Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
สะดุดรัก...นักเขียนเงา
พริมโรส
การเดินทางครั้งใหม่ (หัวใจเดิม)
2
09/03/2555 22:04:41
250
เนื้อเรื่อง

2 

การเดินทางครั้งใหม่ (หัวใจเดิม)

 

ผมนั่งฮัมเพลงมาในรถของโรงแรมอย่างอารมณ์ดี ก็จะมีวันไหนที่ดีกว่าวันนี้หละ (คุณว่าไหม) อีกไม่นานผมก็จะได้พบเธอแล้ว (ในใจย้ำอยู่อย่างนั้น คงหลายพันรอบ) หัวใจชายหนุ่มอย่างผมมันลิงโลดไปตามประสา และรีบโทรฯหาพี่ป้าทันที่เมื่อถึงที่พัก

พี่ป้าครับ...นัดคุณมินยองกี่โมง ผมกรอกเสียงตามสายเมื่อพี่ป้ารับโทรศัพท์

โอ๊ย...ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้หรอกค่ะคุณน้อง พี่ต้องขอเช็คผู้จัดการเขาก่อน ว่าตอนนี้เขาสะดวกพบคุณน้องไหม๊

อ้าว...แล้ววันนี้ผมจะทำอะไรล่ะครับ

ไปพักผ่อนก่อนละกัน ออกไปเตร็ดเตร่ที่ไหนก็ได้ แต่ถ่ายรูปมาลงสกู๊ปเยอะ ๆ เจออะไรที่น่าสนใจก็เก็บมา

ไอ้นั่นน่ะ มันแน่อยู่แล้วหละพี่ แต่ว่าผมจะได้พบมินยองจริง ๆ เมื่อไหร่อ่ะ

แค่นี้นะโจ ถ้าพี่นัดคุณมินยองได้เมื่อไหร่จะโทรไปหานะ พี่ป้าตัดสายทิ้งซะอย่างนั้น แกคงเบื่อตอบคำถามที่ซ้ำซากของผม เลยเลือกทิ้งให้ผมยืนค้าง

แล้วถ้าไม่โทรฯมาเลย ก็แปลว่านัดไม่ได้น่ะสิ แล้วทีนี้ผมจะทำไงอ่ะ พี่ป้าทิ้งให้ผมคาใจกับคำถาม จึงต้องคิดเองว่าจะใช้เวลาว่างที่เหลือทำอะไรจากนี้ต่อไป

ผมเลือกพักในโรงแรมที่สะอาดและดี ที่นี่ราคาไม่ถูกเลย เหตุผลเพียงเพื่อความปลอดภัย และการมาเยือนโซลเป็นครั้งแรก (ก็ต้องลงทุนกันหน่อย) ผมคิดเผื่อว่าถ้ามินยองต้องการพบผม และจู่โจมมาหาถึงที่พัก อย่างน้อยยังดูไม่ขายหน้ามากเท่าไหร่นัก ถ้าเทียบกับโรงแรมเก่า ๆ โทรม ๆ ที่เคยพักอยู่เป็นประจำ ภาพพจน์ของมินยองเป็นเรื่องที่ผมมาคิดถึงเอามากมายในภายหลัง หลังจากได้รู้จักเธอในคืนนั้น

ความคิดคำนึงเหล่านี้ทำให้ผมเริ่มวิเคราะห์ถึงจิตใจของตัวเอง ความเป็นตัวของผมเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละนิด ๆ เพื่อให้คนที่เราสนใจมองเห็นคุณค่าในตัวเรา ผมรู้สึกเหมือนว่าผมกำลังมีความรัก และคิดต่อไปอีกว่าผู้ชายเวลามีความรักจะพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่า เหมือนกฎการสร้างแรงดึงดูดเพื่อให้อีกฝ่ายโน้มเข้ามาหา เนื่องจากว่าตลอดมา มร.โจเซฟ ณ จำปาสักคนนี้ ไม่เคยคิดเข้าหาผู้หญิงคนไหนก่อนเลย ไม่เคยแม้แต่จะติดตามหรือไปอยู่ใกล้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน แต่ทุกวันนี้หัวใจผมไม่เคยเป็นสุข มันไม่นิ่ง อีกทั้งยังเหมือนวิ่งพล่านและพยายามจะตามไปทุกที่ที่ผมรู้ว่ามีเธอคนนั้นอยู่ แม้ไม่รู้ว่าจริง ๆ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน...

