Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 2 : ยินดีต้อนรับกลับบ้าน
11
15/02/2555 00:09:48
235
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 2 : ยินดีต้อนรับกลับบ้าน
 
                มรสุม ชีวิต... กล่าวกันว่ามรสุมชีวิตคือพายุลูกยักษ์ที่มีความรุนแรงสูงส่ง พายยุลูกนี้ไม่อาจมีมนุษย์ผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่าจะมันจะถูกก่อตัวขึ้นจาก แห่งใดและอย่างไร แต่อย่างไรก็ดีพายุนามว่ามรสุมชีวิตนี้ก็ยังคงถูกก่อตัวขึ้นและพัดอยู่ภายใน จิตใจของมนุษย์ทุกชีวิตบนโลกอันกว้างใหญ่ บ้างผ่านไปแล้ว บ้างกำลังเผชิญ บ้าง...ยังมาไม่ถึง
            มวลมนุษย์จะเป็นเช่นไร... หากเมื่อพายุขนาดใหญ่กำลังเริ่มก่อตัวอยู่ภายในใจของชายหนุ่มผู้จะนำมาซึ่งสันติสุขมาสู่โลก
            “พายุ...กำลังจะมา”
 
                “ทหาร จัดการมัน” เพียงแค่คำสั่งเบาๆ จากปากชายหนุ่มผู้คลุมผ้าแดงทหารทั้งสี่ก็ปฏิบัติตามโดยวิ่งเข้าใส่จัสตินอย่างฉับพลัน
                “คือเมื่อกี้ คือฉัน!” จัสตินยกมือขึ้นระดับอกพลางกวัดแกว่งไปมาด้วยทีท่ากระวนกระวายก่อนจะหันหลังวิ่งอย่างสุดชีวิตด้วยสีหน้าตื่นกลัว
                “จะตามฉันมาทำม๊ายยย!!!” ตามก็ตามคนเดียวสิวะ!ตามกันมาหมดสี่คนแบบนี้ฉันก็หมดทางสู้นะสิ
                ทหารเกราะเงินทั้งสี่ยังคงวิ่งตามเด็กหนุ่มอย่างไม่มีท่าทีลดละ แต่เท้าของพวกเขาต้องหยุดลงเมื่อนักรบผมยาวหยักศกเล็กน้อยสีดำพุ่งเข้าใส่พร้อมกับกวัดแกว่งดาบโจมตี เด็กหนุ่มตัวน้อยหันหลังกลับอีกครั้งหนึ่งเมื่อพบว่ามีคนมาปกป้องเขาไว้แล้ว
                แม้การต่อสู้กับนักรบแปดคนพร้อมกันเพียงลำพังจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่คาร์นเอลลูก็รุกหนักจนทหารทั้งสี่ตั้งตัวแทบไม่ทัน นักรบหนุ่มผมยาวกวัดแกว่งดาบและฟาดฟันอย่างคล่องแคล่วจนแทบไม่เหลือจังหวะให้ศัตรูได้หายใจ ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกที่ทหารทั้งสี่ที่มีจำนวนมากกว่ากลับต้องคอยระแวดระวังคมดาบที่มาอย่างต่อเนื่องจากคนคนเดียว
                ชายคลุมผ้าแดงจ้องคาร์นเอลลูอยู่นานก่อนจะชักดาบจากเอวด้านขวาของตนออกมา เขาย่างเท้าเข้าไปอย่างช้าๆ เมื่อเห็นว่านักรบผมยาวเบื้องหน้ากำลังใช้สมาธิต่อสู้กับทหารทั้งสี่นายของตน เมื่อเข้าใกล้จนได้ระยะแทงดาบแล้วเขาจึงโน้มเอวลงด้านขวานิดหน่อยพลางชักมือถอยหลัง เพียงเสี้ยววินาทีชายผู้คลุมผ้าแดงได้ยื่นมือแทงดาบออกไปอย่างรวดเร็ว
                “เคร้ง!!!” เสียงปะทะกันของเหล็กทำให้เขาถึงกับตกใจจนตาโต บุรุษเบื้องหน้าของเขาคือชายร่างยักษ์สูงราวสองฟุตกล้ามเป็นมัดๆ ผิวขาวแดง ผมสั้นสีบลอนด์แดง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเคราสั้นๆ ที่เริ่มรุงรัง และนัยน์ตาสีฟ้าที่สวยงามนั่นดุดันและมั่นคง ดวงตาคู่นั้นบ่งบอกว่าเขาพร้อมจะบดขยี้สรรพสิ่งทุกเวลา
