Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
มงกุฏปะการัง
พริมโรส
คุณศพ
1
09/03/2555 22:27:27
459
เนื้อเรื่อง

ตอนที่ 1 (คุณศพ)
 

เสียงประกาศจากกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ดังขึ้นทำเอาหัวใจของอุษณีย์เต้นไม่เป็นส่ำ ในชีวิตเธอเหลือเพียงมารดาผู้เดียวที่ทำให้หัวใจดวงน้อยนี้วิตกกังวลได้เป็นอันมาก ที่ต้องคอยระแวงว่าจะได้รับข่าวแย่ ๆ จากทางบ้าน เธอทำได้เพียงภาวนาว่าเสียงเรียกนี้ไม่ได้ประกาศหาเธอ หรือทุกครั้งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าข่าวร้ายกำลังมาเยือน

          เวลาของพยาบาลฝึกหัดที่อยู่ภายในห้องเตรียมนั้นดูน่าเบื่อเกินไป ทั้งเธอและเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกันต่างมีภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแตกต่างกัน แต่การอยู่ภายในห้องเตรียมอุปกรณ์นี้ทำให้อุษณีย์ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้รับรู้ว่าในใจลึก ๆ ต้องการอะไร แต่ในบางครั้งก็กลายเป็นเหมือนฝันร้าย ที่ต้องหวนคิดถึงวันเก่า ๆ เรื่องเก่า ๆ ที่คล้ายลางเลือนเต็มที

          เมื่อ 10 ปีก่อนที่บ้านพักตากอากาศที่ชายทะเลหัวหิน อุษณีย์ วรดารมณ์และครอบครัวมาพักผ่อนเป็นประจำทุกปี ตอนนั้นคุณแม่ในความทรงจำของเธอเป็นคุณผู้หญิงที่เพียบพร้อมและสง่างาม ส่วนคุณพ่อคือท่านชายแห่งสายเลือดวรดารมณ์ที่ใคร ๆ ต่างนับหน้าถือตา ทั้งในวงสังคมและแวดวงธุรกิจ ในวัยแรกดรุณ อุษณีย์แหวกว่ายในทะเลเฉกเช่นเดียวกับมัจฉาเริงระบำ เป็นความสามารถพิเศษของเธอที่จะดำผุดดำว่ายอย่างเชี่ยวชาญและกลั้นหายใจได้เป็นเวลานาน ๆ ใต้ผืนน้ำ

          คืนนั้นบิดาของเธอจัดงานสังสรรค์ เป็นเพียงงานเลี้ยงภายในหมู่ญาติมิตร และเพื่อนร่วมวงการ ความน่ารักและงดงามของอุษณีย์เป็นที่กล่าวชมของแขกเหรื่อในงานคืนนั้น เธอบรรเลงเปียโนเพลงลาวดวงเดือน เพลงที่ฟังดูไพเราะและท้ายสุดเป็นเพลงที่แสนเศร้าเมื่อชายคนหนึ่งซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนสนิทของคุณพ่อเธอเดินเข้ามา และประกาศท่ามกลางวงงานเลี้ยงว่าธุรกิจที่ร่วมทำกันมานั้นล้มเหลว จากนั้นเธอไม่เคยได้เห็นรอยยิ้มของบิดาอีกเลย

          ท่านชายอาทิตย์ผู้เป็นบิดาของเธอหายจากบ้านไปหลายเดือน คุณแม่ของเธอกังวลใจจนไม่เป็นอันทำอะไร วัน ๆ ได้แต่ร้องให้ ข้าวของที่มีค่ามีราคาในบ้านหายไปทีละชิ้น จนสุดท้ายบ้านก็ถูกขาย และคุณพ่อของเธอไม่ได้กลับมาอีก

          เสียงประกาศเรียกชื่อเธอจากประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนให้ไปที่ห้องพบผู้ปกครอง และข่าวที่เธอได้รับคือ บิดาของเธอสิ้นลมหายใจเสียแล้ว

 

 

อุษ...นี่เธอมัวเม่ออะไร เดี๋ยวคุณหัวหน้าพยาบาลมา ได้โดนลงโทษกันพอดี...เตรียมอุปกรณ์เสร็จหรือยัง เสียงมาลีดังแจ้วมาทางด้านหลัง พร้อมยกถาดเครื่องมือจากห้องเตรียมออกไป

