Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 1 : สู่ดินแดนแห่งน้ำ
10
15/02/2555 00:09:00
285
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 1 : สู่ดินแดนแห่งน้ำ
 
                ท่ามกลางป่าเขาอันกว้างใหญ่และเงียบสงบ บุรุษผู้กล้าทั้งสองและชายหนุ่มผู้ถูกเลือกยังคงเดินทางต่อไปโดยไม่ได้หยุดพัก
                ในขณะที่นักรบผู้กล้าทั้งสองยังคงเดินอย่างหนักแน่น แต่เด็กหนุ่มที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยกลับแสดงท่าทีเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด เสียงหายใจหอบๆ กับการก้าวอย่างเชื่องช้าคือหลักฐานอย่างดี
                “ไปต่อไหวไหมเจ้าหนู!” เสียงทุ้มๆ ของชายคนหน้าสุดตะโกนถามกลับมา
                “คิดว่ายังพอไหว!” จัสตินตะโกนตอบกลับอย่างกระหืดกระหอบ สภาพเช่นนี้หากฝืนเดินต่อไปวันรุ่งขึ้นเห็นทีจะปวดระบมเป็นแน่
                “เราพักกันก่อนเถอะ!” เสียงนุ่มๆ ของชายตรงกลางระหว่างทั้งสองสั่งให้พักผ่อน เด็กหนุ่มฝืนเดินต่อไปได้จนถึงจุดที่ชายตรงกลางยืนอยู่แล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งบนหญ้าอย่างไร้เรี่ยวแรง
                “แฮ่กๆๆ” เสียงหายใจของจัสตินถี่มาก เขามองเลื่อนลอยไปทั่วราวกับควบคุมดวงตาตัวเองไม่ได้เพราะความล้า
                “สภาพเจ้าดูแย่เอาการเลยนะ” นักรบผมยาวกล่าวพลางค่อยๆ ทิ้งก้นนั่งลงข้างๆ แล้วยื่นถุงผ้าใส่น้ำให้
                “ก็ประมาณนั้นแหละ” โอ้ขอบคุณพระเจ้าที่ยังให้ลูกช้างรอดมาได้!เด็กหนุ่มรีบคว้าถุงผ้าพร้อมกับยกดื่มอย่างกระหายหิว
                “ปลายทางอีกไม่ไกลเท่าไหร่ ท่านน่าจะให้เขาฝืนเดินต่ออีกหน่อยนะ” ชายร่างยักษ์กล่าวทันทีที่เดินย้อนกลับมายังจุดพัก
                “ถ้าหากยังให้เขาฝืนเดินต่อ ข้าเกรงว่าพรุ่งนี้เขาจะได้รับบทเรียนที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตน่ะสิ เจ้าเองก็น่าจะรู้”
                “ก็ข้าแกล้งโง่น่ะสิ!ฮ่าๆ” เรอาห์พูดพลางมองไปยังจัสตินที่ดูอ่อนแอปวกเปียก
                “ข้าแค่อยากให้เขาได้รับรู้ถึงความลำบากจนถึงที่สุด ข้าไม่อยากให้เขาเป็นตัวถ่วงของเรา และข้าเชื่อว่าตัวเขาเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน”
                “ฉันขอโทษคาร์นเอลลู... ที่เรอาห์พูดมามันเรื่องจริงทั้งหมด” เด็กหนุ่มพูดด้วยสายตาที่เศร้าหมอง เขานึกย้อนกลับไปตอนที่เรอาห์และคาร์นเอลลูต้องปกป้องเขา
                “แค่เจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นข้าก็ดีใจแล้วสหาย แต่บางสิ่งจำต้องค่อยค่อยเป็นค่อยค่อยไป ไม่มีนักรบผู้ใดแกร่งได้ภายในวันเดียวหรอก” กล่าวจบนักรบก็ตบบ่าของเด็กหนุ่มสองทีก่อนหันไปกล่าวกับสหายนักรบต่อ
