Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 10 : บุรุษผู้เปลี่ยน!
19
24/03/2555 00:16:57
195
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 10 : บุรุษผู้เปลี่ยนไป!
 
                ความตื่นตระหนกอาจก่อให้เกิดความประมาท และความประมาทอาจก่อให้เกิดความตาย...
            ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เองก็เช่นกัน
           
                ในขณะที่เรอาห์กำลังประหลาดใจและเสียขวัญกับฝีมือดาบที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อของเว็คเตอร์ เว็คเตอร์ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสในเสี้ยววินาทีนั้นลงดาบอย่างไม่ลังเล...อะไรกันที่ทำให้เขามีฝีมือที่รุดหน้าขึ้นเร็วเช่นนี้?
                เลือดสีแดงสดนองเจิ่งอยู่เต็มพื้นวังราวน้ำขัง ปริมาณของมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และดูท่าจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ
                ‘อั่กกก!’อดีตตำนานแห่งวีสร่างยักษ์คุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาร้องด้วยความเจ็บปวด เหงื่อไคลของเขาถูกขับออกมาตามรูขุมขนมากกว่าปกติ เขาซี้ดปากเบาๆ พลางมองไปยังอัศวินเกราะเงินที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างคับแค้นใจ
                “ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่สหายข้า” เสียงนุ่มๆ ของนักรบหนุ่มพเนจรเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล คาร์นเอลลูรู้ดีว่าการถามเช่นนี้เป็นการเสียมารยาทต่อสหายที่แสนหยิ่งของเขาอย่างยิ่ง แต่สถานการณ์เช่นนี้หากขืนปล่อยให้เรอาห์เป็นผู้ดำเนินต่อไปฉากจบของพวกเขาคงไม่สวยงามแน่นอน
                “เรอาห์!” น้ำเสียงของจัสตินที่อยู่ไกลออกไปก็ฟังดูเป็นห่วงไม่น้อยเช่นกัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้หนุ่มน้อยอย่างจัสตินคงทำอะไรมากไปไม่ได้กว่าการจ้องดู...และให้กำลังใจ
                “ขออภัยนายข้า...ข้าจะขอเป็นผู้จัดการมันด้วยตัวของข้าเอง” เรอาห์กล่าวกับคาร์นเอลลูด้วยน้ำเสียงอิดโรย
“ข้าฝากดูแลเจ้าหญิงไอเรนด้วยจัสติน” แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะพูดกับจัสติน
                “ฮื่อ!” เด็กหนุ่มตอบรับ หน้าที่นี้คงเหมาะสมกับเขาที่สุดแล้วในยามนี้ ...ไม่สิ พูดว่าเป็นหน้าที่เดียวที่เขาสามารถทำได้จะเหมาะกว่า
                “ระวัง ตัวให้มากด้วยสหาย” คาร์นเอลลูเองก็คงได้แต่เฝ้ามองเช่นกัน เพราะหากเขายืนมือเข้าไปช่วย นั่นคือการทำลายเกียรติของเขาที่สร้างมาจนสิ้นไป...ทั้งสองเองก็ต่างรู้ดี
                เรอาห์ฝืนลุกขึ้นยืนแม้สภาพร่างจะเริ่มสาหัสก็แล้วตาม ภาพที่เห็นสมควรถูกยกย่องแท้ๆ แต่เว็คเตอร์กลับหัวเราะออกมาเบาๆ