          มาลี...นั่นจะเอาเครื่องมือไปไหนน่ะ ทำแผลใครหรือ... อุษณีย์กล่าวทัก เมื่อเห็นท่าทีลุกลนของเพื่อนสาว

          ทำแผลที่ไหนกันล่ะ...เก็บศพต่างหาก... มาลีตอบคล้ายไม่เต็มใจนัก

          มีอะไร... อุษณีย์ไม่วายต้องหันไปถาม เพื่อฟังเพื่อนสาวปรับทุกข์

          ฉันออกไปรับโทรศัพท์พ่อเจ้าประคุณของฉันแป๊บเดียวเอง คุณหัวหน้าพยาบาลมาจากไหนไม่รู้ หล่อนหาว่าฉันอู้งาน เลยให้ไปช่วยบุรุษพยาบาลที่ห้องดับจิตน่ะสิ...น่ากลัวชะมัดเลย มาลีสะบัดหน้าและก้นงอน ๆ ของหล่อนออกจากห้องไป โดยมีอุษณีย์เดินตามไปเป็นเพื่อน

          ศพอยู่ห้องไหนล่ะ... อุษณีย์ร้องทัก เมื่อเดินมาถึงทางแยก

          เห็นคุณพยาบาลบอกว่า...อยู่แถว ๆ นี้น่ะ ยังไม่ได้ย้ายไปเพราะเพิ่งตายได้ไม่กี่ชั่วโมง และต้องจัดการทำความสะอาดและแพ็คก่อนเก็บน่ะ เสียงมาลีกล่าวอย่างตื่น ๆ ปนอาการสั่นเล็กน้อย

          เธอแน่ใจหรือมาลีว่า...เธอทำได้ เธอไม่กลัว... อุษณีย์กล่าวเบา ๆ จนคล้ายเสียงกระซิบ

          อุษ...นี่เธอจะมาพูดทำบ้าอะไร ฉันฉี่จะราดอยู่แล้ว ถ้าจะขู่ฉันให้กลัวเนี่ย...เธอมาถูกทางแล้วย่ะ มาลีตวาดกึ่งโมโห แต่คล้ายพยายามกลบเกลื่อนความกลัวที่มีอยู่ในใจมากกว่า

          อุษณีย์เดินตามมาลีมาจนถึวทางแยกระหว่างตึกผู้ป่วยและห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยนอกยังคงคอยคิวเพื่อเข้ารับการตรวจซึ่งคงเป็นประจำเหมือนเช่นทุกวัน เธอคว้าถาดเครื่องมือจากเพื่อนสาวมาถือไว้กับตัว

          ไปทำธุระส่วนตัวของเธอซะก่อน แล้วค่อยตามฉันเข้าไป อุษณีย์กล่าว พลางเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้นเพียงลำพัง ส่วนมาลีนั้นเดินลับหายไปทางห้องน้ำด้านหลังตึก

 

          สายลมพัดแผ่วเบา หน้าต่างที่เปิดออกทำให้ผ้าม่านหน้าต่างสีฟ้าปลิวไสว ดอกนกยูงชูช่อท้าแสงแดดจัดในตอนสาย ส่วนใบแก่ค่อย ๆ ปลิดใบร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เฉกเช่นเดียวกับร่างผู้ไร้วิญญาณที่อยู่เบื้องหน้าเธอ

         

สำหรับอุษณีย์ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่น่ากลัว วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านไปพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น เธอจึงมองเห็นการพรัดพรากเป็นเรื่องธรรมดา มีแต่เพียงสิ่งเดียวที่เธอยังอยากฉุดรั้งไว้ นั่นคือชีวิตมารดาของเธอ

          ขอโทษนะคะ...คุณศพ ฉันไม่เห็นป้ายชื่อของคุณ คุณเป็นอะไรตาย ฉันก็ไม่รู้ แต่อภัยให้ฉันนะคะ วันนี้ฉันจะมาเก็บคุณ ทำความสะอาดและจะแพ็คให้เรียบร้อย ขอให้คุณไปสู่สุขคตินะคะ อุษณีย์นั่งพนมมือกับพื้นสักครู่ก็เริ่มจับชีพจรของเขา

