Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
พิเศษ อดีตเมืองวีส 3
22
04/04/2555 01:57:47
162
เนื้อเรื่อง
พิเศษ อดีตเมืองวีส 3
 
ภายในห้องขังอันเงียบสงบเรอาห์คิดทบทวนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนโดยไม่ได้หยุดพัก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามนึกภาพชายบนระเบียงในครานั้นเท่าไรก็ตามภาพของชายผู้นั้นก็ยังคงเป็นเว็คเตอร์หาใช่เจ้าชายไม่ เขารู้ตัวว่าเขาไม่ได้มองพลาดไปอย่างแน่นอน แล้วเพราะเหตุใดกันล่ะผู้ที่ถูกดาบแทงกลับกลายเป็นเจ้าชายไปได้
เสียงเปิดของประตูเหล็กดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา “นี่เช้าแล้วนะ ท่านไม่คิดจะพักผ่อนหน่อยเหรอ” เสียงนุ่มๆ ของอิสตรีที่คุ้นเคยดังขึ้น
เรอาห์ลุกขึ้นเกาะกรงอย่างฉับพลัน “เจ้าหญิงเฮเลน!”
“ข้ารู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ท่านไม่น่าจะมองพลาดง่ายๆ เช่นนี้เลยนะ”
“ข้า มิได้มองพลาดแต่อย่างใดเลยเจ้าหญิง...ข้าเอาศักดิ์ศรีของข้าเป็นเดิมพันได้ ว่าชายที่อยู่ในดวงตาคู่นี้ในคืนนั้นไม่มีทางเป็นอื่นใครนอกจากเว็คเตอร์”
“หากเป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าวอ้างมาแล้วเหตุใดกันเล่าพี่ชายของข้าถึงต้องตาย”
“ตาย...?” เขาทวนคำอีกครั้งหนึ่ง
“ใช่... พี่ข้าจากโลกนี้ไปเมื่อสามชั่วยามก่อน ข้าเสียใจด้วย ข้ารู้ว่าท่านรักพี่ข้ามากราวกับเป็นน้องชายของตัวท่านเอง ดังนั้นข้ามั่นใจว่าท่านไม่ได้ตั้งใจจะสังหารพี่ข้าอย่างแน่นอน”
“ท่านมาเพื่อถามและบอกข้าแค่นี้หรือเจ้าหญิง”
“เปล่า... ข้ามาบอกว่าอีกไม่เกินชั่วยามเหล่าทหารจะพาท่านไปสู่แดนประหาร”
“ข้าพร้อมแล้ว...ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม”
“ไม่... ยังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะต้องตาย ท่านเป็นคนดี ท่านไม่สมควรที่จะต้องมาตายเช่นนี้”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านกำลังบอกให้นักรบอย่างข้าหันหลังวิ่งหนีให้กับความตายอย่างนั้นหรือ!?”
“ไม่... ข้ากำลังบอกว่าให้ท่านเก็บชีวิตและลมหายใจของท่านเอาไว้ หากท่านยังมีความรักและภักดีให้กับดินแดนผืนนี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแสนนานเท่าใด ข้าเชื่อว่าท่านจะกลับมาอย่างแน่นอน”
“เวลาของเรามีไม่มากแล้ว โปรดรับสิ่งนี้ไว้เถิด” หญิงสาวตัวน้อยส่งมีดสั้นเล็กๆ ให้กับเรอาห์ผ่านช่องว่างของลูกกรงเหล็ก “หวังว่าท่านคงจะใช้มัน” เธอเดินจากไปโดยทิ้งทางเลือกเอาไว้ให้
ชายหนุ่มจ้องมองมีดสั้นที่รับมาพร้อมกับคำถามมากมายซึ่งทุกคำถามของเขา...ต้องตอบด้วยใจของตัวเขาเอง
เสียงประตูเปิดดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเช่นเคย สิ่งที่จะแตกต่างไปก็คงจะเป็นคำทักทายที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน
“ลุกขึ้นนักโทษกบฏ เรอาห์ สตรองค์”
 
อดีตอัศวินร่างยักษ์ถูกทหารจูงให้เดินตามราวกับสัตว์เดรัจฉานด้วยเชือกมะนิลาเส้นใหญ่เพื่อไปยังแดนประหารที่อยู่นอกตัววัง
เมื่อเดินผ่านประตูวังสีแดงบานใหญ่บานสุดท้ายไปชายหนุ่มก็เหลียวหลังกลับมองทันที พระราชวังสีฟ้าที่โอ่อ่าและสง่างามหลังที่เขาเคยพำนักอาศัย
นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตที่ข้าจะได้เห็นมันก็เป็นได้สินะ...เขามองอย่างอาลัย
ทหารกระตุกสายเชือกเพื่อให้เรอาห์เดินต่อ เขาหันมองหน้าทหารที่กระตุกด้วยสายตาที่ราวกับสัตว์ร้ายก่อนจะถอนหายใจยอมรับมัน ในตอนนี้เขาไม่ใช่อัศวินอีกต่อไป...แต่เป็นนักโทษกบฏที่กำลังเดินทางเพื่อไปรับความตาย
ลานกว้างใหญ่ทรงกลมที่ไร้ต้นไม้ใบหญ้าแห่งนี้ถูกเรียกว่าลานประหารมานานนม ตรงกลางลานทรงกลมนั้นคือจุดที่นักโทษจะต้องนั่งคุกเข่าลง แต่เดิมลานประหารแห่งนี้มักใช้กับขุนนางหรือนักรบคนสำคัญเท่านั้น
ห่าง จากจุดประหารไปไม่ไกล เก้าอี้หินสีฟ้าอ่อนสลักรูปโลมาที่หาได้เพียงจากเมืองวีสเท่านั้นและมักใช้ แทนสัญลักษณ์หรือสร้างเป็นที่ประทับของพระราชา...ซึ่งพระองค์ได้มานั่งรอข้า อยู่ก่อนแล้ว
เรอาห์ถูกบังคับให้คุกเข่าลงต่อหน้าราชาด้วยด้ามดาบของทหารวัง แม้วิธีการนี้อาจจะดูไม่ดีนักสำหรับอัศวิน แต่สำหรับนักโทษกบฏอย่างเขาก็สมควรแล้ว
เว็คเตอร์เริ่มกล่าวตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากราชา
“กบฏเรอาห์ สตรองค์ เจ้าต้องโทษประหารในข้อหาก่อการกบฏและลอบสังหารเจ้าชายโอเว่นจนเสียชีวิต ในฐานะที่เจ้าเคยเป็นอัศวินมาก่อนเจ้ามีสิ่งหรือคำร้องใดที่ประสงค์จะกล่าวก่อนตายหรือไม่” สิ้นสุดคำพูดเว็คเตอร์ เขาจ้องมองไปยังชายร่างยักษ์ที่กำลังจะถูกประหารด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความสุขแห่งชัยชนะ
เรอาห์หันซ้ายแลขวาทำท่าทีเหมือนมองดูไปรอบๆ ก่อนจะกล่าวคำสัตย์ออกมา
“กายข้าจะปกป้องเมืองแห่งนี้... โลหิตข้าจะพิทักษ์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้... วิญญาณข้า...จะปกปักษ์แผ่นดินอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ไปจนกว่าโลกาจะสลายเป็นอากาศธาตุ”
“เพียงเท่านี้ใช่ไหมเรอาห์...” เสียงทุ้มๆ ของกษัตริย์ที่ไร้เยื่อใยเอ่ยถาม
“ยังมีอีก...” เรอาห์กล่าวพร้อมกับจ้องเข้าไปในตาของอีวานอย่างดุดัน