                “เรอาห์ ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเดินอ้อมทางไปหน่อย เจ้าเห็นว่าอย่างไร” คาร์นเอลลูถามพลางจ้องตาปริบๆ
                “ท่านจะเดินทางอ้อมด้วยเหตุผลอันใด” นักรบร่างยักษ์ใช้สายตาดุดันจ้องกลับไป
                “เอ่อ... ไม่รู้สิ สังหรณ์ข้าบอกว่าเส้นทางนั้นมันอันตราย” คาร์นเอลลูพูดติดขัดพลางโบกไม้โบกมือไปมาจนผิดสังเกต
                “ข้าเห็นว่าเราควรจะเดินขึ้นเหนือไป... หากท่านยังเห็นข้าเป็นนักรบกล้าดังเช่นวันก่อน... อีกอย่างข้าเองก็คิดถึงการเดินกินลมชมน้ำที่เมืองวีสเสียด้วย”
                “นี่เรากำลังจะเดินผ่านเมืองอีกแล้วหรอ” เสียงคำถามของเด็กหนุ่มดังแทรกกลางระหว่างการคุย
                “เอิ่ม... ใช่!เมืองวีสเป็นเมืองเล็กๆ ท่ามกลางทะเลอันกว้างใหญ่ หรือจะเจ้าอยากจะเรียกเป็นเกาะก็ได้ เราจะนั่งเรือเล็กไปยังเมืองวีส จากนั้นจะเดินเท้าอีกหน่อยไปนั่งเรือใหญ่ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่มากนัก”
 
                พักได้ไม่นานบุรุษทั้งสามก็เริ่มต้นเดินเท้าต่อจนกระทั่งเห็นผืนทะเลอันกว้างใหญ่ ปลายผืนทรายสีขาวที่ทอดยาวออกไปมีเรือเล็กๆ ลำหนึ่งถูกผูกไว้กับเสา
                เห็นดังนั้นแล้วทั้งสามก็เดินไปยังเรือไม้ลำเล็กที่ว่างเปล่า เมื่อเดินมาถึงตัวเรือก็พบว่าภายในเรือที่เขาคิดว่าว่างเปล่านั้นกลับมีชายชราคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเรือ ทั้งสามมองหน้ากันไปมาก่อนนักรบผมยาวท่าทางใจดีจะกล่าวพลางใช้มือสะกิดปลุก
                “ตื่นได้แล้ว” แม้คาร์นเอลลูจะใช้มือผลักลำตัวไปมาแต่ชายชราในเรือยังไม่มีทีท่าว่าจะได้สติกลับมาเลย
                “ข้าว่าวิธีของท่านคงจะใช้ไม่ได้ผลกับชายชราที่หลับลึกเช่นนี้” ชายร่างยักษ์ที่ยืนข้างๆ กล่าว
                “ฉันจัดการให้เองพวก!” จัสตินเสนอตัวเองทันทีพลางเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนจะตะโกนโหวกเหวกเสียงดังไปทั่ว
                “ช่วยด้วยไฟไหม้!!!ไฟไหม้ ช่วยกันมาดับไฟเร็ว!” จัสตินใช้มือป้องปากพลางตะโกนไปซ้ายทีขวาที เมื่อนักรบทั้งสองได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่ยิ้มแหยงๆ ออกมา
                ขณะ ที่จัสตินตะโกนไปมาอย่างไม่ยอมหยุดชายชราในเรือก็เริ่มได้สติขึ้นมา เสียงที่อยู่ภายในหูของเขาอู้อี้จนฟังไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายแล้วบุรุษผู้หาญกล้าทั้งสองกับเด็กหนุ่มจำต้องตาโตสะดุ้งโหยง เมื่อชายชราที่นอนหลับอยู่บนเรือลำเล็กลุกกระโดดขึ้นมายืนด้วยท่าทีตื่นกลัว
                “หา!?ไม่มั้ง!” เกินไปหรือเปล่าลุ๊ง...!ทั้งสามอุทานออกมาพร้อมกับเมื่อเห็นชายชราเบื้องหน้าลงจากเรือพร้อมกับวิ่งไปไหนก็ไม่รู้พลางตะโกน คำว่า... ไฟไหม้
                เวลาต่อมาไม่นาน...