                ชายปริศนามองดาบของตนบนพื้นที่ล่วงหล่นจากการกระแทกเมื่อครู่ เวลาผ่านไปเพียงน้อยนิดอาการชาที่มือก็เริ่มแสดงออกมาแต่ถึงกระนั้นสายตาเจ้าเล่ห์ของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
                “ข้าจำท่านได้” ชายคลุมผ้าแดงยิ้มอย่างมีเล่ห์นัยบางอย่างพลางมองเข้าไปในดวงตาสีฟ้าไม่กะพริบ
                “ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าให้จับดาบของเจ้าไว้แน่นๆ ทหารเว็คเตอร์...” เรอาห์นักรบร่างยักษ์จ้องมองชายนามว่าเว็คเตอร์ด้วยสายตาที่เคียดแค้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือของเขากำดาบแน่นด้วยความรู้สึกชิงชัง
                “อ๊ะๆ!อย่าเรียกข้าเช่นนั้นสิ เดี๋ยวนี้ตำแหน่งข้ามันเปลี่ยนไปแล้วท่านอัศวิน... ไม่สิ ตอนนี้ข้าคงเรียกอัศวินไม่ได้แล้วสินะ กบฏ เรอาห์ สตรองค์” เว็คเตอร์พูดพร้อมกับยิ้มกลั้นหัวเราะไว้ การกระทำของเขานั้นราวกับเป็นการหยามเกียรติของเรอาห์อย่างสิ้นเชิง
                “เจ้าล่ะยังคงจำคำพูดของข้าก่อนที่ข้าจะออกจากเมืองได้ใช่ไหม...เว็คเตอร์!!!” เสียงคำรามของนักรบร่างยักษ์ดังก้องไปทั่วพื้นที่ ดาบที่กำแน่นถูกยกขึ้นอย่างว่องไวแล้วฟาดลงอย่างไม่มีการกล่าวเตือนใดๆ
                คมดาบถูกวาดลงใส่ชายผู้สวมผ้าคลุมแดงอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด หากเป็นปกติแล้วเขาคงป้องกันดาบที่ฟันลงมาตรงๆ ได้ไม่ยากนักแต่มือที่ชาอยู่นั้นไม่สามารถสั่งการได้ดั่งใจเลย
                “เว็คเตอร์เจ้าอยู่ไหนน่ะ!”
เสียง ใสๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นเรียกหาศัตรูคู่อาฆาตของเรอาห์ เสียงหวานๆ นั้นทำให้เรอาห์หยุดมือไปโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สำหรับเว็คเตอร์แล้วนี่นับว่าคือความโชคดีที่สุดในชีวิตก็ว่าได้เมื่อคม ดาบที่อยู่เหนือขึ้นไปห่างจากศีรษะของเขาไปไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตรหยุดลง
“ท่านพลาดโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตของท่านไปแล้วเรอาห์” เว็คเตอร์พูดพลางถอยออกห่างจากคมดาบที่นิ่งค้างก่อนจะส่งเสียงสั่งทหารทั้งสี่ให้กลับมายืนเรียงหน้ากระดาน
“ทหารหยุดทำความรพเจ้าหญิง!” ทหารทั้งสี่ที่ต่อสู้กับคาร์นเอลลูรีบถอยกลับมายืนก้มหัวทำความเคารพอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ
นักรบร่างยักษ์ลดดาบในมือลงเมื่อสตรีเบื้องหน้าของเขาคือเจ้าหญิงแห่งเมืองวีสผู้เลอโฉม คาร์นเอลลูเก็บดาบเข้าฝักอย่างช้าๆ เมื่อเห็นว่าศัตรูไม่คิดจะสู้ต่อก่อนจะก้มหัวแสดงความเคารพเช่นคนอื่นๆ
นัก รบ ทหาร ประชาชนรอบๆ หรือแม้กระทั่งชายผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังบาดเจ็บต่างก็ก้มหัวให้ เว้นเสียแต่เด็กหนุ่มตัวน้อยที่ไม่ประสีประสาอย่างจัสตินที่จ้องมองสาว งามอย่างไม่ละสายตา
