Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
The King Of Mine หลบไป! นั่นคือตำแหน่งหัวใจของฉัน
แพนด้าดอง
ประกาศศึก
3
06/03/2555 11:46:57
342
เนื้อเรื่อง

Chapter 3
ประกาศศึก 

 
วันต่อมา…

อันตัวข้ามีนามว่าจันทร์เจ้า ลูกสาวเจ้าของโรงเรียนผู้ไม่เคยเกรงกลัวและก้มหัวให้กับผู้ใด!แต่วันนี้ข้ากลับ…ต้องมาหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่รอบ่าวคนหนึ่ง
ฮึกๆ …หนังย้อนยุคไม่ได้ช่วยให้ฉันลืมอดีตอันขมขื่นได้เลยสินะ T^T

มือขวาชื้นเหงื่อของฉันยกขึ้นทาบกับลำต้นเนื้อหยาบ พลางชะเง้อคอเพื่อใช้สายตาสแกนเหล่านักเรียนที่เดินสวนกันไปมาในลานกว้างอย่างจิตตก
หวังว่านายขาตะเกียบมันคงไม่ได้อยู่แถวนั้นหรอกนะ…

“ตัวเธอทำไรเนี่ย!ด้อมๆ มองๆ อย่างกับขโมย” เสียงโทนแหลมของยัยนาโนดังขึ้นข้างหลังพร้อมกับแรงบีบเบาๆ ที่หัวไหล่ทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่ยัยนั่นจะเหวี่ยงร่างฉันให้กลับหลังหัน ดวงตาสีฟ้าอ่อนปลอมๆ (มันใส่คอนแทคเลนส์สีน่ะ) กรีดอายไลน์เนอร์เส้นบางของอีกฝ่ายจ้องฉันเขม็ง “แล้วมือข้างนั้นเป็นอะไร ทำไมเธอต้องใส่ถุงมือด้วย …ร้อนจะตายชัก”

พอมีคนทักปุ๊บ ความรู้สึกร้อนระอุเหมือนอยู่ในเตาอบก็เริ่มย่ำยีมือซ้ายน้อยๆ ให้กลายเป็นอัมพาตชั่วคราว เมื่อคืนอุตส่าห์ทำใจลืมเรื่องนั้นได้แล้วเชียว…

ไม่ๆ จันทร์เจ้า! เธอจะต้องไม่ก้มดูมือแสนอัปยศที่เปื้อนน้ำลายหมอนั่น ว้ากกก

“กะ…ก็ แฟชั่นไง! เห็นว่ากำลังอินเทรนด์”

ยัยนั่นเลิกคิ้ว “เหรอ? ข้างเดียวน่ะนะ”

“เออ” ฉันตอบเสียงแข็ง คนตรงหน้าปล่อยไหล่ฉันให้เป็นอิสระในที่สุด แล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะคล้ายกับคนหงุดหงิด โธ่! จะให้บอกได้ไงล่ะว่าไม่อยากเห็นมือตัวเองซะจนต้องหาอะไรมาปิด

เห็นแล้วมัน…เอิ๊ก อับอาย T^T

ฉันรู้นะว่าในวันโกยเรตติ้ง พวกเขาชอบทักทายทุกคนแบบหยอกๆ เพื่อกวาดคะแนนความพอใจ แต่แล้วไงล่ะ เพราะคราวนี้สาวน้อยน่ารักผู้โชคร้ายคนนั้นดันเป็นฉัน…ซึ่งร้อยวันพันปียังไม่เคยถูกผู้ชายพรากความบริสุทธิ์ของมือมาก่อน!อ้ากกก…มายลอร์ด ยิ่งคิดยิ่งหดหู่

คอยดูนะ ฉันจะไม่มาโรงเรียนวันอังคารอีกเลย!

“กรี๊ดดด เธอ…ดูหน้าหล่อนสิ!” จู่ๆ ยัยนาโนก็แผดเสียงน่าปวดหูทำให้ฉันเลิกพึมพำกับตัวเอง โทรศัพท์ในมือถูกเจ้าของยื่นเข้ามาใกล้จนเกือบทิ่มรูจมูก “มันเป็นคนแย่งเดทหนึ่งชั่วโมงของฉันกับคุณบลายธ์งวดนี้ไป งอแงๆ”

ฉันเห็นผู้หญิงในชุดนักเรียนกำลังยิ้มจนกระพุ้งแก้มแทบแตก มืออวบจับด้ามหวีสีชมพูแปรงขนสีขาวที่ยาวฟูฟ่องของเจ้าเหมียวพันธุ์เปอร์เซียบนตัก
ดูคู่เดทเธอสิ…ตาวาวเชียว

“ช่างเป็นเดทที่น่าค้นหาจริงๆ” ฉันประชดแต่คนตรงหน้ากลับชักไอโฟนกลับมานัวเนียกับแก้มตัวเอง

“ใช่ป้ะ! โฮกกก ฉันอยากกอดซาช่าของเขาชะมัดเลย”

กอดนังแมวนรกนั่นอ่ะนะ?