          ตัวคุณยังอุ่นอยู่เลย ไม่เหมือนคนตายสักนิด เธอเปิดผ้าคลุมศพออก เพื่อชำระล้างร่างกายเขาให้สะอาด

          ยังหนุ่มอยู่แท้ ๆ หน้าตาก็คมคาย มาตายเสียได้... เธอกล่าวคล้ายอาลัยในช่วงเวลาที่ชายผู้นี้มิได้มีโอกาสสัมผัส หรือได้เห็นแม้แสงตะวันในวันพรุ่ง มือพลางปลดกระดุมเสื้อของเขาออกทีละเม็ด

แต่ทันใดนั้น มือที่แน่นิ่งของศพกลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น กระชากตัวเธอให้โน้มเข้ามาหาเขา อุษณีย์กรีดร้องแต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดออกจากปากของเธอ เมื่อศพหนุ่มแนบรอยจุมพิตไว้ที่ริมฝีปากของเธอแล้ว

ก็อยากรอให้ถอดกระดุมออกทุกเม็ดหรอกนะ แต่ขอโทษรอไม่ไหวจริง ๆ มงกุฏแสนงามของผม ชายหนุ่มผู้เป็นศพนั้นลุกขึ้น จ้องมองอุษณีย์ที่เคลิ้มและสั่นเทาดวยความหวาดกลัวอย่างคนตกใจสุดขีด

ไอ้...ไอ้ วิกลจริต ไอ้โรคจิต...วิตถาร สันดารทราม... เธอร้องให้ ทั้งเสียใจและเสียรู้ แต่ที่สำคัญเสียศักดิ์ศรีและจูบแรก ให้กับชายที่มาจากนรกขุมไหนก็ไม่รู้ในความคิดของเธอขณะนั้น

  ผมตั้งใจ ไม่ได้คิดจะทำคุณโกรธ จูบนั่นน่ะ หมายความว่าผมมัดจำคุณไว้ อย่าคิดหนีไปไหนเชียว ชายหนุ่มใช้กำลังกอดรัดรอบเอวเธอไว้ ริมฝีปากซอกไซร้ที่ต้นคอและกกหู พลางกระซิบแผ่วว่า

คุณเป็นของผมเท่านั้น... กล่าวจบพลางสวมสิ่งหนึ่งรอบลำคอของหญิงสาว ก่อนจะผละจาก ทิ้งทั้งชื่อและการกระทำของเขาไว้ให้เป็นปริศนา

 

มาลีเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยท่าทีรู้สึกผิด แต่สิ่งที่เธอได้เห็นคือเพื่อนสาวที่ทรุดตัวลงร่ำให้อยู่กับพื้นด้วยท่าที่ทั้งโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว พร้อมกันนั้นเธอได้พบว่าศพที่ต้องถูกเก็บนั้นหายไปจากห้อง

          เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงกว่าอุษณีย์จะรู้สึกดีขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เล่าอะไรให้มาลีฟัง คุณหัวหน้าพยาบาลก็มาถึงเสียก่อน

 

 

            ....หลายเดือนก่อน กัลปังหาอินดัสเตรียล ได้ทำการปรับปรุงรูปโฉมบริษัทใหม่ รวมถึงผู้บริหารและผู้ถือหุ้น ผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจด้านพลังงานเห็นจะหนีไม่พ้นตระกูลชุติโยธิน ซึ่งเปิดตัวนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง นายปะการัง ชุติโยธิน บุตรชายคนเดียวของอดีตผู้ก่อตั้ง กัลปังหา ชุติโยธิน และคุณหญิงมุกระย้า...