                “น่าขันมากนักหรือไง แม้แผลที่ท้องของข้าครั้งนี้จะลึกอยู่พอควรแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ข้าด้อยฝีมือลงหรอกนะ” เรอาห์กล่าวอย่างหยิ่งผยองพลางจับดาบแน่นไว้ข้างตัว
                “ท่านเข้าใจผิดแล้วท่านเรอาห์ ข้ารู้ว่าแผลที่ข้าฝากไว้ให้ท่านมันตื้นเกินไปด้วยซ้ำ มันสมควรจะลึกจนถึงตายหากสัญชาตญาณของท่านไม่ได้เตือนให้ท่านก้าวถอยไป”
                “ที่ข้าหัวเราะเมื่อครู่เป็นเพราะท่านผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ราชสีห์แห่งวีสผู้แกร่งกล้าจนสามารถเทียบเคียงอัศวินแห่งพาดอร่าได้กลับเรียกชายท่าทางอ่อนแอผู้นั้นว่าเจ้านาย”
                “ราชสีห์ แห่งวีส บุรุษเพียงคนเดียวที่ข้าเคยยกย่องในยามนี้ช่างดูตกต่ำจนน่าเสียใจเสียเหลือ เกิน” เขาพูดเสียงเอื่อยและช้าด้วยสีหน้าที่เศร้าใจเป็นอย่างมาก
                “ข้าขออาสาเป็นผู้ที่จะชำระความอับอายนั่นให้แก่ท่านเองแล้วกัน!!!” เว็คเตอร์จู่โจมอย่างสายฟ้าแลบทันทีที่พูดจบ
                การที่จะรับมือการจู่โจมที่รวดเร็วและฉับพลันของเว็คเตอร์ในสภาพเช่นนี้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
                เว็คเตอร์พุ่งดาบใส่เรอาห์โดยการพุ่งไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเสียบแทงร่างของเขาให้ทะลุ
                ในขณะที่คมดาบพุ่งเข้าหา เรอาห์ไม่มีทีท่าจะหลบหลีกใดๆ หนำซ้ำเขายังยื่นมือซ้ายที่ไร้ซึ่งอาวุธออกไป หากเป็นนักรบธรรมดาแล้วการกระทำเช่นนี้ดูโง่เขลายิ่งนัก การยื่นมือเปล่าข้างที่ตนไม่ถนัดออกไปในยามคับขันเช่นนี้จะทำเช่นไรได้ จริงอยู่ที่อาจจะทำให้ชีวิตของเขารอดพ้นความตายจากคมดาบได้แต่ก็ต้องแลกไปด้วยมือซ้ายอันว่างเปล่า แล้วเขาคิดจะทำอย่างนั้นจริงหรือ?
                ‘หมับ!’ใช่ หากเป็นนักรบธรรมดา... แต่สำหรับราชสีห์แห่งวีสผู้ชำนาญศึกแล้วทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนมีจุดมุ่งหมาย
                “อะไรกัน!?” เว็คเตอร์ร้องอุทานทันทีเมื่อข้อมือขวาของเขาถูกฝ่ามือใหญ่ๆ จับเอาไว้ในจังหวะที่เขาปล่อยมือซ้ายออกจากด้ามดาบเพื่อให้มือขวาสามารถยืดออกไปได้สุด
                กล่าว คือในจังหวะที่เว็คเตอร์พุ่งดาบ ในจังหวะสุดท้ายเขาต้องปล่อยมือซ้ายออกเพื่อให้มือขวาที่จับดาบนั้นสามารถ ยืดคมดาบออกไปได้จนสุดแขน แต่ในขณะเดียวกันนั้นเรอาห์ก็ตัดสินใจใช้ช่องว่างเพียงเสี้ยววินาทีที่ เว็คเตอร์ปล่อยมือซ้ายออกจากดาบนั้นยื่นมือซ้ายข้างที่ตนเองไม่ถนัดออกไป เพื่อจับข้อมือ จากนั้นจึงใช้เทคนิคการเอนและหมุนตัวเพื่อหลบปลายคมดาบของเว็คเตอร์โดยใช้ นิ้วโป้งเท้าและข้อเท้าซ้ายเป็นแกนหมุน
                ในตอนนี้ดาบที่สมควรจะเสียบแทงทะลุร่างของชายร่างยักษ์กลับถูกคว้าจับไว้อย่างง่ายดาย และเมื่อเกิดช่องว่างจากการโจมตีของศัตรูเขาเองก็ไม่รีรอที่จะใช้มือขวาที่กำดาบไว้แน่นนั้นเหวี่ยงเข้าใส่อย่างสุดแรง!!!