ผมออกจากโรงแรมในตอนบ่าย หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจส่วนตัว และตั้งใจเดินเตร็ดเตร่ ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยไปตามท้องถนน สังเกตวิถีชีวิตชาวโซล เมื่อมาถึงแผนกต้อนรับเพื่อฝากกุญแจห้อง ผมจึงสะดุดเข้ากับป้ายประกาศอันใหญ่ ในรูปเป็นแจกันโบราณอันใหญ่และภาษาเกาหลีที่ผมไม่เข้าใจ คล้ายงานประมูลทางศิลปะหรืออะไรสักอย่าง ผมจึงถามจากพนักงานต้อนรับ

นั่นเป็นประกาศงานแสดงศิลปะเครื่องเคลือบโบราณของเกาหลี เป็นผลงานของอาจารย์คิมมินจูค่ะ จัดอยู่ไม่ไกล ถ้าคุณสนใจจะไปร่วมงานทางโรงแรมมีรถรับ-ส่งนะคะ ท่านเป็นคุณพ่อของคุณโซอี้ ดารา-นางแบบที่กำลังมาแรงตอนนี้ค่ะ คุณรู้จักเธอไหม... ผมพยักหน้าทำเหมือนว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษที่ฟังค่อนข้างยากของคนเกาหลี

ผมขอโปสการ์ดหรือใบปลิวของงานนี้ ได้ไหมครับ

เชิญหยิบได้ตามสบายค่ะ งานมีวันมะรืนนี้นะคะ เธอกล่าว เมื่อเห็นผมหยิบโปสการ์ดและใบปลิวอย่างละ 2 ชุด

หลังจากสนทนากับเธออยู่พักหนึ่ง จึงรู้ว่าเธอเป็นผู้ที่ชื่นชมมินยอง ผมจึงได้ข้อมูลสำคัญบางอย่าง เช่นมินยองไม่ค่อยชอบพ่อของเธอ เธอโตที่อเมริกาและเพิ่งกลับมาโซลได้ไม่นาน ตอนนี้มีปัญหากับคู่หมั้นและแม่ของเธอซึ่งไม่ใช่แม่แท้ ๆ พอฟังดูแล้วเหมือนชีวิตของเธอล้วนต้องเผชิญแต่ปัญหาที่อาจเป็นเพราะเธอสร้างมันขึ้นมา

ผมเดินเลียบไปบนถนนสายหลักที่คราคร่ำไปด้วยยวดยานและผู้คน ถนนเส้นนี้คล้ายกับถนนสุขุมวิทในกรุงเทพฯ ผู้คนเลิกงาน บ้างเดินกลับบ้าน บ้างคอยรถเมล์หรือไม่ก็รถไฟใต้ดิน ร้านรวงที่อยู่ริมถนนเริ่มกระจายแสงไฟ คล้ายกับพูดเป็นนัยว่ายินดีต้อนรับ

ที่นี่มืดเร็วจัง... ผมสบถเบา ๆ จนนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เดินตามมาแอบยิ้มให้

สาว ๆ ก็น่ารักครับ ผมกล่าวเอาใจพวกเธอ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นเป็นผู้หญิง โบกมือให้พวกเธออย่างอารมณ์ดี

สิ่งนี้ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะถ้าไม่เคยพบมินยองมาก่อน ถ้าหัวใจไม่ได้เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกประหลาดนั้น ผมคงไม่คิดจะทำแบบเมื่อครู่ อาจแค่เดินผ่านไปเฉย ๆ ไม่ยิ้มหรือทักทายอะไรเลย

ไม่นานผมพบตัวเองยืนอยู่ใจกลางแหล่งช้อปปิ้งระดับหรู และสินค้าแบรนด์เนมย่านแหล่งแฟชั่น ผมไม่รู้ว่าที่นั่นเรียกว่าอะไร คล้ายเดินเอ๋อหลงเข้าไปแบบหาทางออกไม่เจอ ย่านนี้คล้ายชองอลิเซ่ในปารีส แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับผมตอนนี้คือ ผมรู้สึกหิว และเวลาแห่งความเพลิดเพลินมันเดินเร็วเสมอ โดยที่ไม่ได้สังเกตุว่านี่ค่ำลงแล้ว ผมมองหาร้านบะหมี่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าจะให้ดีต้องมีคนเข้าไปทานกันเยอะ ๆ เพราะมันน่าจะรับประกันความอร่อยได้ในระดับหนึ่ง ผมคิดในใจ ในสมองผุดสิ่งดี ๆ ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ผมจึงพรวดเข้าไปในร้านบะหมี่สไตล์เกาหลีที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วหยิบสมุดโน๊ตขึ้นมาจดก่อนที่จะลืม

