Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 9 : ภัยร้ายที่ปรากฏ!
18
14/03/2555 23:24:26
282
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 9: ภัยร้ายที่ปรากฏ!
 
                มนุษย์ทุกคนล้วนมีจุดหมาย... กล่าวกันว่ามนุษย์ใดไร้ซึ่งจุดหมายมนุษย์ผู้นั้นได้ตายไปเสียแล้ว
มีเรื่องเล่าที่กล่าวถึงเทวทูตใต้แดนพิภพซึ่งนานๆ ครั้งจะแอบขึ้นมายังแดนมนุษย์และช่วงชิงจุดมุ่งหมายของมนุษย์ผู้โชคร้ายนั้นไป มันจึงเป็นที่ของคำกล่าวที่ว่า
“มนุษย์ผู้ใดไร้ซึ่งอันจุดหมาย มนุษย์ผู้นั้นถึงมีเพียงกายร่างกายแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ”
 
ภายในบ้านไม้หลังเล็ก นักรบผมยาวผู้อ่อนโยนค่อยๆ เล่าและขยายความว่าตนนั้นเจอเจ้าหญิงสาวได้อย่างไร และเขายังคงเล่าต่อไปด้วยว่าเขาได้ข้อมูลมาจากชายทหารนายหนึ่งซึ่งสารภาพแล้วว่าตนนั้นอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของอัศวินเว็คเตอร์ ในขณะเดียวกันเจ้าหญิงไอเรนก็เอ่ยคำไหว้วานขอความช่วยเหลือจากกลุ่มชายไม่สนิทหน้านักด้วยความเชื่อใจ และเหตุผลที่เธอเชื่อใจนั้นมิใช่เพียงแค่เฮเลนพี่สาวของเธออย่างแน่นอน ...
มันมีอะไรมากกว่านั้นในความรู้สึกของเธอ ยามเมื่อเธอจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของชายผู้มาจากแดนไกล เธอมักรู้สึกอุ่นใจอย่างแปลกประหลาด
“เห็นหน้าตาเซื่องๆ อย่างนี้แต่นายนี่ก็โหดเหมือนกันคาร์นเอลลู” จัสตินเหน็บแนมนักรบผมยาวเรื่องวิธีการรีดเค้นคำตอบจากชายที่ไอเรนเล่าให้ฟัง
“หมายความว่าท่านต้องการให้พวกข้าช่วยคุ้มกันระหว่างที่ท่านเดินทางเพื่อไปเล่าความจริงแก่กษัตริย์อีวานสินะ” เรอาห์พูดเข้าประเด็นโดยไม่สนใจคำพูดที่ฟังดูเลอะเทอะของจัสตินเลย
“ใช่... เขาเป็นองครักษ์ให้ข้ามาตั้งนาน แต่ในขณะนี้ข้ากลับรู้สึกราวกับว่าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย”
“เว็คเตอร์เป็นผู้มีพรสวรรค์ทางความคิดและเชิงดาบ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากท่านจะรู้สึกเช่นนั้น ฉะนั้นแล้วจงอย่าคิดมากไปเลย”
“ข้าต้องฝากพวกเจ้าแล้ว...” เจ้าหญิงกล่าวสั้นๆ
นักรบทั้งสองต่างผงกหัวลงตอบรับคำร้องขอของเจ้าหญิง จะเหลือก็เพียงแต่ชายหนุ่มที่ยืนมองทั้งสองสลับไปมาด้วยท่าทีงุนงงและลังเล
นักรบร่างยักษ์ยกนิ้วมือมาขึ้นลูบริมฝีปากตนเองที่เต็มไปด้วยหนวดเบาๆ ก่อนจะยืดคอถามเด็กหนุ่ม “แล้วเจ้าล่ะจัสติน เจ้าจะไปด้วยกับพวกข้าหรือไม่”
จัสตินแสดงอาการลังเลเล็กน้อยพร้อมกับละสายตาไปซ้ายทีขวาทีก่อนจะพบว่าหญิงสาวแสนงามได้จ้องมองตนเองอยู่ด้วยความหวัง เขาถอนลมหายใจร้อนๆ เฮือกใหญ่พร้อมคิ้วขมวด
“ไปสิ”
“ที่ที่เราจะไปนี้การปะทะกันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าของเจ้ายังมี” คาร์นเอลลูกล่าวเตือนสิ่งที่ต้องพบเจอให้ฟังเพื่อหวังให้เด็กหนุ่มไตร่ตรองดีก่อน
“ฉันรู้น่าคาร์นเอลลู และนี่คือทางที่ฉันเลือก ตอนเด็กๆ แดเนียล เอ่อ...ฉันหมายถึงพ่อเลี้ยงน่ะนะ เขามักคอยสอนฉันเสมอว่า...”
