...ไอ้เปี๊ยก...ขั้วเป็นอย่างไรบ้าง?”...
          “เรียบร้อย...ชัวสลีพครับ...ลูกเพ่”...
                “ถ้าอย่างนั้นมึงลองไปสตาร์ทดูซิวะ”เจ้าเปี๊ยกเดินไปเปิดประตู เข้าไปนั่งบิดลูกกุญแจลองสตาร์ทดูก็ได้ยินเสียงดังอึดๆสามสี่ครั้งก็เงียบกริบ...จึงตะโกนออกมาจากในรถ
                “แบตเตอรี่โนชาร์ตไอสตาร์ทโนติดครับ...ลูกพี่”  ทั้งสองยิ้มให้กัน สุธีส่ายหน้าให้กับความกะล่อนของเจ้าเด็กผิวสี จับขั้วแบตฯดูก็เป็นปกติ...ลองเดินไปสตาร์ทดูบ้างก็เข้าอีหรอบเดิมอย่างเจ้าเปี๊ยกมันจาระไนเป็นภาษาต่างด้าวผสมไทยนั่นแหละ...หันหน้ามาเบ้ปาก บอกเพื่อนสาว
                “แบตฯแกเจ๊งแล้วละ...ไอ้มัล”  ถามเพื่อนชายอย่างสงกา
                “แล้วจะให้ชั้นทำอย่างไรล่ะ?”
                “ชั้นจะให้ไอ้เปี๊ยกกลับไปเอาแบตฯสำรองมาลองติดเอารถไปไว้ที่อู่ก่อน...  แต่แกคงจะเอารถไปใช้ไม่ได้แล้วละ เพราะมันยังมีปัญหาอีกตั้งหลายจุด” เธอตอบอย่างไม่อินัง
                “แกไม่ต้องกังวลหรอกน่า...ชั้นนั่งรถแท็กซี่ไปก็ได้” สุธีเอ่ยถามขึ้นมา
                “บ้านพ่อแกยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่าล่ะ?...ชั้นเลยไปส่งให้ก็ได้ เพราะต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว” พูดจบก็ไม่รอคำตอบ หันมากำชับลูกน้อง
          “มึงรีบกลับไปเอาแบตฯมาด่วนเลย...แล้วก็อย่าเสือกขี่รถย้อนศรล่ะ”... เธอเอ่ยกับเขา
                “ระหว่างที่รอเปี๊ยก...เราไปนั่งคุยกันที่ม้านั่งกันเถอะ”  ทั้งคู่เดินมานั่งลงห่างกันพอสมควร สุธีถามเหมือนจะชวนคุย เพื่อคร่าเวลารอลูกน้อง
               
 
 
 
 
                “แกแต่งงานมีครอบครัวแล้วหรือยังล่ะ?” มัลลิกาเอ่ยออกมาอย่างน่าขัน
                “ยังเลย...สมัยนี้มันช่างหาเจ้าบ่าวทำยายากจริงๆ...มัวแต่ยักท่าหาคนมาจีบหาคนที่ถูกใจตรงกับเสปคของเรา เลยโดนสาววัยรุ่นสมัยใหม่ ชิงตัดหน้าไปก่อนทุกที...แล้วแก...แต่งงานหรือยังล่ะ” สุธีก็ร่ายยาวเป็นคุ้งเป็นแควครือๆกัน
          “ยังเลย...สาเหตุก็คงจะครือๆกันกับแกนั่นแหละ...แกเรียนจบอะไรมา?...จึงได้จับพลัดจับผลูมาทำงานที่โรงพยาบาลสังกัด กทม.นี่ล่ะ”  เพื่อนสาวเอ่ยติง   
                “ช่างซักเป็นตุลาการเลยนะแก”  เขายิ้มออกอาการขำ เอ่ยยั่ว
                “ไม่บอกก็ไม่เป็นไร”...เธอก็ร่ายยาวเป็นรถด่วนขบวนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เช่นกัน
                “บอกก็ได้...ชั้นจบเภสัชฯมาย่ะ ส่วนน้องสาวจบพยาบาล...ส่วนแกชั้นจำได้ว่าครอบครัวมีอาชีพค้าขายไม่ใช่หรือ?...แต่ทำไมจึงแหกเหล่าแหกกอแหกโลกมาเป็นช่างซ่อมรถยนต์ล่ะ?” เขาหัวเราะกับคำเหน็บแหนม ตอบเพื่อนสมัยเด็กให้หายข้องใจ
          “ที่ทำมาค้าขายอยู่ในหมู่บ้านชลนิเวศน์นั่นน่ะ ท่านเป็นทั้งลุงทั้งพ่อบุญธรรมของชั้น ก็คนที่แกเห็นไปส่งไปรับชั้นที่โรงเรียนทุกวันนั่นแหละ...ท่านเป็นผู้ส่งชั้นเรียนช่างกลยังไม่ทันจะจบเลย ท่านก็มาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุด้วยกันทั้งสองคน...แกก็อย่างเพิ่งให้ชั้นเล่าต่อเลยนะ เพราะเรื่องมันยาวข้ามถนนไปถึงโรงพักสามเสนโน่น”  เธอหัวเราะคิก เอ่ยติงเพื่อนอีกครั้ง
                “แกก็เว่อร์เกินไปหรือเปล่าวะ” เขาหัวเราะบ้าง สาธยายต่อ
                “จริงๆ...เอาไว้มีเวลาแล้วจะเล่าประวัติของชั้นให้แกฟังจนหมดเปลือกเลย...ส่วนน้องชายฝาแฝดมันจบเกษตร อาชีพกระดูกสันหลังของชาติหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอยู่กลางแจ้งร้อนจะตายชักเหนื่อยแสนเหนือยสายตัวแทบขาดอีกต่างหาก ชั้นจึงขอเป็นช่างซ่อมรถดีกว่า”  เงียบกันไปพักหนึ่ง...ในที่สุดมัลลิกาก็เปรยเหมือนจะชวนคุยบ้าง
                “แกนึกเบื่ออาชีพที่ทำจำเจอยู่ทุกวี่ทุกวันชั่วตาปีหรือเปล่าเนี่ย?”เขามองหน้าหล่อนอย่างฉงนครู่หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นมา
          “ก็คิดๆอยู่เมือนกัน ถ้าเบื่ออาชีพที่จำเจก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเปลี่ยนอาชีพไปทำอะไรดี...แล้วแกล่ะ?... คงจะไม่คิดเบื่ออาชีพของตัวเองหรอกนะ”  เธอถอนหายใจลึกๆ พึมพำ
                “เบื่อจะตายชัก...งานข้าราชการข้าหลายเจ้า บ่าวหลายนาย...ถ้าแต่งงานมีครอบครัวเมื่อไหร่ชั้นก็จะลาออกไปเป็นชาวเกาะดีกว่า” สุธีหัวเราะคิก เอ่ยสวนคำอย่างรู้ทัน
          “เกาะสามีกิน...ว่าอย่างนั้นเถอะ...หุ่นอย่างแกยังจะมีใครมาชายตาแลอีกหรือวะ”  เธอทำตาววาวแหวเข้าใส่เพื่อน
                “ทำไม...หุ่นอย่างชั้นเป็นอย่างไรวะ?”...  คราวนี้สุธีเปิดรอยยิ้มที่มุมปาก
               
 
 
