Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
ปราสาทจันทร์
กุ ล บ า ร า ช า ล ส์
เงาจันทร์
2
09/02/2556 18:25:42
272
เนื้อเรื่อง
ตอนที่ 2 : เงาจันทร์

ไหล่ของร่างที่บอบบางขยับเคลื่อนขึ้นลงตามจังหวะของก้าวม้า
ราวดูจะสง่างามผึ่งผายตั้งตรงไม่หวั่นเกรง สองมือที่ดูจะเบาะบาง
กลับกุมบังเหียนไว้แน่นชำนาญ ดุจพรานล่าในหุบเขามรณะ
สายตาที่เที่ยงตรงแน่แน่วไม่ประวิงแม้แต่ในเงามืดที่ฉายชัด
สะท้อนแววตาของสัตว์ร้ายที่จับจ้องหมายจะเข้าขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ
จิตใจที่มั่นคงไม่หวาดหวั่นกับความหวาดกลัวโหยหวนที่วิ่งวนอยู่ในความคิด
ที่มันมักจะกัดกินความกล้าหาญได้ทุกวินาทีที่ก้าวผ่านเสียงกรีดร้อง
ของร่างอันไร้วิญญาณของผู้ถูกล่าในยามค่ำคืน  ...

“ หญิงสาวผู้จองหอง ” เสียงแหบพร่าพร่ำขึ้นผ่านสายลมมาเป็นระยะ

“ ความกล้าหาญของเจ้ามันกรีดใจข้าให้เจ็บช้ำยิ่งนัก ยิ่งข้าจับจ้องเจ้าใกล้ๆ  
ข้าอยากจะฉีกเนื้อเจ้าเสียให้สิ้นเป็นชิ้นๆ  เด็กหญิงยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
ไม่น่าจะรอดมือพยัคฆาได้มาเสียถึงตอนนี้   ข้าน่า ...”  
ร่างผอมคล้ำหยาบกร้านเป็นหนังหุ้มกระดูกไร้เลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตค่อยๆ
เคลื่อนตัวให้คล้อยต่ำลงไล่คืบคลานให้เข้าใกล้เป้าหมายอย่างประชิดและแยบยลที่สุด 
มือแห้งกร้านเรียวยาวและเล็บที่แหลมคมค่อยๆ เงื้อ
หมายจะเอื้อมเข้าสัมผัสชีวิตอันหอมหวานที่หล่อเลี้ยงด้วยเลือดอันบริสุทธิ์  

“ ฮ่าส์ ... ” เสียงแหบพร่าที่พร่ำละคนไปด้วยความหมายของเลือด
และชีวิตของหญิงสาวที่เกลียดชัง 

“ เจ้า ... กำลังจะเป็นของข้า ”  ร่างมารเงื้อมือสูงหมายจะคร่าชีวิตอันบริสุทธิ์   
วาดมือลงด้วยความเร็วอย่างสุดพละกำลังเท่าที่ร่างนั้นจะพึงมี   
หมายจะปลิดชีวิตอันบอบบางเสียให้สิ้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีโดยไม่ทันให้รู้สึก
ถึงความเจ็บปวดและทรมาน

ทันใดนั้นเสียงกระแสลมก็ตีเฉียดเข้ากับยอดไม้ดังสะบัดไล่เข้ามาใกล้  
ทำให้จอมมารที่บินไล่ตามหลังอยู่ต้องผวาหายวับเข้าเงามืดหลบดักซุ่ม
ในช่องของหลืบเขาที่สูงชัน  ปลีกทางให้คนแปลกหน้าที่กำลังจะมาเยือน

“ เจ้า... ได้ยินอะไรมั้ยพุฒา ” ลีอาร์กระตุกสายบังเหียนกระชากจังหวะให้อาชา
หันกลับหลังอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะเสียจังหวะในการควบคุม  
แล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกกับพุฒา  คนใกล้ตัวที่น่าจะรู้สึก
และสัมผัสถึงพลังอันทรงอำนาจที่ยังว่ายวนเวียนและคืบคลานตามติดมาไม่ห่าง
อย่างไม่ให้คลาดสายตา

