Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 3 : อภิเษก
12
15/02/2555 00:10:34
302
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 3 : อภิเษก
 
                พระราชวังบาดาลนับเป็นพระราชวังที่สวยเป็นอันดับที่หนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ พระราชวังบาดาลถูกสร้างขึ้นด้วยหินสีฟ้าอ่อนที่จะพบหินชนิดนี้ได้เฉพาะเมืองวีสเท่านั้น เมื่อยามราตีย่างเยือนหินสีฟ้าอ่อนเหล่านั้นดูคล้ายจะส่องแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ จนดูสวยงามตระการตา
ด้วย ความที่มีสีสันงดงามเหนือหินใดๆ จึงมีเมืองมากมายที่จ้องจะยึดครองวีสเป็นให้มาเป็นใต้อาณัติของตน ประชาชนและเหล่านักรบแห่งวีสต่างลุกขึ้นปกป้องเมืองจากศึกใหญ่และหายนะนับ ครั้งไม่ถ้วนจนผ่านสิ้นด้วยการนำทัพของกษัตริย์สายเลือดแห่งอาเรียและดาบสี ฟ้าเล่มงามคู่ใจที่ส่องประกายคล้ายหินแห่งวีส ดาบที่สร้างปาฏิหาริย์เหนือดาบใดๆ
            แต่แล้ววันหนึ่งความฝันของเหล่าวีสก็เป็นจริงดั่งปรารถนาเมื่อกษัตริย์แห่งเมืองไข่มุก “พาดอร่า” ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พาดอร่าช่วยวีสทำศึกจนไม่มีเมืองใดอีกเลยที่จะกล้าต่อกร นับตั้งแต่วันนั้นพาดอร่ากับวีสก็ถูกนับว่าเป็นพันธมิตรที่เชื่อกันได้อย่างหมดใจ
                หลายปีผ่านไปประชาราษฎ์ของเมืองวีสได้อยู่กันอย่างสงบสุข ไร้สงคราม ไร้ผู้ใดคิดแย่งชิง ไร้ผู้ใดคิดต่อกร
จนกระทั่ง...“ฝ่าพระบาท เจ้าชายโอเว่นอยู่ทางนี้” นายทหารคนหนึ่งกล่าวพลางผายมือออกให้กษัตริย์เดินผ่านไป
“โอ้ไม่!ลูกชายข้า...” กษัตริย์อีวานอุทานพร้อมกับวิ่งไปผลักร่างของชายร่างยักษ์ให้พ้นจากร่างของลูกเขาเพื่อแบกรับร่างไร้สติของลูกชาย
“ไปเรียกหมอมา!ไปเรียกหมอมาเร็วๆ!” กษัตริย์อีวานตะโกนสั่งทหารรอบๆ ราวบ้าคลั่งเมื่อพบว่าเสียงหัวใจของเจ้าชายโอเว่นยังเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา
 “ข้าไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าท่านจะกล้าทำเช่นนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้ามองท่านผิดมาตลอด” ทหารนายหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงแอบแฝงไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
“...” ไร้เสียงโต้ตอบใดๆ จากบุรุษผู้ถูกขนานนามว่าแกร่งที่สุด
“หึ... ท่านคงไม่รู้ว่าข้าเศร้าใจเพียงใดที่มันต้องมาจบเช่นนี้... ลาก่อนอัศวินเรอาห์ คืนวันอันรุ่งโรจน์ของท่านได้ดำเนินมาถึงจุดจบแล้ว” เว็คเตอร์กล่าวก่อนเดินจากไป
“หากลูกชายของข้าตายไป เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
 
เรอาห์!” ชายตัวโตแสดงกิริยาตื่นตกใจเล็กน้อยก่อนแลซ้ายขวาด้วยดวงตาที่เบิกโพลง