                “มันไม่ชวนมองเอาเสียเลยน่ะซี...โดยะฉพาะอย่างยิ่ง...ที่..ที่..หน้าอก”  หล่อนเผลอตัวก้มลงมองที่หน้าอกหาข้อบกพร่องเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร เป็นปกติดี ก็เงยหน้าขึ้นมาถามอย่างสงสัย
                “ทำไม...หน้าอกชั้นเป็นอย่างไร?”  แล้วเขาก็เผยรูปลักษณ์ภายนอกของเธอออกมาอย่างยอมให้โดนบริภาษเจ็ดวันไม่ซ้ำกัน
                “ดูอย่างไรมันก็ไม่ใหญ่ไม่โตไปกว่าฝาครอบขนมหรอกว่ะ”  แล้วก็โดนจริงๆเสียด้วย
                “ไอ้อีทีบ้า...ไอ้ทะลึ่ง...ไอ้ลามก...ไอ้ปากไม่มีหูรูด แกหยาบคายกับชั้นอีกแล้วนะ”  เธออยากจะตะโกนก้องบอกสรีระที่แท้จริงให้โจ่งแจ้งแดงแจ๋รู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย แต่ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นสุภาพสตรีซึ่งมีอยู่อย่างเปี่ยมล้น จึงได้แค่ตะโกนก้องอยู่แต่ในใจเท่านั้น
                “ของของชั้นมันซ่อนรูปต่างหากโว้ย...ไอ้อีที..ไอ้ตาถั่ว..ไอ้ตาไม่มีแวว” กำปั้นที่กำลังจะประเคนเพื่อนหยาบคายก็จำต้องค้างเติ่งอยู่กลางอากาศเมื่อได้ยินเสียงซูหมูที่เจ้าเปี๊ยกขี่เข้ามาจอดยังที่เดิม...สุธีได้ทีจึงพาลพาโลลูกน้องหาทางเอาตัวรอดจากกำปั้นไว้ก่อน
                “มึงไปเอาแบตฯที่โรงงานเลยหรือไงวะ?”... มันสั่นหน้าบอก
                “ก็เฮียตี๋น่ะซี...สั่งให้ผมล้างทำความสะอาดแม่นางสาวสยามด่วนจี๋ยังกะไฟลนก้น...ไม่รู้จะรีบร้อนไปไหนกันนักเชียว”  เขารีบลุกขึ้นมาเอ่ยตัดบททันที
                “เออ...ไม่ต้องบ่นแล้ว รีบใส่แบตเร็วๆเถอะ...เย็นแล้ว”... มัลลิกาถามเขาอย่างสงสัย
                “นางสาวสยามของเปี๊ยก...คืออะไรกันล่ะ?”  เขาจึงต้องอธิบายให้เธอเข้าใจ
          “รถสปอร์ตเปิดประทุนของไอ้ตี๋เจ้าของอู่น่ะซี...ไอ้นี่มันชอบสาระแนไปเสียทุกเรื่อง ตั้งชื่อมั่วนิ่มไปหมด รถชอปเปอร์ของชั้นมันก็เรียกไอ้แรดดง ส่วนคันนี้ก็เรียกซูหมูเพราะพ่อค้าสมัยก่อนใช้เป็นรถบรรทุกหมูชำแหละไปขึ้นเขียงขายตามตลาด เช่นเดียวกันกับแขกขายผ้าแถวพาหุรัดที่นิยมใช้รถเวสป้าบรรทุกผ้ามาจนถึงทุกวันนี้”  ไอ้กะล่อนเปี๊ยกจอมสาระแนอดคันปากไม่ได้
                “แล้วไอ้ยี่ห้อ เวสน้า เวสย่า เวสยาย...ไม่มีหรือครับ?”...จึงโดนรองเท้าหุ้มส้นแตะเบาะๆเข้าที่ก้นพร้อมกับเสียงก่นด่าตามมา
                “มีแต่เวสพ่อกับเวสแม่มึงน่ะซี” มันหัวเราะแหะๆ กะล่อนเอาตัวรอดจนได้
                “โธ่...ลูกพี่...สมัยผมเมื่อตอนเด็กๆแต่ก็พอจะจำความได้แล้ว พ่อผมยังทำตัวเป็นซูหมูให้ผมขี่หลังเล่นบ่อยๆเลย”  เขาอดขัดคอมันไม่ได้
                “แล้วแม่มึงล่ะ...ใครขี่ใครวะ?”  เพื่อนสาวซึ่งลุกขึ้นยืนอยู่ข้างๆแล้ว ทำตาเขียวเข้าใส่
          “น้อยๆหน่อยอีที...จะพูดจาอะไรออกมาก็เกรงใจชั้นที่เป็นเพศแม่ยืนฟังอยู่บ้างนะโว้ย”  เขาหัวเราะแหะๆ แต่เจ้าเปี๊ยกออกอาการฟิวส์ขาดอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
                “ลูกพี่ผมก็ปากไม่มีหูรูดอย่างนี้แหละครับ...ไม่ต้องหลับตาวาดภาพก็รู้ว่าไผไหนอยู่ไหน” 
 
 
               
คราวนี้มันไม่โดนลูกพี่ แต่กลับไปโดนมัลลิกาแทน
                “เปี๊ยก...รู้สึกว่าเราจะล้ำหน้าเกินลูกพี่ไปแล้วนะ”  มันหัวเราะแก้เก้อ หน้าม้าน.....
                สุธียืนรอลูกน้องเปลี่ยนแบตเตอรี่จนเสร็จแล้ว ก็เดินเข้าไปนั่งบิดลูกกุญแจลองสตาร์ทรถดูสองสามครั้งก็มีเสียงดังขึ้นมาภายในห้องเครื่อง จึงค่อยๆเหยียบคันเร่ง แต่เสียงเครื่องยนต์มันยังเดินไม่ค่อยสะดวก จึงเอ่ยบอกกับเพื่อนสาว
                “เครื่องเดินสะดุดอย่างนี้คงจะต้องเช็คทางเดินน้ำมันด้วยแล้วละ...ไอ้มัลขึ้นรถ ไอ้เปี๊ยกล่วงหน้าไปก่อนเลย...กูจะยกแบตฯเก่าขึ้นรถเอง”.....
                ค่อยๆเคลื่อนรถออกจากที่พร้อมๆกับสายก็ตาชำเลืองไปทางห้องพัก ก็พบกับสายตาสองคู่กำลังมองมาด้วยความหมายที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ...มาหยุดรออยู่ที่หน้าประตูทางออก...จังหวะที่รถทางตรงขาดช่วงก็ค่อยๆเลี้ยวขวาตีวงไปวิ่งทางเลนด้านซ้ายไปเลี้ยวซ้ายเข้าซอยสวนอ้อย...ขับตรงมาเลี้ยวซ้ายอีกครั้งที่สี่แยกก็วิ่งมาเลี้ยวซ้ายอีกทีเข้าถนนสุโขทัย... ขับมาอีกเล็กน้อยก็ตบคันยกเลี้ยวขวาในจังหวรถทางตรงว่างก็นำรถมาจอดยังหน้าอู่...หันมาบอกสาวงามที่นั่งอยู่ข้างๆ
                “แกลงไปยืนรอข้างๆไอ้เปี๊ยกก่อน...ชั้นจะเอารถเข้าไปเก็บไว้ในอู่”.....
          สุธีลงจากรถยังไม่ทันจะปิดประตู ก็เห็นเสี่ยตี๋เพื่อนซี้ ซึ่งอยู่ในชุดเหมือนจะไปร่วมงานดินเนอร์ที่ไหนสักแห่ง...เอ่ยจะถามก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อมาโนชชิงพูดสวนขึ้นมาเสียก่อน
                “มีธุระอะไรค่อยมาคุยกันวันพรุ่งนี้...รีบโว้ย” เสี่ยตี๋เบี่ยงตัวหลบประตูออกไปอย่างรีบเร่ง เขาถามมารดาเพื่อนที่เดินตามมาติดๆ
                “อ้าม้า...ไอ้ตี๋มันจะไปไหนกันเล่า?...รีบร้อนยังกับไฟลนก้นมันเลย”  ก็ได้รับคำตอบ
          “จะรีบไปหาแม่คนที่สองของมันน่ะซี”  สุธีหัวเราะแหะๆ ตอบท่าน
                “มันมีแม่อาม้าเพียงคนเดียวเท่านั้นเองครับ”.....
                ในเวลาเดียวกัน ที่หน้าอู่...สาวสวยกับเจ้าเด็กผิวสีจอมกะล่อน กำลังยืนมองดูรถเก๋งสภาพค่อนข้างใหม่คันหนึ่งซึ่งจอดรอเลี้ยวมายังหน้าอู่อย่างสนใจ เมื่อรถทางตรงว่างแล้ว แทนที่ผู้ขับขี่จะเลี้ยวเข้าอู่ กลับเลี้ยวรถขับไปจอดชิดฟุตบาทหน้ารถสปอร์ตนางสาวสยามคันงาม...ผู้ขับขี่เป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งวัยประมาณสามสิบต้นๆในชุดไฮโซเปิดประตูลงมาพร้อมกับมาโนชซึ่งเดินออกมาจากอู่พอดี...มัลลิกาพึมพำ
                “นางแบบ อรชร”.....เสี่ยตี๋ไม่สนใจแม้แต่จะชายตาแลมาทางหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย...รีบตรงไปเปิดประตูรถสปอร์ตรอต้อนรับเพื่อนร่วมทางซึ่งกำลังเดินหน้าอกกระเพื่อมไหวขึ้นลงตามจังหวะของการก้าวย่างลีลานางแบบ เพราะหน้าอกเกินสรีระปราศจากโนบราเหนี่ยวรั้งไว้ มาขึ้นนางสาวสยาม พร้อมกับคำขอบคุณ
                “ขอบคุณค่ะ”.....  ทั้งสองรุ่นสองวัยมองตามหลังพาหนะเรือนล้านไปจนลับตา เธอจึงเปรย
 
 
 