หญิง สาวตัวน้อยสะพรั่งไปด้วยความงามในชุดผ้าสีขาวมีลูกไม้ แม้ใบหน้าครึ่งบนของเธอจะถูกปกปิดไปผ้าขาวอ่อนบางๆ ก็ตาม แต่ผิวขาวอมชมพูกับสัดส่วนที่ลงตัวแค่นั้นก็พอที่จะหยุดสายตาของชายหนุ่ม ซึ่งจะมากู้โลกผู้นี้ได้แล้ว ขนาดอกที่พอเหมาะกับเอวที่คอดเป็นเว้าเป็นโค้งชวนให้จินตนาการเตลิดไปไกลและ ริมฝีปากสีแดงชมพูระเรื่อที่เอิบอิ่มนั้นทำให้เด็กหนุ่มหมั่นเขี้ยวจนเผลอ กัดริมฝีปากล่างของตนเองโดยไม่รู้ตัว...แม้จะไม่ได้เห็นใบหน้าทั้งหมดแต่จัส ตินก็พอจะเดาได้ว่าเธอต้องสวยสง่าอย่างแน่นอน
“เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ รู้ไหมว่าข้าตามหาเจ้าแทบพลิกแผ่นดิน!เจ้าบอกว่าจะหาแมวน่ารักๆ สักตัวแอบเอาเข้าวังให้ข้าเลี้ยงไม่ใช่หรอไงแล้วนี่เจ้ามัวทำอะไรอยู่กันแน่ เจ้าเป็นอัศวินคุ้มครองข้านะใยเจ้าถึงห่างกายข้านานถึงเพียงนี้โดยไม่รู้สึกผิดกัน!” เจ้าหญิงผู้งดงามต่อว่าเว็คเตอร์ไม่หยุด เสียงด่าหวานๆ ตะแว๊ดๆ ของเธอทำเอาเด็กหนุ่มที่อยู่ในภวังค์ถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นหนักใจ
โลกนี้มีแต่คนเพี้ยนๆ รึไงกัน คาร์นเอลลูก็ซื่อๆ ทึมๆ ซังกะตาย เรอาห์ก็บ้าพลังแถมชอบสั่งโน่นสั่งนี่อีก พ่อมดลูอิสนั่นก็อีกคนคิดถึงดวงตาสีเทาคู่นั้นแล้วยังขนลุกไม่หาย แล้วนี่ฉันยังต้องมาเจอกับสาวผิวขาวหุ่นเช้งระดับนางงามโลกที่ปากจัดด่าเป็นชุดๆ ทำตัวเป็นเด็กขี้แยเอาแต่ใจอีกเหรอเนี่ย!!? โลกนี้มันอะไรก๊านนนนนน!
“ข้าขออภัยเจ้าหญิง พอดีข้าได้เจอกับสหายเก่าสมัยข้าเข้าวังใหม่ๆ เลยแวะทักทายเขาหน่อยเพื่อระลึกความหลังเท่านั้นเอง อีกไม่นานข้าจะไปหาพระองค์พร้อมกับลูกแมวตัวเล็กๆ อย่างแน่นอน ขอพระองค์โปรดรอที่วังเถิด” เว็คเตอร์ตอบด้วยรอยยิ้มอันสดใส
“งั้นก็รีบๆ เข้าล่ะ ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว” สิ้นเสียงหวานๆ เธอก็เดินกลับทันทีโดยไม่ได้เหลียวมองใครหรืออะไรรอบๆ เลยแม้แต่น้อยนิด
“อัศวินคุ้มครองอย่างนั้นรึ” เสียงทุ้มๆ เอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นแผ่นหลังของชุดสีขาวหายไปจากสายตา
“ใช่ นั่นแหละข้าเองท่านเรอาห์”
“นางยังดูร่าเริงเหมือนครั้งยังเล็กไม่เปลี่ยนเลย”
“กบฏอย่างท่านจะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา เพื่อระลึกความหลังอย่างนั้นรึ!ช่างน่าขันเสียจริงๆ”
“ข้าสงสัยจริงๆ เจ้าใช้อุบายอันใดถึงทำให้กษัตริย์อีวานทรงแต่งตั้งเจ้าขึ้นเป็นอัศวินคุ้มครองนางกันแน่ พระองค์ไม่น่าจะฝากลูกสาวสุดที่รักไว้กับหมาป่ากระหายเลือดอย่างเจ้าได้นี่นา” เรอาห์ถามพลางจ้องตาไม่กะพริบ
“ทำไงได้ ปากข้ามันมีพรสวรรค์... ส่วนที่ท่านถามข้าว่ายังจำคำพูดของท่านในตอนนั้นได้หรือไม่นั้น ข้าขอตอบว่าจำได้อย่างแม่นยำ... ข้าไปก่อนล่ะท่านเรอาห์” เว็คเตอร์พูดก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“อ้อใช่!” แต่แล้วเขาก็หันคอกลับมามองนักรบร่างยักษ์อีกครั้งด้วยหางตา
“ข้าลืมบอกท่านไป... ยินดีต้อนรับกลับบ้าน อดีตราชสีห์แห่งวีส เรอาห์ สตรองค์” ชายที่ข้ายอมรับฝีมืออย่างหมดใจ...