ดวงตาที่ยิ้มปราย ทำให้ใจแทบหยุด

 หากได้ครองแววตานั้นไว้นิจนิรันดร์

 จะเพียงฝันแต่เธอร่ำไป

 ท้องฟ้าทุกวัน ของฉันจะมีรุ้งพราย

 เพียงยามมองผ่านไป แล้วเห็นเธอโปรยยิ้มมา

ผมเก็บสมุดโน๊ตใส่กระเป๋าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะขอเมนูมาเลือกดูว่าจะสั่งอะไรดี ผมมองบรรยากาศในร้านโดยรอบ เจ้าของร้านท่าทางเป็นคนเจ้าอารมณ์และเสียงดัง แต่อันที่จริงคนเกาหลีก็เสียงดังอยู่แล้ว (ผมเรียนรู้จากซีรีย์ที่ผู้หญิงเขาชอบดู ผมเคยขอยืมของพี่ป้ามาดูเรื่องหนึ่ง เนื่องจากนางเอกน่ารักมาก) เวลาพวกเขาคุยกันจะดูเหมือนโกรธกันตลอดเวลา แม้คุยธรรมดาก็เลยรู้สึกเหมือนกำลังทะเลาะกัน

เจ้าของร้านยกบะหมี่ชามใหญ่มาให้ผม กลิ่นหอมของเครื่องปรุงทำให้ผมน้ำลายสอ ก๋วยเตี๋ยวที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทย แม้รสชาดไม่จัดจ้านด้วยเครื่องเทศมากเท่า แต่กินแล้วสบายท้อง กลมกล่อมจนไม่ต้องปรุงเพิ่ม อันที่จริงผมเป็นคนชอบอาหารรสจัด เพราะถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวผมจะปรุงจนเผ็ดจัด ถึงขั้นน้ำก๋วยเตี๋ยวแดงไปด้วยพริก แต่ถ้าเป็นบะหมี่ที่นี่ หากเติมเครื่องปรุงมาก ๆ ลงไป เชื่อได้ว่าคงเป็นรสชาดที่กินไม่ได้เลย (ผมเดาว่างั้น) คุณยายมักบ่นผมในเรื่องการกินเสมอ ท่านบอกว่าผมทำร้ายตัวเองด้วยการกิน การกินเผ็ดหรือเค็มมากเกินไปนั่นเป็นเพราะจิตใจกำลังหดหู่ กังวล เครียดหรือผิดหวัง ท่านบอกว่าการเลือกรับรสอาหารเป็นการสื่อถึงอารมณ์ของคนกินในขณะนั้นได้เช่นกัน ท่านเคยเตรียมอาหารให้คณะฑูตจากฝรั่งเศส อาหารของท่านเป็นที่ชื่นชมและโด่งดังมากในตอนนั้น ถึงแม้ผมยังเด็กแต่ก็พอจะจำเรื่องราวในตอนนั้นได้ดี แล้วท่านยังบอกอีกว่าสุขภาพของผมจะแย่ลงเพราะการกิน และการรับรสที่ผิดปกติ แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังกินรสจัดอยู่เหมือนเดิม

ระหว่างนั่งกินบะหมี่ อีกเรื่องที่อยู่ในความคิดของผมคือเรื่องของมินยอง ผมรู้จักเธอน้อยเหลือเกิน นอกจากเธอมีคู่หมั้น (ซึ่งคือเทจุน) เป็นนางแบบชื่อดัง และคุณพ่อเป็นนักปั้นเครื่องเคลือบโบราณแล้ว ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธออีกเลย และการเขียนเรื่องราวที่ต้องสะท้อนความเป็นตัวตนของเธอ จึงทำให้ผมทำงานลำบาก นอกจากนั้น การแอบหลงรักคนแปลกหน้าอย่างเธอแบบหัวปักหัวปำ หากเป็นคนอื่นมอง คงเป็นเรื่องน่าขำและไร้เหตุผลสิ้นดี แต่สำหรับผมความรักและเหตุผลอาจเป็นเรื่องที่สวนทางกัน