กับเจ้าเด็กกะล่อน
                “สวยไหมเปี๊ยก”  มันตอบอย่างสมกับสมญานามของมันจริงๆ
          “รถหรือคนครับ?”  มัลลิกาหัวเราะให้กับความกะล่อนของมัน
                “ตลกอีกแล้วนะเปี๊ยก...กะล่อนพอๆกับลูกพี่เราเลยนะ...ชั้นหมายถึงคุณอรชรต่างหากเล่า”  มันจึงถึงบางอ้อฝั่งธนบุรี
                “อ๋อ...คุณอรชรน่ะเหรอ...สวยครับ...สวยไปหมดทุกส่วนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...สวยที่หน้าอก”  หล่อนหลงกลเจ้าจอมกะล่อนจนได้
                “สวยที่หน้าอก...สวยย่างไรหรือเปี๊ยก?”  มันตอบอย่างฉะฉาน
                “อีตอนที่มัน เด้ง ดึ๋ง...ดึ๋ง...ดึ๋ง...ไงเล่าครับ”  พูดพร้อมกับแบมือยกขึ้นลงทำท่าประกอบคำพูดไปในตัว...เธอถึงกับยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ...อาม้าเดินเข้ามาได้ยินพอดี ท่านจึงอวยพรมันเสียเลย
                “ทะลึ่งแล้ว...ไอ้เปี๊ยก” มันหัวเราะแหะๆออกอาการการเหนียม” สุธีซึ่งเดินตามหลังท่านมาติดๆก็ได้ยินแว่วๆเช่นกัน จึงเปรยขึ้นอย่างไม่เจาะจงไปที่ใคร
                “คุยเรื่องอะไรกันหรือครับ?”...เจ้าเปี๊ยกจอมสาระแนชิงตอบก่อนตามเคย
                “คุยกันถึงเรื่องเด้ง...ดึ๋ง...ดึ๋ง...ดึ๋ง...ครับ...ลูกพี่”  เขาจึงต้องถามมันอย่างฉงน
                “เด้งอะไรของมึงวะ?...ดึ๋งๆ”...มัลลิกาอมยิ้ม อธิบายแทนให้ฟังคร่าวๆ
                “เรื่องโนบราของนางแบบอรชรน่ะซี”  สุธีนึกรู้ได้ทันที จึงซัดมันแทนอาม้าอีกดอก
                “ไอ้ลามก...หัวขี้เลื่อยของมึงคงจะมีแต่เรื่องสัปดนทั้งนั้นเลยมั้ง?”มันย้อนลูกพี่หน้าตาเฉย           “สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใสห่างไกลโรคาพายาธิ”...คราวนี้โดนมะเหงกโป๊กเบ่อเร่อที่กลางกบาล ต้องยกมือคลำหัวป้อ มันไม่ใส่ใจที่จะโกรธเพราะโดนจนชินเสียแล้ว แต่กลับมาใส่ใจอีกเรื่องหนึ่ง จึงหันมาถามมัลลิกาอย่างสงสัย
                “คำว่า โนบรา แปลว่าอะไรหรือครับ?...พี่”  เธอเปิดรอยยิ้มที่มุมปาก แกล้งอุทานออกมา
                “อ้าว...ได้ยินเสียงฟุตฟิตฟอไฟภาษาฝรั่งกับลูกพี่เป็นต่อยหอยอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อตะกี้นี้ แต่ทำไมจึงไม่รู้จักคำคำนี้ล่ะ?”  มันหัวเราะแหะๆ ตอบอย่างไว้เชิง
                “ผมก็รู้ภาษาอังกฤษแค่สเนคๆฟิตๆเท่านั้นเองแหละครับ”  หล่อนหัวเราะ ส่ายหน้าให้กับความทะเล้นของเจ้าจอมกะล่อน อธิบายให้ฟัง
                “แปลว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ใส่เสื้อชั้นในน่ะซี”  มันสวนขึ้นมาทันควัน พร้อมกับแบมือขึ้นลงประกอบคำพูดอีกครั้ง
         
 
 
 
 
 
          “อ๋อ...ก็คงจะเพราะสาเหตุนี้นี่เองละมั้ง มันจึงเด้ง ดึ๋ง...ดึ๋ง...ดึ๋ง...เฮ้อ...ช่างน่าทัศนาเสียจริงๆ”.... เขาสั่นหน้าอย่างระอากับมัน หันมาแนะนำเธอให้รู้จักกับอาม้า
                “นี่อาม้า...แม่เสี่ยตี๋เจ้าของอู่...เพื่อนชั้น”  เธอกระพุ่มมือไหว้
                “สวัสดีค่ะ...ม้า”  นางยกมือตอบรับ หน้าเจือไปด้วยรอยยิ้ม แกล้งต่อว่าหญิงสาว
                “ต้องอาม้าซี่จึงจะถูก...เพราะอั๊วไม่ใช่ม้าขี่นา”  เธอหน้าเจื่อน เอ่ยขอโทษ...
                “ขอโทษค่ะ...อาม้า”...ผู้สูงอายุหยีตาจ้องหน้ามัลลิกาอย่างคลับคล้ายคลับคลาอยู่ครู่หนึ่ง ก็เปรยกับเธอ
                “อั๊วคล้ายๆว่าจะเคยเห็นหน้าลื้อที่ไหนมาก่อนนะ”  หล่อนหัวเราะบอกไปตามความเป็นจริง เพราะเธอก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาท่านมาก่อนเลย
                “คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหนูก็เพิ่งจะรู้จักกับอาม้าเมื่อตะกี้นี้เอง...อาม้าคงจะจำคนผิดแล้วละค่ะ”  นางสั่นหน้า เอ่ยขึ้นมาอย่างมั่นใจตัวเอง
                “อั๊วต้องเคยพบกับลื้อมาก่อนแน่ๆเลย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยพบกันที่ไหน...ขอให้อั๊วไปนอนคิดซักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน”  เจ้าเปี๊ยกก็ยังอดสอดสาระแนตามแบบฉบับดั้งเดิมของมันไม่ได้อีกตามเคย
                “สามคืนเจ็ดคืนก็ได้ครับ...อาม้า”  เลยโดนอีกจนได้
                “ไอ้สันดาน...ทะลึ่งไม่รู้จักกาลเทศะเลยนะมึง”.....
 
                         
                              -------------------------------------------
 
                                                                  
 
 
                                               
 
                                                                  
                       
 
 
                           
 
 
 
 
                                                                  
                                                                   รอยยิ้มท้ายบท
 
            สุชาติกับสมศรีแต่งงานร่วมหอลงโรงร่วมหลับนอนกันมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังไม่สามารถมีบุตรเป็นโซ่ทองคล้องใจไว้เชยชมสักที...คืนหนึ่งหลังจากเสร็จกิจบนเตียงแล้ว สุชาติก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่กลัวบ้านแตกสาแหรกขาด
            “ถ้าผมจะมีเมียน้อยมีลูกให้คุณเชยชมสักคน...คุณจะว่าอย่างไรบ้าง”นิ่งฟังเสียงภรรยาที่ตอบกลับตาลปัตร
            “ได้เลย...แต่ว่าต้องมีข้อแม้นะ..คุณจะต้องร่วมรักกับชั้นอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทุกคืนจนครบหนึ่งเดือนแล้ว...คุณจะมีเมียน้อยสักกี่คนชั้นก็จะเปิดไฟเขียวให้ตลอดเลย”  สมชาติหัวเราะก๊าก เอ่ยอย่างลิงโลด
            “ถ้าอย่างนั้น...บางคืน...ผมอาจจะบริการข้าวต้มรอบดึก แถมล้างหน้าไก่ตอนเช้ามืดสมนาคุณเป็นโปรโมชั่นให้คุณอีกต่างหากด้วยนะ”  รับปากกับภรรยาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะยังไม่ทันจะข้ามอาทิตย์เสียด้วยซ้ำ...ข้าวต้มรอบดึกก็เริ่มเลือนหายเลือนหายไปจากจิตสำนึกดังคลื่นกระทบฝั่ง...พอย่างเข้าอาทิตย์ที่สอง...อย่าว่าแต่จะล้างหน้าไก่เลย แม้แต่ไก่ตัวเมียที่นอนซุกปีกอยู่ข้างๆ จะโงหัวขึ้นมาร้องกุ๊กๆทั้งปลุกทั้งปล้ำให้ลุกขึ้นมาทำการบ้านตามสัญญาที่ให้ไว้ เจ้านกเขาก็ยังไม่ยอมจะโงหัวขึ้นมาขันสู่สักเช้า
            พอจ่อเข้าอาทิตย์ที่สามเท่านั้น...ทุกเย็น...สุชาติก็ต้องออกมานั่งหลังบ้านมองดวงตะวันกลมโตซึ่งกำลังจะลาลับขอบฟ้า...รำพึงรำพันไปพร้อมๆกับเสียงถอนหายใจที่ดังออกมาอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
            เฮ้อ...เย็นย่ำสุริยา ตะวันจากตาพามืดมิด...อีกละ.....
 