“ทุกชีวิตเกิดมาย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือก แต่เฉพาะลูกผู้ชายเท่านั้นที่ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาของการเลือกนั้นๆ...”
จัสตินมองหน้าทุกคนก่อนจะกล่าวต่ออย่างภาคภูมิ “ไม่ว่ามันจะออกมาดีหรือเลวก็ตาม ฉันพร้อมแล้วที่รับผลจากการเลือกของฉัน”
“หากเจ้ามั่นใจเช่นนี้แล้วสหาย... การกล่าวเพื่อลดหย่อนปณิธานเจ้าคงเป็นการเสื่อมเกียรติ” คาร์นเอลลูกล่าวพร้อมกับยิ้ม เขารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการพัฒนาของเด็กหนุ่มในคำทำนาย
“งั้นพวกเราไปกันเถอะ” เสียงหวานๆ กล่าวพลางหันหลังกลับอย่างว่องไว
การหันหลังเพื่อเปิดประตูแท้จริงแล้วเธอเพียงแค่ต้องการหลบทุกสายตาเพื่อไม่ให้ใครได้เห็นรอยยิ้มที่มิอาจซ่อนได้บนใบหน้าของเธอ เพราะคำตอบของจัสตินนั้นทำให้เธอรู้สึกยินดียิ่งกว่าใคร...แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดก็ตาม
 
หน้าหินแห่งวีสสีฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกก่อขึ้นเป็นปราสาทอันเงียบสงบ ในยามตะวันที่คล้อยต่ำเช่นนี้เป็นเวลาที่หินสีฟ้าเหล่านั้นเริ่มเปล่งแสงออกมา สีฟ้าแห่งสายนทีที่เป็นดั่งตำนาน แต่ทว่าเหล่าผู้ทำลายความเงียบนั้นได้มาถึงแล้ว
‘อั่ก!’ เสียงร้องเบาๆ ที่เกิดจากฝ่ามือใหญ่ๆ กระแทกเข้าที่คอของทหารยามเฝ้าประตูวังจนสลบ
แม้ทหารจะเหลืออยู่อีกไม่น้อยเพราะคำสั่งเพิ่มกำลังคุ้มกันปราสาทของกษัตริย์อีวานก็ตามที แต่ดูเหมือนจิตใจและความกล้าหาญของทหารเหล่านั้นเริ่มที่จะถดถอยลงเสียแล้วตั้งแต่ทหารคนหนึ่งเอ่ยดังขึ้น
“ทะ-ท่านเรอาห์...” ผู้ที่เอ่ยนามคือทหารผู้รักษาการลึกเข้าไปในวังไม่ไกล ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักกับเรอาห์เสียด้วย หากไม่เป็นเช่นนั้นก็คงอาจเคยเห็นหรือได้ยินกิตติศัพท์จากใครเป็นแน่
“ราชสีห์ในตำนานน่ะหรือ!ไหนว่าเขาตายไปแล้วไงล่ะ” ทหารอีกคนหนึ่งกล่าวอย่างพรั่นพรึง น้ำเสียงอันหวาดผวาของเขาทำเอาทหารที่เหลือรู้สึกหวาดหวั่นไปด้วย
“ข้าคือราชสีห์แห่งวีส หากผู้ใดหมายจะขวางข้า ในครั้งหน้าข้าปลิดชีพมันด้วยดาบ!!!” เสียงตะโกนอันทุ้มและหนักแน่นกึกก้องไปทั่วปราสาทราวกับสัตว์ร้ายยิ่งเพิ่มความหวาดหวั่นในจิตใจของทหารมากขึ้น
แต่เหล่าทหารกลับตะลึงยิ่งขึ้นไปเมื่อพวกเขาได้เห็นภาพผู้ติดตามจำนวนสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเจ้าหญิงไอเรน นางมากับราชสีห์ได้อย่างไร และเหตุใดจึงต้องติดตามกบฏเช่นเขามา
“ข้ามีเรื่องเร่งด่วนที่จะกล่าวกับท่านพ่อ เพราะฉะนั้นแล้วพวกเจ้าจงหลีกทางไปให้หมด!” ไอเรนกล่าวเสียงดัง
ทหารยามทั้งนอกและในปราสาทต่างพากันหลีกทางให้แก่ไอเรนและพรรคพวก เหล่านักรบและสหายต่างพากันเหยียบบันไดขึ้นสู่พื้นที่ถูกปูไว้ด้วยพรมแดงตรงกลางตามทางเดิน ขอบด้านทั้งสองของพรมเป็นแถบสีเหลืองเล็กๆ พอทำให้ดูสวยงาม
 
