Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เงารักหัวใจปรารถนา
ณัฐฏ์ณวรา
บทนำ : เงารักหัวใจปรารถนา
1
12/03/2555 12:36:52
530
เนื้อเรื่อง
บทนำ
 
“ตุ๊บ”เสียงอะไรบ้างอย่างที่ร่วงลงสู้พื้นดินด้วยความแรงและเร็วพอกัน
“โอ้ย... ซี๊ด...” เสียงร้องที่ทำให้เด็กชายต้องหันหลังกลับมามองด้วยความตะลึง และอดขำไม่ได้เมื่อเห็นสภาพของใครคนหนึ่งที่นั่งเอามือคลึงก้นกบตัวเองอยู่ ด้วยความเจ็บ
“ชมพู่ไหมคะ” เด็กหญิงร่างบางที่ยกพวงชมพู่ให้เขา ทั้งที่หน้ายังเหยเกด้วยความเจ็บทำให้เขาถึงกับยิ้มที่มุมปากเล็กๆ พร้อมกันนั้นก็เดินเข้ามาหยุดยืนตรงเด็กหญิงจอมซนที่พึ่งตกลงมาจากต้นชมพูหยกๆ เขาไม่พูดแต่ยื่นมือให้พร้อมกับพยักหน้าเชิงชวนให้เด็กหญิงลุกขึ้น
“ขอบคุณคะ พี่ชาย”เด็กหญิงกล่าวเมื่อเธอลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่บ่งบอกว่าเจ็บได้หายไปกลายเป็นหน้าทะเล้นแทนแก้เขิน
“ว่าแต่ไม่เอาจริงๆหรอคะชมพู่ แฮ๊ะๆ” เด็กชายไม่ตอบแต่ส่ายหน้าแทน ยิ้มยกมุมปากเล็กแล้วเดินไปเมื่อมองจากสภาพแล้วเธอคงไม่เป็นไรมาก
“หมอคะ... หมอ”เหมือนเสียงเรียกนั้นจะไม่ทำให้เธอตื้นจากภวังค์ได้เลย ยังคงนั่งเหมอตาลอยหวานเยิ้มนั่งยิ้มเอียงอาย
“คุณหมอจีรณาคะ” เสียงเรียกที่ดังกว่าเดิม
ทำให้คนที่ถูกเรียกว่าหมอตื้นจากภวังค์ เธอขยับแว่นตาที่หนาเตอะเพียงเล็กน้อยพร้อมกับว่างแฟ้มประวัติคนไข้ที่อยู่ในมือลงรวดเร็วด้วยความตกใจ แล้วเงยหน้าขึ้นไปฉีกยิ้มเต็มใบหน้าให้กับพยาบาลสาวสวยที่ยืนอยู่อีกฟากของโต๊ะทำงานของเธอ
“เอ่อ...คะ...ว่าไงคะ”ท่าทางสุดโก๊ะของหมอสาวสุดเฉิ่ม ทำให้คนที่อยู่ตรงข้ามอดยิ้มน้อยไม่ได้
“คนไข้ห้องฉุกเฉินที่เข้ามาเมื่อคืนฟื้นแล้วนะคะ คุณหมอจะให้ย้ายไปห้องพักฟื้นเลยหรือเปล่าคะ”
“ค่ะ...ย้ายเลยค่ะ เดี่ยวหมอตรวจคนไข้ห้องรวมเสร็จแล้วจะเข้าไปดูอีกทีนะคะ”
“ค่ะ...งั้นจุ๊บขอตัวเลยนะคะ”พยาบาลสาวแสนสวยยิ้มหวานเป็นเชิงบอกลา ก่อนหันหลังแล้วผลักประตูออกไป
ไม่ทันที่หมอสาวสุดโก๊ะจะได้ลุกจากเก้าอี้ ก็ต้องหันมาคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ข้างตัวขึ้นมารับสายซะก่อน
“ว่าไงคะคุณหมอออกเวรยังคะเนี่ย”เสียงนี้ไม่ต้องเห็นหน้าไม่ต้องดูเบอร์เธอก็จำได้แม่นว่าเป็นเสียงของใคร ก็เพื่อนสาวคนสนิท แถมยังเป็นบุตรสาวคนเดียวของผู้มีพระคุณของเธออีกด้วยนั้นไงเล่า
“ยัยฉัตร นี่แกอยู่ไหน แล้วเมื่อไรจะกลับมาสักทีฉันคิดถึงแกจาแย่อยู่แล้วรู้ไหมหา…บอกมาซะดีๆ เลย”เสียงนั้นต่อว่าเพื่อนสนิท แต่มันแอบแฝงไปด้วยความดีใจไม่น้อยที่อยู่ๆ เพื่อนสาวของเธอโทรมา แถมเบอร์นั้นยังเป็นเบอร์ตู้สาธารณะที่อยู่ในกรุงเทพฯอีกด้วย
“แหมๆๆ...อะไรจะขนาดนั้นยายจี ทำยังกะฉันเป็นเทพบุตรสุดหล่อที่แกรอค่อยมานานแสนนานงั้นแหละ”คำนี้มันเหมือนจะสะกิดให้คนฟังสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคนไข้ฉุกเฉินเเมื่อคืนของเธอ
“ว่าไงเงียบไปเลยละ”
“เปล่า..ซะหน่อย แกไม่ต้องมาพูดมากเลย ตอบฉันมาซะดีๆ”ตอบแบบอายๆ ก่อนจาทำเสียงเข้มขู่แก้เขิน
“ถ้างั้น อีกห้านาทีแกลงมาเจอฉันที่ร้านอาหารชั้นล่างโอเค”พูดจบก็ว่างสายไม่มีโอกาสให้คนฟังได้พูดอะไร