“เลิกคิดอะไรบ้าๆ แล้วมาช่วยฉันบดขยี้กลุ่มผู้นำทั้งห้าให้เละดีกว่า” ฉันบอกก่อนจะก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือสลับกับกวาดตามองรอบข้างอย่างเซ็งๆ เพราะลูกน้องยังไม่โผล่เฮดแหลมๆ มาให้เชยชมซักที

“บดขยี้?”คนตรงหน้าทวนเสียงสูงเรียกให้ฉันเบือนหน้ากลับมา พอยัยนาโนหย่อนไอโฟนลงกระเป๋าสะพายเสร็จก็จ้อต่อทันที “เธอจะให้ฉันบดขยี้ส่วนไหน บอกมา ฉันทำได้หมด!”

“อ่า…”

คุยกับมันแล้วรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังแตกสลายชอบกล ว่าแต่…เมื่อไหร่เจ้าหัวเงินจะมาซักทีว้า

“ท่านเจ้า!!\*O*/” ในที่สุดเสียงโหยหวนจากคนที่ฉันรอคอยก็ดังก้อง ฮัดช้า! ฉันหันขวับไปทางขวาตามต้นเสียง นายหัวสีเงินทรงทุเรียนกำลังอ้าปากหวอ วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับชูแขนทั้งสองข้างโบกไหวไปมา

หมอนั่นหยุดลงตรงหน้าฉันก่อนจะก้มตัวลงจับเข่าตัวเอง พลางหอบแฮกไม่หยุดจนปากห้อย เอ๊ย! ลิ้นห้อย “ขอโทษที่มาช้าครับ”

ความจริงเจ้าเงินมีแฝดอีกคนนะ ชื่อ ‘โกลเด้น’(รีทรีฟเวอร์ …เปล่า ฉันเติมเอง) ส่วนตัวมันชื่อ ‘มันนี่’(บรรพบุรุษนายเข้าใจตั้ง เพราะยังไงมันก็แปลว่า ‘เงิน’ อยู่ดี) แต่ยังไงซะฉันก็พอใจจะเรียกชื่อเงินกับทองมากกว่า แม้เสียงตอบรับจากแฝดนรกสองตัวจะเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่าชื่อคล้ายหมาแถวบ้านก็ตาม

“เรียกลูกน้องเธอมาทำไมอ่ะเจ้า?”

พอหันกลับมาอีกทียัยนาโนก็เอาจูปาจุ๊บมาดูดจ๊วบๆ เล่น ทำเอาปากของคุณเธอแดงเป็นมันวาวเลยทีเดียว ฉันหัวเราะหึๆ ในลำคอเพราะรอให้คนถามคำถามนี้มานาน

“ฉันจะขึ้นไปบนเวทีหน้าเสาธง เพื่อป่าวประกาศความเลวของพวกมันให้โลกประจักษ์!!” ฉันกล่าวเสียงหนักแน่น แล้วแหงนหน้าพร้อมกับชูหมัดขึ้นฟ้าเหมือนรูปปั้นเทพีเสรีภาพ ก่อนที่เสียงครางของเพื่อนรักจะลอยเข้ามากระแทกหัวเบาๆ

“โอ้ววว อ่าฮะๆ แล้วไงต่อ”

“หลังจากนั้นฉันก็จะบอกทุกคนว่า…ฉันจะเป็นคิง!!”

“ตัวเธอบอกไปแล้วเมื่อวานนี่” ยัยนาโนค้านเสียงนิ่งพลางส่งเสียงจ๊วบจ๊าบไม่หยุด ในขณะที่เจ้าเงินมองต้นเสียงด้วยดวงตาเป็นประกาย (สงสัยบ้านไม่ได้ให้กระดูกอีกตามเคย) “แต่ท่านคิงสุดยอดจริงๆ เลยนะ กำราบเสือสาวแสนพยศอย่างเธอได้อยู่หมัดด้วยอ่ะ!”