“ อะไรเหรอลีอาร์  เกิดอะไรขึ้น ”   พุฒาโพร่งขึ้นด้วยความตกใจไม่ทันได้ตั้งสติ
เกือบจะพลั้งท่าตกจากอานม้า โชคดีที่ยังคว้าได้ชายเสื้อของลีอาร์
และขอบของอานม้าด้านหลังไว้เป็นที่ยึดทรงตัวเอาไว้ได้ 
ก่อนจะพ่นลมหายใจด้วยความโล่งใจ    “ เฮ้อ! ” 



“ เอ่อ... ”  ลีอาร์ชะงักคุมสติก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบยั้งในอาการตกใจ “ เปล่า ”
แต่ทว่ายังกวาดส่ายสายตาตามหาร่างล่องหนที่ตามติดมาไม่ห่าง  
ในทุกซอกทุกมุมที่สายตาจะสามารถมองผ่านความมืดนั้นไปได้
และโดยเฉพาะเพื่อควานหาตัวการที่น่าจะยังอยู่ในรัศมีบริเวณอันใกล้นี้

“ ข้า ... ข้าคงหูแว่วไป ”  ลีอาร์ชั่งใจอยู่นานกว่าจะตอบให้เพื่อนได้โล่งใจ
ด้วยสีหน้าอันเรียบเฉยไม่แสดงอาการสะทกสะท้านอันใด  
ยกเว้นใจที่สั่นเทาที่ยังคงความหวาดระแวงเมื่อได้รับรู้ว่าเพื่อนที่อยู่ข้างกายของเธอ
ไม่ได้รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดอันได้ล่วงผ่านมา  
ต่างไปจากลีอาร์ว่าความรู้สึกเช่นนี้ที่เธอได้สัมผัสมันหวนให้เธอต้องระลึกถึงอะไรบางอย่าง
ที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นความรู้สึกที่เธอได้เคยสัมผัสมาแล้วในช่วงเวลาผ่านมาเนิ่นนาน 
จนเกือบจะลืมถึงรายละเอียดของความรู้สึกสัมผัสเช่นนั้นว่าเป็นเช่นไร 
แต่ในครั้งนี้มันกลับครุฟุ้งขึ้นในความรู้สึกอย่างเฉียบพลันและชัดเจน 
ดุจเหมือนกับจะส่งสัญญาณเตือนให้ได้รู้ถึงการกลับมาของชีวิตหนึ่งที่เธอไม่เคยลืม

“ ทำเอาข้าตกใจหมด ... ลีอาร์ ”   พุฒาตัดบทด้วยความโล่งใจแสร้งในอารมณ์ขัน   
แม้ในใจยังรู้สึกตระหนกและหวาดหวั่นไม่แน่ใจในความรู้สึกที่ผิดสังเกต 
 แต่พุฒาก็ยังไม่ปล่อยให้ความฉงนที่ตนเองอยากจะรู้ขึ้นมาถามเพื่อขัดจังหวะในการเดินทาง 
ทิ้งช่วงให้เป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะตัดสินใจต่อว่าจะทำอย่างไร