          เมื่ออ่านข่าวคอลัมภ์ซุบซิบสังคมจบ คุณหญิงปรัศนีย์ถึงกับขยำหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือด้วยความโกรธแค้น ทั้งชีวิตเธอแทบไม่เคยถือโทษหรืออาฆาตใคร แต่ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่เธอไม่อาจอภัยให้ได้คือคนที่พรากสามีไปจากเธอชั่วชีวิต รวมถึงทำลายอนาคตที่สวยงามของลูกสาวเธออย่างชุติโยธิน

          ลูกกลับมาแล้วค่ะ...คุณแม่ วันนี้ทานอะไรได้บ้างไหมคะ แล้วชะเอมล่ะคะ ไปไหน... เสียงอุษณีย์ดังมาจากหน้าประตู เธอเดินเข้ามาหามารดา พลางซบลงที่ตักอย่างเหนื่อยล้า คุณหญิงปรัศนีย์เอื้อมมือลูบไล้เส้มผมของลูกสาวเบา ๆ

          แม่ขอโทษที่ทำให้ลูกลำบาก แม่สาบานพวกมันต้องชดใช้ให้ลูก... คุณหญิงกล่าวเบา ๆ สักครู่ชะเอมก็เดินออกมาจากในครัว

          วันนี้คุณแม่เป็นไงบ้าง...เอม

          ไม่กินอะไรเลย หลังจากอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเนี้ยะ... ชะเอมกล่าว พลางส่งหนังสือพิมพ์ที่ถูกขยำให้อุษณีย์

          อุษณีย์คลี่หนังสือพิมพ์ออกอ่านใจความสำคัญในข่าว ซึ่งข้อความนั้นสร้างความสะเทือนใจให้แก่เธอเช่นกัน ในความไม่ยุติธรรมของโลกหรือความมีกรรมของครอบครัวเธอกันแน่ที่ทำให้ครอบครัวลูกจ้างในบ้านอย่างชุติโยธิน กลับกลายเป็นคนมีหน้ามีตาขึ้นในสังคม ส่วนผู้ดีอย่างเธอและแม่ต้องจนกรอบมาอยู่หอพักในโรงพยาบาลต่างจังหวัดอันห่างไกลแสงสีศิวิไลยที่เคยมี

          เมื่อผู้ดียังต้องเดินตรอก คงไม่มีอะไรอีกแล้วในโลกที่เป็นไปไม่ได้ ใช่ไหมคะคุณแม่... อุษณีย์วางหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงบนโต๊ะอาหาร

          เอม...เธอกลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องอยู่เวรอีก ขอบใจนะที่มาอยู่เป็นเพื่อนแม่ ที่เหลือฉันดูแลเอง

          ไม่เป็นไรหรอกอุษ เรามันเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ แม่เธอก็เหมือนแม่ฉัน สมัยท่านยังดี ๆ อยู่ท่านเองก็เมตตาฉันมาก เห็นท่านเป็นแบบนี้ ฉันไม่สบายใจเลย

          เอม...ขอบใจนะ

          ไม่เป็นไร...เธอเองก็พักบ้างล่ะ

          ชะเอมกำลังจะเดินพ้นประตูไป แต่เหมือนสายตาเหลือบไปสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง ชะเอมจึงหันไปสนใจสิ่งที่อุษณีย์สวมใส่ที่ลำคอระหงนั้น

          อุษ...นั่นสร้อยอะไร ฉันไม่เคยเห็นเธอใส่มาก่อน เมื่อชะเอมทัก อุษณีย์จึงคลำไปที่ลำคอของตน

          อะไร...มันมาอยู่ที่คอฉันได้ยังไง...

          อุษ...เธออย่าบอกนะว่าเธอใส่มันโดยไม่รู้ตัว อาการหนักนะเนี่ย...

          เอม...เธอช่วยฉันถอดมันออกเดี๋ยวนี้เลย อุษณีย์ใบหน้าแดงก่ำ เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อกลางวัน ชะเอมอ้อมไปด้านหลัง พลางถอดสร้อยคอที่งามประหลาดนั้นอย่างเบามือ

          ไหน...ขอดูชัด ๆ หน่อย...ว้าว ปะการังสีเพลิง หายากนะเนี่ย... เสียงชะเอมอุทาน ทำให้คุณหญิงปรัศนีย์ที่นั่งนิ่ง ๆ เริ่มมีอาการสั่นไหว

          เสียงเอะอะ อะไรกัน... คุณหญิงปรัศนีย์ปรามดังออกมาจากห้องอาหาร พร้อมรถเข็ญผู้ป่วย

          คุณแม่...ลูกบอกแล้วไงคะ ว่าอย่าเข็นรถมาเอง

          พวกเธอเสียงดังจนฉันต้องออกมาดู มีอะไรกัน...