อึก!ดั่งเข็มพันเล่มทิ่มแทงกระดองใจ

“…”

“อ้าว เงียบทำไมอ่ะเจ้า?”

ก็ฉันอาย T_T

“ขอร้อง เลิกพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเถอะ พลีส”

“โอเคๆ แล้วที่เธอบอกว่าจะให้พวกเราช่วย…บดขยี้” ปากสีแดงสดกลืนลูกกลมๆ รสสตรอเบอร์รี่เข้าไปอีกครั้งแถมเจ้าตัวยังหลับตาพริ้มอีกต่างหาก ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อรู้ความหมายโดยนัยของยัยนั่น “ให้ช่วยจัดการยังไงเหรอ?”

นี่ฉันคบมันเป็นเพื่อนได้ไงวะเนี่ย!

“ถ้าฉันขึ้นไปบนเวทีเมื่อไหร่ ช่วยส่งเสียงเชียร์ให้ด้วยเท่านั้นแหละ ส่วนนาย…” ฉันตอบก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังผู้ชายข้างกายอีกคน จากที่กำลังยืนตัวโก่งอยู่ก็รีบยืดขึ้นตรงเด้งดึ๋งเหมือนสปริง “อย่าลืมกระจายข่าวให้เพื่อนๆ รับรู้ทั่วกันด้วยล่ะ เสียงมันจะได้ดังๆ คนฟังอย่างฉันจะได้แฮปปี้”

นายทุเรียนเงินผงกหัวอย่างรวดเร็วก่อนจะยกมือขึ้นจ่อขมับเหมือนลูกเสือสำรองตอบรับผู้บังคับบัญชา

“ด้วยความยินดีครับท่านเจ้า!!”

*              *              *


หลังจบพิธีหน้าเสาธงฉันก็เดินเบียดผู้คนมาหยุดอยู่หน้าลำโพงข้างเวที เสียงโอ๊ยของผู้หญิงซักคนกระทบหูซ้ายก่อนจะทะลุออกหูขวาเมื่อฉันเผลอเหยียบเท้าเธอเข้าให้ (คิดว่านะ) ฉันไม่สนใจทำเป็นก้มมองนาฬิกา …ตอนนี้แปดโมงกว่า

เอาล่ะ ได้เวลาเปิดตัวแล้ว!

ทันใดนั้นเสียงกรี๊ดกร๊าดแสบแก้วหูก็เรียกให้ฉันเลิกคิ้วขึ้นพลางมองรอบๆ อย่างงุนงง เหมือนทุกคนกำลังจับจ้องไปยังเวที เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ดูสิ…ตาเยิ้มกันเชียว คนข้างๆ น้ำลายหกด้วยแหละ เก็บเหงือกหน่อยเหอะหล่อน

พอฉันเอียงหัวกลับมาก็ประสานสายตาเข้ากับคนบนเวทีที่กำลังมองฉันผ่านแว่นตากรอบเหลี่ยมสีดำอย่างจัง  เฮ้ยยย ได้ไงอ่ะ? ฉันรีบก้มหน้างุด ไม่ใช่เกิดเขินหรือว่าอายหรอกนะ (ไม่งั้นคงได้เอาหัวโขกฝาชักโครกตาย) แต่ก้มไปกระทืบเท้าและกัดฟันไม่ให้ตัวเองระเบิดเสียงกรีดร้องออกมาต่างหาก

ฉันเหลือบมองอีกที ขุนพลก็ยังยืนอยู่เหมือนเดิม ว่าแต่วันนี้ไม่มีโปรแกรมแถลงการณ์งี่เง่าอะไรนั่นนี่นา แล้วมัน…มายืนทำแมวทำไมตรงนั้น?
ไม่รู้หรือไงว่านั่นมันที่ของฉันเฟ้ย!

หรือว่ามันมีแผนการอะไร? โหย แหงเลยอ่ะ! หมอนั่นต้องแอบคิดแผนการชั่วร้ายอยู่ในหัวแน่ๆ ถึงมายืนเฉิดฉายโชว์ขาแห้งๆ ตรงนี้ หนอย อะ…ไอ้คิงขาตะเกียบ! ไอ้แว่นบ้างาน ไอ้มนุษย์สองหน้า ไอ้ๆๆ!ฮึ้ย!เลิกด่าก็ได้วะ ด่าไปด่ามามันชักไม่ใช่คนเข้าไปทุกที