                ‘ย้ากกก!!!’ เสียงคำรามของราชสีห์ในยามนี้ดังก้องไปทั่วแล้ว
                เว็คเตอร์พยายามออกแรงสะบัดแขนที่โดนจับไว้ให้หลุดแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ความหมายเมื่อฝ่ายตรงข้ามตั้งใจกำไว้แน่นอย่างสุดแรง
                ‘วืด...’ เสียงคมดาบที่ลู่ลมดังขึ้นแทนที่จะเป็นเสียงเลือดและความเจ็บปวดของเว็คเตอร์
                ความ ชาญฉลาดเองนั้นเป็นข้อเด่นของเว็คเตอร์ เมื่อเขาเห็นว่าการใช้แรงสะบัดนั้นมิอาจทำให้หลุดพ้นจากแรงพันธนาการที่ราว กับช้างสารของเรอาห์ได้เขาจึงเลือกใช้วิธีกระชากร่างตนเองไปกับท่อนแขนนั้น แทนเพื่อเป็นการหลบคมดาบที่หมายปลิดชะตาชีวิตเขา
                เรอาห์ พลาดไปเสียแล้วที่เผลอผ่อนแรงจับลงเพราะความที่คิดว่าตนทำสำเร็จ เว็คเตอร์กระโดดถอยหลังออกห่างจากเรอาห์ทันที เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาได้รู้ตัวว่าการต่อสู้ระยะประชิดและการโจมตีอัน บุ่มบ่ามนั้นเป็นข้อควรระวังอย่างยิ่งเมื่อคู่ต่อสู้ของเขาคือราชสีห์ผู้ เป็นดั่งสัตว์ร้าย
                “ข้านึกไม่ถึงเลยว่าฝีมือของท่านจะสูงเช่นนี้ สมแล้วที่ถูกกล่าวขานให้เป็นราชสีห์แห่งดินแดนนที ช่างสมเป็นชายเพียงหนึ่งเดียวที่ข้ายกย่องเสียเหลือเกิน ทั้งความสุขุมในการอ่านการโจมตีนั่น ทั้งความดุดันที่แผ่ออกมาในขณะเหวี่ยงดาบนั่น... ท่านทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวข้านั้นเป็นชายที่โชคดีเหลือเกินที่ได้เห็นท่วงทำนองเหล่านั้น และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ประมือกับท่านในวันนี้” แม้เหงื่อกายของเขาจะไหลจนท่วมตัวและใบหน้าจากความหวาดผวาที่ผ่านมาเมื่อครู่ แต่สีหน้าและแววตาที่ส่องประกายแวววับของเขานั้นกลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มอันภาคภูมิใจ
                “โชคดีอย่างนั้นรึ? ข้าเองคงจะยินดีเยี่ยงเจ้าหากเจ้าไม่ได้เป็นผู้กระทำสิ่งเลวร้ายเหล่านี้” เรอาห์ตอบกลับด้วยสายตาที่ดุดันและโกรธแค้น
                “ทำอย่างไรได้ คนเราล้วนมีจุดมุ่งหมาย สำหรับข้าแล้วข้าเคยมีท่านเป็นจุดมุ่งหมาย ข้าเคยขอเพียงแค่ก้าวข้ามท่านให้ได้ก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนที่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่านเป็นหนที่สอง ณ ลานกว้างของปราสาทแห่งนี้ทำให้ข้าได้รู้ตัวเองว่า เป้าหมายและความเพียรพยายามของข้ายังคงต่ำเกินไป” เว็คเตอร์สาธยายความคิดของตนให้ชายผู้เป็นเป้าหมายได้รับฟัง
                “จะว่าไปแล้วที่ข้าจำต้องทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะท่านนะ ท่านเรอาห์...ท่านมีส่วนทำให้ข้าเป็นเช่นนี้ ไม่สิ!ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องแล้ว ที่ข้าเป็นเช่นนี้ทั้งหมดก็เพราะท่านต่างหาก”
                “เจ้าพล่ามพอแล้วหรือยัง? เพราะเจ้าพล่ามมากแท้ๆ ข้าถึงเริ่มหมั่นไส้เจ้าน้อยๆ” เรอาห์กล่าวพลางยักคิ้วน้อยๆ พร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างยียวน รอยยิ้มนั้นทำให้คาร์นเอลลู จัสติน หรือแม้กระทั่งเว็คเตอร์เองก็อดยิ้มตามไม่ได้
                เพราะรอยยิ้มอันยียวนกวนโทสะของชายร่างยักษ์ในยามนี้มิใช่รอยยิ้มธรรมดา แต่มันกำลังบอกเป็นนัยว่า ‘เรอาห์คนเดิมได้คืนสติกลับมาแล้ว’และพร้อมแล้วที่จะฟาดฟันศัตรูอย่างไร้ปราณีราวกับสัตว์ป่า …นี่แหละคือเรอาห์ที่เคยรู้จัก ยียวน และ ดุดัน
                “เจ้าพร้อมแล้วนะเว็คเตอร์?” เสียงทุ้มๆ เอ่ยถามราวเย้ยหยัน
                มือขวาที่กำดาบเอาไว้ของชายหนุ่มเริ่มแสดงอาการกระตุกและสั่นออกมาเล็กๆ ชายผู้อยู่เบื้องหน้าในยามนี้แหละคือราชสีห์ตัวจริง สัตว์ร้ายที่กระหายการต่อสู้
                “ข้าพร้อมแล้วท่านเรอาห์...”