ทำให้จีรณาต้องส่ายหน้าน้อยๆ แล้วหัวเราะออกมาคนเดียวกับความเอาแต่ใจของเพื่อนสาวคนสนิท ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ไม่เคยไม่พอใจกับความงี่เง่าของเพื่อนสาวสักครั้ง ถึงเพื่อนสาวคนนี้จะเอาแต่ใจแค่ไหนก็ยังเป็นเพื่อนที่รู้ใจเธอที่สุด มิหนำซ้ำครอบครัวเพื่อนสาวคนนี้ยังอุปการะเลี้ยงดูตัวเธอจนได้เป็นถึงศัลยแพทย์ผู้มากด้วยความสามารถจนขึ้นชื่อ
เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนหลายมารอจ่อคิวรอรับเธอเข้าไปประจำตำแหน่งในโรงพยาบาลของตัวเองด้วยเงินค่าจ้างที่แพงลิบลิ่ว  แต่เธอก็เลือกที่จะอยู่โรงพยาบาลนี้เพราะผู้มีพระคุณของเธอมีหุ้นส่วนอยู่ที่นี้อีกทั้งเธอยังเป็นหมอประจำตระกูลของผู้มีพระคุณทำให้เธอยังไม่สามารถเลิกชีวิตและทางเดินของตัวเองได้ในตอนนี้
“คุณหมอคะ...คนไข้ที่ย้ายเข้าพัก ห้อง 6404อาระวาดใหญ่เลยคะ คุณหมอช่วยไปดูทีเถอะคะ”
“ได้คะๆ...เออ...เดี๋ยวช่วยเตรียมยาระงับปวดกับยานอนหลับอ่อนๆ ตามขึ้นไปให้หมอด้วยนะคะ”เธอเตรียมพร้อมไว้เสมอถ้าเกลี่ยกล่อมคนไข้ของเธอให้สงบลงไม่สำเร็จ ก็ต้องใช้ไม้ตาย คือให้ยานอนหลับอ่อนเพื่อให้คนไข้ของเธอสงบลงได้ผักผ่อน และก็หมดแรงที่จะฮือต่อไปได้
ไม่กี่นาทีแพทย์สาวผู้เป็นเจ้าแพทย์ของไข้ได้เดินมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วยขี้วีน เธอหยุดสูดหายใจเข้าปอดลึกสุดขั้วเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้านี้ เมื่อผลักประตูเข้ามาก็ไม่ต้องมีใครบอกเลยว่าเธอควรจะให้ยานอนหลับอ่อนๆกับคนไข้คนนี้ของเธอไหม ของที่กระจายเต็มพื้นห้อง รวมทั้งแก้วน้ำที่แตกละเอียดนั้นอีก ทุกอย่างกองอยู่ทางเข้าประตูแทบทั้งหมดไม่บอกก็รู้ว่าคนไข้ของเธออยู่ในอารมณ์ไหน พอก้าวเข้าไปก็เห็นบุรุษพยาบาลร่างโตสองคนกดคนไข้ของเธอไว้กับเตียง  แต่ก็ไม่วายที่คนไข้ของเธอจะต่อสู้เขาพยายามดิ้นสุดแรงเพื่อให้หลุดจากการถูกจับกุม
“ก็บอกให้ปล่อยไง…ปล่อย”น้ำเสียงนั้นเกรี้ยวกลาดเหมือนออกคำสั่งและข่มขู่
“คุณหมอเอาไงดีครับนี้...อาละวาดไม่หยุดเลยตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานะครับ”บุรุษพยาบาลตัวโตรีบชี้แจงทันที่เมื่อเห็นหน้าเธอ
“มาก็ดีแล้วหมอ...บอกให้ไอ้บ้าพวกนี้ปล่อยผมซะที...ผมจะกลับบ้าน”น้ำเสียงเกลี้ยวกลาดอีกทั้งสายตาข่มขู่นั้นบอกบอกให้รู้ว่าคนไข้ของเธอเอาแต่ใจแค่ไหน
“หมอคงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะคะเพราะคุณพึ่งฟื้นจากอาการโคม่าเมื่อคืน คุณต้องอยู่ที่นี้เพื่อให้หมอได้ดูแลจนอยู่ในภาวะปกติ หมอถึงจะอนุญาตุให้กลับบ้านได้...ยังไงก็ขอความร่วมมื้อด้วยนะคะเพื่อตัวขนไข้เอง”
“นี้หมอ...อย่ามาออกคำสั่งทำตัวเป็นเจ้าชีวิตหน่อยได้ไหม ผมบอกจะกลับบ้านไง..กลับบ้านๆๆไม่เข้าใจหรือไง”ใบหน้าเข้มนั้นขบกล้ามแน่น อีกทั้งท้ายประโยคนั้นเน้นย้ำให้เธอต้องทำตามเดี๋ยวนั้นอีก นี้คงเป็นคนไข้ที่อาระวาดหนักได้ใจมากที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาเลยให้ตายเถอะ
“โอเคๆ...ปล่อยคนไข้คะ” เธอหันไปบอกบุรุษพยาบาลตัวโตที่ยืนอยู่ข้างๆและยืนอยู่ตรงข้ามเตียง เธออยากรู้นักเชียวว่าคนที่ใส่เฝือกทั้งแขนทั้งขาจะดื้อไปได้สักกี่น้ำ
“แต่คุณหมอครับ”บุรุษพยาบาลท่านหนึ่งที่ทำท่าแย้งแต่เธอยกมือขึ้นห้ามก่อนจะหันไม่พูดกับคนดื้อจะกลับบ้านโดยไม่ดูสภาพตัวเองว่าเป็นไงในตอนนี้
“จะกลับบ้านใช้ไหมคะ”เธอโน้มตัวลงไปมองหน้าคนไข้เกือบชิดด้วยสายตาท้าทายก่อนจะเอ่ยประโยคเด็ดในใจออกมา