                                   
                               --------------------------------------------
                                                                  
 
 
 
                                ๒...
 
                สุธีขึ้นขี่เจ้าชอปเปอร์หรือไอ้แรดดงตามฉายาใหม่ของเจ้าเปี๊ยกโดยมีสาวงามนั่งเกาะบั้นเอวมาทางด้านท้าย...ออกจากหน้าอู่ขี่มาจอดติดไฟแดงเพื่อจะรอเลี้ยวขวาที่สี่แยกเข้าถนนสามเสน...มัลลิกาจึงเขาชวนคุย
                “ทำไมไม่ซื้อรถเก๋งมาใช้ล่ะ?...ดูท่ามันจะปลอดภัยกว่าไอ้เทอะทะคันนี้ตั้งเยอะเลยนะ” เขาจึงต้องอธิบายให้เธอเข้าใจ
                “มีแล้ว...แต่ฝากน้องชายไว้ที่บ้านชัยนาท...ใช้ในเมืองรถเยอะแยะอย่างนี้ ไอ้คันนี้มันดูจะคล่องตัวกว่าแถมยังประหยัดน้ำมันอีกต่างหาก” เธอเอ่ยเหมือนจะติงเขา
                “หวังว่าแกคงจะไม่พาชั้นลงไปนอนวัดพื้นหรอกนะ”...จังหวะไฟเขียว...เขารีบร้อนออกตัวเร็วไปนิด รถจึงกระชากจนเกือบจะเสียฟร์อม ทำให้สาวงามผู้นั่งซ้อนท้ายซึ่งมือเกาะเอวสารถีไว้เพียงข้างเดียวถึงกับหงายหลังแล้วก็กระเด้งตัวกลับมาทางด้านหน้าอย่างไม่ทันระวัง...จนเต้าเต่งซึ่งซ่อนรูปมิดชิดอยู่ในบราเซียทางด้านขวาจึงสัมผัสเข้ากับแผ่นหลังจนชายหนุ่มรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มของเนินเนื้อจะๆอย่างช่วยไม่ได้...ได้ยินเสียงหล่อนบ่นแข่งเสียงท่อไอเสียดังมาพอรู้ความ
                “ออกรถให้มันช้ากว่านี้สักหน่อยได้ไหมวะ...หรือว่าแกจะแกล้งมาทำลามกลวนลามชั้นอย่างเจตนาหรือเปล่าเนี่ย?” เขาต้องรีบเอ่ยปฏิเสธ แก้ตัวทันที
                “ไม่ใช่อย่างที่แกเข้าใจหรอกนะ...ชั้นเผลอออกรถกะทันหันเกินไปน่ะ”...ขี่เลาะเข้าไปวิ่งในเลนใน...ชิดซ้ายมาเรื่อยๆจนเกือบจะถึงไฟแดงที่สี่แยกศรีย่านก็ต้องเบรกอย่างกะทันหันเพราะว่ามีคนวิ่งข้ามถนนตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด...หล่อนจึงโดนเข้าที่เนินเนื้อเจ้าเก่าอย่างจังๆอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอถึงกับผรุสวาทออกมาดังๆ
          “ไอ้อีที...ไอ้มนุษย์ต่างดาวลามกจกเปรต...แกแกล้งขี่รถลวนลามชั้นจริงๆด้วย”  เสียงของเธอดังลั่นไปทั่วบริเวณ ทำให้ผู้คนที่กำลังเดินกันขวักไขว่ไปมาอยู่บนฟุตบาทบริเวณนั้นต่างก็หันมามองเธอจนเกือบจะรวมเป็นสายตาเดียวกัน เขาจึงต้องหันมาออกปากติง
                “เบาๆหน่อยซี่...พวกเขามองมาที่เรากันใหญ่แล้ว”  เธอหน้าระเรื่อ หันมองไปตามเสียงติง
                “แกก็เห็นไม่ใช่หรือว่ามีคนวิ่งตัดหน้ารถชั้นกระชั้นชิดออกอย่างนั้น...ถ้าไม่เบรกก็มีหวังตูม...ลงไปนอนเค้เก้บนถนนทั้งรถทั้งคนหยอดน้ำข้าวต้มหลายวันเลยละ”เธอจึงต้องเอ่ยแก้ขวย
                “เออ...เห็นแล้ว...ต่อไปแกก็ขี่ระมัดระวังให้มากกว่านี้หน่อยซี่”  เขาหัวเราะเบาๆ เอ่ยแย้ง
                “ก็ไหนแกคุยนักคุยหนากับชั้นว่าจะไม่เป็นเด็กขี้แยอีกแล้ว...แล้วไง...ยังทำตัวงอแงเหมือนเมื่ออีตอนเด็กๆยังไงยังงั้น”...ไฟเขียวพอดี...  คราวนี้สารถีออกรถให้เคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล
 
 
ขี่ลัดเลาะชิดซ้ายไปเรื่อยๆท่ามกลางจราจรอันแออัดคับคั่งจนรอดสันดอนพาเจ้าสองล้อติดเครื่องคู่ชีพมาติดไฟแดงรอเลี้ยวขวาอยู่ที่สี่แยกบางโพ...เพียงครู่เดียวก็ไฟเขียว จึงออกรถตีคู่กับรถเก๋งมารอเลี้ยวซ้ายที่สามแยกเตาปูน...เสียงหล่อนซึ่งเงียบไปนาน ก็เอ่ยติงขึ้นมา
                “ทำไมไม่ขี่ตรงไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนประชาชื่นเลยล่ะ?” เธอจึงได้คำตอบจากเขา
                “จะพาแกไปรู้จักกับคฤหาสน์พักผ่อนกายาของชั้นน่ะซี”  เธอไม่ทักท้วงอะไร...ออกรถในจังหวะสัญญาณไฟลูกศรเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน  กรุงเทพ-นนทบุรี...แต่แล้วก็ต้องชะลอรถให้ช้าลงเมื่อมีทั้งคนวิ่งคนเดินข้ามถนนกันอย่างไม่มีระเบียบวินัยสมกับคำที่ว่า ตามสบายคือไทยแท้ เสียจริงๆ...ขี่ลัดเลาะเรื่อยๆมาทางด้านซ้ายอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็มาหยุดรอจังหวะรถสัญจรผ่านไปมาอยู่ครู่หนึ่ง...เมื่อถึงช่วงมีช่องว่างแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าไปวิ่งในซอยข้างปั้มน้ำมัน ซึ่งทางด้านขวามือเป็นที่ตั้งองค์การโทรศัพท์...เมื่อถึงทางโค้งก็ค่อยๆตีวงเลี้ยวขวาขี่มาก่อนจะถึงทางหักข้อศอกเล็กน้อยก็ต้องเบรกรถอย่างกะทันหันอีกครั้งเพราะมีรถเก๋งคันหนึ่งเลี้ยวขวาหักข้อศอกออกมาจากมุมอับหักพวงมาลัยกินทางมากเกินไปหน่อย...
                “ว๊าย...อีที” เสียงร้องของหญิงสาวเหมือนจะเป็นการเตือนสติให้สุธีรีบหักแฮนด์เจ้าแรดดงให้เหไปทางด้านซ้ายตามสัญชาตญาณป้องกันภัยให้กับตัวเองแล้วก็ปล่อยให้รถไหลไปตามแรงเฉื่อยจนเกือบจะชนรั้วสังกะสีด้านข้างอยู่แล้ว...เดชะบุญที่ผู้ขับรถเก๋งคงจะมีปฏิภาณดีพอสมควร จึงหักหลบรอดพ้นจากอุบัติเหตุไปได้อย่างเฉียดฉิว.....    
                “ทางหักข้อศอกตรงนี้มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยๆ...เผลอไม่ได้เลยละ”.....ค่อยๆเคลื่อนเจ้าสองล้อติดเครื่องออกตัวไปอย่างระมัดระวังให้มากขึ้น...พอเขาเลี้ยวซ้ายหักข้อศอกก็เห็นประตูทางเข้าแฟลตอยู่ฝั่งตรงกันข้าม จึงบอกกับสาวซ้อนท้าย
                “ที่พักกายาของชั้น...อยู่ชั้นสามโน่น”  มัลลิกาถึงกับเบะปาก
          “ก็ไหน...เมื่อตะกี้นี้คุยว่าเป็นคฤหาสน์ใหญ่โตไม่ใช่หรือ?” เขาหัวเราะ เอ่ยเหมือนจะปลง
                “ขนาดแฟลตแค่ห้องเล็กๆก็ยังจะต้องหารค่าเช่ากับเพื่อนคนละครึ่งเลย”  หล่อนก็เอ่ยถามออกมาเล่นๆอย่างนั้นเอง
          “เพื่อนหญิงหรือเพื่อนชายล่ะ?”
                “เพื่อนหญิง”...เสียงตอบสั้นๆ แต่ผู้ได้ยินถึงกับตาโตขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว.....
                สารถีแตะเบรกบ่อยครั้งเพื่อชะลอรถหลบหลุมและรถสวนไฟส่องหน้า...ขี่มาจนถึงปากซอยรอเลี้ยวซ้ายเข้าถนนประชาชื่น หล่อนก็เปรยขึ้นมา
                “อย่างนั้นแกก็โกหกชั้นว่ายังไม่ได้แต่งงานน่ะซี”  เปรยแล้วก็ใจวาบ นิ่งรอคำตอบ
                “บอกว่ายังก็ยังซี่...เขาก็แค่เป็นเพื่อนชั้นเหมือนอย่างกับแกนี่แหละ...อยู่ห้องเดียวกัน นานๆจึงจะเห็นหน้าค่าตากันสักครั้ง ชั้นทำงานกลางวัน ส่วนเธอทำงานกะกลางคืน  ถ้ามีเวลาชั้นจะเล่าให้
 