                สิ้น สุดคำพูดของอัศวินหนุ่ม ความเงียบก็เข้ามาแทนที่...เพียงชั่วพริบตาเรอาห์ก็พุ่งเข้าหาเว็คเตอร์ อย่างรวดเร็วราวกับเจ้าป่าที่กระโจนใส่เหยื่อ เว็คเตอร์รีบยกดาบที่อยู่ข้างขวาขึ้นป้องกันการโจมตีอย่างว่องไวครั้งหนึ่ง ก่อนจะใช้มือซ้ายมาช่วยจับไว้อีกข้างเพื่อพร้อมรับการโจมตีที่จะถาโถมเข้า ใส่อย่างไม่หยุดหย่อนในอนาคตอันใกล้
                การโจมตีครั้งแรกของเรอาห์ถูกคมดาบของเว็คเตอร์สะบัดออก แต่จากนั้นเขาก็โจมตีซ้ำเข้าไปอีกเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีหรือจังหวะให้ศัตรูได้พักหายใจ
                การ โจมตีที่รุนแรงและบ้างคลั่งราวกับสัตว์ป่านี้แม้มนุษย์ผู้ถูกขย้ำจะปกป้องตน เองไว้ได้ทุกครั้งไป...แต่สิ่งสำคัญคือเขาจะป้องกันเช่นนี้ต่อไปได้อีกนาน แค่ไหนกัน?
                เรอาห์เหวี่ยงดาบจากด้านขวาไปซ้ายอย่างสุดกำลังก่อนจะพลิกมือกลับเพื่อโจมตีต่อเนื่องจากทางซ้ายและวนไปมาเช่นนี้อย่างไม่หยุดหย่อน
                รูปแบบการโจมตีง่ายๆ เช่นนี้ไม่ว่าใครก็สามารถมองออกและป้องกันได้ไม่ยาก แต่สำหรับเว็คเตอร์ที่ถูกรุกหนักอยู่นั้นกลับคิดว่าแม้จะป้องกันได้ทุกครั้งแต่ก็ไม่มีโอกาสหรือจังหวะให้โต้กลับเลย เพราะความรุนแรงและรวดเร็วที่ฟาดใส่นั้นแค่ป้องกันก็เต็มกลืนแล้วจะให้หาช่องว่างไหนโต้กลับอีก
                “นายไม่ไปช่วยเรอาห์เหรอไงคาร์นเอลลู” ชายหนุ่มถามขณะที่จ้องมองการต่อสู้ของนักรบทั้งสองอย่างไม่วางสายตา
                “สิ่งนั้นเป็นการหยามเกียรติเกินไปสำหรับนักรบทั้งสองที่ต้องการจะต่อสู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นแล้วในยามนี้การช่วยเหลือคงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วล่ะ” คาร์นเอลลูเองก็ตอบจัสตินโดยมองการต่อสู้อย่างไม่กะพริบตา
                “ทำไมล่ะ? ก็เห็นๆ อยู่ว่าเจ้าอัศวินนั่นมันรับดาบได้ทุกครั้งเลยนี่”
                “ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะว่า...”
                ‘บ้าเอ๊ย!’ เสียงสบถเบาๆ ของเว็คเตอร์ดังขึ้นก่อนดาบของเขาจะหลุดกระเด็นลงพื้น
                เรอาห์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแต่อย่างใด จังหวะดาบทางซ้ายของเขากำลังจะผ่าร่างของเว็คเตอร์เป็นครึ่งท่อน
                ดาบสีเงินถูกหวดอย่างแรงเข้าที่บริเวณเอวของเว็คเตอร์!!! และทันทีที่ดาบของเรอาห์ฟันร่างและเกราะสีเงินแวววาวของเว็คเตอร์เสียงประหลาดก็ดังขึ้น
เกร้งงง…!!!