“ได้ค่ะ...ถ้าคุณลุกจากเตียงแล้วเดินพ้นหน้าประตูไปได้ หมอจะยอมให้คุณกลับบ้าน แต่ถ้าคุณไม่สามารถเดินพ้นประตูไปได้...คุณจะต้องอยู่ให้หมอรักษาจนกว่าจะหายดี...ตกลงนะคะ”ท้ายประโยคนั้นเน้นย้ำหนักแน่นและท้าทาย
“นี่หมอ”
“เชิญคะ” เธอยิ้มยียวนแล้วผายฝ่ามือเชื้อเชิญเป็นการท้าทาย ทำให้คนที่อาละวาดเมื่อครู่มองหน้ากลับเป็นเชิงบอกว่าคนอย่างเขาทำได้แน่นอน พร้อมทั้งผลักคนท้าออกให้พ้นทาง ทำให้ร่างบางต้องก้าวถอยหลังอย่างหลีกไม่ได้
“โอ้ย...”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทำให้ทุกคนในห้องต้องสายหน้าด้วยความระอา เมื่อคนที่ทำท่าว่าจะไปรอดตอนนี้ล้มลงไม่เป็นท่าหัวแทบฟาดพื้นนั้น ถ้าบุรุษพยาบาลไม่จับไว้เมื่อก้าวลงจากเตียงได้ไม่ถึงสองก้าว
“ปล่อย”เขาใช้มือข้างดีผลักบุรุษพยาบาลจนกระเด็นก้นจ้ำเบ้าเลยทีเดียว
“หมอว่าอย่าทำเป็นอวดดีไปหน่อยเลยคะ...อุ้ย!...ไม่ใช้สิอย่าทำให้ตัวเองเจ็บไม่มากกว่านี้เลยนะคะ หมอรับรองถ้าคุณอาการดีขึ้นกว่านี้และติดต่อญาติของคุณได้เมื่อไร่ จะปล่อยคุณกลับไปทันที” เธอยิ้มยียวน ก่อนจะผายมื้อเชื้อเชิญคนตรงหน้าอีกครั้ง  ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้อยากกวนประสาทเขานักก็ไม่รู้นะ
“เชิญค่ะ”คำนี้ทำเอาคนตรงหน้าต้องหันหน้าไปทางอื่นอย่างหมดทางสู้
“เดี๋ยวช่วยพยุงคนป่วยขึ้นเตียงด้วยคะ เอ๊ะ…หรือไม่ต้องคะ” เธอหันไปทางบุรุษพยาบาล ก่อนจะหันมาถามคนตรงหน้าอีกครั้ง ทำเอาคนตัวโตตรงหน้าถลึงตาตีหน้ายักษ์ใส่ เขากัดกล้ามแน่นอย่างพูดอะไรออกมาไม่ได้และยอมจำนนท์อย่างรู้สภาพตัวเองเขาคงไปไหนไม่รอดจริงๆในตอนนี้ขืนดื้อดึงไปก็คงเจ็บตัวอย่างที่ยายหมอตัวแสบนั้นว่า
คนดื้อถูกพยุงให้ลุกขึ้นมานอนบนเตียงเป็นที่เรียบร้อย จีรณาดึงชาร์ตจากปลายเตียงขึ้นมา พอดีกับที่กรกนกพยาบาลสาวสวยคู่ใจเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถาดยาในมือ  จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทำเอาคนที่พึ่งเข้ามาใหม่อดแปลกใจไม่ได้   จีรณาหันไปยิ้มและขยิบตาซ้ายให้หนึ่งทีกับพยาบาลสาวสวยคู่ใจเพื่อบอกว่าทุกอย่างสงบลงเรียบร้อยดีแล้ว พยาบาลสาวสวยยิ้มตอบคุณหมอของเธอด้วยความโล่งใจไปเปราะหนึ่ง  ก็คุณหมอจีของเธอไม่เคยทำให้ผิดหวังสักครั้งเธอสามารถแก้ไขปัญหาให้สงบลงได้ด้วยวิธีของเธอทุกเรื่องทุกสถานการณ์จริงๆ
ท่าทางของหมอจีทำเอาคนป่วยที่อยู่บนเตียงขบกรามแน่น  ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยโดนผู้หญิงคนไหนมาทำแบบนี้กับเขาเลย อีกทั้งสายตาท้าทายนั้นอีกให้ตายสิ  'ยายหมอนี้เป็นใครเห็นเฉิ่มๆแต่แสบชะมัดเลย  อย่าให้ถึงตาเขาบ้างจะเอาคืนให้เจ็บแสบที่เดียว'
“อย่าโกรธหมอเลยนะคะ...หมอก็แค่หวังดีเท่านั้นเองเอาเป็นว่าหมอจะชดเฉยให้ด้วยการเรียกให้มาดูอาการได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยดีไหมค่ะ”สายตาพิฆาตที่มองมาทำให้เธอยิ่งอยากแกล้งคนไข้ของเธอเข้าไปอีก คำพูดยี่ยวนกวนโทสะออกจึงหลุดออกอีกครั้งปากริมฝีปากบางได้รูป และก็ได้ผลซะด้วยเมื่อคนไข้ของเธอหันมาถลึงตาตีหน้ายักษ์ใส่แต่ก็ทำได้แค่นั้น คนที่แกล้งยียวนนั้นอดยิ้มน้อยๆบนใบหน้าไม่ได้กับอาการอึดอัดเหมือนจะขาดใจตายก็ไม่ปาน
“แต่ตอนนี้หมอคงต้องฉีดยาแก้ปวดให้ก่อน หมอคิดว่าคุณคงรู้สึกปวดแผลแล้วเพราะเมื่อกี้ออกแรงไปซะเยอะเชี่ยว”