          ก็อุษเค้า... ยังไม่ทันที่ชะเอมจะหลุดปาก อุษณีย์ก็เอามือปิดปากเธอไว้เสียก่อน

          ไม่มีอะไรค่ะ คุณแม่...เอมกำลังจะกลับน่ะค่ะ ลูกจะพาคุณแม่เข้าไปข้างในนะคะ อุษณีย์เข็นรถพามารดาเข้ามาข้างใน และตรงไปส่งเธอที่ห้องนอน

          แม่ยังไม่อยากนอนเลย คุณหญิงอิดเอื้อน

          ทานยาแล้ว ได้เวลาต้องพักผ่อนนะค่ะคุณแม่ อุษณีย์กล่าวพลางพยุงมารดาขึ้นบนเตียง และห่มผ้าให้ ก่อนจะใสรถเข็นเดินออกมา เมื่อเห็นมารดาเอนตัวลงนอน

 

          ปะการังสีเพลิง หญิงสาวรำพึงเบา ๆ กับตนเองเมื่อมองดูสร้อยที่อยู่ในมือ พลางนึกถึงเรื่องราวเมื่อครั้งยังเยาว์วัย

          เมื่อสิบกว่าปีก่อนในขณะที่อุษณีย์วัยเพียงเก้าขวบเท่านั้น ภายในบ้านวรดารมณ์มีเรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้น รวมถึงการย้ายเข้ามาของเด็กชายคนหนึ่งที่เพิ่งเสียมารดาไปได้เพียงไม่นาน ตอนนั้นอุษณีย์ยังคงสาละวนกับการเล่นสนุกกับพี่เลี้ยงและคุณอาผู้หญิงของเธอ

          แม่เนื่อง...เห็นยัยอุษไหม หายไปไหนแล้วนี่ ไวจริง ๆ เสียงคุณอาสาวออกเดินตามหามาทางหลังบ้าน อุษณีย์แอบซ่อนในช่องใต้บันได อย่างเงียบกริบ เวลานี้คุณอาเปรียบเสมือนทหารฝ่ายศัตรูที่เธอต้องหลีกให้ไกลห่าง แต่เรื่องสมมติแบบเด็ก ๆ กลับทำให้เธอได้พบเด็กชายอีกคนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้บันไดเช่นกัน

          เธอหนีอะไรหรือ เด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบถามขึ้น

          หนีข้าศึกน่ะสิ ถูกจับได้ต้องตายแน่ ๆ เด็กหญิงอุษณีย์กล่าวเบา ๆ ประดุจกระซิบ

          ถ้าอย่างนั้น ต้องซ่อนอย่าให้ใครจับได้ เด็กชายหาข้าวของมาห่อหุ้มตัวเธอ ทั้งสองแอบซ่อนอย่างนั้นอยู่นาน อุษณีย์ถึงกับเผลอหลับซบไหล่เด็กชายที่คอยนั่งเฝ้าเธอไม่ยอมห่าง ภายใต้จินตนาการแบบเด็ก ๆ นั้น

          เมื่อคุณจันทิราเห็นหลานสาวหายไปนานจึงเกณฑ์บ่าวในบ้านออกตามหา จนกระทั่งคนงานชายมาพบเข้าว่าคุณหนูของบ้านแอบอิงหลับไหลอยู่ใกล้ลูกชายของตน

          พบคุณหนูแล้วครับ เขาตะโกนเสียงดัง พลางอุ้มร่างที่หลับไหลของเด็กหญิงออกมาจากช่องใต้บันได พลางมีเด็กชายอีกคนเดินตามออกมาด้วย

          โถ...ยัยอุษหลานอา เธอพาหลานฉันเข้าไปทำอะไรในนั้น เสียงจันทิราดังแหวกความเงียบ ถามเด็กชายผู้ดูเหมือนเป็นสาเหตุของความวุ่นวาย ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เด็กชายผู้นั้น

          ผม...ซ่อนเธอไว้ ตามที่เธอบอก เด็กชายกล่าว แต่ทุกอย่างดูเลื่อนลอย ในที่สุดเขาจึงถูกลงโทษ ถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ โดยพ่อของเขาเอง