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็พูดต่อสิ”
“แล้วสักวันข้าจะกลับมาทำให้สิ่งที่สมควร...ฝ่าพระบาท” สิ้นสุดคำพูดของเรอาห์ ดวงตาของราชาอีวาน เว็คเตอร์ และเหล่าทหารก็เบิกโพลงอย่างฉับพลัน
มีดสั้นอันคมกริบที่เฮเลนให้มานั้นตัดเชือกมะนิลาเส้นหนาได้ราวกับเป็นด้ายบางๆ ทหารทั้งสองด้านหลังยกดาบขึ้นสูงหวังฟันเรอาห์ให้ขาดสะบั้นแต่ก็ช้าไปเมื่อเทียบกับความเร็วของอัศวินที่แกร่งที่สุดอย่างเขา
ดาบของทหารทั้งสองกระแทกลงกับพื้นแดนประหารโดยคมดาบเฉือนไปได้เพียงไรขน เรอาห์สามารถหลุดพ้นจากการจองจำและความตายได้อย่างหวุดหวิด เขาวิ่งไปยังประตูทางออกของสวนแดนประหารอย่างรวดเร็ว
“ทหารช่วยกันจับเขาเอาไว้!” อีวานลุกขึ้นสั่งทหารผู้ประหารและทหารอีกสองนายข้างกายให้ติดตามนักโทษไปอย่างรวดเร็ว
“เป็นไปได้ยังไงก่อนนำเขาไปจำคุกก็ค้นตัวดีแล้ว ผู้ที่จะเข้าไปในคุกของเขาก็มีเพียงทหารยามที่กระหม่อมสั่งเท่านั้น” เว็คเตอร์หันไปกล่าวเพื่อบอกความบริสุทธิ์ของตนต่อกษัตริย์
“ยายแม่มดเอ๊ย...” คำพูดสั้นๆ ของราชาทำให้เว็คเตอร์สามารถเรียบเรียงเรื่องราวและความน่าจะเป็นได้อย่างสมบูรณ์ก่อนจะยอมรับว่าตนนั้นพลาดไปจริงๆ
“กระหม่อมจะไปตามจับเขาเองฝ่าพระบาท”
“จงรีบไปเว็คเตอร์”
 
เสียงชาวบ้านแตกตื่นดังไปทั่วท้องที่เมื่อชายร่างยักษ์วิ่งชนสิ่งของที่ขวางทางเขาจนกระจัดกระจายระเนระนาดไปหมด ทหารทั้งสี่นายที่วิ่งตามไปนั้นถูกสิ่งของที่กระเด็นกระดอนชะลอความเร็วจนมิอาจตามทัน
ทหารทั้งสี่กับนักโทษวิ่งไล่กันอยู่นานจนกระทั่งถึงท่าเรือเล็กซึ่งมีเรือไม้ลำเล็กเพียงลำเดียว
เรอาห์หยุดเท้าลงอย่างฉับพลันก่อนจะถึงเรือ เขาทราบดีว่าถ้าหากตนขึ้นเรือในยามนี้ก็มิอาจพายเรือให้พ้นจากคมดาบของทหารทั้งสี่ได้ทัน หากต้องการจะหนีให้พ้นจากคมดาบของทหารทั้งสี่ที่ถูกฝึกมาอย่างดีนี้แล้วคงจำเป็นจะต้องหยุดพวกเขาไว้ก่อน
ทหารทั้งสี่จำต้องหยุดเท้าลงเช่นกัน สายตาและคมดาบของพวกเขาพร้อมแล้วที่จะสังหาร
มัน ช่างคล้ายกับฝูงสัตว์กินเนื้อที่พร้อมจะรุมทึ้งราชสีห์เสียเหลือเกินที่ต่อ ให้จำนวนฝ่ายตนมากกว่าเพียงใดแต่ความดุร้ายของราชสีห์ก็ยังคงเป็นที่ยำเกรง อยู่วันยังค่ำ เหล่าฝูงสัตว์รู้ว่าพวกตนจำต้องมีความรอบคอบ หากพลาดพลั้งแม้นเพียงน้อยนิดฝ่ายที่เป็นเหยื่ออาจจะกลับกัน
“ท่านอัศวินเรอาห์...” ทหารนายหนึ่งขานชื่อเบาๆ
อัศวินตกอับหันหน้ากลับอย่างช้าๆ ด้วยสายตาที่ดุดัน ในอุ้งมืออันใหญ่โตของเขากำมีดสั้นเล่มเล็กที่ไม่สมกับตัวไว้อย่างแน่นฝ่ามือ
“พวกข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้หรอกนะ พวกข้านับถือท่านเป็นดั่งวีรบุรุษทุกคนแต่...”