“นี่หมอหยุดเลยนะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมฉีดยาบ้าๆนั้นแน่”หน้าตาแข็งกร้าวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นตื้นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ไม่บอกก็รู้ว่าคนไข้ของเธอกลัวเข็มแค่ไหน
“อ่ะๆ...นี่ไม่ใช้อย่าบ้าๆนะคะแต่มันเป็นยาวิเศษต่างหากละ มันจะทำให้คุณหายปวดเป็นปริดทิ้งไงล่ะ...มา...มะ...เดี๋ยวหมอจะฉีดให้ รับรองไม่เจ็บและก็หายปวดด้วย”พูดจบบุรุษพยาบาลก็ทำหน้าที่ของตนเองทันทีโดยไม่ต้องรอให้หมอสั่ง
คราวนี้ คนไข้อย่างเขาก็ไม่ยอมเหมือนกันอยู่ๆจะให้เขามาฉีดยา  ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยกลัวอะไรเท่าเข็มฉีดยามาก่อน  เขาพยายามรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงดีอยู่เสมอก็เพราะไม่ยากย่างกายเข้ามาในโรงพยาบาลนี้แหละ แต่ครั้งนี้มันสุดวิสัยจริงๆ เพียงเท่านั้นชายหนุ่มเตรียมตัวดิ้นสุดแรงแต่ด้วยร่างกายที่บอบช้ำและใช้แรงไปพอสมควรเมื่อครู่ทำให้เขาสู้แรงบุรุษพยาบาลสองคนที่ตัวพอกับเขาไม่ได้  ทำให้เขาต้องร้องโว้ยวายออกมาเหมือนเด็กๆไม่มีผิด
“ไม่นะหมอ...อย่า....” เสียงนั้นเงียบหายเข้าไปในลำคอพร้อมกับเข็มที่ถูกจิ้มลงบนเนื้อบางสีครามแดดของเขาเข้าแล้ว
“บ้าเอ้ย..คุณมันเป็นหมอที่บ้าที่สุด ผมจะแจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้ไล่คุณออก”เขาสบถอย่างหัวเสีย แต่นั้นไม่ได้ทำให้คุณหมอจีรณาสะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย แถมยังกวนประสาทเขาได้อีก
“โทษฐานที่ฉีดยาระงับปวดให้คนไข้เนี่ยนะคะ...หมอคิดว่าคุณคงต้องพักผ่อนให้เต็มที่อีกสักหน่อยดีกว่านะคะ จะได้อารมณ์ดีขึ้น”พูดจบก็หันไปคว้าไซริงค์อีกอันหนึ่งขึ้นมาชู เดินตัวยาในหลอดให้พุ่งปี๊ดออกมาจากปลายเข็มดูหน้ากลัวเหลือเกินสำหรับคนไข้ หมอจีหันยิ้มหน้าทะเล้นให้คนที่นอนตัวสั่นอยู่ไม่รู้ว่าโกรธหรือกลัวกันแน่
“ยานี้จะทำให้คุณหลับสบายจนลืมอาการปวดไปเลยละค่ะ”ไม่รอช้าเธอรีบดำเนินการทันที่เพื่อไม่ให้คนตัวโตออกฤทธิ์ได้อีก
“นี้หมอ...ไม่นะ...” ได้แค่นั้นก็ต้องเงียบไปอีกตามเคย เขาได้แต่มองคนตรงหน้าด้วยสายตาพิฆาต สายตาที่มันบ่งบอกว่าถ้าถึงตาเขาเมื่อไรเธอคงแย่แน่ๆ แต่คนอย่างแพทย์หญิงจีรณาหรือจะกลัว
“โอเคๆ...ไม่ก็ไม่คะเอาเป็นว่าพักผ่อนให้สบายนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หมอจะมาดูอาการอีกที หมอไปนะคะ”พูดจบจีรณาก็หันไปสั่งพยาบาลสาวที่ยืนอมยิ้มกับท่าทางกลัวเข็มของคนไข้
“ถ้าคนไข้ตื่นขึ้นมาโทรตามหมอด้วยนะคะเดี๋ยวจะมาดูอาการอีกที แล้วตอนนี้ติดต่อญาติคนไข้ได้หรือยังคะ”
“ได้แล้วคะ...เห็นว่าค่ำๆจะมาถึง”พยาบาลสาวรีบรายงานทันที เธอสอบถามจากคนไข้ตอนฟื้นขึ้นมาใหม่ๆเนื่องจากเนื้อตัของเขาไม่มีสมบัติใดๆติดตัวมาสักชิ้น ส่วนคนขับแท็กซี่ที่พามาส่งก็พบเขาโดยบังเอิญที่ข้างทางจึงไม่รู้อีกเช่นกันว่าเป็นใคร
“โอเค...งั้นหมอฝากด้วยนะคะ”เมื่อฝากฝังคุณคนไข้ไว้กับพยาบาลคู่ใจแล้วจึงหันมาดูคนไข้จอมวีนของเธออีกรอบอย่างนึกขันขึ้นมาผู้ชายอะไรตัวโตซะเปล่ากลัวเข็มซะงั้น ดูเหมือนตอนนี้คนไข้ของเธอดูสะลึมสะลือแล้วละคงเพราะฤทธิ์ยานอนหลับนั้นเอง จีรณาหยุดมองคนไข้ดื้อดึงของเธอจนเต็มตาพอใจแล้วจึงเดินจากไปเพราะกว่าเขาจะตื่นก็น่าจะพรุ่งนี้สาย