“นายเหม่ออะไรของนายเนี่ย ฉันเรียกนายตั้งหลายรอบแล้วนะ” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทีไม่พอใจ
ชายตัวโตเหลียวไปยังนักรบหนุ่มผมยาวแทนที่จะเป็นเด็กหนุ่มก่อนจะกล่าวขอโทษ “ข้าขอโทษที ข้าเผลอนึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา” เขายิ้มบางๆ เพื่อกลบเกลื่อนบางสิ่ง
จัสตินรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติไป เขาคิดว่าที่เรอาห์เหม่อลอยต้องมีเค้าโครงเชื่อมโยงการที่ชายผ้าคลุมสีแดงเรียกเขาว่ากบฏอย่างแน่นอน
แม้จัสตินจะคิดเช่นนั้นแต่ก็ไม่ปริปากถามไปเพราะรู้ว่าเรื่องราวครั้งนี้มันส่วนตัวเกินกว่าที่ตนนั้นสมควร
“เอ้านี่น้ำดื่ม”
“ขอบคุณครับคุณชาป”
ชาป คือชื่อของชายที่พวกเราพยายามช่วยชีวิตเขาให้รอดพ้นจากการถูกรังแกของทหาร และบ้านไม้ชั้นเดียวสวยงามหลังนี้ก็คือบ้านของเขา
“แม้ข้าอยากจะช่วยพวกท่านมากกว่านี้ก็ทำไม่ได้อยู่ดี”
“สำหรับพวกเราแค่นี้ก็เกินพอแล้ว” คาร์นเอลลูตอบด้วยรอยยิ้มสะกดใจเหมือนเช่นทุกครั้ง
“ซู้ดดด” เสียงซดน้ำของเด็กหนุ่มดังลั่นราวกับกระหายน้ำมายาวนานทั้งๆ ที่รอบเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยน้ำจืดจำนวนมหาศาลแท้ๆ
“อันที่จริงบ้านไม้แบบนี้ก็ดูคลาสสิคไม่เลวนะ” เด็กหนุ่มกล่าวลอยๆ พลางแหงนคอขึ้นมองส่วนต่างๆ ของบ้าน บ้านไม้หลังเล็กหลังนี้มีเสาเพียงเก้าต้น
โคม ไฟที่ถูกแขวนไว้บนเสาต้นกลางของบ้านนั้นทำให้พอเดาได้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ นอนหลับทันทีที่ตะวันดับสนิทไป ด้ามจับด้านบนพอมีสนิทอยู่บ้างนั้นหมายถึงเขาคงชอบเดินตอนกลางคืนด้วย หลังคาด้านบนทำด้วยฟางและไม้ชวนให้สงสัยว่าเมื่อย่างเข้าหน้าฝนแล้วภายใน บ้านจะไม่เปียกอย่างนั้นหรือ
“คลาสสิค?” คุณชาปขานอีกครั้งด้วยท่าทีสงสัย
“อ้อเปล่าครับ!สำหรับที่นี่คงดูไม่แปลกอะไร”
“ขอโทษนะชาป ข้าก็ไม่อยากรบกวนอะไรเจ้ามากนักหรอก แต่เจ้าพอจะหาที่พักที่พอจะให้พวกเราอาศัยได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์โดยไม่มีปัญหาหรือไม่” เรอาห์เอ่ย
“ถ้าท่านไม่รังเกียจก็ใช้บ้าน...”
ชาปยังกล่าวไม่ทันจบดีเรอาห์ก็กล่าวแทรก
“ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าแต่ข้าพอจะรู้ว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาเจ้าบ้างหากข้าอาศัยอยู่ในที่ของเจ้า ข้าจะขอถามเจ้าอีกครั้ง มีที่พักอื่นอีกหรือไม่”
ชายหนุ่มถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนยืดแขนออกไปชี้ทางขวามือ “ถัดจากบ้านข้าไปอีกเจ็ดหลังท่านจะได้พบกับบ้านร้าง แม้จะอยู่ใกล้กับทะเลมากและมีลมแรงแต่ที่นั่นไม่ค่อยน่าอยู่อาศัยเท่าไรหรอกนะ”
“เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” คาร์นเอลลูกล่าวด้วยรอยยิ้มอีกครั้งหนึ่ง