 
 
ฟังทีหลัง”  คนได้ยินใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง อย่างน้อยๆไปไหนมาไหนกับเขาก็สบายใจได้ระดับหนึ่ง เพราะไม่ต้องมีมารดาคนที่สองมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชเจ้ากี้เจ้าการชี้นิ้วบงการชีวิตสามีจนแทบจะกระดิกตัวไปไหนมาไหนกับใครไม่สะดวก...เอ่ยปรามเขาขณะเจ้าแรดดงกำลังจะข้ามทางรถไฟ  เพราะกลัวว่าของตัวเองจะเด้ง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ไปตามลอนคลื่นถนนกระเด้งกระดอนเสียดสีบัวตูมให้เสียวแปลบๆเข้าไปถึงทรวงอีกคำรบ...แต่แล้วก็รอดสันดอนสบายอกสบายใจไปได้ตลอดรอดฝั่ง.....
                ขี่เจ้าแรดดงมาจอดที่รั้วหน้าบ้านตาคำบอกอย่างคุ้นตา...หล่อนก้าวลงจากอาน...เอ่ยชวน
          “เข้าไปคุยกับพ่อชั้นก่อนไหมล่ะ?”  เขาสั่นหน้า
                “ตามสบายเลย...ให้ท่านอยู่กับครอบครัวตามลำพังดีกว่า”
                “ตามใจ...ถ้าอย่างนั้นชั้นขอตัวเข้าบ้านละนะ...โชคดีเพื่อน”  ถอดหมวกกันน็อกคืนให้ สุธีติงขึ้นมา
                “เดี๋ยวก่อน”  เธอทำหน้าฉงน
                “มีอะไรอีกหรือ?” สุธีแบมือออกปากขอ
                “ขอเบอร์โทรฯให้ชั้นบ้างซี่”  บอกเบอร์ให้เขาบันทึกพร้อมกับควักของตัวเองออกมา
                “ขอของแกให้ชั้นบ้างซี่”  บันทึกกันเสร็จแล้ว มัลลิกาก็หันหลังจะเดินเข้าประตูรั้ว ยังได้ยินเสียงจากเขาอีก
                “ชั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกกับแกเลย”  หล่อนชะงัก หันมาถาม
                “มีเรื่องอะไรอีกล่ะ?...ช่างจุกจิกน่ารำคาญยังกับผู้หญิงเลยนะ”  รู้ตัวดีว่าถ้าเอ่ยออกไปแล้วคงจะต้องมีปัญหากับเธออย่างแน่นอน จึงต้องเตรียมตัวไว้รับคลื่นพายุเสียงเสียแต่เนิ่นๆ เอ่ยล้อ
                “หน้าแกยังไม่หายแดงเลยนะ”  หล่อนเผลอตัวยกมือขึ้นมาลูบแก้ม...พอนึกขึ้นได้ก็ตาวาวเข้ม ซึ่งเขาเห็นแล้วมันช่างงามเกินกว่าที่คาดเสียอีก ได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดดังตามมาติดๆ
                “อีตาบ๊อง...ไอ้มนุษย์นอกโลก กวนอารมณ์ชั้นอีกแล้วนะ จะจากกันทั้งทีจะให้ชั้นนอนฝันดีบ้างไม่ได้เลยหรือไง?” ยังยั่วต่อ
                “ก็ได้...ยังงั้นก็จูจุ๊บ...ราตรีสวัสดิ์...นอนหลับฝันดีถึงชั้นบ้างนะที่รัก”มองมัลลิกาที่เหมือนจะก้มลงไปหยิบอะไรสักอย่าง...ไม่ต้องเดาให้ปวดขมับก็รู้แจ้งเห็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร... รีบละมือออกจากปากมาจับคันเร่งบิดทะยานเจ้าสองล้อติดเครื่องอย่างกับลูกธนูหลุดออกจากแหล่ง แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงตะโกนก้องดังไล่หลังมาติดๆ
                “ไอ้อีทีบ้า...ไอ้อีทีทะลึ่ง...ไอ้อีทีนรกจกเปรต...ชั้นจะต้องกินเลือดแกสักวัน”...คนได้ยินถึงกับคอย่น บ่นพึมพำกับสายลมแสงไฟริบหรี่ตามเสา
                “ด่าได้คบเครื่องเลยนะ... แม่ดอกมะลิที่โชยกลิ่นหอมชื่นใจ...ยามค่ำ”.....
 
                                                ---------------------------------------------
 
                สุธีขี่รถย้อนกลับออกมาทางเดิม...ด้วยเป็นถนนซอยเล็กๆแยกเข้าไปทางด้านใน บ้านแต่ละหลังจึงทิ้งช่วงห่างกันออกไปพอสมควร อีกทั้งแสงสว่างจากไฟสาธารณะซึ่งอาจจะขาดการดูแลเอาใจใส่จากทางการน้อยไปนิด จึงให้แสงสว่างแค่เพียงบางช่วงเท่านั้นทำให้ซอยดูเปลี่ยวไปนิด...เขาขี่รถกินลมมาเรื่อยๆกับบรรยากาศอันแสนสดชื่นยามค่ำจนออกสู่ถนนใหญ่ในทางคู่ขนาน...แต่แล้วก็ต้องเอะใจระคนฉงนเมื่อเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดขวางถนนทั้งๆที่ทางก็กว้างพอสมควร...เขาทำเป็นไม่ใส่ใจ...พอมาถึงที่หมายก็จะหักหัวออกไปให้พ้นรัศมีทางด้านท้ายรถก็ได้ยินเสียงดังมาจากเจ้าของรถซึ่งยืนเอามือเท้าอานมองมาอย่างไม่เป็นมิตร
                “จะรีบไปไหนกันล่ะพรรคพวก...หยุดคุยกันก่อนเป็นไง?”  สุธีชะลอรถตามเสียงสั่ง แต่พอเห็นรูปหน้าสารถีในหมวกกันน็อคก็จำได้ จึงหยุดรถเพราะอยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะมาไม้ไหนกันแน่...จากลางสังหรณ์ตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว จึงเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเผชิญทุกรูปแบบอย่างไม่ประมาท ตั้งขาตั้ง มองอาคันตุกะยามค่ำอย่างไม่ระย่อ แต่ก็เอ่ยถามด้วยเสียงอันนอบน้อม
                “เรียกให้หยุด...มีธุระอะไรกับผมหรือครับ?”  เจ้าของเรือนร่างสันทัด ผิวเนื้อคล้ำแดง อายุประมาณสามสิบกว่าๆ เดินหน้าถมึงทึงเข้ามาหา กระแทกเสียงถาม
                “ได้ยินเขาล่ำลือกันว่า...เอ็งซ่านักใช่ไหมวะ?”  สุธีทำหน้าเลิกลัก ปฏิเสธเสียงลั่น
                “พี่ไปได้ข้อมูลผิดๆอย่างนี้มาจากใครกัน?...ผมไม่ใช่เป็นคนมีนิสัยอย่างที่พี่ว่าเลยนะครับ”  สายตาวาวของผู้ประสงค์ร้ายจ้องหน้าเขม็ง...จับคอเสื้อผู้ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ตะคอกเสียงดังฟังชัด
                “ข้อมูลของข้าไม่ผิดหรอกโว้ย...คนอย่างเอ็งจะต้องโดนสั่งสอนให้หายซ่าบ้างแล้วละ”...
                เมื่อตอนเรียนชั้นประถม มีเรื่องชกต่อยกับเด็กร่วมชั้น เจ็บตัวปากแตกกลับบ้านมาให้ลุงให้ป้าพยาบาลทุกครั้ง ท่านจึงเปรยให้ฟัง
                “ถ้าเอ็งไม่อยากเจ็บตัวก็ต้องเร็วกว่าสู้ต่อสู้อย่างน้อยก็หนึ่งก้าวนะโว้ย”  เขาจำคำนี้ไว้จนขึ้นใจ...ดังนั้น...แค่มืออริสัมผัสคอเสื้อเท่านั้น แขนทั้งสองข้างที่ห้อยอยู่แนบลำตัวก็ยกขึ้นมาแตะไหล่ผู้ประสงค์ร้ายที่ไม่เจียมบอดี้เลยสักนิด...ผลักเบาๆพร้อมกับงอเข่าขวากระทุ้งเข้าไปยังเป้ากางเกงที่ปกปิดของสงวนสุดแรงเกิด มันโดนเข้าที่จุดยุทธศาสตร์อย่างถนัดถนี่ ร่างอหังการตัวงอ แทบจะคายของเก่าออกมาเป็นทานให้เจ้าสี่ขาผู้รู้คุณ...แหกปากร้องลั่นก้องซอย
                “โอยยยย”...มันละมือจากคอเสื้อผู้ที่มันคิดว่าเป็นสมันน้อยลงไปกุมของสงวนทันทีทันใด ความเจ็บปวดรวดร้าววิ่งเข้าไปถึงก้นบึ้งจนแทบจะขาดใจ...สุธีมองร่างงอประดุจสัตว์น้ำประเภทขี้อยู่บนหัวสมองอย่างสะใจนึกถึงโอวาทของลุงอีกครั้ง
                “เมื่อคู่ต่อสู้เพรี่ยงพร้ำก็อย่าปล่อยโอกาสที่กำลังเป็นต่อให้หลุดลอยไปแม้แต่วินาทีเดียว...
 