ช่างน่าแปลกที่ดาบของเรอาห์ไม่อาจผ่าร่างของเว็คเตอร์ไปได้ทั้งๆ ที่ดาบของเขาฟันเกราะสีเงินจนแตกพังไปแล้ว ดาบของเรอาห์ถูกหยุดไว้ด้วยสิ่งใดกัน?
                “ฟันไม่เข้า!?” คาร์นเอลลูที่ยืนห่างออกไปก็สงสัยไม่ต่างกัน
                “นี่เจ้ามีเกราะอีกชั้นข้างในรึ!?” เรอาห์ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจทั้งๆ ที่ดาบของเขายังคาอยู่บริเวณเอวของคู่ต่อสู้
                “นั่นสินะ...แล้วท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ” เรอาห์รู้ได้ทันทีว่าเว็คเตอร์จะทำอะไรต่อจากสายตาเย็นชาในเสี้ยววินาที
                นัยน์ตาสีฟ้าเบิกโตจนสุดชั่วขณะหนึ่งก่อนจะหรี่ลงอย่างช้าๆ เพราะความเจ็บปวด มีดสั้นเล่มเล็กที่มือซ้ายของเว็คเตอร์ถูกเสียบเข้าไปที่ท้องของเรอาห์จนมิดด้าม
                มือ ทั้งสองของสิงห์ร่างยักษ์ผ่อนแรงการจับดาบของตัวเองลง เสียงดาบของเขาหล่นลงกระแทกพื้นอย่างสิ้นหวังท่ามกลางสายตาของสหายทั้งสอง ที่จ้องมองอย่างตกใจ เขารีบใช้อุ้งมือซ้ายใหญ่ๆ ดึงมีดสั้นออกจากท้องตัวเองก่อนจะกดแผลไว้อย่างช้าๆ ไม่นานเขาก็ใช้มือขวามาช่วยเสริมแรงกดไว้อีกเพื่อไม่ให้ตนเองเสียเลือดเร็ว เกินไป
                คาร์น เอลลูสับขาทั้งสองอย่างอย่างรวดเร็วเพื่อไปดูอาการของสหายที่แสนดีโดยทิ้ง ชายหนุ่มตัวน้อยให้โอบอุ้มพระธิดาแห่งกษัตริย์ไว้เพียงลำพัง
                จัส ตินทำได้แค่เพียงมองเหม่ออยู่อย่างนั้นบนพื้นบันไดหินอันเย็นเฉียบโดยไม่ สามารถลุกขึ้นได้เลย แม้ต่อให้เขาไม่จำเป็นต้องดูแลไอเรนอย่างใกล้ชิดก็ตามเขาก็ไม่สามารถลุกขึ้น ไปอย่างอยู่ดีเพราะขาทั้งสองข้างของเขาราวกับถูกความหวาดกลัวกลืนกินเรี่ยว แรงไปเสียหมด นี่สินะอาการขาอ่อนอย่างที่ใครๆ เขาว่าไว้ ร่างกายส่วนใดที่มันเคยเป็นของเราในยามนี้เรากลับไม่อาจสั่งการมันได้เลย
                “เจ้าไม่ไรนะสหาย!” คาร์นเอลลูกล่าวเสียงดังใส่ทันทีที่สามารถรับไหล่ของเรอาห์เพื่อมิให้ล้มลง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินน้ำเสียงอันตื่นกลัวจากปากชายหนุ่มซึมกะทืออย่างคา ร์นเอลลู บางครั้งการเห็นมิตรสหายหรือคนรักเจ็บเจียนตายต่อหน้าต่อตานั้นอาจปวดร้าว ยิ่งกว่าถูกทำร้ายเสียเอง
                “ข้าไม่เป็นไรหรอกนายท่าน...” น้ำเสียงแหบๆ อันอ่อนล้าของเรอาห์ดังขึ้นอย่างฝืนๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อไคล ลมหายใจของเขาอ่อนแรงและระส่ำระส่ายไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากแดงๆ ของเขาเริ่มซีดจางลง
                เรอาห์ใช้เรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดยกมือขวาของเขาจับไปที่ไหล่ของคาร์นเอลลูอย่างเบาบางก่อนจะฝากฝังบางสิ่งเอาไว้เอาไว้
                “ฝากจัดการเว็คเตอร์ต่อจากข้าด้วย ถ้าเป็นท่าน...ถ้าหากเป็นท่านต้องทำได้แน่”
                คำ พูดสุดท้ายของหนุ่มใหญ่ร่างยักษ์คือการฝากฝังความหวังที่จะกู้บ้านเกิดเมือง นอนของเขาคืนมาสู่สันติไว้กับชายหนุ่มวัยน้อยกว่าก่อนดวงตาและฝ่ามือนั้น ... “จะเริ่มถอยหลังสู่ฉากที่มืดมน”
               