********************
ณ ร้านอาหารของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้คนเดินควักไขว่ไปมามากมายเมื่อมองออกไปข้างนอกห้องกระจกใส่ ที่ภายในติดเครื่องทำความเย็นจนเย็นเฉียบ สมกับเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ชื่อดังย่านเมืองกรุง แต่ไม่ได้ทำให้ใจของใครบางคนที่นั่งกระสับกระส่ายไปมาและยกนาฬิกาขึ้นดูเป็นรอบที่เท่าไรแล้วไม่รู้ ทว่าคนที่เธอรอคอยยังไม่โผล่มาสักทีไม่มีแม้แต่วี่แววด้วยซ้ำ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง
“ยายจีนะยายจี...ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญฉันจะหนีแกกลับฝรั่งเศสไปซะเลยให้ตายสิ”หญิงสาวนั่งบ่นอย่างหัวเสีย และหงุดหงิดใจที่สุด
นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่เธอรอจีรณาแต่มันเกือบจะทุกครั้งที่เธอแอบหนีกลับเมืองไทยมาเยี่ยมเพื่อนสาวคนสนิท  เธอรู้ดีว่าเหตุผลที่ทำให้หมอจีรณาต้องลงมาช้าเพราะคนไข้แสนวิเศษที่คุณหมอจอมโก๊ะต้องดูแลเป็นอย่างดีให้สมกับเป็นโรงพยาบาลชื่อดัง  นั้นหมายถึงบริการต่างๆต้องดีที่สุดอย่างหาที่ติไม่ได้จนแทบไม่มีเวลาให้ใคร  เธอไม่แปลกใจเลยว่าอายุที่เฉียดเข้าเลขสามของเพื่อนสาวแล้วแต่ยังหาแฟนไม่ได้สักทีเพราะเหตุใด  แต่ก็อีกนะที่อดนึกโมโหไม่ได้ด้วยนิสัยใจร้อนรอใครนานๆไม่ได้อย่างเธอ  แต่ดูเหมือนคนที่เธอรอจะเดินจ้ำอ้าวมาแล้วละ
 เธอเลือกที่นั่งใกล้ๆกับประตูทางออกเยื้องเข้าไปด้านในนิดหน่อยเพราะจะได้มองเพื่อนสาวได้ถนัดอีกอย่างก็เพื่อคนที่กำลังรออยู่จะได้มองเห็นเธอได้ง่ายขึ้น  เมื่อรู้ดีว่าหมอจีจอมโก๊ะของเธอมักจะใครต่อใครไม่ค่อยเจอตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วละ ดูเหมือนตอนนี้ก็น่าจะเช่นนั้นเมื่อมองเห็นคนที่กำลังรออยู่ชะเง้อคอยาวเป็นห่านมองหาเธออยู่
หมอจอมโก๊ะผู้ถูกกล่าวถึงตอนนี้เธอก็ยังยืนมองหาเพื่อนสาวคนสนิทที่ปล่อยให้นั่งรอมาเกือบชั่วโมง  มองซ้ายทีขวาที่ก็ไม่เห็นอย่างใจเสียและนึกภาวนาในใจให้เพื่อนสาวของเธอยังอยู่ไม่หนีกลับฝรั่งเศสไปซะก่อน เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาช้าขนาดนี้แต่เป็นเพราะคนไข้จอมวีนของเธอที่นึกถึงทีไรก็อดขำไม่ได้สักทีนั้นเป็นต้นเหตุ  กว่าจะตรวจคนไข้ห้องรวมเสร็จอีกก็เกือบจะเที่ยงแล้ว
วันนี้หมอจีรณาจอมโก๊ะแต่งตัวได้เชยสุดๆ เชยยังไงก็ยังนั้นไม่เปลี่ยนกระโปรงลายดอกยาวกลอมเท้า เสื้อแขนกุดสีขาวนวล และเสื้อคลุมไหมพรม สีเดียวกับเสื้อตัวใน และผมที่ถูกรวบไว้เรียบตรึงครึ่งหัวนั้น  และรองเท้ายางหุ้มส้นนั้นอีกโอ๊ยยิ่งมองยิ่งขัดตา  นี่ยังไม่รวมกับแว่นตาหน้าเตอะที่เจ้าหล่อนสวมใส่นั้นอีก สำหรับสถาปนิกสาวไฟแรงอย่างกมลฉัตรมันดูขัดลูกหูลูกตาไปเสียหมด เธอยังคงเห็นเพื่อนรักชะเง้อคอยาวมองหาไม่วางตาโดยที่ไม่รู้ว่าเธอนั้นมองอยู่   ทำให้อดทนรนทนรอไม่ไหวต้องเดินมาเข้าไปหาเสียเอง
“นี่หมอจี...แกจะหาฉันอีกนานไหมหะ”เสียงเห้วเรียกจากด้านหลังทำให้ใบหน้าที่ยู่ยี่เหมือนกี้กลับสู้สภาพปกติเข้ารูปเข้ารอยเรียบตึงดังเดิม
“ยัยฉัตร...นังเพื่อนบ้าหายหัวไปเป็นปีไม่ติดต่อมาบ้างเลย...รู้ไหมฉันคิดถึงแกที่สุดเลย”  พร่ำพรรณาโผกอดเพื่อนสาวไว้แน่น ด้วยความคิดถึง
“คุณครับ...เออ...ผมหายใจไม่ออกอะครับ...เอ่อ...”