ลีอาร์หันกลับมาเดินทางอีกครั้งเมื่อไม่พบกับสิ่งใดที่ผิดปกติอย่างที่ได้คาดไว้ 
สองมือยังกำชับสายบังเหียนไว้แน่นไม่ให้เจ้าอาชาที่ตื่นตระหนกเดินสะบัดส่ายหน้าส่ายหลัง
จนเกือบจะวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปด้วยความตกใจ 
ลีอาร์รั้งสายบังเหียนบังคับให้อาชาหันกลับมาทางเดิมและใช้มือตบเข้าเบาๆ
ที่กล้ามเนื้อใกล้กับแผงคอม้าเป็นการปลอบขวัญให้ลาชูร์มั่นใจ หันกลับมาเดินทางใหม่ได้
โดยไม่ประหวั่นเสียขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่  ครั้นแล้วลีอาร์ก็กำชับ 
สายบังเหียนเร่งจังหวะให้ลาชูร์ออกวิ่งให้เร็วกว่าปกติ  
หรือเหมือนกับว่าจะกระชากให้วิ่งออกห่างจากความวังเวงนั้นให้เร็วที่สุดก็เป็นได้  

คล้อยหลังเมื่อทั้งสามได้เดินทางผ่านไปร่างผอมกร้านคล้ำซีดก็ค่อยๆ
ปรากฏตัวชัดขึ้นหน้าผาหิน เมื่อมันแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแปลกปลอมได้ย่างกายผ่านเข้ามา
ปากแห้งดำคล้ำเค้นกรามไว้แน่นจนสั่นเทาด้วยความโกรธกร้าวอย่างที่สุด 
ครืนเสียงที่แหบพร่าในลำคอด้วยความผิดหวังเสียดายในชีวิตหนึ่งที่กำลังจะเงื้อมาได้  
“ อ่าส์ ....”  มือเรียวยาวแห้งกร้านกำอุ้งมือที่ว่างเปล่าอย่างแสนเสียดาย  
กดจิกบีบเค้นกรงเล็บลงบนฝ่ามือที่แห้งผากดำคล้ำไม่มีสีสัน 
 และสบถต่อพะพายผู้ทรยศที่ได้พัดผ่านมา

“ เจ้าแม่วาโย เจ้านี่มันช่างแกล้งข้าได้ ... ฮึ่ม...”  ใบหน้าตอบกัดกรามไว้แน่น 
คำรามเสียงที่สุดจะแค้นเคือง 

“ เจ้าจงฟังคำข้า ... สรรพสัตว์ทั้งหลาย  ดวงวิญญาณแห่งอสูรใต้พิภพและเทพ
ผู้สิงสถิตแห่งสรวงสวรรค์  หรือแม้แต่เทพไท้องค์ราชันย์แห่งเทพผู้ครองทั้งสามพิภพปฐพี  
คำมั่นแห่งสัตยวาจาแห่งข้า ... ศิลาบาทผู้ต่ำต้อย ”   ร่างอันไร้เลือดไร้เนื้อแห่งชีวิต 
ได้สบถดังด้วยความโกรธาอย่างที่สุด   กร้าววาจาสาบานแด่พระแม่วาโย
ผู้นำความหายนะในครั้งนี้มาให้
  

“ ข้า ... จะปลิดชีวิตเจ้ามาให้ได้นังเด็กไร้เงาหัว ... ข้าสาบาน ... ”  
ศิลาบาทกร้าวสบถอย่างอุกอาจ  เย้ยหน้าต่อเทพไท้บนฟ้าสวรรค์  
ผายมือกราดไม้เท้าขึ้นด้วยความกร้าวหาญอย่างไม่ย่อหย่อนและเกรงกลัว
พร้อมกับเอ่ยวาจาอันหมายมาดต่อชีวิตเชลยที่แคล้วคลาดเงื้อมือในครั้งนี้ไปได้   
ศิลาบาทสลายร่างหายวับไปในอากาศดุจกลุ่มควันสีเทาหม่นที่แตกกระเจิงคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ทิ้งไว้แต่ความเครียดแค้นและเกลียดชัง  “ ที่ข้า ... ไม่มีวันจะให้อภัย ... ” 
ศิลาบาทยังทิ้งทวนไว้เป็นบทส่งท้ายอันน่าสะพรึงกลัว   ฝากมากับสายลมที่ยังไม่ยอมรามือ

...

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 255 ท่าน