เขาพูดเช่นนั้นก่อนจะเดินจากไปกับทหารทั้งสี่นาย
 
“เรอาห์ เจ้าไม่เป็นอะไรนะ” เสียงนุ่มๆ ของนักรบที่คุ้นเคยเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ข้าปลอดภัยดีนายข้า”
“พวกนายเห็นไหมเจ้าหญิงคนเมื่อกี้ผิวเธอกับหุ่นของเธอสุดยอดเป็นบ้าเลยอ่ะ สงสัยจริงๆ ว่าชาติก่อนเธอทำบุญด้วยอะไร...แต่ก็น่าเสียดายนะที่ปากจัดไปหน่อยถ้าไม่อย่างนั้นคงเพอร์เฟ็ก” เสียงแจ้วๆ ดังขึ้นทันทีเมื่อเด็กหนุ่มวิ่งมาถึง
“ข้ารู้... นางสวยราวกับนางฟ้าและไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อย”
“โอ้ว!นั่นแหละที่ฉันเกลียด ฉันไม่ชอบเลี้ยงเด็ก” จัสตินพูดพลางแสดงท่าทางไม่ชอบใจ
“เมื่อครู่ข้าต้องขอบใจเจ้า”
“ไม่ จำเป็นหรอกท่านคาร์นเอลลู ถ้าข้าเป็นท่านข้าเองก็คงจะคิดไม่ถึง แต่... ข้า... คือ...” เรอาห์พูดติดขัดเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจก่อนจะล้มตัวลงคุกเข่าอย่างฉับพลัน จนนักรบหนุ่มเบื้องหน้าไม่อาจตั้งตัว
“เรอาห์...!” คาร์นเอลลูใช้รีบใช้ฝ่ามือจับไหล่ทั้งสองของเรอาห์เอาไว้ด้วยความตกใจ
นักรบร่างยักษ์ก้มหน้าคุกเข่าพลางตะโกนขอโทษเสียงดัง
“ข้าขออภัยด้วยนายข้า!ทั้งๆ ที่ข้าเคยให้สัตย์สาบานว่าจะรับใช้ท่านไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่แท้ๆ แต่ว่า...!”
“หยุดเรอาห์!” นี่คือครั้งแรกที่คาร์นเอลลูใช้น้ำเสียงดุดันกับเขา
“เกียรติของเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะมาก้มหน้าคุกเข่าขอร้องกับนักรบพเนจรเยี่ยงข้า”
น้ำเสียงนุ่มๆ กับคำพูดที่ยอมรับในตัวของเรอาห์ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่นั้นของชายที่เขายอมรับและพร้อมที่จะรับใช้ไม่มีความรังเกียจหรือดูหมิ่นเลย เขาให้เกียรติของเรอาห์สูงส่งเสียยิ่งกว่าเกียรติของตนเสียอีก
“นายข้า...” เรอาห์อุทานออกมาอย่างซาบซึ้งใจ
“เจ้าเคยให้สัตย์สาบานกับผืนแผ่นดินแห่งนี้ว่าอย่างไรอัศวินผู้ยิ่งใหญ่” คาร์นเอลลูเอ่ยถามถึงคำสาบานที่เขาเคยให้ไว้กับผืนแผ่นดินวีสแห่งนี้เพื่อเตือนสติ
“กายข้าจะปกป้องเมืองแห่งนี้... โลหิตข้าจะพิทักษ์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้... วิญญาณข้า...จะปกปักษ์แผ่นดินอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ไปจนกว่าโลกาจะสลายเป็นอากาศธาตุ!!!”
“แล้วตอนนี้ล่ะคำสัตย์ในใจของเจ้าเป็นอย่างไร...”