ผมหยิบโบรชัวร์งานแสดงศิลปะขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วมองรูปถ่ายของอาจารย์คิมมินจู มินยองมีจมูกและดวงตาเหมือนอาจารย์มาก ส่วนที่เหลือเธอคงได้จากแม่ของเธอ เมื่อดูแล้วอดคิดเลยไปว่าวันเปิดงานเธอคงต้องมาแสดงความยินดีกับพ่อของเธอแน่ ๆ ส่วนตัวผมนั้น ใคร ๆ ในบ้านมักพูดว่า ผมมีโครงหน้าและรูปร่างเหมือนพ่อ โดยเฉพาะจมูก แต่รวม ๆ แล้วผมเหมือนแม่มากกว่า คุณยายท่านจึงบอกผมว่า สาเหตุหนึ่งที่พ่อไปจากผม คงเป็นเพราะผมเหมือนแม่มากเกินไป มันเป็นเรื่องที่คาใจและโหดร้ายที่สุดในความรู้สึกของผม ผมไม่เคยรู้ว่าการที่เราเหมือนใครสักคนเป็นความผิดและกลายเป็นเหตุผลให้คน ๆ หนึ่งที่เรารักไม่รักเรา หากเป็นไปได้ไม่อยากให้เป็นแค่เหตุผลเพียงเท่านี้ ที่ทำให้คนที่เรารักทอดทิ้งเราไป

นี่เธอคิดจะไปจริงหรือ...ปิแยร์ เสียงคุณยายก้องในหู ในวันที่พ่อพาผมไปที่บ้านของท่าน และเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้เห็นหน้าพ่อ ผมแอบมองพ่อและคุณยายคุยกันในห้องหนังสืออย่างใจจดจ่อ บรรยากาศในนั้นทำให้ผมกลัวจนไม่อาจย่างเท้าก้าวผ่านประตูเข้าไป จึงทำได้เพียงลอบมองทั้งคู่สนทนากัน

ผมทนไม่ไหวแล้วครับ ท้าวนาง ถ้าขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป ผมคงฆ่าตัวตายสักวัน พ่อกล่าวทั้งน้ำตา ใช้มือป้องหน้าร้องให้ เขาซบหน้าลงกับเข่า ผมเห็นคุณยายลุกขึ้นไปปลอบ ลูบหลังเขาเบา ๆ

ฉันเข้าใจแล้ว...แต่โจล่ะ เธอจะทำอย่างไรกับเขา เธอเป็นพ่อของขา อันที่จริงเขาควรจะต้องอยู่กับเธอ ฉันไม่อยากเห็นเธอสองคนต้องแยกจากกัน ฉันไม่ได้รังเกียจที่จะเลี้ยงดูโจหรอกนะ แต่ฉันคิดถึงจิตใจของหลานฉัน ว่าการอยู่กับฉัน คงไม่เหมือนที่เขาได้อยู่กับพ่อแท้ ๆ อย่างเธอ

ผมคงพาโจไปด้วยไม่ได้หรอกครับ ผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะไปที่ไหน โจยังเด็กเกินกว่าจะเร่ร่อนไปในโลกกว้างกับผม ผมยังเห็นปิแยร์สะอื้นไห้

เหตุผลแค่นี้เองเหรอ ที่เธอไม่ยอมพาเขาไปด้วย ยังไงอนาคตของโจก็สำคัญ ถ้าเธอจัดการอะไรในชีวิตเธอเรียบร้อยดีแล้ว ค่อยกลับมารับเขาก็ได้ คุณยายกล่าวใช้มือลูบไล้ที่หลังอันสั่นเทาของพ่อเป็นการปลอบโยน

ผมเองก็ตั้งใจอย่างนั้น แต่เขาเหมือนแม่ของเขามากเหลือเกิน ทุกครั้งที่ผมมองเขา มันเหมือนเธอกำลังจ้องมองผมอย่างไม่เคยห่างไปไหน แบบนั้นมันโหดร้ายเกินไปสำหรับผม

การที่โจเหมือนจ้าวลาวน้อย มันไม่ใช่ความผิดเขา สิ่งที่ทำร้ายเธอคือความรู้สึกในใจเธอ ปล่อยวางและให้อภัยตัวเองเถอะ มันเป็นอุบัติเหตุ เธอไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ลูกสาวฉันตาย ฉันรับปากจะดูแลโจให้ จนกว่าเธอจะกลับมา

ขอบคุณครับ ส่วนบ้านของผม หากเกิดเรื่องยุ่งยากทางการเงิน ท้าวนางจะขาย ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ

ไม่จำเป็นหรอก ฉันอยากเก็บมันไว้ให้หลานชายของฉัน โจอาจต้องการมันเมื่อโตขึ้น

แล้วเธอวางแผนจะเดินทางเมื่อไร

วันนี้ครับ ผมนำข้าวของที่จำเป็นของโจมาด้วยแล้ว ผมฝากโจด้วยนะครับ

ผมมองแผ่นหลังที่สั่นเทิ้มของปิแยร์ เขานั่งในห้องหนังสืออยู่นาน ในนาทีนั้นผมเกลียดชังเขา แม้อาจยังไม่มาก แต่มันระคนทั้งรักและเคียดแค้นที่เด็กคนหนึ่งพึงจะมีต่อบิดาที่ทอดทิ้งเพียงเพราะผมหน้าเหมือนแม่ ผมยืนนิ่งอยู่นาน จนกระทั่งคุณยายเดินออกมาพบผมที่หน้าห้อง ท่านกอดผมไว้ ตอนนั้นเองที่น้ำตาผมมันไหลออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดที่ผมต้องการปฏิเสธออกจากใจ การร้องให้ออกมาแบบนั้น อาจเป็นเพราะตอนนั้น ผมคงไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้

เข้าไปหาพ่อของหลานซะ ไม่นานเขาก็จะไปแล้ว หลานควรไปบอกลาท่าน พอคุณยายพูดจบ ท่านก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมอยู่กับพ่อตามลำพัง ผมยืนเกาะขอบประตูมองแผ่นหลังที่เดียวดายของปิแยร์

โจ... พ่อเรียกผมเบา ๆ เป็นเสียงที่แหบปร่า เหมือนพูดออกมาอย่างยากลำบาก เมื่อท่านเหลือบมาเห็นผมยืนอยู่หน้าประตูห้อง

จะไปแล้วเหรอครับ... ผมถาม ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าเขากำลังจะไป ผมเพียงมองหน้าเขา คล้ายมีคำถามมากมายอยากจะถาม โดยเฉพาะทำไมเขาจึงไม่พาผมไปด้วย แต่สำหรับเขาถึงถามไปก็คงไม่ตอบอยู่ดี

ใช่...พ่อต้องเดินทางวันนี้แล้วโจ พ่อรู้สึกผิดและเสียใจที่ต้องทำอย่างนี้ แต่พ่อพาแกไปด้วยไม่ได้จริง ๆ

เพราะงั้น...คุณจึงต้องไปในที่ ที่ไม่มีผมและแม่ เพื่อที่คุณจะได้ลืมพวกเราใช่ไหมฮะ ผมมองหน้าเขา เหมือนมองหาคำตอบในแววตาเศร้าคู่นั้น แต่มันกลับว่างเปล่า

ตั้งแต่แม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ผมก็ไม่เคยเรียกปิแยร์ว่าพ่ออีกเลย ผมยังคงโทษว่าเป็นความผิดของปิแยร์ที่ทำให้แม่ตาย ปิแยร์พรากผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักไปจากผม แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน หรือแม้เขายังคงดูแลผมอย่างดี แต่ความรู้สึกของผมตอนนั้นเหมือนไม่มีเขาอยู่อีกแล้ว

ลูกจะโทษพ่อก็ได้ จะโกรธจะเกลียดก็ได้ ถ้ามันทำให้ใจของลูกสบายขึ้น ปิแยร์ลุกขึ้นยืน มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างด้วยดวงตาที่อ้างว้าง ผมเดาว่าความรู้สึกของเขาในตอนนั้นคงว่างเปล่าไร้จุดหมาย ผมไม่อยากเอ่ยคำลา จึงแค่เดินออกจากห้องไป แต่ปิแยร์กลับคว้าผมไปกอดไว้

ลูกต้องโตขึ้นเป็นคนดีแน่ และคงดีกว่า ถ้าไม่มีพ่อขี้เมาไร้จุดหมายอยู่ด้วย พ่อมีของให้แก รออยู่นี่เดี๋ยวนะ... เขากล่าว ควานหาของในกระเป๋าใบใหญ่ จากนั้นก็ฉวยกล้องถ่ายรูปที่เขาหวงหนักหนาออกมา แล้วยื่นมันให้ผม

เก็บไว้นะ หัดใช้มันให้ดี วันหนึ่งมันอาจนำเรามาพบกันอีก

นี่มันกล้องตัวโปรดของคุณนี่ เมื่อก่อนผมคิดอยากจะจับ คุณยังไม่ยอม

ตอนนั้นลูกเล็กมาก อาจทำมันพังก็ได้ แต่ตอนนี้ลูกโตพอที่จะดูแลมันได้แล้ว พ่อรู้ว่าลูกชอบ และอยากให้เก็บมันไว้ มันไม่ใช่ของดูต่างหน้าอะไรหรอก แต่มันอาจสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา หากลูกเรียนรู้วิธีใช้มันอย่างเชี่ยวชาญ ปิแยร์กอดผมอีกครั้ง แม้เป็นกอดที่อ้างว้าง แต่ยังแฝงความอบอวลด้วยรักและห่วงใย ผมโอบแขนรอบไหล่ที่สั่นเทิ้มของเขา นั่นเป็นสัมผัสสุดท้ายของผมและปิแยร์