 
 
จระเข้ใหญ่ไปถึงน้ำมีกำลัง เหมือนเสือขังเข้าดงก็คงร้าย...  มึงจำไว้ให้ขึ้นใจ...ไอ้ที”   มองร่างที่สิ้น
อหังการอย่างสะใจ ยิ้มหยันๆ เอ่ยบอกกับร่างที่ยังไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นมารับรู้
                “ขอโทษ...ผมไม่รู้ตัวเองเลยว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง”  มือที่จับไหล่ออกแรงผลักจนร่างนั้นหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นอย่างไม่เป็นท่าโดยมีเจ้าห้องเครื่องที่ยังไม่ทุเลาจากอาการเจ็บปวดถูกตามน้ำด้วยเข่าขวาข้างเดิมอัดให้เป็นแซนด์วิชกับพื้นถนน...มีเสียงร้องโหยหวนออกมาประดุจเปรตร้องขอส่วนบุญแถวๆวัดสุทัศน์ก็ไม่ปาน
                “โอยยยยย...ของของกูบรรลัยหมดแล้ว”...ศีรษะที่สวมหมวกกันน็อคก้มลงกระแทกเบาะๆเข้าที่ดั้งจมูกคู่ต่อกรเป็นการทิ้งท้าย...ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นผลงานถนัดนัก แต่ก็พอใจในน้ำเสียงและอาการของผู้อหังการเป็นคำรบสอง
                “โอยยยยยย”...คู่ขันลายพาดกลอนกลายมาเป็นสมันน้อยชั่วพลิกฝ่ามือ...รีบละมือข้างหนึ่งจากเป้ากางเกงมาตะปบที่ดั้งจมูก สะบัดศีรษะไปมาด้วยความเจ็บปวดจนหมวกกันน็อคครูดกับพื้นถนนได้ยินถนัดหู...สุธียิ้ม...หันซ้ายแลขวาเมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนรับกันมาเป็นทอดๆอย่างพอดิบพอดีกับเวลา
                “โบ๊ววววว...โบ๊ววววว....โบ๊ววววว”...เขาแกล้งทำหน้าเหรอหราอุทานออกมา พร้อมกับตะโกนประสานเสียงสุนัขกับเสียงร้องโอดโอยยังไม่ขาดปากของคู่ขัน
                “เฮ้ยยย...หมาหอน...เสียงมันหอนเห็นผีนี่หว่า...จำได้แล้ว...ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่า แถวนี้เป็นป่าช้าเก่า...เป็นทางเดินของผี...มีทั้งผีเปรต ทั้งกระสือ ผีกระหัง ผีไม่มีญาติ ผีตกต้นไม้ ผีตายท้องกลม ผีควายไล่ขวิดแทงไส้ทะลักอีกต่างหาก...พวกมันจะออกมาเพ่นพ่านร้องโหยหวนขอส่วนบุญจนชาวบ้านไม่เป็นอันตาหลับขับตานอนกันเลยละ...นี่คงได้เวลาแล้วซี่ ...ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเป็นผีพวกนี้นี่เองที่แกล้งผลักผมโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป...เรื่องผีๆแบบนี้ ผมไม่เล่นกับเขาด้วยหรอกครับ...บรื๋อ... เดี๋ยวจับไข้หัวโกร๋นตายอีกคน...เปิดดีกว่า ตัวใครตัวมันนะครับ...เพ่”...มองมือคู่อริที่ยังกุมต่างเป้าหมายพร้อมๆกับเสียงโอดโอยเจ็บปวดไม่ขาดปากอย่างสมใจนึกบางลำภู...ไม่สนคู่ขันว่าจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวเผือกหัวมันเถอะ...รีบกุลีกุจอไปขึ้นรถสตาร์ทเครื่องดังกระหึ่ม เขี่ยขาตั้งขึ้นพร้อมกับเอ่ยเสียงเตือนผู้ที่เพิ่งจะโงหัวลุกขึ้นมานั่งบิดตัว หน้าเหยเก
                “ถ้าค่อยยังชั่วแล้วก็รีบไปหาพ่อไก่แจ้ให้เขาพาไปเช็คไอ้ต่องแต่งดูซิว่ามันยังอยู่ดีมีสุขครบถ้วนกระบวนความหรือเปล่า...ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นขันทีไม่มีท้องพระโรงลงจะหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นา”  ถึงแม้ว่าคู่อริจะสำเหนียกเพียงแว่วๆ แต่ก็ยังจับใจความได้อย่างทะลุประโปร่ง จึงสร้างความเจ็บแค้นให้กับผู้อหังการไม่เลือกกาลเทศะเป็นหลายเท่าทวีคูณ.....
 
                                           -----------------------------------------
 
               
                มัลลิกาเปิดประตูรั้ว...เดินไปที่ประตูหน้าบ้านก็จ๊ะเอ๋กับน้องสาวต่างมารดาวัยประมาณห้าขวบ ที่เปิดประตูออกมารับพอดี จึงเข้าไปอุ้มหอมแก้มฟอดใหญ่...บิดาซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาข้างๆมารดาเลี้ยง เอ่ยถามเพราะได้ยินเสียงรถ
                “มารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างใช่ไหม...ทำไมไม่ขับรถมาเองล่ะ?”  วางน้องสาว กระพุ่มมือไหว้ทั้งสองท่าน เอ่ยบอก
                “รถเสียค่ะ...เจอเพื่อนเก่าทำงานอยู่ที่อู่ใกล้โรงพยาบาลให้เขาเอาไปซ่อมแล้ว บังเอิญจะกลับมาทางเดียวกันเขาก็เลยแวะเข้ามาส่งให้...เอ่ยถามลูกสาวเหมือนไม่ใส่ใจกับคำตอบสักเท่าไร
                “พ่อรู้จักเขาไหมล่ะ?”
                “รู้จัก...แต่พ่อคงจำเขาไม่ได้หรอกค่ะ เพราะรู้จักกับเขาตั้งแต่สมัยหนูยังเรียนอนุบาลอยู่เลยค่ะ”  หล่อนหันมาถามมารดาเลี้ยง               
                “คุณน้าทำกับข้าวอะไรเลี้ยงหนูเล่าคะ?”
                “หลายอย่างที่หนูชอบทั้งนั้นเลยค่ะ”
                “บอกก่อนไม่ได้ใช่ไหมคะ?”  นางยิ้มให้
                “ถ้าบอกก่อนก็ไม่เซอร์ไพร้ส์น่ะซีคะ”
                “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา...อยู่โรงพยาบาลพึ่งแต่อาหารถุง อาหารกล่อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อดอยากปากแห้งกับของอร่อยมานานแล้ว...วันนี้จะขอทานให้เต็มคราบเสียที”
                “ได้เลย...น้าทำเผื่อไว้ถึงพรุ่งนี้เช้าเลยนะคะ”  บิดาเปรยเสริมขึ้นมา
                “หนูหิวหรือยังล่ะ?...ถ้าหิวก็ลงมือกันได้เลยนะ”  นางเปรยค้านสามี
          “แหม...คุณก็...ให้หนูแกไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวก่อนเถอะค่ะ”
          “คุณน้ากับพ่อหิวหรือยังเล่าคะ?”  ทั้งสองตอบเกือบจะเป็นเสียงเดียวกัน
                “ยังไม่หิวเลย”
                “ถ้าอย่างนั้นหนูก็ขอตัวขึ้นไปบนห้องก่อนนะคะ”  เชยคางน้องสาวขึ้นมาหอมแก้มอีกข้างละฟอด...เดินขึ้นบันไดไปเปิดประตูเข้าห้องส่วนตัว...เปิดไฟ เดินไปนั่งที่โซฟาวางกระเป๋าสะพาย เปิดหยิบมือถือกดเบอร์ต่อไปหาน้องสาวที่จังหวัดชัยนาท...ระหว่างที่รอสาย เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็ยกมือที่ว่างแกะกระดุมคอเสื้อยืดดึงชายเลิกขึ้นมาทางศีรษะเผยเนินเนื้อคู่เบ่งบานภายใต้บราเซียร์สีขาวชูชันอวบอิ่มแสดถึงความเป็นสาวสะพรั่งเต็มตัว... ผิวเนื้อแม้จะไม่ขาวดังไข่ปอกแต่ก็นวลเนียนเมื่อต้องแสงนวลจากไฟนีออน...ลุกขึ้นจากโซฟา ปลดตะขอกางเกงยีน ยังไม่ทันที่จะรูดซิปก็ต้องนั่งลงไปใหม่ เมื่อมีเสียงรับสาย...
                “ยัยเขเหรอ...นี่พี่มัลนะ...ชั้นโอนเงินไปให้แล้ว แกกับแม่พอใช่ไหมล่ะ?”
                “พอค่ะ...คราวหน้าพี่ไม่ต้องส่งมามากอย่างนี้หรอกนะ เพราะชั้นก็มีเงินเดือนอยู่แล้ว”
               