                “พวกเจ้านี่เล่นอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้!ไอ้เจ้าหนูนี่ยังไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้เจ้าสองคนนี่สิ โตเป็นนักรบจับดาบแล้วแท้ๆ เห็นเด็กทำเรื่องบ้าๆ บอๆ อยู่ต่อหน้ายังไม่คิดจะห้ามปรามอะไร” ชายชราเจ้าของเรือพูดต่อว่าเด็กหนุ่มและบุรุษผู้หาญกล้าทั้งสองจนแทบไม่เหลือความสง่าของนักรบอยู่เลย
                “ฉันว่าลุงเองก็วิ่งโอเว่อด้วยนั่นแหละ” นอนอยู่กลางทะเลแท้ๆ ดันตกใจวิ่งหนีไฟไหม้ เพี้ยนชะมัด
                “นี่ไอ้หนุ่ม!เจ้ายังมาต่อปากต่อคำกับข้าอีกอย่างนั้นรึ? หาว่าข้าวิ่งราวกับคนบ้าอย่างนั้นรึ? เจ้ายังไม่แก่เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก” ยังไม่มีใครว่าลุงบ้าเลยซักคนนะ...
                “แล้วนี่พวกเจ้าต้องการอะไร” ชายชราเริ่มเข้าใจความสำคัญหลังจากยืนต่อว่าอยู่นาน ทำเอาพวกเขาทั้งสามถึงกับทำหน้าสลดใจ
                “เอ่อ... คืออย่างนี้พวกเราต้องการให้ท่านไปส่งที่เมืองวีสหน่อย” คาร์นเอลลูกล่าว
                “ได้ขึ้นเรือมาสิ แล้วอย่ามาสร้างปัญหาให้กับข้าอีกล่ะ เอ้ออีกอย่างหนึ่ง!ค่าโดยสารสิบเหรียญนะ” ชายชรากล่าวพลางเดินไปขึ้นเรือคนแรก นักรบทั้งสองมองหน้ากันแปลกๆ ก่อนคาร์นเอลลูจะเดินไปกล่าวถามชายชรา
“ข้าไม่เคยร็มาก่อนเลยว่าเดี๋ยวนี้เรือที่พาไปส่งวีสเขาคิดค่าจ้างกันแล้ว”
“เดี๋ยวนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปเจ้าว่าไหม แหะๆ” เขากล่าวพลางแบมือให้กับคาร์นเอลลู
นักรบหนุ่มผมยาวไม่มีทางเลือกใดนอกจากล้วงหยิบเศษเหรียญในกระเป๋าบริเวณอกให้อย่างรู้สึกลังเล ชายแก่ท่าทางมอซอกำมืออย่างรวดเร็วทันทีที่เศษเหรียญสัมผัสกับฝ่ามือเหี่ยวๆ ของเขาพลางหัวเราะแหะๆ
“เขาคิดค่าจ้างก็ถูกแล้วนี่ นายจะเก็บเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาคิดทำไมให้ปวดหัวกัน” เสียงของเด็กหนุ่มบนเรือไม้ลำเล็กดังกลบเสียงไม้พายกระทบกับลำน้ำจนหมดสิ้น
“ไม่หรอกสหาย โดยปกติแล้วกษัตริย์เมืองวีสจะให้ค่าจ้างแก่คนงานเหล่านี้ทุกเดือน” นักรบหนุ่มผมยาวตอบเสียงค่อยเพราะกลัวชายแก่พายเรือจะได้ยิน
“อ้าว!แบบนี้ก็หมายความว่าไอ้แก่นี่มันอุ๊บอิ๊บเงินเราทั้งๆ ที่มีเงินเดือนอยู่แล้วน่ะสิ” เสียงของเด็กหนุ่มดังไปทั่วท้องน้ำจนชายแก่รู้สึกกระอักกระอวนใจ
“ฮะ-แฮ่มๆ!รู้สึกว่าไอมีเสมหะ เห็นทีแบบนี้ต้องกินไบโซวอล ชนิดน้ำสำหรับเด็ก ชนิดเม็ดสำหรับผู้ใหญ่” ชายชรากระแอมเสียงดังเมื่อรู้ว่าเองถูกนินทาในระยะเผาขน
เรอาห์มองผู้กล้ากับเด็กหนุ่มพลางยิ้มแหยงๆ เขานึกในใจว่านี่หรือชายหนุ่มในคำทำนายกับนักรบผู้ยิ่งใหญ่เพียงผู้เดียวในโลกที่เขานับถือ
เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาทีเศษเรือลำเล็กก็ลอยมาถึงฝั่งจนได้ ตรงหน้าคือท่าเรือเล็กๆ ที่ไม่ได้ต่างฝั่งที่ข้ามมาเลย มีเพียงตอไม้ตอหนึ่งที่ถูกยึดติดไว้กับพื้น แต่เลยผืนทรายเบื้องหน้าไปได้ไม่ไกลเท่าไรกำแพงสูงตระหง่านกำลังรอเขาอยู่ เด็กหนุ่มจ้องมองไปที่บันไดทางขึ้นตาไม่กะพริบ เหนือกำแพงขึ้นไปนั่นจะมีอะไรให้เขาต้องเสี่ยงชีวิตอีกหรือไม่