ดูแลตัวเองนะโจ ดูแลคุณยายด้วย แล้วเราค่อยพบกัน ปิแยร์กล่าว ลูบหัวผมเบา ๆ ก่อนแบกเป้พาดบ่า แล้วเดินจากไป อย่างไม่มีจุดหมายและกำหนดกลับ ผมพบตัวเองยืนนิ่งในห้องสมุดอยู่นาน จนกระทั่งคุณยายเดินเข้ามา โอบผมไว้ในอ้อมกอด คล้ายปลอบโยนเด็กที่กำลังสะอื้นให้ แต่ขณะนั้นผมไม่มีทั้งน้ำตาหรือเสียงสะอื้นอันใด แต่คุณยายท่านยังสัมผัสได้ถึงน้ำตาที่หลั่งรินอยู่ภายในใจของเด็กชายที่ปวดร้าวจากการพรากจากคนที่ตนรักถึงสองครั้งสองคราในเวลาที่ต่างกันเพียงสองปี ซึ่งเป็นทั้งเรื่องเศร้าและเรื่องน่ากลัวที่สุดสำหรับผมในตอนนั้น

 

ผมปล่อยใจให้เตลิดไปกับอดีตเพียงชั่วครู่ หรืออาจเป็นเพราะบะหมี่ที่เพิ่งลิ้มรสเข้าไปทำให้นึกถึงอาหารฝีมือคุณยาย หลังจากอิ่มแล้วผมตัดสินใจเดินย้อนกลับทางเดิมเพื่อมุ่งสู่ที่พัก ครั้นผ่านจัสตุรัสที่มีผู้คนจอแจ ผมเหลือบเห็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน เทจุนก้าวลงมาจากรถลีโมซีนคันหรูพร้อมมินยอง ทั้งคู่เดินเข้าไปในโรงแรม N ที่คล้ายว่าเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ หรือกำลังใกล้เปิดตัว ผมถามจากนักข่าวที่รอทำข่าวอยู่แถวนั้นได้ความว่า มินยองรับเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาให้โรงแรมนี้ด้วยค่าตัวที่สูงลิบ ภาพลักษณ์ของเธอที่นี่คงดีไม่ใช่น้อย ฉนั้นการเข้าถึงตัวเธอจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เหมือนที่พี่ป้าเคยบอก ว่าการจะติดต่อเธอได้ต้องใช้เวลา อย่างน้อยต้องคอยตามคิวงานจากผู้จัดการของเธอ ซึ่งต่างจากการพบกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวโดยสิ้นเชิง เรื่องราวในตอนนั้นเหมือนเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจผมมากที่สุดในขณะนี้ ครั้งแรกพบช่างเป็นความบังเอิญที่แสนเรียบง่าย เมื่อเทียบกับความบังเอิญในวันนี้ เหมือนผมกำลังแหงนมองดูดาวที่อยู่สูงเกินเอื้อม ดูเหมือนแสนไกลจนไม่อาจไขว่คว้า

แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความยากง่าย ผมบอกกับตัวเองอย่างนั้น ผมพยายามแทรกตัวเบียดกับนักข่าวท้องถิ่นเพื่อให้ได้ขยับเข้าใกล้เธออีกนิด และคาดหวังว่าความพยามคงไม่สูญเปล่า ในขณะที่เธอกำลังให้สัมภาษณ์ สายตาของเธอมองผ่านมาทางผมครู่หนึ่ง ผมยกกล้องขึ้นถ่ายรูปของเธอด้วยความเผลอตัวเพราะเป็นส่วนหนึ่งจากความเคยชินในอาชีพที่ทำอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่ผมเห็นผ่านเลนส์ คือดวงตาที่ฉายแววอ่อนหวาน ดุจมองดูคนรัก ซึ่งแววตาเช่นนั้นเธอควรใช้มองเทจุนมากกว่าจะเป็นผม มันเป็นความสับสนที่ทำผมฉงนสนเท่ ซึ่งผมอาจคิดเข้าข้างตัวเองไปอีกว่า เธอกำลังอาลัยอาวรณ์ผมอย่างลึกซึ้งจนสุดบรรยาย