“เฮ้ย...นี่คุณ...ไม่ใช่...” ทำเอาหมอสาวถลึงตาผละออกมาแทบไม่ทันเลยทีเดียว เมื่อเห็นว่าคนที่กอดไม่ใช่เพื่อนสาวของเธอแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตี๋ที่ไหนไม่รู้ แก้มเนียนๆ นั้นแดงระเรื่ออย่างเขินอาย
“ฉะ...ฉันอยู่นี่...หมอจี”กมลฉัตรค่อยๆโผล่ออกมาจากด้านหลังของคนตัวโตที่ยืนกั้นระหว่างเธอกับหมอจีรณา
“อุ้ย...ขอโทษคะคือ...คือ...ฉันเข้าใจว่าเป็นเพื่อนของฉันนะคะ...ขอโทษจริงๆค่ะ”บอกพร้อมกันชี้มือไปยังเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง ก่อนจะคว้ามือเพื่อนสาวแล้วเดินออกไปอย่างเร็ว คำขอโทษที่ดูเคอะเขินนั้นทำให้คนตรงหน้ายิ้มออกมาอย่างรั้งไม่อยู่เลยทีเดียว
“เดี๋ยว…” ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว คนขี้อายเมื่อครู่วิ่งแจ้นออกจากห้องอาหารไปแล้ว เขาก้มหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาพลิกดู อมยิ้มให้กับเจ้าของสมุดเล็กน้อยก่อนจะถือมันติดมือไปด้วย
********************
“อะไรของแกยายฉัตร...จะหัวเราะแบบนี้ไปอีกนานไหม”หมอจีรณาเริ่มฉุนเมื่อเห็นท่าทางชอบอกชอบใจของเพื่อนสาวในความโก๊ะของเธอนักหนานั่น
 แต่มันไม่เท่าความอายที่มีอยู่ตอนนี้หรอกช่างนาอายเสียจริงที่อยู่ๆก็ดันไปกอดใครก็ไม่รู้กลางร้านอาหารโรงพยาบาลที่ใครๆก็รู้จักเธอและเชื่อได้เลยว่าพยาบาลวอร์ดเธอต้องเห็นบ้างละ  คิดแล้วก็อยากเอาหัวโขกโต๊ะสักสองสามทีให้สมกับความโก๊ะของตัวเอง  
และดูเหมือนตั้งแต่เข้ามานั่งในร้านขนมไทยที่เธอเลือกเมื่อขึ้นแท็กซี่มาได้ครึ่งทางและไม่รู้ว่าจะไปไหนซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่ไกลจากโรงพยาบาลนัก  กลมฉัตรก็เอาแต่ขำเธอไม่หยุดอีกมันยิ่งทำให้อาการเขินๆหนักเข้าไปใหญ่
ร้านขนามไทยชาววังแห่งนี้เป็นที่ที่เธอและกมลฉัตรมักนัดพบกันเสมอๆเมื่อกมลฉัตรบินกลับมาประเทศไทย  และอีกอย่างเจ้าของร้านก็เป็นเพื่อนสาวคนสนิททั้งเธอและกมลฉัตร  แต่วันนี้เจ้าของร้านที่ว่าไม่อยู่เธอไปติดต่อธุรกิจที่ต่างจังหวัด  ที่นี่เป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเธอและกมลฉัตรเพราะถ้าขืนอยู่ในโรงพยาบาลนานๆอาจมีคนเอาไปฟ้องคุณกุสุมาได้ว่ากมลฉัตรแอบกลับมาไทยบ่อยๆไม่งั้นงานคงเข้าเธอบ่อยๆเช่นกัน
กมลฉัตรหนีไปเมืองนอกตั้งแต่จบมัธยมปลายเพราะคุณกุสุมาแต่งงานใหม่โดยที่ตัวกมลฉัตรเองก็ไม่พอใจผู้ชายคนใหม่ที่ผู้เป็นแม่ยอมแต่งงานไปด้วย  ทั้งที่ครองตัวเป็นโสดมาได้นับยี่สิบปีหลังจากผู้เป็นสามีได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้น
ด้วยเงินเก็บที่คุณกุสุมาฝากให้ในธนาคารมาตั้งแต่เกิดนั้น  มันก็พอที่จะทำให้คนอย่างกมลฉัตร ผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยว และเชื่อมันในตัวเองคนนี้ หนีไปอยู่ที่เมืองนอกได้อย่างสบายๆ โดยไม่คิดถึงใจใคร ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยกลับเข้าบ้านธนาสุทธิรังสรรค์อีกเลย  และครั้งเดียวที่กมลฉัตรได้เจอคุณกุสุมาก็งานรับปริญญาของเธอเมื่อสองปีก่อน  และใช่ว่าทั้งสองจะดีกันได้  แต่กลับทะเลอะกันหนักเข้าไปอีก ทำให้คนกลางอย่างหมอจีทำตัวแทบไม่ถูก จากนั้นมากมลฉัตรก็หายเงียบไปเลยเป็นปี  ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ยังติดต่อกลับมาเรื่อยๆ  จวบจนวันนี้เธอก็กลับมาอีกครั้ง