“เรอาห์...ฉันขอถามอะไรบางอย่างสิ แบบว่ามันคาใจฉันน่ะ”
“เรื่องนักรบเมื่อครู่น่ะเหรอ”
“ใช่... ฉันเองก็พยายามห้ามใจไม่ถามแล้วนะ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ แบบว่าฉัน...เสพติดเรื่องชาวบ้านจนเข้าเส้นเลือดไปแล้ว”
“ก็ ได้ ข้าจะบอกสั้นๆ นักรบเมื่อครู่ได้รับเกียรติเป็นอัศวินแห่งวีส เขามีนามว่าเว็คเตอร์ แต่ก่อนนั้นเขาเป็นทหารวังธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่เขามีพรสวรรค์มากในด้านการรบผนวกกับความทะเยอทะยานที่มีมากล้นจึงทำให้ เขาไต่เต้าระดับได้อย่างรวดเร็ว...หลักฐานก็คือการที่เขาได้รับเกียรติเป็น อัศวินด้วยวัยเพียงเท่านี้และแถมได้รับมอบหมายให้รับใช้เจ้าหญิงไอเรนอีก ต่างหาก”
“ผู้หญิงที่พูดตะแว๊ดๆ เป็นไฟลนก้นคราวก่อนนั้นอะนะ!” จัสตินต่อว่าเสียงดังอย่างลืมตัว “เอ่อ...ฉันขอโทษ”
“เจ้าคิดเช่นนั้นก็ไม่ผิดหรอก...แต่ข้าคิดว่าเธอมีเสน่ห์มากนะ”
“นายเคยได้เห็นใบหน้าเธอแบบจะๆ หรือไงถึงได้รู้ดีนัก”
“ก็ไม่เชิง... ข้าเคยแต่เห็นเธอตอนยังวัยเยาว์เท่านั้น”
“เชอะ!ก็นึกว่าได้เห็นจริงๆ” จัสตินผิดหวังเมื่อไม่มีใครสามารถยืนยันความงามของเธอได้
“หมดเวลาสนทนาแล้ว ข้าว่าเราควรไปดูบ้านร้างหลังนั้นก่อนตะวันตกดินนะ รีบไปเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เราจะได้มีเวลาในการทำความสะอาดเสียหน่อย” คาร์นเอลลูกล่าวเชิงสั่ง
ถ้าเปรียบพวกเราเป็นหมู่ทหารแล้วคาร์นเอลลูก็คงจะเป็นนายหมู่ของผมกับเรอาห์ เป็นนายหมู่ที่มีความกล้า เด็ดเดี่ยว มีฝีมือ แถมยังมีประสบการณ์ เป็นนายหมู่ที่พึ่งได้จริงๆ
“ขอบคุณสำหรับน้ำนะชาป”
“ไม่เป็นไร” พวกเรากล้าทั้งสามค่อยๆ ทยอยเดินกันออกไปทีละคนโดยเริ่มจากผม คาร์นเอลลู และเรอาห์เป็นคนสุดท้าย แต่ขณะที่เรอาห์กำลังจะก้าวออกนั้นคุณชาปก็เกิดจำเรอาห์ขึ้นได้
“ข้า คุ้นหน้าท่านนะ... ข้าน่าจะเคยเห็นท่านมาก่อนหน้านี้” ชายหนุ่มเดินวนมามองเรอาห์ด้านหน้า “แม้จะดูตัวใหญ่ขึ้นและดูแก่ลงแต่ถ้าข้าจำไม่ผิดท่านก็คือราชสีห์แห่งวีสใช่ หรือไม่”
“...” เรอาห์นิ่งเงียบไม่ตอบอะไร
“ข้าว่าแล้วเชียวว่าทำไมท่านถึงรู้เรื่องในวังกับเจ้าหญิงดีนัก!ที่แท้ท่านก็คือราชสีห์ผู้นั้นนั่นเอง”
“อะไรคือราชสีห์แห่งวีสอย่างนั้นเหรอ” จัสตินที่เดินออกไปแล้วลงทุนวนกลับเข้ามาถามใหม่เมื่อได้ยินคำพูดของชาป
“มันคือนามเกียรติที่กษัตริย์เคยมอบให้กับอดีตอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งวีส ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ ใครๆ ก็ต่างพากันคิดว่าท่านนั้นตายไปแล้วหลังจากเหตุการณ์ในครานั้น ท่านไม่ต้องกลัวข้าหรอกนะ ข้าคิดว่าท่านเป็นคนดี ข้าไม่คิดว่าท่านเป็นกบฏอย่างที่ได้ยินมา”