ผมยืนเหวออยู่ที่ล๊อบบี้ครู่ใหญ่ ปล่อยใจฟุ้งซ่านไปกับแววตาของเธอเมื่อครู่ จนกระทั่งการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง ส่วนมินยองถูกเชิญเข้าสู่ด้านในตัวอาคารของโรงแรม เพื่อเข้าสู่ชั้นบน หน่วยรักษาความปลอดภัยกันนักข่าวให้ออกห่างและทางผู้จัดการโรงแรมออกมาแจ้งว่าการสัมภาษณ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมเชื้อเชิญให้นักข่าวทุกคนพักผ่อนที่บริเวณโถงชั้นล่างตามอัธยาศัย ผมสั่งเครื่องดื่มเพื่อนั่งคอยเธอที่โซฟาของล๊อบบี้ ตั้งใจจะพบเธอให้ได้และจะรอจนกว่าเธอออกมา แม้ว่านักข่าวส่วนใหญ่ทยอยกลับกันเกือบหมดแล้วก็ตาม

คุณคะ...นี่ก็ดึกมากแล้ว คุณยังจะรอคุณมินยองอีกหรือคะ พนักงานของโรงแรมเดินเข้ามาถาม เมื่อเห็นผมนั่งอยู่นาน และนักข่าวท่านอื่นต่างพากันกลับไปหมดแล้ว

ครับ...เธอพักอยู่ที่นี่หรือเปล่า ผมถามเบา ๆ พร้อมอาการง่วงจัด เพราะเป็นเวลาพ้นเที่ยงคืนไปแล้ว

ฉันคิดว่าเธออาจกลับไปแล้วก็เป็นได้ ที่นี่เรามีประตูทางออกหลายทางค่ะ... พนักงานสาวกล่าวกับผม พลางเก็บแก้วเครื่องดื่มที่ผมทานทิ้งไว้

งั้นหรือครับ...จริงสิ นี่หลายชั่วโมงแล้ว งั้นผมควรต้องกลับเสียที ราตรีสวัสดิ์ครับ ผมกล่าว พลางลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย แล้วกล่าวขอบคุณเธออีกครั้งที่เดินมาบอกด้วยความหวังดี ก่อนจะเดินออกจากโรงแรมเพื่อกลับสู่เส้นทางเดิม

ผมตำหนิในความดื้อรั้นของตัวเองระหว่างทางเดินกลับที่พัก อันที่จริงผมไม่จำเป็นต้องคอยนาน และทางที่ดีควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ป้านัดหมาย ไม่ว่าอย่างไรในที่สุดผมจะได้พบเธออยู่ดี และบางทีพรหมลิขิตอาจไม่ตองการความรีบร้อนก็เป็นได้ แม้จะโทษความใจร้อนของตัวเองอย่างไรแต่ยังอดดีใจไม่ได้ที่อย่างน้อยได้เห็นหน้าเธอแม้เพียงครู่เดียวก็ชื่นใจ กลับมานอนหลับลงได้อย่างสบายตลอดคืนที่ห้องพักจนกระทั่งเวลาสายของวันรุ่งขึ้น เมื่อเสียงสัญญาณพิฆาตดังขึ้นจากโทรศัพท์ และผมจำได้ว่าไม่ได้ตั้งปลุกเอาไว้

นี่แก...ตื่นรึยังย่ะ สายแล้วรู้ไหม ฉันยังจ่ายเงินเดือนจ้างแกอยู่นะ... เสียงพี่ป้าดังกระแทกแก้วหูเหมือนเคย เมื่อทันทีที่ผมกดรับสาย

ครับ... ผมตอบรับ งัวเงียด้วยยังไม่ตื่นเต็มที่

แกมีนัดกับคุณมินยองที่โรงแรม N เก้าโมงครึ่งวันนี้...เข้าใจมั๊ย แล้วไม่ต้องให้ฉันย้ำนะ ว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง พี่ป้าสั่งงานเสียงดังลั่น เหมือนสั่งให้ผมตื่นจากภวังค์

ตอนนี้...กี่โมง ผมพูดกับตัวเอง แต่พลางกรอกเสียงลงโทรศัพท์ เหลียวมองนาฬิกาที่หัวเตียง

อีก 5 นาทีเก้าโมง ไม่ทันแน่พี่ป้า...