“ขอเวลาสักครู่ได้ไหมครับ?” เสียงทุ้มนุ่มดังผ่านลำโพงข้างหน้าจนฉันต้องยกมือขึ้นปิดหู พร้อมกับเขม่นตาใส่แม้ว่าเขาจะมองเลยฉันไปก็ตาม ก่อนที่ขุนพลจะโค้งตัวหนึ่งทีพร้อมกับโปรยยิ้มโชว์ฟันสวยเป็นระเบียบเรียกเสียงกรีดร้องโหยหวนจากสาวๆ ทุกทิศทาง

เฮ้! พนันกันไหม หมอนั่นมันต้องแอบไปทำศัลยกรรมมาแน่ๆ ถึงได้หน้าตาดีซะขนาดนั้น

“ได้เลยค่า กรี๊ดๆๆ”

ฉันไถลตัวไปข้างหน้าตามแรงบีบอัดเหมือนกับแฮมชีสทะลักออกจากแผ่นขนมปัง โวะ! จะรีบเบียดๆ โดดๆ กลับบ้านเกิดกันหรือไง เก็บอาการหน่อยปลิงทะเลทั้งหลาย

ด่าในใจเสร็จก็ค่อยๆ ถอยหลังเอาบั้นท้ายเสยคนข้างหลังให้กระเด็นเอาคืน

 “หลายคนคงทราบดีอยู่แล้ว ว่ามาสเตอร์ของเราติดธุระที่อเมริกาจึงไม่สามารถทำการที่นี่ได้” ไอ้แว่นละเมออะไรให้ฉันฟังน่ะ ข้อนั้นเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว “ดังนั้นท่านจึงฝากอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของโรงเรียนให้ผมกับคณะสภาสูงจัดการ”

อ่อ อืม… เฮ้ยยย O_Oว่าไงนะ …ตอนนั้นพ่อฉันเมาหรือเปล่า? บ้าน่า!

“ขอฝากตัวด้วยนะครับ” ว่าจบนายขาตะเกียบก็โค้งอีกที เสียงกรี๊ดผสมกับเสียงคนปรบมือดังเกรียวกราว แต่…เดี๋ยว นี่นายสนุกมากมั้ย? เอาพ่อฉันมาอ้างแบบนี้ได้ไง มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ ฉันไม่รับฝาก!ช่วยไสหัวสีโค้กของนายไปไกลๆ ฉันเลย

แต่ถ้าฉันตะโกนด่าออกไปโต้งๆ รับรองว่าฉันเละแน่

“ฝากมาเลยค่ะ แอร๊ย เมื่อกี้เขายิ้มให้เค้าด้วยแหละแก♥”

“มั่ว!เขายิ้มให้ฉันต่างหากย่ะ”

แฟนคลับมันใช่น้อยเท่าก้อนอึหมาซะที่ไหนล่ะ หรือว่า…ฉันควรใช้โอกาสนี้วิ่งขึ้นเวที แล้วประกาศความเลวหักหน้าเขาตอนนี้ดี?

เจ๋งเป้ง! แบบนี้แหละใช่เลย *O*

“แต่น่าเสียดาย ที่ผมคงทำหน้าที่คิงต่อไปไม่ได้แล้ว” จู่ๆ เสียงขุนพลก็ดังอีกครั้ง ดังอยู่คนเดียวด้วย เพราะเสียงเจี๊ยวจ๊าวเมื่อกี้เงียบกริบจนรู้สึกอึดอัด ฉันชะงักขาทั้งสองข้างทันที

…เมื่อกี้หมายความว่าไง? นายจะลาออกงั้นเหรอ?

ฉันเงียบเพื่อรอดูว่าเขาจะมาไม้ไหน อยู่ๆ คิดกลับตัวกลับใจแบบนี้ไม่ใช่นิสัยดื้อเงียบของเขาแน่ แต่ก็ดีเหมือนกัน เรื่องจะได้จบลงซักที และไม่ต้องลงไม้ลงมืออย่างที่คิดไว้ตอนแรก

“เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าพวกเราทำตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งสูงส่งของแวนนายด์…” คนบนเวทีกระตุกยิ้ม ฉันยืนนิ่ง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขามองลงมาที่ฉัน และไม่รู้อีกแหละว่ารอยยิ้มนั้นมันแฝงอะไรไว้ “ผมเลยไม่รู้ว่าตัวเองสมควรทำหน้าที่นี้ต่อไปดีหรือเปล่า”

“จะบ้าเหรอ เวลาท่านขุนพลทำงานเขาจริงจังจะตาย ออกจะยังเท่เก๋ไก๋สไลด์เดอร์”

“สภาสูงอีกสี่คนก็หล่อด้วยนะแก”

“หล่อน่ะมันของตาย ช่างมันก่อน ตอนนี้ฉันอยากรู้แค่ว่าใครเป็นคนพูดมากกว่า”

“ใช่ๆ ใครน่ะ? ยอมรับออกมาซะ!”