“ขอบใจนะลุงที่มาส่ง” เด็กหนุ่มกล่าวระหว่างกระโดดขึ้นฝั่ง
“ไม่เป็นไรไอ้หนู” ชายชราตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เมื่อนักรบทั้งสองขึ้นฝั่งเสร็จชายชราก็เริ่มพายเรือกลับไปที่เดิมทันที
“เอาเงินสิบเหรียญไปกินข้าวให้อร่อยๆ นะลุ๊ง!!!” เด็กหนุ่มตะโกนพลางโบกมือลาไปมา
ทั้งสามเดินขึ้นไปตามบันไดที่สูงชัน เมื่อเดินจนพ้นขอบกำแพงแล้วเด็กหนุ่มก็ได้แต่ยืนจ้องผู้คนที่เดินกันไปมาอยู่อย่างนั้น ผู้คนเมืองนี้ดูไปแล้วก็มีจำนวนไม่น้อย เผลอๆ อาจจะมากกว่าเมืองอาเรนน์ด้วยซ้ำไป แต่ทำไมบรรยากาศกลับดูเงียบสงบกว่า
“คนเมืองนี้เขาไม่ทำงานกันอย่างนั้นเหรอ” จัสตินพูดถึงร้านค้าที่มีเพียงน้อยนิดและบรรยากาศที่ดูเงียบสงบเกินไป
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกสหาย เมืองวีสแห่งนี้ติดกับทะเลทำให้ประชากรส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการประมง แต่ที่พวกเขาเดินกันเพ่นพ่านหรือนั่งอยู่กับที่เฉยๆ จนดูคล้ายกับไม่ทำงานทำการนั้นเป็นเพราะกษัตริย์” นักรบหนุ่มผมยาวเริ่มอธิบายรายละเอียดของเมืองแห่งน้ำให้เด็กหนุ่มเข้าใจ
“กษัตริย์จะเป็นผู้ออกคำสั่งแก่ขุนนาง ขุนนางก็จะออกคำสั่งแก่ขุนนางที่ด้อยชั้นลงมา และเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งคำสั่งนั้นถึงประชาชน ประชาชนทุกคนในเมืองแห่งนี้จึงล้วนมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปจึงทำให้เกิดการว่างงานชั่วระยะเวลาหนึ่ง”
“ฉันไม่เข้าใจที่นายพูดเท่าไหร่แฮะ”
“งั้นข้าจะลองเปรียบให้เจ้าฟังง่ายๆ นะ สมมติว่ากษัตริย์สั่งให้เจ้ากับข้าทำการประมงเหมือนกัน โดยเจ้าถูกสั่งให้ทำประมงเดือนหนึ่งถึงเดือนหก ส่วนข้าถูกสั่งให้ทำประมงเดือนเจ็ดถึงเดือนสิบสอง ดังนั้นเจ้าจะมีเวลาว่างในเดือนเจ็ดถึงเดือนสิบสอง ส่วนข้าจะมีเวลาว่างตรงข้ามกับเจ้า”
“อ๋อ!ฉันเข้าใจละ ก็แค่ทำงานตามที่ถูกสั่งให้ทำอย่างดี ส่วนเวลาที่เหลือก็พักผ่อนหย่อนใจว่างั้นเถอะ”
“ใช่... ส่วนการเกษตรด้านอื่น หรือข้าวของเครื่องใช้ก็จะมีกลุ่มอื่นที่ทำหน้าทีนี้ โดยพวกเขาก็จะถูกบังคับในแต่ละเดือนที่ต่างกันเหมือนกับเรา ส่วนร้านค้าที่ตั้งขายสิ่งของเหล่านี้ก็ถูกสั่งให้ขายเช่นกันเพื่อสำหรับนัก เดินทาง หรือนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ในเมืองยังไงล่ะ แต่คนที่หาของมาขายเองก็มีอยู่บ้าง”
“ว้าว...!กษัตริย์เมืองนี้ฉลาดแถมจัดระเบียบดีเนอะว่าไหม” เด็กหนุ่มหันยิ้มให้กับคาร์นเอลลู แต่แทนที่คาร์นเอลลูจะตอบกลับกลายเป็นนักรบร่างยักษ์ตอบแทน
“ใช่แล้วเจ้าหนู... พระองค์ทรงปรีชาและเก่งกล้าเหนือกษัตริย์ใด”
“อะ-อืม นั่นสิ” น้ำเสียงของเรอาห์หนักแน่นเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจะกล้าตอบอะไรกวนๆ กลับไป