ยังไม่ทันได้เริ่มการต่อสู้เหล่าทหารก็เริ่มเผยให้ความอ่อนแอของจิตใจให้เห็นแจ้งแล้ว โอกาสที่อดีตอัศวินอย่างเรอาห์จะคว้าชัยชนะจากศัตรูที่มีจิตใจไขว้เขวนั้นง่ายยิ่ง...แต่เขากลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
“ผู้ที่เจ้าต้องเทิดทูลเหนือสิ่งใดหาใช่ข้าไม่ ดังนั้นแล้ว...จงเข้ามาเถิดทหารวีส” อดีตอัศวินผู้ยิ่งใหญ่กล่าวในสิ่งที่ไม่สมควรแก่เวลาออกมา
เขา เลือกที่จะให้ทหารแห่งวีสสู้และรบอย่างสมเกียรติในฐานะทหารแห่งดินแดนอัน ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่จะพิชิตศัตรูที่ไร้ซึ่งจิตใจที่แน่วแน่
สิ้นเสียงพูดเตือนสติสายตาของทหารทั้งสี่ก็เปลี่ยนไป ไม่นานความลังเลอันน้อยนิดก็ถูกเสียงโห่ร้องของทหารแห่งวีสเข้าแทนที่ ทหารผู้ซึ่งถวายกายและใจให้อณาจักร...
“ย้ากกก!” ทหารทั้งสี่พุ่งเข้าใส่พร้อมกันอย่างไร้ความปราณี
อดีตอัศวินผู้เกรียงไกรหลบหลีกการจู่โจมของทหารทั้งสี่ได้อย่างสมบูรณ์หมดจด ระหว่างที่หลบการโจมตีของทหารแต่ละนายเขาได้ใช้มีดสั้นอันน้อยนิดปาดเข้าน่องของทหารเหล่านั้นบางๆ เพื่อหยุดการเคลื่อนไหว
เพียงไม่นานทหารทั้งสี่ก็ล้มลง สายตาของพวกเขายามทรุดลงกับพื้นแหงนขึ้นมองชายผู้แกร่งกล้าที่ไม่อาจข้ามพ้นได้ บุรุษผู้นี้คือตำนานตัวจริง...ราชสีห์แห่งวีส
“ข้าจำต้องลาแล้วทหารแห่งวีส...” เรอาห์พูดพร้อมทำทีว่าจะเดินไปขึ้นเรือ
“ใครอนุญาตให้ท่านลาอย่างนั้นหรือท่านเรอาห์”
เรอาห์หันกลับอย่างช้าๆ อีกครั้งหนึ่ง “ข้าไปด้วยขาของข้าเองใยต้องขอใครด้วย”
“เห็นทีว่าท่านคงจะลำบากหน่อยนะเพราะว่าพระราชาอีวานมีรับสั่งให้ข้าพาตัวท่านกลับไปยังแดนประหารอีกครั้ง” เว็คเตอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“เจ้าต่างหากที่ลำบาก...เจ้ารู้อยู่แล้วนี่ว่าเจ้าไม่สามารถล้มข้าได้” เรอาห์พูดพร้อมกับกำมีดสั้นแน่นอีกครั้งหนึ่ง
“ท่านพูดถูกในกรณีที่เราสองคนเท่าเทียมกัน”
สิ้นสุดถ้อยคำของเว็คเตอร์ทั้งสองต่างวิ่งไปยังทหารทั้งสี่ที่นอนเจ็บ เรอาห์วิ่งเข้าไปหมายจะแย่งชิงดาบของทหารเหล่านั้นเพราะลำพังเพียงตนเองกับมีดสั้นไม่สามารถมีชัยเหนือชายอย่างเว็คเตอร์ได้อย่างแน่นอน เว็คเตอร์เองก็วิ่งเข้าหาทหารหมายจะขัดขวางมิให้เรอาห์ได้อาวุธไปเพราะตัวเขาเองจะหมดสิ้นซึ่งความได้เปรียบไป
ด้วย ความว่องไวของทหารวังระดับหนึ่งชั้นแนวหน้าและระยะทางที่ต่างกันทำให้ เว็คเตอร์เข้าถึงบริเวณที่ทหารบาดเจ็บพร้อมกับกีดขวางทางได้ก่อน
อดีตราชสีห์ชะงักเท้าพร้อมกับกระโดดถอยหลังเพื่อตั้งหลักใหม่ เขาต้องหาทางหลอกล่อหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อชิงอาวุธของทหารมาให้ได้ หากไม่เช่นนั้นแล้วการที่จะรอดพ้นจากคมดาบเว็คเตอร์คงไร้สิ้นหนทาง
ระยะการโจมตีของมีดสั้นกับดาบมันต่างกันเกินไป ฝีมือระดับเว็คเตอร์คงไม่ยอมให้เราประชิดตัวได้ง่ายๆ แน่ คงจะเหลือหนทางเดียวที่จะทำให้มันบาดเจ็บได้จากระยะไกลนั่นก็คือ...เรอาห์คิด
“หวังว่าท่านคงจะไม่ได้คิดที่จะขว้างมีดสั้นใส่ข้าหรอกนะ เพราะวิธีนั้นคงไม่ได้ผลกับคนที่พร้อมจะหลบหลีกมัน” เรอาห์แสดงสีหน้าคับแค้นใจเล็กน้อยทันทีเมื่อถูกเว็คเตอร์พูดดักความคิดของเขาไว้ก่อน
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ รึเว็คเตอร์”
“ท่านกำลังคิดขู่ข้าด้วยคำพูดอย่างนั้นหรือ”
“เปล่าเลย...ข้ากำลังพูดความจริง ข้าไม่มีทางแพ้เจ้าแน่”
“อะไรทำให้ท่านมั่นใจได้ถึงเพียงนี้กัน”
“คำสาบาน...”