จริงอยู่ที่เมื่อวานมีคนรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือฉัน …แต่นั่นมันคนส่วนน้อย

ฉันแหงนมองหน้าคนข้างบนเขม็ง รู้สึกเหมือนตัวเองหน้าชานิดหน่อยด้วย แถมเหงื่อเย็นๆ ก็ซึมเต็มแผ่นหลัง ทั้งที่คิดจะเป็นคนหักหน้าหมอนั่น แต่ไหงกลับโดนหักหน้าก่อนก็ไม่รู้

เขามองกลับและยกมือขึ้นดันแว่นตัวเอง เสียงวิจารณ์น่ารำคาญดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ถ้ามาประกาศศึกกันโต้งๆ แบบนี้แล้วคิดว่าฉันจะกลัวล่ะก็…คิดผิดแล้วไอ้น้องเอ๊ย!

พอฉันก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วตะโกนว่า “ฉันเอง!”

นั่นแหละเสียงงี่เง่าถึงเงียบลง รู้สึกเสียวสันหลังนิดๆ เหมือนถูกจับจ้องแปลกๆ แฮะ เอาเถอะ มันก็แค่…นิดหน่อย

ฉันเดินกระแทกส้นขึ้นเวทีก่อนจะหยุดยืนข้างนายคิงขาตะเกียบ ดวงตาคมกริบสีดำของเขาเหลียวมองเล็กน้อย ฉันตวัดสายตากลับไป

…อย่าหลงคิดว่านายมีแฟนคลับอยู่ฝ่ายเดียว

“ท่านเจ้า!ท้านเจ้า!ท่านเจ้า!”

“ท่านเจ้าเจ๋งที่ซู้ดดด”

ให้รู้ไว้ว่าฉันเองก็มีแฟนคลับเหมือนกันโว้ยยย!!

เสียงกู่ตะโกนเรียกชื่อฉันดังก้อง ฉันละสายตาจากหมอนั่นไปหาต้นเสียง กลุ่มนักเรียนชายเกือบทั้งหมดกำลังชูกำปั้นพร้อมกับกระโดดเหย็งๆ ข้างต้นไม้ซึ่งอยู่ถัดจากแถวหน้าสุดไปอีกสามแถว ฉันยิ้มแฉ่งก่อนจะหันไปเอียงคอ ยักคิ้วให้กับคนข้างๆ

เป็นไงๆ เห็นความยิ่งใหญ่ของจันทร์เจ้าคนนี้แล้วหรือยัง

“หึ” นายแว่นแค่นหัวเราะและหันหน้ากลับ เอาปากจ่อไมค์ทั้งที่ตาดำยังชำเลืองมาทางฉัน “คุณลูกสาวมาสเตอร์อยากกล่าวอะไรซักนิดไหมครับ?” เขาส่งยิ้มกวนประสาทพร้อมกับเอียงเสาไมค์มาให้ฉันรับแทบไม่ทัน

อี๋! นี่ฉันจะต้องเอาปากตัวเองจ่อไมค์ที่ติดน้ำลายหมอนี่หรือไงฮะ?

“นายมีผ้าเช็ดหน้าป้ะ?”

ถึงอีกฝ่ายจะขมวดคิ้วแต่ก็ยอมล้วงกระเป๋ากางเกง ส่งผ้าเช็ดหน้าให้แต่โดยดี (ผู้ชายอะไรพกผ้าเช็ดหน้า ตุ๊ดเปล่าเนี่ยถามจริง) ฉันคีบมาขัดแรงๆ อย่างกับเห็นผ้าเช็ดหน้าเป็นสก๊อตซ์ไบร์ท จากนั้นก็เขวี้ยงมันทิ้งไปไกลๆ นักเรียนหญิงบริเวณขอบเวทีร้องกรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่พลางถลาตัวมาฉุดกระชาก ยื้อแย่งผ้าเนื้อบางเหมือนฝูงนกพิราบรุมก้อนขนมปัง

ฉันละสายตาจากความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนจะเคาะทดสอบไมค์

โอเช ใช้ได้…เชื้อโรคน่าจะตายหมดแล้ว

“แฮ่มๆ! ฟังทางนี้กันหน่อยทุกคน ยู้ฮู~” อย่าเพิ่งสนใจผ้าเช็ดหน้า ขนาดเปื้อนน้ำลายสกปรกๆ แล้วยังอยากได้อีก ไม่เข้าใจจริงๆ เฮ้อ…ถ้าไม่สนใจ งั้นฉันพูดให้ลูกน้องตัวเองฟังก็ได้วะ “อย่างที่พวกเรารู้กันดีว่าคิงเป็นคนมีจิตใจโหดเหี้ยม และสภาสูงอีกสี่คนทำงานชุ่ยมากมาย แอรอนสร้างกฎ…”

ยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆ ไมค์ตรงหน้าก็ลอยฟึ่บ! ออกจากเสาไปต่อหน้าต่อตา ฉันหันขวับมองคนแย่งอย่างคาดโทษ เฮ้! ทำยังงี้ได้ไง เกือบเสยเข้าจมูกแล้วไอ้บ้า

แต่ขุนพลหาได้ใส่ใจไม่ มันทำเป็นถอนหายใจ

“เข้าใจกันแล้วนะครับ เอาเป็นว่าผมขอลาออกแล้วกัน”

อะ…ไอ้ตะเกียบบบ นายจะโกยคะแนนความน่าสงสารไปถึงหนายยย!

“ไม่ได้นะ! อย่าออก”

นั่นไง ยัยตูบแสนซื่อสัตย์หมายเลขหนึ่งเริ่มประท้วง

“ใช่ อย่าออกเลย T^T”

ตามด้วยหมายเลขสอง

“ท่านเจ้าต้องเป็นคิง ออกเลย! ออกเลย! ออกเลย! วีดวิ้ววว”

ฮัดช้า! ทำงานได้เยี่ยมมากสหาย ตีกันเลย เฮ้ยยย O_O ตีกันแล้วอ่ะ จริงๆ นะ!กลุ่มนักเรียนทั้งหมดแยกซีกแบ่งเป็นชายซ้ายหญิงขวา ก่อนจะวิ่งกรูเข้าหากันชุลมุน ทันใดนั้นเองสารวัตรชุดดำจำนวนมากมายอย่างกับฝูงกระทิง (ที่มักปรากฏตัวแบบนินจา) ก็ถลาตัวแทรกระหว่างกลางมาเป่านกหวีดเสียงดังลั่นจนฉันมึนไปชั่วขณะ ขณะที่ทุกฝ่ายชะงักกึกหยุดอยู่กับที่

และจู่ๆ เสียงกึกๆ เหมือนรองเท้ากระแทกกับบันไดไม้จากด้านขวาก็เรียกให้ฉันมองตามทันที

“คิงครับ!” สารวัตรกล้ามโตคนหนึ่งกำลังวิ่งขึ้นมา ก่อนจะกระซิบกระซาบกับหมอนั่นหน้าดำคร่ำเครียด อะไรเนี่ย? ฉันพยายามเงี่ยหูฟังก็พอจับความได้คร่าวๆ ว่าอาจารย์กำลังรอสอนนักเรียนอยู่ในห้องนานแล้ว (อาจารย์เราจะไม่มายุ่งเกี่ยวเรื่องพวกนี้ แต่พวกผู้นำต้องไม่เสียมารยาท กินเวลาการสอนพวกท่านเช่นกัน)

เขาผงกหัวให้สารวัตรนิดหน่อยก่อนจะยกไมค์ขึ้นกรอกเสียงลงไปอีกครั้ง
“เอาล่ะ ในเมื่อยังหาข้อสรุปไม่ได้และไม่มีใครยอมใคร ดังนั้นผมขอใช้อำนาจของมาสเตอร์แห่งแวนนายด์ จัดตั้งการโหวตว่าใครคือคิงที่เหมาะสมที่สุด ระหว่างผมกับจันทร์เจ้าเพื่อความยุติธรรมของทั้งสองฝ่ายในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าก็แล้วกัน คะแนนโหวตถือเป็นเด็ดขาดและหลังจากนั้นจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเหมือนที่ผ่านมาแล้วอีก”

ทุกคนเงียบกริบ ไม่สิ ความจริงก็เงียบกันอยู่แล้ว ฉันลอบมองใบหน้าซีกซ้ายของคนข้างๆ เขาไม่ได้ชายตามองฉันกลับด้วยซ้ำ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกอึดอัดแบบนี้ก็ไมรู้

“…หวังว่าคงไม่มีใครขัดข้องนะครับ”
 




ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 300 ท่าน