“รู้อะไรไหมอันที่จริงโลกของฉันเรียกการกระทำแบบนี้ว่าเผด็จการล่ะ จำพวกคอมมิวนิสต์ นาซี อะไรเทือกนั้น”
“แม้ข้าจะไม่เข้าใจว่าคอมมิวนิสต์หรือนาซีคืออะไร แต่ข้าก็ขอเดาว่าเจ้าคงหมายถึงรูปแบบการปกครองสินะ” นักรบหนุ่มผมยาวเดาเอาจากคำพูด
“ว้าว!นายนี่ฉลาดเนอะ ตอนเด็กๆ กินข้าวกับอะไรเนี่ย” จิสตินพูดพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้คาร์นเอลลู
คาร์นเอลลูจ้องนิ้วโป้งนั้นอย่างประหลาดใจ แม้นเขาจะไม่เข้าใจว่าการชูนิ้วโป้งให้นั้นหมายความว่าอย่างไรแต่เขาก็ตัดสินใจลองชูขึ้นบ้าง
ทุกๆ อย่างที่นักรบหนุ่มทำนั้นดูเพอร์เฟ็กหมดเว้นเสียแต่ใบหน้าตอนชูนิ้วโป้งที่ดูประหม่าปนกับรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มตรงหน้าอดที่จะหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
“ถ้าไม่เข้าใจไม่ต้องฝืนทำก็ได้พวก!” เด็กหนุ่มพูดเสียงดังชัดเจนพร้อมกับตบท่อนแขนของนักรบอย่างดูสนิทสนม
 
บุรุษกล้าทั้งสองและเด็กหนุ่มในคำทำนายเดินเท้าขึ้นเหนือไปเรื่อย พวกเขาผ่านผู้คนมากมาย เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่าผู้คนรอบๆ เมืองแห่งนี้มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ช่างชวนให้น่าอยู่อาศัยดีแท้
ผู้คนทั้งหนุ่มแก่นั่งคุยกันหน้าบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็กถกเถียงเรื่องต่างๆ นานา เล่นหมากกระด้านบ้าง ร้องเพลงด้วยอารมณ์สุนทรีบ้าง สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหนุ่มที่เคยอาศัยอยู่ในโลกที่มีแต่ความวุ่นวายนั้นเกิดมีความรู้สึกปรารถนาอยากให้โลกของตนเป็นเช่นนี้บ้าง... แม้นหนึ่งในสิบก็ยังดี
เด็ก หนุ่มเดินมองผู้คนรอบข้างด้วยสายตาอิจฉาไปเรื่อยจนกระทั่งต้องหยุดความคิดลง เมื่อได้เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาจากทางเลี้ยวด้านขวามือข้างหน้า
“ได้โปรดอย่าทำข้าอีกเลย ข้าขอโทษ!” เสียงชายคนหนึ่งตะโกนคำว่าขอโทษดังไปทั่วอย่างเจ็บปวด อันเรื่องราวควรจะสิ้นสุดตรงนี้แล้วแท้ๆ แต่เสียงของชายคนเดิมยังคงดังขึ้นมา และดูทีท่าว่าจะหนักกว่าเดิม
“อ้ากกก!!!ข้ายอมท่านแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
จัสตินนั้นอ่อนต่อโลกนัก เขายังไม่ทันตั้งสติคิดไตร่ตรองให้ดีเลยแม้นเพียงนิดก็วิ่งออกไปเสียแล้ว
“เดี๋ยวจัส...!” แม้แต่คาร์นเอลลูที่ยืนข้างกายก็มิอาจกล่าวคำยั้งเขาได้ทัน สิ่งที่นักรบหนุ่มทำได้ในครานี้เห็นจะมีเพียงยืนถออนหายใจแล้ววิ่งตามไปเพื่อปกป้อง
“ไอ้เจ้าเด็กบ้าเอ้ย... กี่รอบเจ้าถึงจะพอใจกันแน่” น้ำเสียงขุ่นๆ ของนักรบร่างยักษ์ดังขึ้น ใบหน้าของเขาบึ้งตึงกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นมา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งเส้นเลือดที่หน้าผากยังแลดูชัดเจน เขากำลังโมโหเพราะจัสตินอย่างนั้นหรือ?