“ที่ท่านเคยกล่าวคำสัตย์ต่อกษัตริย์อย่างนั้นรึ หรือต่อเจ้าชายโอเว่น”
“ผิดแล้วเว็คเตอร์... ต่อตัวข้าเองต่างหาก”
“ตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“ตั้งแต่ที่ข้ารู้ข่าวการตายของเจ้าชายโอเว่นข้าก็สาบานต่อตนเองไว้แล้วว่า ไม่ว่าข้าจะจากดินแดนนี้ไปไกลสักเท่าไร หากเมื่อใดที่ข้าได้มีโอกาสหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนั้น...ร่างของเจ้าจะต้องชโลมไปด้วยเลือดตนเอง”
“หากท่านต้องการเช่นนั้นจะรออยู่ใย...ตอนนี้ข้าพร้อมแล้วที่จะให้ร่างของข้าถูกชโลมไปด้วยกลิ่นคาวเลือด”
อดีตราชสีห์จ้องเข้าไปในตาของชายหนุ่มด้วยสายตาที่อาฆาตแค้น แต่ชายหนุ่มก็หากลัวไม่ สำหรับเขาแล้วราชสีห์ที่ไร้เขี้ยวเล็บก็ไม่ต่างจากลูกแมวน้อยสักเท่าไร มีเพียงร่างกายอันใหญ่โตและกำลังที่มหาศาล...แต่ไร้ซึ่งหนทางจะมีชัย
“ลาก่อนเว็คเตอร์” สิ้นสุดคำพูดเรอาห์ก็ง้างแขนขวาที่กำมีดสั้นไว้ทันที
เว็คเตอร์จับจ้องไปที่มีดในมือขวาของเรอาห์อย่างไม่กะพริบสายตา ต่อให้มีดเล่มนั้นพุ่งมาไวเพียงใดเขาก็ยังมั่นใจว่าจะหลบได้อย่างสมบูรณ์
เปรี้ยง...! จู่ๆ ชายหนุ่มก็หงายหน้าราวกับว่าโดนวัตถุบางอย่างกระแทกใส่ ความรู้สึกปวดแสบผ่าวร้อนแผ่ไปทั่วใบหน้าของชายหนุ่ม
“อะไรกัน!” มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…!