          หัดดูแลลูกของแกไว้บ้าง แม้คุณพี่อาทิตย์จะพาพวกแกมา และดูเหมือนว่าเขาจะไว้ใจ ก็ใช่ว่าจะมาทำตัวเสมอพวกเรา เสียงจันทิรากล่าวอย่างไม่พอใจ ในขณะนั้นคุณหญิงปรัศนีย์ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ห้ามปรามให้ล้มเลิกการลงโทษ

          พอเถอะ...จะตีกันให้ถึงตายเลยหรือไง ยัยอุษไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แกยังนอนหลับปุ๋ยอยู่นั่น คุณหญิงกล่าว พลางดึงตัวเด็กชายออกมา แล้วพาไปส่งให้แม่เนื่องหายามาทาให้

          เรื่องราวทุกอย่างในคืนนั้นดูเหมือนจะคลี่คลาย และทุกคนกลับสู่การดำเนินชีวิตอย่างปกติในเวลาต่อมา คุณชายอาทิตย์กับโครงการสัมปทานบ่อน้ำมัน และงานสำรวจเริ่มดำเนินไปด้วยดี ด้วยความช่วยเหลือของนายกัลปังหา ผู้เป็นเจ้าของทีมนักสำรวจและวางแผน บิดาของอุษณีย์ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลนานกว่าปกติ และแทบไม่ค่อยกลับขึ้นบกมาหลายเดือน

          นี่...พี่ชาย รู้ไหมว่าพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่ อุษถามใคร ไม่มีใครรู้เลย เสียงเด็กหญิงเอ่ยถามเด็กชายที่นั่งเล่นก้อนหินอยู่กลางลานสนามหน้าบ้าน

          ไม่รู้เหมือนกัน... เด็กชายลุกขึ้น พยายามเลี่ยง ๆ คล้ายเดินหนี

          อุษณีย์...รู้ว่าพี่ชายโดนตี อุษขอโทษนะ พี่ชายเจ็บหรือเปล่า

          เจ็บสิ... เด็กชายกล่าวปนสะอื้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น เขาถลกชายเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยไม้เป็นทางยาวพาดตามลำตัวอยู่หลายรอย

          โอมเพี้ยง...ให้พี่ชายหายเร็ว ๆ เสียงเด็กหญิงร่ายคาถา เป่าลงเบา ๆ ที่รอยแผลนั้น พลางใช้มือลูบไล้ไปมา

          แค่นี้ก็ไม่เจ็บแล้ว พี่ชายอย่าร้องให้นะ อุษทำมงกุฎดอกไม้มาให้ ทำให้พี่ชายคนเดียว เด็กหญิงหยิบกิ่งไม้ที่พันกันเป็นวงกลม ประดับดอกหญ้าสีเหลืองเล็ก ๆ ขึ้นสวมบนศรีษะของเด็กชาย

          วันนี้พี่ชาย เป็นเจ้าชาย เจ้าชายหรั่งของอุษนะ เด็กหญิงเอ่ยชื่อเล่นของเขา เด็กชายใช้แขนปาดน้ำตาเบา ๆ

          เป็นเจ้าชายต้องไม่ร้องให้ ใช่ไหม... เด็กชายฝืนยิ้มออกมา จนทำให้เด็กหญิงอุษณีย์ยิ้มตามไปด้วย

          ความทรงจำในวัยเด็กทำให้อุษณีย์ย้อนรำลึกถึงสิ่งสำคัญที่ล้ำค่ายิ่งนั่นคือมิตรภาพระหว่างเขาและเด็กชายที่ไม่รู้แม้หัวนอนปลายเท้า แต่นั่นกลับกลายเป็นสิ่งที่ย้อนมาทำร้ายเธอได้อย่างเจ็บปวด เธอไม่เคยลืมเขา ชายผู้นั้นรวมทั้งบิดาของเขา ที่ฝากร้อยร้าวและบาดแผลฉกรรจ์ไว้ที่เธอและแม่ มันหลอมรวมความสุขในอดีตและความแค้นแน่นคับอกไว้ด้วยกันเสมอ

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 316 ท่าน