ภายในห้องที่ถูกตกแต่งด้วยผ้าแพรสีน้ำเงินจำนวนมาก แต่ละผืนยาวและถูกจัดตกแต่งเป็นรูปทรงของคลื่นน้ำ ตรงกลางของแต่ละคลื่นนั้นถูกถักเป็นลวดลายรูปโลมาสีขาวสองตัว ปลายผ้าแพรแต่ละผืนจะมีพู่สีเหลืองห้อยย้อยลงมาทำให้ดูสวยงามและหรูหรา ซึ่งห้องนี้จะเป็นห้องอื่นใครไม่ได้เลยนอกเสียจากจะเป็นห้องบรรทมของกษัตริย์แห่งวีส
ขณะที่กษัตริย์วัยหกสิบสามนั่งเขียนข้อความบางอย่างลงบนกระดาษ ทันทีที่พระองค์พลิกหน้ากระดาษก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา ซึ่งมันคงเป็นไปมิได้แน่ที่จะมีทหารนายใดกล้าล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนอันเป็นส่วนตัวที่สุดของพระองค์ พระองค์จึงทิ้งความสนใจเพียงเพราะคิดว่าหูของตนนั้นคงฝาดไปจากความชรา
“อีวาน...” เสียงเบาๆ อันน่าพรั่นพรึงลอยล่องมาตามสายลมและกระทบเข้ากับหูของพระองค์ แต่ครั้งนี้พระองค์คิดว่าคงมิใช่หูฝาดเป็นแน่
กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่วางพู่กันลงบนแท่นหินเล็กๆ สีฟ้าส่องประกายก่อนจะกล่าวถาม “เจ้าคือใครกัน!” พระองค์เอ่ยลอยๆ ท่ามกลางความลำพัง...
“ข้าคือนายของเจ้ายังไงล่ะ” เสียงในสายลมตอบกลับพระองค์อย่างชวนฉงน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าคือกษัตริย์แห่งวีสผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดมิอาจมีผู้ใดที่เหยียบย่างเข้ามาในแดนของข้าแล้วจะมีอำนาจเหนือข้าได้ จงตอบและปรากฏกายออกมาเสียแต่โดยดี...เจ้าเป็นใครกันแน่”
“หึหึ ข้าก็คือเจ้ายังไงล่ะ...”
และพระองค์ก็รู้สึกวูบไป...
 
เหล่านักรบและสหายเดินเข้ามาในปราสาทหรือพระราชวังสีฟ้าจนกระทั่งถึงห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่ง ริมแต่ละฝั่งของห้องโถงแห่งนี้ยังมีทางเชื่อมไปยังอีกสามห้อง เงามืดของทางแต่ละมุมของห้องทำให้ไม่อาจรู้เลยว่ามีอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่
แต่สิ่งที่ดูเป็นหลักสำคัญที่สุดในตอนนี้หาใช่หนทางที่แยกออกไปไม่ หากแต่เป็นชายชราผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้หินสีฟ้าที่ถูกยกระดับให้สูงขึ้นจากพื้นดิน บนเก้าสีหินสีฟ้าหนึ่งเดียวใจกลางห้องโถงยักษ์นี้ถูกสลักด้วยรูปโลมาสองตัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์แห่งวีส
คาร์นเอลลูและจัสตินต่างมองไปยังชายแก่อย่างตกตะลึงในขณะที่เรอาห์จ้องไปยังชายแก่ดังกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว แต่แล้วเสียงใสๆ ของเจ้าหญิงสาวก็ดังขึ้นแทน
“ท่านพ่อ!” ไอเรนกล่าวเสียงดังพร้อมยิ้มกว้าง สายตาเธอส่องเป็นประกายอย่างมีความหวัง...แต่ดูเหมือนความหวังของเธอจะสิ้นสุดลงหลังเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ฝ่าพระบาทจะไม่ตอบอันใดกับพระองค์หรอกเจ้าหญิง...” เสียงฝีเท้าต๊อกๆ ดังก้องมาจากเงามืดของทางแยกด้านซ้ายของห้องโถง
“เจ้าหมายความอย่างไรกันเว็คเตอร์” เจ้าหญิงขมวดคิ้วถามก่อนจะแหงนคอขึ้นมองใบหน้าของพระบิดาของเธอ