ขณะที่เว็คเตอร์ยังคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขามีดสั้นก็ถูกขว้างเข้ามาซ้ำโดยไม่ให้ทันตั้งตัว เนื่องจากเว็คเตอร์เตรียมใจที่จะหลบมีดสั้นนั้นอย่างดีอยู่แล้วทำให้เขาควบคุมสติและร่างกายจนหลบหลีกจุดตายได้ทัน แต่ทว่าแม้เขาจะหลบหลีกจุดตายได้แต่ก็ไม่สามารถหลบคมมีดได้ทั้งหมด
เสื้อแห้งๆ ของเขาในยามนี้เริ่มแฉะไปด้วยเลือดจากบาดแผลบริเวณซี่โครง
“ร้ายกาจ จริงๆ” เว็คเตอร์กล่าวชมพร้อมกับจ้องมองไปยังหินก้อนหนึ่งที่อยู่บนพื้น มือซ้ายของเขากดปากแผลเอาไว้ “เมื่อครู่ท่านจงใจอ้าแขนกว้างๆ เพื่อให้ข้ารู้ว่าท่านจะขว้างให้แรงสุดชีวิต ในขณะที่ข้ามัวพะวงสนใจอยู่กับมีดสั้นในมือขวาของท่านท่านก็ใช้ก้อนหินในมือ ซ้ายขว้างใส่ข้าอย่างแรงแล้วจึงขว้างมีดสั้นใส่ข้าต่อโดยเล็งเข้าจุดตาย”
“ด้วย ท่าทางการขว้างที่ดูเป็นธรรมชาติของท่านหลอกข้าได้สนิทใจเชียวล่ะ... มือซ้ายที่แกว่งออกมาสลับกับมือขวาที่แกว่งถอยไปนั้นไม่ว่าใครก็นึกว่าเป็น ท่าทางการขว้างมีดปกติทั้งนั้นแต่ท่านกลับใช้มือซ้ายขว้างก้อนหินไปด้วย สมแล้วที่เป็นถึงอัศวินที่แกร่งที่สุดแห่งวีส ท่านใช้ทั้งสองมือได้อย่างคล่องแคล่วจริงๆ”
“แต่อาวุธของท่านไม่มีเหลือแล้ว มีดสั้นของท่านขว้างพลาดไป มันบาดเข้าเนื้อของข้าได้น้อยเกินกว่าที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของข้าได้...ท่านหมดสิทธิ์ที่จะหนีแล้ว ท่านเรอาห์”
“เจ้าเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่งเว็คเตอร์...ทหารเหล่านั้นที่นอนแน่นิ่งกับพื้นหาใช่เพียงเพราะข้าปาดเข้าน่องพวกเข้าเปล่าๆ ไม่”
“พิษอย่างนั้นรึ!?” เว็คเตอร์พยายามที่จะขยับตัวแต่ก็ไม่สามารถจะขยับได้ เขาพลาดไปมากที่ดูถูกชายอย่างเรอาห์
“ข้าก็ไม่คิดหรอกนะว่าโอกาสที่ข้าจะฆ่าเจ้าจะเข้ามาหาข้าไวปานนี้” เรอาห์พูดพลางเดินเข้าหาเว็คเตอร์อย่างช้าๆ
“จับนักโทษไว้!” เสียงทหารและเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังใกล้เข้ามา
“เรอาห์ ท่านพลาดโอกาสอีกแล้วนะ...หวังว่าโอกาสหน้าท่านจะไม่พลาดเช่นนี้อีก”
“ชิ!” เรอาห์ตัดสินใจวิ่งกระโดดขึ้นเรือพร้อมกับพายไปออกไปจากเมือง
เว็คเตอร์ทำได้เพียงยืนมองเรอาห์ชายที่เขาต้องการจะก้าวข้ามหนีจากไป เขารู้ตัวดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เขาพลาดไปเยอะมากเพียงใด มีหลายสิ่งมากมายที่เขาคาดไม่ถึงจากเรอาห์ แต่ก็เพราะเช่นนั้นแหละถึงทำให้ผู้ชายที่หยิ่งทระนงอย่างเขาชื่นชมบุรุษผู้นี้ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์
“บาดเจ็บตรงไหนบ้างครับท่านเว็คเตอร์!” ทหารที่ตามมาสมทบเอ่ยถามอย่างดูเป็นกังวล
“ข้าไม่เป็นไรแค่โดนพิษทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราวเท่านั้น”
“แล้วเรื่องท่านเรอาห์จะให้ทำอย่างไรต่อไปดีครับ”
“ไม่เป็นไร...ข้าส่งคนไปรอเขาไว้แล้ว”
ทันทีที่เรอาห์ขึ้นฝั่งเขาก็พบกับนักรบอีกคนหนึ่งท่านที สีหน้าของเรอาห์ดูประหลาดใจ
“ท่านปราศจากอาวุธแล้วเรอาห์ ยอมแพ้เสียเถอะ” นักรบพูดกับเขาทันทีที่ขึ้นฝั่งสำเร็จ
“ข้า ก็คิดแล้วว่าทำไมเว็คเตอร์ถึงรู้ตัวว่าข้ากำลังจ้องจะลอบสังหารเขา...แต่ข้า ไม่นึกเลยว่าผู้ทรยศจะเป็นหนึ่งในอัศวินที่เคยรบและยอมหลั่งเลือดให้กับผืน แผ่นดินแห่งนี้”
นักรบที่เว็คเตอร์ส่งมารอสังหารเรอาห์คืออัศวินแก่ผู้ร่วมมือกับแผนของเจ้าชายโอเว่น เขาคือผู้ที่สวมรอยเป็นผู้ลักลอบเข้าวังนั่นเอง
“ข้าเสียใจท่านเรอาห์ แต่บางสิ่งก็ถึงเวลาแล้วที่ควรจะเปลี่ยนแปลง”
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถสังหารข้าได้อย่างนั้นน่ะหรือ”
“อย่าขู่ข้าเสียให้ยากเพราะในตอนนี้ท่านไม่มีอาวุธอะไรอยู่ในตัวแล้ว ลองคิดดูให้ดีๆ สิ ข้าจะกลัวสิงโตที่ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บไปเพื่ออะไร” อัศวินแก่พูดพลางชักดาบออกมาพลางเดินเข้าหาเรอาห์อย่างช้าๆ แต่แล้วระหว่างที่เขายกดาบขึ้นระดับอกเสียงร้องของชายหนุ่มก็ดังขึ้น
“โอ้ย!”