“ว้าว!คือฉันขอโทษที่ขัดจังหวะนะแต่...” จัสตินพูดพร้อมกับเดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งพร้อมกับจ้องหน้าเรอาห์อย่างกวนประสาท
“ฉันคิดไม่ถึงเลยแฮะว่านายจะเคยยิ่งใหญ่ขนาดนั้นมาก่อน นายปลอมตัวได้แนบเนียนมาก” เด็กหนุ่มกล่าวประชด
“แล้วเจ้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกผู้อื่นไหม” เรอาห์เอ่ยพร้อมกับจ้องเข้าไปในตาของชายหนุ่ม
“ข้าคิดว่าไม่นะ” สัญชาตญาณของชาปบอกให้ตนเองได้รับรู้ว่าถ้าหากตนนั้นเผลอหลุดไปเล่าให้ใครฟังเข้าเขาอาจต้องสูญเสียทุกอย่างไป ทุกอย่าง...แม้กระทั่งชีวิต
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี... ข้าต้องลาแล้วยังมีอะไรอีกมากที่รอข้าอยู่” ชายตัวโตกล่าวพร้อมกับเดินออกจากประตูไป
 
ภาย ในปราสาทสีฟ้าทุกอย่างดูสดใสและสวยงามเว้นเสียแต่อารมณ์ของชายวัยหกสิบสามปี ผมขาวยาวหยักศกที่กำลังเปลี่ยนอุณหภูมิห้องให้ตลบอบอวลไปด้วยไอร้อนแห่ง อารมณ์
“ใช่ เขาแน่อย่างนั้นหรือ” ชายวัยหกสิบคร่าวๆ ลุกขึ้นยืนอย่างองอาจเผยให้เห็นรูปโลมาตัวใหญ่สองตัวไขว้กันที่ถูกสลักอยู่ บนเก้าอี้สีฟ้า หินสีฟ้าดังกล่าวนั้นทำมาจากหินชนิดเดียวกันกับปราสาท ฐานของเก้าอี้ถูกโบกติดกับจุดยกระดับของพื้นเพื่อบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ เหนือบุคคลธรรมดา
“ไม่ผิดแน่นอนฝ่าพระบาท คนที่ข้าได้ประมือในวันนี้คือเขาจริงๆ” อัศวินผ้าคลุมสีแดงยืนกล่าวอย่างนอบน้อม
“ทำไมกัน เขาจากไปนานถึงเจ็ดปีโดยไม่เคยกลับมาแม้นเพียงครั้ง แต่ในยามนี้เขากลับต่อสู้กับเจ้าอย่างไม่ปกปิดหรืออำพรางตัว”
“คงต้องมีความจำเป็นบางอย่างแน่นอนฝ่าพระบาท ไม่เช่นนั้นเขาจะกลับมายังดินแดนที่เขาสังหารบุตรชายของกษัตริย์เพื่ออะไร”
“โอเว่น...” ชายแก่อุทานชื่อของบุตรชายที่ตายจากไปเบาๆ ด้วยความรู้สึกอาลัยและสายตาที่โหยหา
“เขาไม่มีวันเข้าใจข้าแน่ๆ ใช่...ใครจะมาเข้าใจข้าล่ะ ใครจะโชคร้ายถึงขนาดถูกคนที่ข้าไว้ใจที่สุดหักหลังและสังหารบุตรชายของข้าอีก ไม่มีแล้ว ไม่มี” ชายแก่บ่นพึมพำกับตัวเองราวกับคนบ้าก่อนจะสั่งอัศวินที่เขาไว้ใจคนใหม่ให้เพิ่มระดับการป้องกันของปราสาท
“เพิ่มระดับป้องกันของปราสาท ข้าเชื่อว่าที่เขากลับมาคราวนี้เพราะต้องการจะปลิดชัพข้าอย่างแน่นอน!จะเป็นอื่นไปได้อย่างไรล่ะ การจู่โจมใส่เจ้าอย่างไร้ความปราณีนั่นคือการประกาศเตือน มันคือข้อความที่ส่งถึงข้าว่าจงพึงระวังไว้อย่างแน่นอน สังหารลูกชายข้ายังไม่พอยังคิดจะสังหารข้าอีก...ช่างสารเลวจริงๆ เรอาห์” เมื่อกล่าวจบชายแก่ก็ลุกขึ้นเดินทันที
“พระองค์จะไปไหนอย่างนั้นหรือ” เว็คเตอร์กล่าวถาม
“ข้าจะไปดูไอเรนสักหน่อย เห็นว่าเจ้ากำลังแอบหาสัตว์เลี้ยงให้นางเพื่อแก้เหงาอยู่ ข้าอยากรู้ว่าเจ้าสัตว์ตัวนั้นมันคือตัวอะไร”