“ท่านพ่อ...” เธออุทานด้วยน้ำเสียงอันเปราะบางพลางส่ายหน้าน้อยๆ ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ริมฝีปากของเธออ้าค้างอย่างตกตะลึง ดวงตาของเบิกโต
เจ้าหญิงแสนงามจดจ้องสายตาไปยังชายชราผู้เป็นกษัตริย์บนเก้าอี้หินตัวใหญ่ ใบหน้าและสีผิวของพระองค์ขาวซีดราวกับหิมะเดือนสิบสอง มือและนิ้วของพระองค์แข็งทื่อราวกับหิน นัยน์ตาของพระองค์หมองมัว
ไม่ใช่เพียงแค่เธอเท่านั้นที่ตกตะลึงกับแก้วตามัวหม่นหมองของกษัตริย์แห่งวีสผู้ยิ่งใหญ่ อดีตอัศวินร่างยักษ์อย่างเรอาห์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน
เว็คเตอร์ย่างเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความโกรธากำลังเกาะกินจิตใจของพวกเขามากขึ้นทีละน้อย
“พวกท่านชอบพระองค์ในสภาพนี้ไหมล่ะ” เสียงเย้ยหยันของเขาดังขึ้น
เหล่าผู้กล้าทั้งสี่จ้องมองไปยังอัศวินผู้สวมเกราะเงินแวววาวด้วยสายตาอันเกรี้ยวโกรธ ไม่เว้นแม้กระทั่งจัสตินชายหนุ่มผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร
การแต่งกายของเขาในครั้งนี้ช่างแตกต่างจากครั้งก่อนนัก เกราะเหล็กสีเงินอันแวววาวนั่นเป็นเกราะชั้นดีบ่งบอกถึงการระวังตัว และดาบข้างเอวของเขาทั้งสองเล่มในครั้งนี้บอกเป็นนัยๆ ว่าเขามาที่นี่เพื่อต่อสู้อย่างแน่นอน
“เจ้าทำอะไรกับฝ่าพระบาท!” เรอาห์กล่าวด้วยใบหน้าขึงขัง
“มิใช่ข้าหรอกท่านเรอาห์... เพียงมนุษย์เดินดินเยี่ยงข้าคงมิอาจทำได้เช่นนั้น” เว็คเตอร์กล่าวพลางใช้มือขวาเสยผมของเขาขึ้นไปด้านหลังก่อนจะปลดผ้าคลุมสีแดงที่ติดกับเกราะเงินออก
“เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่” นักรบเสียงนุ่มกล่าว
“รู้ ไหมว่าพวกท่านทั้งหลายทำให้สองวันที่ผ่านมานี้ของข้าดูเป็นกังวลไปเสียหมด ทุกอย่าง แม้ข้าและท่านผู้นั้นจะมีแผนสำรองมาโดยตลอดแต่ก็มิเคยจะคิดใช้มันเพราะมัน เสี่ยงเหลือเกินที่จะสูญเสียกำลังสำคัญอย่างเมืองวีสไป...แต่พวกท่านก็ บังคับให้ข้าต้องเลือกใช้วิธีนี้”
“ท่าน พ่อ...ท่านพ่อ...ท่านได้ยินข้าพูดหรือเปล่า ท่านพ่อ...” เสียงสะอึกสะอื้นของหญิงสาวดังขึ้นท่ามกลางความตรึงเครียดของเหล่านักรบ เธอเรียกขานบิดาของเธอครั้งแล้วครั้งเล่าพลางพยายามก้าวเดินขึ้นบันไดไป เพียงลำพังเพื่อไปยังแท่นเก้าอี้สีฟ้าที่สูงตระหง่านกลางห้องโถงใหญ่ เธอหวังในใจว่าพระองค์จะคืนสติกลับมาได้ด้วยเสียงของเธอ
“อย่า พยายามเข้าใกล้ฝ่าพระบาทในยามนี้ให้มากนักเลยเจ้าหญิง...หากพระองค์ไม่อยาก เป็นผู้ทำให้ลมหายใจของฝ่าพระบาทเองดับลงด้วยตนเองล่ะก็” เว็คเตอร์หันไปพูดกับไอเรนที่กำลังพยายามขึ้นขั้นบันไดด้วยความเศร้า
“ทำไมกัน ทำเจ้าต้องทำเช่นนี้ด้วย!ข้าเชื่อใจเจ้ามาตลอด ยอมให้เจ้าอยู่ข้างกายข้าไม่ห่างหาย แต่แล้วทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้ได้ลงคอ ...ทำไม ตอบข้ามาสิ!!!” ไอเรนตะโกนถามเว็คเตอร์อัศวินองครักษ์ของตนอย่างคับข้องใจจนใบหน้าและดวงตาของเธอแดงก่ำไปหมด