                ตู้มมมม!!!เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวดังมาจากทางด้านประตูหน้าของวัง เสียงฝีเท้าที่ดังตามมาติดๆ นั้นเบาและเป็นจังหวะอ่อนๆ คล้ายฝีเท้าผู้หญิง
                “มาแล้วสินะ” เว็คเตอร์กล่าวกับตัวเองพลางย้ายดาบจากมือขวาที่ตนเองถนัดไปมือซ้ายแทน
                เสียงฝีเท้าหยุดลง ผู้มาเยือนในครั้งนี้คือหญิงสาวผิวสีแทนผู้งามสง่าในชุดสีม่วงเบาบาง มือซ้ายของนางถือถุงผ้าปริศนาสีน้ำตาลทรงยาวคล้ายดาบเอาไว้
                นางหยุดยิ่งครู่หนึ่งพลางมองไปรอบๆ นางสังเกตเห็นชายหนุ่มตัวน้อยโอบอุ้มร่างของน้องสาวไว้อย่างแผ่วเบา แม้นางจะไม่รู้จักมักจี่กับชายหนุ่มผู้นี้แต่อย่างน้อยๆ นางก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง
สภาพของพระบิดานั้นนางคิดว่าโดนยาพิษหรือคำสาปเป็นแน่ จะแก้พิษหรือคำสาปนได้หรือไม่นั้นคงจะขึ้นอยู่กับฟ้าที่ลิขิต
ไม่ นานนางก็หันมองไปรอบๆ ต่ออีกครั้งและต้องตกตะลึงเมื่อเห็นร่างของเรอาห์ บุรุษที่นางไว้ใจที่สุดหายใจอยู่อย่างอิดโรย...และนางก็รู้ดีว่าเขาคงจะ หายใจเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน
                “ท่านนักรบ...” เสียงหวานๆ กังวานของนางเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินไปยังจุดที่คาร์นเอลลูนั่งโอบร่างที่บอบช้ำของสหายไว้
คาร์นเอลลูค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมองอย่างช้าๆ “เสียงที่สนั่นไปทั่ววังเมื่อครู่นั่น...”
                “ข้าต้องฝากดูแลท่านเรอาห์ด้วย”
                “เป็นอย่างนี้สินะ...ข้าเข้าใจแล้วล่ะ”
จัสตินที่อยู่ไกลออกไปฟังแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทั้งสองคนกำลังสื่อสารอะไรให้แก่กัน
“เว็คเตอร์...” เจ้าหญิงสาวผิวแทนขานชื่ออัศวิน ไม่สิ...เขาไม่ใช่อัศวินอีกแล้ว แต่เป็นเพียงแค่กบฏคนหนึ่ง
“ว่าอย่างไรท่านเจ้าหญิงแห่งวีสผู้ชาญฉลาด ท่านรู้ตัวไหมว่าท่านเป็นอิสตรีที่ข้ารู้สึกว่าต้องระแวดระวังมากที่สุดใน...” เว็คเตอร์กล่าวยิ้มเย้ยยังไม่ทันจบเฮเลนก็ยกมือขวาขึ้นมา
นางยกมือขวาขึ้นตั้งฉากกับลำตัว นิ้วทั้งห้าอันเรียววามของนางกางออกกว้างและปลายนิ้วของนางหันไปยังกบฏที่เคียดแค้นอย่างสุดหัวใจ ดวงตาสีชาของนางในครานี้เย็นชายิ่งกว่าคราใด ... ไร้ความปราณี
งูเขียวหยกตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากที่ใดมิอาจรู้ มันม้วนรัดแขนของเจ้าหญิงผิวแทนไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะอ้าปากโชว์เขี้ยวเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยพิษอันร้ายแรงของมันอย่างน่าสะพรึงกลัว ... แต่ไฉนสิ่งที่ออกมาจากปากของมันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าพิษร้าย
ตู้มมมม!!!เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ควันที่เกิดจากเปลวไฟล่องลอยและตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงของปราสาท
“นะ-นั่นมันอะไรกัน!?” จัสตินที่อยู่ไกลออกไปร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกตะลึง
‘เปลวไฟที่ออกมาจากปากงูเขียวของเธอเมื่อกี้คืออะไรกันแน่!?เวทมนต์อย่างนั้นเหรอ!? แล้วไหนว่ามีเพียงพ่อมดเท่านั้นยังไงล่ะมีเวทมนต์ ถ้าหากนี่ไม่ใช่เวทมนต์แล้ว...เธอทำได้ยังไงกัน?’