 
          “ช่างเถอะ...เงินของพ่อทั้งนั้นแหละ...ของชั้นแค่พันเดียวเอง”
                “เดือนหน้า...ส่วนของพี่ไม่ต้องส่งมาก็ได้”
          “เรื่องอะไรชั้นจะต้องเชื่อแกด้วย...ชั้นให้แม่ต่างหาก...แกสบายดีหรือเปล่า?”
                “แข็งแรงดีกว่าชั้นเสียอีก...จะพูดกับแกไหมล่ะ?...นั่งอยู่ข้างๆนี่เอง”
                “อย่าดีกว่า...ไม่อยากได้ยินเสียงแกร้องไห้คิดถึงชั้น”
                “พี่ก็เพิ่งจะมาเยี่ยมแกกลับไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง...พี่โทรฯมาจากไหนเนี่ย?”
                “บ้านพ่อ...น้าเขาชวนมาทานข้าวมื้อเย็นด้วย...ขอตัวขึ้นมาอาบน้ำก่อน”  ถามพี่สาว
                “พ่อเป็นอย่างไรบ้าง?”
                “สบายดี...แค่นี้ก่อนนะ...พ่อรอชั้นกินข้าวอยู่...ฝากหอมแก้มแม่แทนชั้นด้วย”
                                     
                                    -------------------------------------
 
                ก่อนห้าทุ่มเล็กน้อย...มาโนชเดินเลี่ยงออกจากห้องแคตวอล์ก สถานที่เดินแฟชั่นโชว์ ซึ่งมันเป็นความฝันอันสูงส่งของเหล่านางแบบรุ่นใหม่ที่อยากจะตะเกียกตะกายขึ้นไปเดินเฉิดฉายอวดรูปโฉมเป็นบันไดนำร่องยกระดับตัวเองไต่เต้าไปสู่ความเป็นดาราดาวเด่นประดับวงการมายา...
                เขาเดินมานั่งยังโต๊ะตัวที่นั่งอยู่กับอรชรเมื่อตอนหัวค่ำ ในโรงแรมหรูมีระดับแห่งหนึ่งย่านถนน วิภาวดีรังสิต...เพราะตั้งแต่เข้ามามีส่วนร่วมกลมกลืนอยู่ในงาน เขาก็เปรียบเสมือนคนแปลกหน้าของสถานที่แห่งนี้กับทุกคน...สั่งเบียร์สดเย็นๆมาดื่มแก้กระหายคร่าเวลารอ...ยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาบ่อยครั้ง...ทั้งๆที่แอร์ภายในห้องเย็นฉ่ำ แต่ก็ทนความร้อนรุ่มในการรอคอยไม่ไหว จึงลุกเดินออกมายังสวนหย่อมด้านนอกเพื่อระบายอารมณ์ให้ผ่อนคลายจากอาการหงุดหงิด...เห็นสาวทรงงามนางหนึ่งยืนหันหลังกอดอกอยู่ก่อนแล้ว พลางนึกในใจ
                “คงจะมีปัญหาเช่นเดียวกันกับเราละมั้ง?”  ยืนระงับความประหม่าอยู่ครู่หนึ่ง ก็ค่อยๆเดินเข้าไปทางด้านหลัง เอ่ยทักทายเสียงสั่นนิดๆ
                “สวัสดีครับ...คุณ”  ร่างงามหันกลับมามองทำหน้าฉงน แต่ก็ยิ้มให้ เขายิ้มตอบ มองร่างนั้นอย่างยอมรับว่าเธอเป็นคนสวยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอรชรเลย...ถ้าจะเปรียบทั้งคู่เป็นม้าแข่ง จ๊อกกี้ก็คงจะขี่ควบตีคู่วิ่งเข้าเส้นชัยเฉือนกันแค่จมูกเท่านั้น และรู้ด้วยว่าเป็นลูกครึ่งเพราะผิวพรรณและรูปทรงหน้าแสดงเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจนแต่ตาเธอไม่ตี่เหมือนกับตัวเอง...จ้องมองสรีระอันอ่อนช้อยในชุดเสื้อคอย้วยสีขาวโชว์ไหล่เปลือยด้านซ้าย กระโปรงบานสีน้ำเงินยาวเหนือหัวเข่า...ตัวเองออกอาการจนเสียมารยาท...เจ้าของร่างงามทำสีหน้าไม่พอใจสายตาบุรุษแปลกหน้า จึงเอ่ยถามเสียงสั้น
                “สวัสดี...มองอะไรคะ?”...มาโนชรู้ตัวว่าได้เสียมารยาทกับสุภาพสตรีที่เพิ่งจะพานพบโดย
 
 
บังเอิญเป็นครั้งแรกเสียแล้ว จึงกล่าวคำขอโทษจากใจจริง
                “คือ...คือ...ผมขอโทษที่คุณโดนใจผมจนเสียมารยาท...คุณคงจะเบื่องานไฮโซที่แคตวอร์กเต็มประดาเช่นเดียวกันกับผมใช่ไหมครับ?”  หน้าเฉยเมยเมื่อครู่เปลี่ยนมายิ้มให้ด้วยไมตรี
                “ค่ะ...ดิฉันก็ไม่ค่อยจะสันทัดกับงานประเภทนี้สักเท่าไรหรอกค่ะ”  มาโนชยิ้มให้บ้าง เอ่ยติดตลกเพื่อให้ดูเป็นกันเองมากขึ้น
                “แสดงว่าคุณก็มีรสนิยมเรียบๆง่ายๆแบบงานวัดงานลูกทุ่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ผู้ชายคาดผ้าขาวม้าเคียนพุงนุ่งกางเกงขาก๊วยแบบนั้นใช่ไหมครับ?”  คราวนี้หล่อนปล่อยหัวเราะคิก
                “คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ...เอาเป็นว่าดิฉันไม่ค่อยจะชินกับงานแบบนี้ก็แล้วกัน”  เขายิ้มให้กับการเจรจาอันชาญฉลาดของเธอ
                “ถ้าอย่างนั้น...คุณมางานนี้ทำไมครับ?”  ถามเหมือนชวนสนทนาไปในตัว ก็ได้รับคำตอบ
                “เป็นงานเดินแฟชั่นการกุศล...ครอบครัวของดิฉันมีส่วนร่วมกับงานนี้ด้วย จึงต้องมาเป็นเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ค่ะ...แล้วคุณล่ะ?...ไม่นึกสนุกกับงานแบบนี้ก็คงจะมีส่วนร่วมเหมือนกันใช่ไหมคะ?”  มาโนชส่ายหน้าปฏิเสธ
                “ผมมาเป็นเพื่อนคุณอรชรครับ”  หล่อนทำหน้าย่นนิดหนึ่ง ก็นึกออก
          “อ๋อ...คนที่เป็นนางแบบระดับแนวหน้าคนนั้นใช่ไหมคะ?”...มีเสียงอื้ออึงอยู่ด้านในดังออกมา ทั้งสองหันไปมองพร้อมๆกัน...
          “งานคงเลิกแล้วละค่ะ...ดิฉันขอตัวนะคะ”
          “เชิญตามสบายครับ”
 