“ทำไม น่ะหรือ... มันคงเป็นโชคร้ายของฝ่าพระบาทเองที่บุรุษท่านนี้มาเยือนดินแดนแห่งวีสในเวลา ที่ฝ่าพระบาทนั้นหมายจะจัดงานอภิเษกให้แก่พระองค์ ซึ่งหากมันเป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ยังไงเสียชายผู้จะได้อภิเษกกับพระองค์ก็คง ไม่พ้นข้า...ทุกอย่างมันสมควรจะเป็นเช่นนั้นหากเขาเหล่านี้ไม่โผล่มา”
“ข้ามองเจ้าผิดมาโดยตลอด เว็คเตอร์เจ้ามัน...” เจ้าหญิงสาวยังกล่าวไม่ทันจบดีก็ล้มหมดสติไปเพราะความเครียดและความเสียใจที่ถาโถมเข้ามา
“ไอเรน!” จัสตินวิ่งกระโจนเข้าไปรับร่างของไอเรนที่หมดสติอย่างไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดที่จะได้รับเมื่อร่างกายของเขากระแทกเข้ากับบันไดหิน
‘อั่ก!’ชายหนุ่มร้องออกมาเบาๆ หลังจากสามารถโอบร่างของหญิงสาวไว้ได้
“ดูเหมือนเจ้าจะพล่ามมานานมากไปแล้วนะเว็คเตอร์” เรอาห์จู่โจมเว็คเตอร์อย่างกะทันหันโดยไม่ให้ทันตั้งตัว
เขาพุ่งกระโจนดาบเข้าใส่เป้าหมายอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากเป็นไปดังคาดอัศวินเกราะเงินจะชักดาบป้องกันตัวเองไว้และแขนของเขาจะชาไปทั่วเช่นครั้งก่อน
‘เปรี้ยงงง!’ เว็คเตอร์ชักดาบหนึ่งในสองเล่มออกมาป้องกันดังคาด เรอาห์ไม่รอช้าที่จะเหวี่ยงดาบซ้ำอีกครั้งในขณะที่ทั่วร่างของศัตรูยังคงมีอาการชาอยู่
‘เปรี้ยงงง!’ เหตุไฉนเสียงดาบจึงดังขึ้นอีกครั้ง?  เรอาห์จ้องมองดาบของตัวเองอย่างประหลาดใจ เหตุใดกันมือที่น่าจะตายไปแล้วของเขาจึงสามารถกลับยกมาป้องกันได้อีก
“ไม่ต้องบอกข้าก็รู้ว่าท่านกำลังรู้สึกประหลาดใจ”
เรอาห์มองดวงตาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเว็คเตอร์ผ่านดาบที่ต้านกันอยู่ และเป็นเขาเองที่ความมั่นใจส่วนหนึ่งได้ถูกทลายลง เพราะการโจมตีอย่างรุนแรงของเขาเมื่อครู่ถูกรับไว้อย่างสมบูรณ์
“ท่านคิดว่าหลายปีที่ท่านหายไปข้าทำอะไรอยู่อย่างนั้นรึ”
“ความพ่ายแพ้ถึงสามหนของข้าในตอนนั้นมันยังคงฝังลึกในใจไม่เคยจาง...แม้กระทั่งตอนนี้ ครั้งสุดท้ายที่ปลายผืนทรายท่าเรือนั่นยิ่งทำให้ข้ามีความรู้สึกตั้งมั่น”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าอุตสาหะฝึกดาบเพียงลำพังแม้ข้าจะไม่อาจรู้เลยว่าท่านไปอยู่แห่งใดบนโลกที่กว้างใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้และเชื่อมั่นก็คือ “สักวันท่านจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน” ...และพลังที่ข้าไขว่คว้าทั้งหมดก็เพื่อวันนี้ วันที่ข้าจะชนะท่านอย่างสะอาดและสมบูรณ์ยังไงล่ะ!”
เว็คเตอร์กระแทกดาบของเรอาห์ให้ถอยออกไปเล็กน้อยก่อนจะใช้โอกาสในเสี้ยววินาทีนั้นก้มลงต่ำ เขาแกว่งดาบเล่มเดิมอย่างว่องไวปานสายลมในขณะที่ลักษณะท่าของเรอาห์บริเวณท้องนั้นไร้การป้องกัน!!!
“จุดสิ้นสุดตำนานของท่านมาถึงแล้วราชสีห์แห่งวีส!”
หรือนี่จะเป็นจุดจบที่แท้จริง?
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 219 ท่าน