“อ่ะก็ได้ๆ...ฉันไม่หัวเราะแกแล้วก็ได้...ฮ่าาาาาาา”
“นี่แก...” หมอจีจอมโก๊ะหันมาปั้นหน้ายักษ์ใส่เพื่อนอีกครั้งไม่จริงจังเท่าไร ถ้าเป็นเธอก็คงจะหัวเราะจนหยุดไม่เหมือนกับเพื่อนสาวของเธอที่เป็นอยู่ในขณะนี้
“ถามจริงยายจี...อยู่ดีๆแกไปกอดเขาไมอ่ะ”
“ใครจะไปรู้อยู่ดีๆก็มีคนเดินมาตัดหน้าอย่างนั้น...เพราะแกนั่นแหละทำให้ฉันต้องอายคนทั้งห้องอาหารเลย...ชิ”จะว่าเขาก็ไม่ได้มันเป็นประตูทางเขานี่นา ต้องโทษเพื่อนสาวของเธอนี่แหละที่อยู่ดีๆก็ก้มลงเก็บแว่นตาที่ทำหล่น แถมเธอเองพอหันหลังได้ก็โผกอดเพื่อนสาวทันทีไม่ได้ดู
“เอ้าเป็นงั้นไป...แต่เอาเหอะ ฉันว่ามาพูดเรื่องของเรากันดีกว่านะหมอจี”สายตาที่มองมาอย่างเจ้าเล่ห์นั้นทำให้หมอจีเริ่มรู้สึกหวั่นๆยังไงชอบกล กับไอ้คำว่า "เรื่องของเรา" ที่กมลฉัตรพูดออกมาที่ไรเธอเป็นต้องเดือดร้อนทุกที
“อะไร...เรื่องของเราที่แกว่า...แล้วถ้าเป็นอย่างคราวที่แล้วฉันไม่เอาด้วยนะ”
“เออน่ะ...แหมเรื่องมันผ่านมาเป็นปีแล้วลืมๆมันไปบ้างเถอะน่า”ชำเรืองมองเพื่อนสาวนิดก่อนจะพูดต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค้านอะไร “เข้าเรื่องเลยแล้วกัน...หมอจีเพื่อนสุดที่รักของฉัตร”นั้นไงละมาไม้นี่อีกเหมือนเคย อ้อนๆแบบนี้ต้องมีอะไรแหง่ๆ แต่จีรณายังเฉยรอฟังประโยคต่อไป
“แกต้องช่วยฉันนะ...อยู่ๆแม่ก็จะให้ฉันกลับมาเพื่อไปดูแลกิจการที่รีสอร์ท...ตามที่ฉันเคยพูดไว้”ท้ายประโยคพูดอ่อยๆเหมือนสำนึกผิดขึ้นมาได้
“ก็ดีแล้วนี่...ไหนๆแกก็เรียนจบแล้ว กลับมาสักที่ก็ดีเหมือนกันคุณกุจะได้สบายใจ แล้วแกก็ควรจะเลิกงอนคุณกุได้แล้วนั้นแม่แกนะ...ไม่รู้จะโกรธอะไรกันนักหนาคุณกุออกจะรักแกจะตาย”
“เออๆ...แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้และฉันก็ไม่ได้งอนสักหน่อยแค่ยังไม่อยากกลับมาในตอนนี้ ฉันกำลังจะพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าฉันสามารถดูแลตัวเองได้ไม่ต้องให้ใครมาดูแล เมื่อถึงเวลานั้นฉันก็จะกลับเมืองไทยอย่างแน่นอน”ท้ายประโยคที่เน้นนั้นจริงจังหนักแน่นเป็นการให้สัญญา
“อย่าบอกนะว่าแก...”แค่มองตาก็พอรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร นี้คงโดนคุณกุสุมาประมุขแห่งบ้านธนาสุทธิรังสรรค์ หาผู้ชายมาให้ดูตัวอีกเหมือนเคย และเธอก็ต้องไปดูตัวแทนอีกเหมือนเคย ครั้งก่อนก็ลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลที่เธอรู้จัก ครั้งนี้จะใครอีกล่ะ
“ไม่ใช้เรื่องนั้นหรอก แต่ครั้งนี้ฉันขอร้องแกจริงๆนะหมอจี ถ้าแกเห็นแก่ความเป็น...เพื่อนรักของเรา...แกต้องรับปากนะว่าจะช่วยฉัน นะหมอจีนะ แกคือเพื่อนคนเดียวที่ฉันรักและไว้ใจที่สุดนะ”