                                                     -----------------------------------------
 
          มาโนชขับรถมาส่งนางแบบอรชรที่หน้าคอนโดฯแถวห้วยขวาง ก็เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงแล้ว เขารีบกุลีกุจอลงมาเปิดประตูให้ เอ่ยเสียงอ้อน
                “ผมขอขึ้นไปทานกาแฟสักแก้ว...ได้ไหมครับ?”  เธอหยิบกระเป๋าถือ ก้าวลงมาจากรถ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เอ่ยปฏิเสธเสียงหวาน
                “ดึกแล้วค่ะ...ไว้โอกาสหน้าดีกว่านะคะ”    
                “ก็ได้ครับ”...มาโนชคิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว
          “ราตรีสวัสดิ์นะคะ”...เธอโบกมือให้
                “ราตรีสวัสดิ์ครับ”.....
                อรชรเดินออกจากลิฟต์ชั้นที่ห้ามาถึงหน้าห้องพัก เปิดกระเป๋าถือ หยิบกุญแจจะมาไขประตู
 
 
 
ห้อง..แต่แล้วก็ต้องเอะใจเพราะกุญแจไม่ได้กดล็อคประตู...ยืนกลั้นลมหายใจอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยๆเปิดแง้มยื่นหน้านำเข้าไปก่อน...แสงสว่างจากภายในสาดส่องให้เห็นรองเท้าหนัง ก็รู้ว่าเป็นของใคร จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบผลุบหายเข้าไปในห้อง ปิดล็อคประตู มองอาคันตุกะผู้คุ้นเคยซึ่งกำลังนั่งดื่มเบียร์กระป๋องอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
                เป็น นคร พ่อไก้แจ้ที่มัลลิกาตั้งฉายาให้นั่นเอง...หล่อนต่อว่าต่อขานด้วยน้ำเสียงพองาม
                “ไหนคุณบอกว่าคืนนี้ไม่ว่างไงล่ะ?”  เขายิ้มกับคำปฏิเสธเมื่อตอนเย็น
                “หมอใหญ่น่ะซี...เรียกผมไปช่วยเป็นกำลังเสริม...มันเป็นคืนโลกาวินาศหรือไงก็ไม่รู้ เกิดอุบัติเหตุอาการร่อแร่ติดๆกันตั้งสองสามราย อลหม่านไปหมด เพิ่งจะปลีกตัวมาได้เนี่ย”  จ้องมองร่างงามด้วยสายตาที่หื่นกระหาย ไฟสวาทเริ่มคุกรุ่นจากการกระตุ้นของฤทธิ์น้ำเมา...ยกเบียร์ขึ้นดื่มจนเกลี้ยงกระป๋อง ถามเธอ
                “ใครมาส่งคุณน่ะ?” ก็ได้รับคำตอบสั้นๆ
                “ไก่อ่อนสอนบิน”...นครหัวเราะคิก
          “ไปดูถูกมัน...ถ้ามันปรนเปรอจนติดใจละก็...คุณจะว่าอย่างไร?”  เธอเบะปากตอบ
          “ชั้นคงไม่เคลิ้มมันมากไปกว่าคุณหรอกน่า”  เขายิ้มหยัน
            “ก็ไม่แน่นักหรอก...ผมกลัวว่าคุณจะเก็บมันมาเลี้ยงต้อยต่างหาก” อรชรยักไหล่ ตอบ
“คนอย่างชั้นนะเหรอ...ถ้าใครหมดประโยชน์...ชั้นก็อเปหิแล้ว เก็บไว้ให้เกะกะทำไม”
“รวมทั้งผมด้วยหรือเปล่า?” เธอตอบแบ่งรับแบ่งสู้
“ตราบใดที่คุณยังทำประโยชน์ให้กับชั้นได้...เรื่องอะไรจะสลัดคุณทิ้งไปง่ายๆเล่า”
“ขอให้จริงอย่างที่คุณพูดเถอะน่า”  หล่อนตอบเหมือนจะยอมศิโรราบ
“คุณก็รู้นี่...อายุปูนนี้แล้ว อาชีพนางแบบรุ่นชั้น ถ้าไม่มีอาชีพเสริมของคุณก็จะไปได้อีกสักกี่น้ำกันเชียว....ไหนจะค่าเช่าคอนโดฯ ค่าเครื่องแต่ตัว ค่าน้ำมันรถ ค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกหลายอย่าง ถ้าทิ้งคุณแล้วชั้นจะเอาส่วนขาดที่ไหนมาโปะมันล่ะ?” นครยิ้มในสีหน้ากับการที่ยังมีคะแนนเป็นต่อนางแบบอรชรซึ่งนับวันมีแต่จะร่วงโรยไปตามกาลเวลาอยู่หลายช่วงตัว
“แต่ถึงอย่างไรคุณก็ต้องระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ...ถึงมันจะไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากนัก แต่มันก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี”  ลุกขึ้นเดินไปโอบกอดร่างที่กำลังจะเปลื้องชุดราตรีออกเพื่อเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ นครก็ได้รับการปฏิเสธจากมือและเสียง
“อย่าค่ะ...คืนนี้ชั้นเหนื่อยเหลือเกิน ไม่มีอารมณ์จะร่วมกับคุณหรอกนะ”  เขาหัวเราะ กระซิบที่ข้างหูหล่อน
“แค่ครึ่งเม็ดเท่านั้นเอง...อารมณ์ของคุณก็กระเจิดกระเจิงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
 
 
“เที่ยวนี้คุณแบ่งมาให้ชั้นเท่าไรล่ะ?”
“สามสิบเม็ดเท่าเดิมนั่นแหละ”  นครควักกระเป๋าเสื้อหยิบซองบรรจุยาเม็ดขึ้นมาชูล่อตาสาวไฮโซผู้ที่ยังไม่มีอารมณ์ปรารถนาในขณะนี้...หล่อนรีบคว้ามันมาไว้ในกำมือ...เขายิ้มสมหวัง จมูกเคลียคลออยู่ที่พวงแก้ม เอ่ยเสียงกระซิบเตือน
“เวลาใช้ก็อย่าให้เกินครึ่งเม็ดล่ะ...ถ้ามากไปกว่านั้นแล้ว ผมก็อาจจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบสนองคุณหรอกนะ...ร่างที่เหลือเพียงเศษผ้าปกปิดของสงวนสองชิ้นเล็กๆถูกดึงเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแนบแน่น คู่ร่วมภิรมย์ค่อยๆประทับริมฝีปากประกบลงไปที่ริมฝีปากแดงดั่งสีชาด...เมื่อลิ้นกระหวัดพันกันอย่างดูดดื่มครู่หนึ่ง ร่างหล่อนก็ไหวเยือก อารมณ์ปรารถนาเริ่มคุกรุ่นเมื่อถูกไฟเสน่หารุมเร้าไปทั่วสารพางค์...ทั้งสองถอนริมฝีปากออกจากกัน เธอก็เอ่ยเสียงแตกพร่า
“ให้ชั้นไปอาบน้ำและทานมันก่อนนะคะที่รัก...ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่มีความสุขร่วมกันนะคะ”  ปากที่เปลี่ยนมาเคลียคลอใบหน้าเลื่อนลงมากระซิบที่หู
“เชิญ...แต่อย่าให้ผมคอยนานนักนะ”  หล่อนเอ่ยยั่วคู่สวาท
“จะกลัดมันตายก็ให้มันรู้ไปซี่คะ”
“ผมยังไม่อยากจะตายตอนนี้หรอกนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้น...คุณอยากจะตายตอนไหนเล่าคะ?”
“ตอนที่คุณกินยาเกินครึ่งเม็ด แล้วเร่งเร้าผมจนตายคาอกคุณน่ะซี”  ผลักร่างเขาออกให้พ้นพอเป็นพิธี พึมพำด้วยความอุธัจ
“เซี้ยวใหญ่แล้วนะคุณเนี่ย”.....สายตามองตามคู่ใคร่เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ...ยิ้มสมหวังเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องที่สองมาเปิดดื่มจนเกลี้ยง...เดินมาที่เตียงคู่พิศวาส นอนรอคอยความสุขที่กำลังจะมาเยือนภายในเวลาอันใกล้...พึมพำกับตัวเอง
“ตราบใดที่คุณยังปรนเปรอให้ผมมีความสุขทุกครั้งที่ร่วมรักกัน ผมก็คงไม่ปล่อยให้คุณบินปร๋อหลุดรอดมือผมไปได้ง่ายๆหรอกนะ...แม่นกปรอดอรชร...คู่ขาผู้ทรงเสน่ห์ของผม”.....
 
 
                      -------------------------------------------------
 
                        โปรดติดตามชมตอนต่อไป อาทิตย์หน้าขอบคุณ       
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 192 ท่าน

Line PM