“มันยังคงเป็นเช่นเดิม...ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”
“หากเป็นเช่นนั้นแล้วเจ้าจะลังเลอยู่ใย จงไปรับใช้เมืองที่ให้เจ้าถือกำเนิดขึ้นมาเถิด จงไปรับใช้เมืองที่เจ้าเคยอยู่กิน จงไปรับใช้เมืองที่เจ้าเคยเสียหยาดเหงื่อ หยดเลือด และน้ำตา แม้ต่อให้เจ้าจะต้องกลับไปในฐานะกบฏก็ตามที... แต่ถ้าหากว่าเจ้าเห็นสมควรแล้วจงอย่าปล่อยให้ไฟปณิธานอันแรงกล้าของเจ้านั้นแผ่วดับไปตามสายลมแห่งกาลเวลา แต่หากว่าไฟปณิธานนั้นจำต้องดับไปก็จงขอให้ดับอยู่ในสายนทีแห่งเมืองวีสนี้เถิดสหายข้า”
สิ้นสุดคำพูดของคาร์นเอลลูเรอาห์ยิ้มอย่างมั่นใจ
“ข้าขอขอบคุณที่ท่านเตือนสติข้า” เสียงคำสัตย์ในอดีตดังกึกก้องอีกครั้งในปัจจุบัน แม้มันอาจจะเคยแผ่วเบาแต่มันไม่เคยเงียบหายไป
 
พายุมรสุมลูกใหญ่ที่พัดผ่านไปอาจจะทิ้งบางสิ่งไว้ในใจ มันจะยังคงเตือนสติทุกครั้งที่เมื่อใดก็ตามเท้าของท่านก้าวเหยียบมายังจุดเดิม มันอาจจะเป็นแผลที่บาดลึกเข้าไปในทรวงอกแต่จงยินดีเถิด เพราะนั่นคือสิ่งหนึ่งที่การันตีแล้วว่าท่านได้จะไม่พลาดพลั้งเช่นเดิมอีก
 
“ข้าคิดว่าบางทีข้าอาจ...”
“ข้าอยู่เพียงลำพังได้นายข้า ขอให้ท่านรีบไปพบกับพ่อมดแบรนดันที่พระราชวังไข่มุกเถิด” เรอาห์พูดดักคอนักรบหนุ่มไว้ราวกับรู้ใจ
“ข้าไม่ต้องเคยต้องการเช่นนั้นสหาย” นักรบหนุ่มจ้องตาอย่างไม่ลดละเพื่อหวังว่าชายตรงหน้าจะเกิดความเห็นใจ
เรอาห์ส่ายหัวช้าๆ พร้อมกับยิ้มเพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่าเป้าหมายของคาร์นเอลลูนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะมาล่าช้าเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่ขณะที่นักรบหนุ่มผมยาวกำลังจะถอดตื้อจนหมดสิ้นเสียงสวรรค์ก็แทรกเข้ามา
“ฉันจะอยู่ที่นี่!” สิ้นสุดเสียงของเด็กหนุ่มน่ารำคาญนักรบทั้งสองก็หันขวับไปมองในบัดดล
เด็กหนุ่มจ้องหน้านักรบทั้งสองสลับไปมาด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะยักไหล่เล็กน้อยพร้อมกับยิ้มตลกๆ
“ก็ฉันชอบที่นี่นี่นา ฉันผิดด้วยเหรอ” คำพูดของเขาทำให้นักรบทั้งสองยิ้มไปด้วย
“สองต่อหนึ่ง...” นักรบผมยาวกล่าวพลางหันกลับมามองเรอาห์
“ข้ารู้แล้วนายข้า ไม่เห็นจะต้องย้ำกันเลยนี่ว่าไหม” เรอาห์ยอมรับด้วยเสียงขุ่นก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เฮ้ เจ้าหนู!เจ้ารู้ไหมว่านิสัยของเจ้าคล้ายกับสายนทีแห่งวีส” เขาพูดพลางเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ เด็กหนุ่ม
“คำพูดนายฟังดูพิกลแฮะ ฉันเดาไม่ออกเลยว่านายกำลังหลอกด่าฉันหรือว่ากำลังชม” เด็กพูดพร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองดวงตาของชายตัวโต
“ข้าเองพูดไปด้วยความไม่แน่ใจเช่นกัน... แต่ข้าจะรอ ถ้าเป็นเจ้า ใช่...ถ้าเป็นเจ้า เจ้าอาจจะทำในสิ่งที่คนอย่างข้ามิอาจทำได้ก็เป็นได้” เรอาห์พูดและจ้องมองด้วยรอยยิ้ม
 
คำพูดของเรอาห์คืออะไร คำพูดที่มีเล่ห์นัยบางอย่างแอบแฝงอยู่ สิ่งใดคือสายนทีแห่งวีสที่เขากล่าวถึง แล้วสิ่งใดกันที่เขากำลังรอจากชายหนุ่มห่วยๆ ผู้อ่อนแอคนนี้
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 270 ท่าน