“นั่นใครน่ะ!” อัศวินแก่รู้ตัวและเกิดสงสัยทันทีว่าเขาถูกจับตาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ซุบๆๆ เสียงฝีเท้าและผืนผ้าเสียดสีกับพุ่มไม้ต่างๆ เป็นจังหวะ “เอ่อ...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูหรอกเจ้านะ”
ผู้ที่ออกมาจากพุ่มไม้คือชายหนุ่มผมยาวหยักศกนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน เอวด้านซ้ายของเขามีดาบเล่มหนึ่งเหน็บอยู่บ่งบอกว่าเขาคือนักรบคนหนึ่ง
“เจ้าเป็นใคร ชื่ออะไร หนุ่มน้อย” อัศวินแก่ถามด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
                “คะ-คือว่า ข้าเป็นนักรบธรรมดาคนหนึ่ง นามของข้าคะ-คือ...” ชายหนุ่มตัวน้อยพูดผิดๆ ถูกๆ ด้วยน้ำเสียงติดขัด
“ปล่อยเขาไปเถอะน่า เจ้าต้องการเพียงแค่ชีวิตข้ามิใช่หรือ” เรอาห์พูดกันไว้ เขารู้ดีว่าอัศวินแก่ผู้นี้กำลังจะฆ่าปิดปากเด็กหนุ่มผู้มาเห็นเหตุการณ์เข้าโดยบังเอิญ
“เสียใจด้วย” ชายแก่พุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่มีการรีรอ เด็กหนุ่มชักดาบด้านซ้ายของตนขึ้นป้องกันไว้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
“ปะ-เป็นไปไม่ได้!” ชายแก่ตื่นตกใจเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มป้องกันการโจมตีของตนเอาไว้ได้
“เจ้าหนีไปซะหนุ่มน้อย!การโจมตีครั้งหน้าเจ้าไม่สามารถป้องกันคมดาบเขาได้แน่...!” ขณะที่เรอาห์กำลีงตะโกนให้เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายหนีไปนั้นเขากลับเลือกที่จะพุ่งเข้าใส่ชายแก่แทน
“ไอ้เจ้าแก่นี่มันเป็นถึงอัศวิน! เด็กหนุ่มอย่างเจ้า...!!!” คำพูดของเรอาห์หยุดลงด้วยความตกตะลึงเมื่อคมดาบสีเงินวาวสะท้อนแสงแทงทะลุผ่านร่างของอัศวินแก่อย่างงดงาม
“เป็นไปไม่ได้...” เขาอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้อัศวินผู้นี้จะชราภาพมากเพียงใดแต่เขาก็เป็นถึงอัศวิน แม้สภาพร่างกายจะอ่อนแอลงแต่ประสบการ์อันมากล้นของเขาไม่มีวันถูกสังหารด้วยเด็กหนุ่มวัยเพียงเท่านี้เป็นอันขาด
ความคิดเหล่านั้นของเรอาห์หยุดลงเมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยนามของตนออกมา “เมื่อครู่ที่ท่านถามข้ายังไม่มีโอกาสได้ตอบท่านเลยสินะ” เด็กหนุ่มจ้องมองไปยังศพของชายชราที่นองไปด้วยเลือดอย่างเย็นชา
“นามของข้าคือ คาร์นเอลลู เป็นนักรบพเนจร” เรอาห์หยุดมองชายหนุ่มอย่างตกตะลึงอีกครั้ง
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 240 ท่าน