“พระองค์ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก” เว็คเตอร์กล่าวหวานใส่ด้วยรอยยิ้มขณะที่กษัตริย์เดินผ่าน
“ข้าจะไปหยิบดาบคู่กายแห่งสายเลือดอาเรียด้วย” ชายแก่กล่าวลอยๆ ก่อนเดินจากไป เว็คเตอร์หุบยิ้มทันที
 
ทำความเคารพ!” เสียงทหารนายหนึ่งด้านขวาของประตูห้องตะโกนอย่างเข้มแข็งเมื่อเห็นพระราชา เดินเข้ามาใกล้ก่อนทหารทั้งซ้ายและขวาจะก้มศีรษะลงพร้อมกันและค้างไว้อย่าง นั้น
“ไอเรน!” กษัตริย์ขานชื่อลูกสาวยอดดวงใจพลางยิ้มหวานอย่างมีความสุขอยู่หน้าประตูเหล็กกล้า สำหรับเขาแล้ว ไอเรน อาเรีย คือเทพธิดาตัวน้อยที่ปัดเป่าความทุกข์ทั้งมวลให้ดับสิ้นไป
“เข้ามาเลยท่านพ่อ!” เสียงหวานๆ ขานกลับมาอย่างน่ารักน่าชังก่อนราชาจะรีบร้อนสั่งทหารให้เปิดประตูห้อง
ประตูห้องถูกเปิดออกโดยทหารที่ยืนทางซ้ายมือ บรรยากาศภายในนั้นช่างสวยงามต่างกับประตูเหล็กที่หนาและแกร่งที่เป็นหน้าฉากเสียเหลือเกิน เกือบทุกมุมส่วนของห้องถูกประดับประดาไปด้วยดอกพฤกษาและไม้พรรณต่างๆ
ราชา วัยหกสิบหมาดๆ ย่างเท้าเข้าไปภายในห้องได้เพียงสามก้าวก็ต้องร้องตะโกนอย่างตกใจเมื่อลูก สุนัขตัวหนึ่งเห่าเสียงดังใส่ราวกับกำลังบ่งบอกพระองค์ว่านี่คือถิ่นของมัน นะ
“ยังมีอะไรน่าเซอร์ไพรส์มากไปกว่าเจ้าลูกหมาตัวเล็กนี่อีกนะ” พระองค์กล่าวพลางจ้องมองมัน
พระองค์ จ้องลูกสุนัขตัวสีน้ำตาลตัวเล็กขนสั้นได้เพียงไม่นานก็ต้องร้องตะโกนตกใจอีก ครั้งหนึ่งเมื่อถูกไอเรนลูกสาวคนเล็กของพระองค์กระโดดเข้าสวมกอดอย่างอบอุ่น
“นี่สิเซอร์ไพรส์ของจริง!” สาวน้อยร่างบางสวมกอดพ่อของตนด้วยยิ้มหวานๆ เชิงหยอกล้อ
“เป็นไงบ้างไอเรนลูกพ่อ”
“ก็ดีค่ะ” สาวน้อยคลายอ้อมกอดพลางเดินมุ่งไปยังเจ้าสุนัขตัวน้อย
“เจ้าตั้งชื่อให้มันหรือยัง”
“วีสลี่ย์ค่ะ” เธอตอบพลางอุ้มเจ้าวีสลี่ย์ขึ้นอวด
“ชื่อเพราะดีนะ”
“เพี้ยนจากคำว่า “วีส” ชื่อเมืองเขาเราค่ะ ใช่ไหมเจ้าหมาน้อยยยย!” เธอตอบไปพลางใช้จมูกโด่งๆ ขาวนวลของเธอถูไปกับขนสั้นๆ สีน้ำตาลบนหน้าของเจ้าวีสลี่ย์
“เอ่อ...ไอเรน พ่อมีอะไรบางอย่างที่ต้องบอกกับเจ้า”
“อะไรคะ” เธอถามกลับด้วยรอยยิ้มก่อนจะหยุดชะงักลงเมื่อเห็นว่าบิดาของเธอมีสีหน้าเคร่งเครียดเกินกว่าจะเป็นเรื่องเล่นๆ
“ข้าจะจัดงานอภิเษก...”
“ให้ใคร...”
“และข้าอยากให้เจ้าเร่งหาชายที่กล้าหาญ อ่อนโยน และถูกใจเจ้าโดยเร็วที่สุด”
 
สีหน้าของไอเรนแสดงออกถึงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อกษัตริย์แห่งวีสหรือพระบิดาของของเธอบอกจะจัดงานอภิเษกให้เธออย่างปุบปับ
เธอจะตัดสินใจได้อย่างไรเมื่อภายในหัวใจที่ผ่านมานั้นไม่เคยมีใครมาก่อน? แล้วใครกันที่จะสามารถชนะใจของหญิงสาวผู้แสนงดงามผู้นี้ได้?
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 235 ท่าน