น้ำเสียงออดอ้อนบวกกับน้ำตาที่เออคลอเบ้าเล็กน้อยนั้นหมอจีคนนี้ได้ฟังได้เห็นที่ไรเป็นต้องใจอ่อนทุกที  ไม้นี้แหละใช้ได้ผลนักเชียวเมื่อเพื่อนสาวของเธอเริ่มพยักหน้าน้อยๆอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไรนัก  ซึ่งมันทำให้คนที่ขอร้องอ้อนวอนเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเธอลุ้นๆอยู่ว่าจะสำเร็จไหม  ถ้าเพื่อนสาวได้ยินประโยคถัดไปจากปากของเธอ
“จะให้ฉันไปพูดอะไรกับคุณกุก็ว่ามา...แต่ฉันไม่รับปากนะว่าจะสำเร็จเปล่า”
“ไม่ๆ...แกไม่ต้องไปพูดอะไรกับแม่ฉันทั้งนั้น...แค่แกทำตามแผนของฉันก็พอโอเค”มือนั้นรีบยกขึ้นมาประกอบท่าทางอย่างกลัวคนตรงหน้าจะไม่โอเค
“อ่ะๆ...ว่ามาถ้าช่วยได้ก็จะช่วย”จีรณาอยากให้กมลฉัตรกลับมา
“ก็แค่แกไปอยู่เกาะแทนฉันสามเดือน”
“อะไรนะ...จะให้ฉันไปอยู่เกาะแทนแกสามเดือนเนี่ยนะ”ประโยคนี้ทำเอาคนที่นั่งร้อนๆหนาวๆลุกจากที่โดยไม่สนใจว่าใครจะหันมองเป็นตาเดียว
“อืม...แต่เบาๆก็ได้ ดูสิคนทั้งร้านเขาตกใจไปกับแกหมดแล้ว…ดู”กมลฉัตรเอื้อมมือไปปิดปากเพื่อนสาวพร้อมกับกดให้ลงนั่งพร้อมกัน จีรณาหันดูรอบแล้วยิ้มแหยๆให้ทุกคนรอบร้านแล้วหย่อนก้นนั่งลงตามเดิม
“จะบ้าหรอยายฉัตร...ฉันรู้นะว่าแกเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจากฉัน แต่คราวนี้ฉันทำตามที่แกขอร้องไม่ได้จริงๆ และแกก็อย่าเอาคำว่า...เพื่อนรัก...มาต่อรองกับฉันเพราะครั้งนี้ให้ตายยังไงฉันก็ไม่มีวันทำอย่างที่แกว่าอย่างเด็ดขาด”
“ฉันคิดแล้วว่าแกต้องพูดแบบนี้...แต่ครั้งนี้ฉันหมดปัญญาจริงๆ และเมื่อกี้แกก็รับปากจะช่วยฉันแล้วด้วย...ฉันไม่คิดหรอกนะว่าคนอย่างแกจะคืนคำพูดของตัวอย่างไม่รับผิดชอบใดๆจริงไหม”ในเมื่อขอร้องดีๆไม่ได้เธอก็มัดมือชกไปเลยเพราะรู้ดีว่าจีรณาเป็นคนรักษาคำพูดพอๆกับตัวเอง
“ก็ใช่แต่ครั้งนี้มันมากไป...ฉัน...ฉันขอถอนคำพูด...ฉันยอมเสียเกียรติของความเป็นหมออ่ะ”พูดจบก็หันไปจิ้มขนมกินอย่างไม่สนใจคนตรงหน้าว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อคำพูดเมื่อครู่ของเธอ
“ฮื้อๆๆๆๆ...ในที่สุดฉันก็ไม่เหลือใครจริงๆแม้แต่เพื่อนรักอย่างแกยังทิ้งฉันให้เผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายอยู่คนเดียว...แกมันใจร้ายที่สุดเลยหมอจี”เสียงร้องเอ็ดอึงทำให้ทุกคนในร้านจับจ้องมายังโต๊ะของหมอจีรณา เธอหันซ้ายทีขวาทีอย่างอ่อนใจที่กมลฉัตรอยู่ดีๆก็ร้องไห้ออกมาซะดื้อ อย่างจงใจให้เธอขายหน้าเหมือนเป็นการบีบบังคับกลายให้เธอยอมช่วยเหลือนั้นอีก
“ฉันขอฟังเหตุผลของแกครั้งนี้...แล้ว...แล้วฉันขอกลับไปคิดดูก่อนได้ไหมละ”
กมลฉัตรรีบหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาสับน้ำตาแต่ใต้กระดาษทิชชูพื้นบางนั้นแฝงไปด้วยร้อยยิ้มชื่นมื่น ในที่สุดก็สำเร็จซะที  ถึงเพื่อนสาวจะขอพิจารณาก่อนก็ตาม  แต่เธอเชื่อว่าเหตุผลที่เธอจะยกอ้างไปนั้นมันจะทำให้เพื่อนสาวของเธอยอมรับในที่สุด
 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 144 ท่าน