ความร้อนแรงจากเปลวเพลิงของนรกภูมิคงมิอาจมีผู้ใดทานได้ เว็คเตอร์อัศวินเกราะเงินแม้จะแกร่งเพียงไหนแต่คงไม่แกร่งเหนือไปกว่าความร้อนเปลวไฟอย่างแน่นอน
“นางผู้นี้คือแม่มดยังไงล่ะ” คาร์นเอลลูตอบในสิ่งที่จัสตินสงสัย
“แม่มด?” เด็กหนุ่มพูดทวนอีกครั้ง
“ใช่...ในโลกนี้นอกเหนือจากพ่อมดแล้วยังมีแม่มดอยู่อีก แต่สำหรับผู้คนทั่วไปแล้วมองแม่มดต่างไปจากพ่อมดมากทีเดียว”
“พ่อมดถูกสร้างขึ้นจากพระเจ้าโดยมีได้เพียงหนึ่ง แต่สำหรับแม่มดแล้วนั้นจะมีอยู่อย่างไม่จำกัด แต่ถึงกระนั้นก็มิได้มากมายอย่างที่คิด จะเรียกว่าเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าทางการทหารก็ว่าได้ แต่ถึงกระนั้นพลังเวทมนต์ของแม่มดนั้นก็มิอาจเทียบเทียมพ่อมดได้ แต่การที่แม่มดมีเวทมนต์เหนือคนธรรมดาทั่วไปนั้นก็ถือว่าวิเศษมากแล้ว”
“ไม่ว่าจะนำมาเป็นกำลังรบให้แก่เมืองหรือเป็นกำลังรบในยามที่พ่อมดนั้นเกิดคิดจะตั้งตนเป็นผู้ครองโลก แม่มดก็ล้วนจำเป็นด้วยทั้งสิ้น”
“ถ้าอย่างงั้นผู้หญิงคนนี้ก็...”
“ข้าชื่อเฮเลน อาเรีย อย่างที่เจ้าคิดนั้นถูกต้องแล้ว ข้าคือแม่มด และข้ายังเป็นพี่สาวของสตรีผิวงามที่เจ้าโอบกอดไว้แน่นในอกเจ้านั้นด้วย” เฮเลนกล่าวก่อนจะหันหน้าไปมองจัสติน
ตู้มมมม!!!เสียงระเบิดดังสนั่นวังอีกครั้งหนึ่งอย่างฉับพลัน!แต่ครั้งนี้หาใช่เปลวเพลิงจากงูบนแขนของเฮเลนไม่ เปลวเพลิงปริศนาพวยพุ่งออกมาจากหมู่หมอกควันที่ตลบอบอวลอยู่ ซึ่งบริเวณส่วนนั้นแล้วควรจะมีเพียงศพของเว็คเตอร์ที่กำลังหลับใหลอยู่เท่านั้น
แล้วเปลวเพลิงนี่เป็นฝีมือของใครกันแน่!?ใครกันที่สามารถใช้เวทย์ไฟได้อีกนอกเหนือจากเฮเลนที่ยืนอยู่ตรงนี้... แม่มดอีกคนอย่างนั้นหรือ?
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 210 ท่าน