“เลียรองเท้าข้าสิ...!” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมาขณะที่คาร์นเอลลูกำลังวิ่งไปช่วยเหลือเด็กหนุ่ม คาร์นเอลลูรู้จักจัสตินดี ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือวิ่งไปให้เร็วที่สุดแล้วปิดปากเขาซะ
นักรบหนุ่มวิ่งอย่างรวดเร็วจนถึงทางเลี้ยว เบื้อหน้าของเขาคือเด็กหนุ่มยืนมองชายสวมเกราะเงินผมสีดำสั้นหน้าตาดี บนแผ่นหลังของเขามีผ้าแดงประดับ ชายผู้นั้นกำลังใช้เท้ากระทืบลงไปยังหน้าอกของชาวบ้านบริสุทธิ์ผู้โชคร้ายด้วยเหตุใดไม่อาจรู้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือชายฉกรรจ์สี่คนสวมเกราะเงินธรรมดาและพกดาบรอบข้างเขาคือกองทหารของเมืองวีสอย่างแน่นอน ซึ่งสัญลักษณ์รูปโลมากลางเกราะด้านหน้าคือสิ่งยืนยัน
“จงจำใส่สมองของเจ้าไว้ว่าอย่าโผล่หน้ามาในขณะที่ข้าเดินผ่านอีก!” เด็กหนุ่มยินนิ่งอย่างตกใจเมื่อชายผมสั้นสวมผ้าแดงตะคอกเสียงดังพลางกระทืบเท้าลงไปบริเวณอกของชาวบ้านไม่ยอมหยุด ชาวบ้านบริเวณโดยรอบเองก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเลย
ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มยืนอึ้งเป็นโอกาสทองสำหรับคาร์นเอลลูที่จะเข้าไปปิดปากได้ทันควัน เมื่อเห็นดังนั้นแล้วเขาก็วิ่งพุ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย ทำได้แค่กับคนไม่มีทางสู้หรอวะ!” ไม่ทันเสียแล้ว... คำพูดของเด็กหนุ่มหลุดปากออกไปก่อนที่นักรบจะถึงตัว คาร์นเอลลูหยุดเท้าลงพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานนี้คงเรื่องยาวอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มคลุมผ้าแดงยกเท้าออกจากอกมาวางที่พื้นพลางหันมองมายังเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ
“เมื่อครู่เจ้าว่าไงนะ” เขาถามอีกครั้งเพราะความไม่แน่ใจเท่าไหร่
“โอเค ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายหูไม่ดีหรือได้ยินไม่ชัดกันแน่ แต่ฉันเองก็ใจดีเหมือน ฉันจะพูดอีกครั้งให้ฟังเข้าใจง่ายๆ เหมือนเลือกจ่ายโปรโมชั่น เมื่อกี้ฉันพูดกับนายว่า...” เด็กหนุ่มพูดพลางยื่นคอออกไปข้างหน้าอย่างกวนโทสะ
แกมันไอ้หน้าตัวเมีย” น้ำเสียงของเขาเน้นหนักแน่นและชัดเจน แต่ชายคลุมผ้าแดงก็ยังคงถามต่อ ใช่... ถามต่อ เพียงแค่คนละประเด็น
“เจ้าคงอยากร่วมวงด้วยใช่ไหมล่ะ”
“ดะ-เดี๋ยวก่อน!เมื่อกี้ฉันพูดเล่น” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทีกระวนกระวายเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเอาจริงแน่ๆ
 
ให้ตายสิ นี่เราพูดบ้าอะไรออกไปวะ!?
จัสตินนะจัสติน ทำอะไรไม่เคยคิดเลย คราวที่แล้วก็เพิ่งจะเป็นตัวถ่วงให้กับเรอาห์ แล้วยังทำให้คาร์นเอลลูต้องเสี่ยงตายปกป้องอีก คราวนี้ยังอุตส่าห์ปากเฉาฉุ่ยไปหาเรื่องให้กับพวกเขาอีกเหรอเนี่ย...
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 254 ท่าน