งั้นรีบเลย ฉันเลื่อนนัดไม่ได้นะยะ เพราะคุณเธอมีนัดอีกครั้งตอน 11.00 โมง

โอเค... ผมตอบรับอย่างเสียไม่ได้ วิ่งวนอยู่ภายในห้องเพื่อหาเสื้อผ้า และเตรียมอาบน้ำ

คุณเธอบอกว่าแกรู้จักที่พักของเธอแล้ว เพราะเธอเห็นแกเมื่อคืน

อ๋อ...ครับ โรงแรมนั้น ผมกล่าว พลางถอดเสื้อผ้า และคิดว่าถ้าวิ่งไปจากที่พักคงทันเวลา

แสดงว่าแกเคยไป นี่แกมีอะไรบิดปังฉันหรือเปล่า พี่ป้าพยายามถามซักไซร้เหมือนอย่างเคย

แค่นี้นะพี่...ผมรีบ ผมตัดบทแล้ววางหูดื้อ ๆ วิ่งเข้าห้องน้ำชำระร่างกายอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้พบเธอทันเวลานัด

 

ผมปรากฏกายที่โถงรับรองของโรงแรม ในเวลา 5 นาทีก่อนถึงนัดสำคัญ สายตามองกวาดเพื่อหาคู่นัด แต่กลับพบเพียงสาวประชาสัมพันธ์เมื่อคนเมื่อคืนที่ยืนรอให้ผมสอบถามที่จุดต้อนรับของโรงแรม

อรุณสวัสดิ์ค่ะ มาพบคุณมินยองใช่ไหมคะ เธอถามยิ้มเป็นนัย คล้ายเหย้าแหย่เรื่องเมื่อคืน

ครับ... ผมตอบ มองหน้าเธอที่ดูเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่กลับยังดูสดใส

คุณมินยองแจ้งไว้แล้วค่ะ ว่ามีนัดกับคุณ... ฉันชื่อเจซอนค่ะ เป็นผู้จัดการที่นี่ เธอกล่าวแนะนำตัวเอง

ผมชื่อโจ...เอ่อ โจเซฟ การ์ดินี่ ผมกล่าวแนะนำตัวเองบ้าง และคงดูขัดเขินเพราะผมไม่คุ้นเคยกับการทักทายอย่างเป็นทางการ และที่สำคัญ ผมไม่ใคร่เปิดเผยชื่อ-สกุลเต็ม ๆ ให้ใครทราบ

ฉันแทบดูไม่ออกว่าคุณเป็นคนยุโรป คุณดูเหมือนคนเอเชียมากจริง ๆ เธอกล่าว ยื่นมือมาสัมผัสมือของผมเพื่อเป็นไมตรี

ครับ...คงใช่ เพราะผมหน้าเหมือนแม่ที่เป็นชาวจำปาสัก

คุณมินยองเป็นแขกคนสำคัญของเรา พักอยู่ที่เพนท์เฮ้าส์ชั้นบนสุดค่ะ ฉันจะนำทางไป เธอกล่าว เดินนำทางผมไปที่ลิฟท์ซึ่งนำเราขึ้นไปสู่ชั้นที่ 20 ชั้นบนสุดแบ่งเป็นห้องชุดมีสองห้อง แยกซ้าย-ขวา ห้องหนึ่งเป็นห้องว่างยังไม่ได้ตกแต่ง ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นของมินยอง

เชิญค่ะ...คุณมินยองอยู่ห้องทางซ้ายมือ เธอกล่าว กดลิฟท์ลงไป หลังจากส่งผมถึงหน้าประตู ผมกดกริ่งเพียงครู่หนึ่ง มินยองก็ออกมาเปิดประตูต้อนรับ พลางโผเข้ากอดด้วยอารามดีใจ

ดีใจจัง ที่เจอคุณอีกค่ะ...โจ

เอ่อ...อรุณสวัสดิ์ฮะ ผมกล่าวทักทาย เก้อเขินและวางตัวไม่ถูก เมื่อใกล้เธอแล้ว เหมือนความเป็นตัวเองของผมเริ่มเลือนหาย

ฉันเห็นคุณเมื่อคืน แต่คุณอยู่ในฝูงนักข่าว ฉันจึงไม่กล้าทัก...ฉันขอโทษนะคะ กล่าวจบ เธอก็ลากผมเข้าห้อง

ห้องชุดที่เธออยู่เป็นห้องโล่ง กว้างพอควร และมีเฟอร์นิเจอร์จำเป็นเพียงไม่กี่ชิ้น การตกแต่งดูบางตาเกินกว่าจะเป็นห้องชุดสุดหรู เพราะมันดูเรียบง่ายเหมือนมินยองในตอนนี้ มากกว่าห้องชุดแบบ Fully Furnished ที่ผมเคยพบในฝรั่งเศส ที่เต็มไปด้วยเครื่องใช้ไม้สอย เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบครัน หากเปรียบเป็นหญิงคงงดงามเพราะการแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางค์ชั้นดี แต่มินยองตอนนี้ใบหน้าเปลือยเปล่าปราศจากการแต่งแต้มสีสันใด ๆ เธอจึงดูเข้ากันกับห้องชุดที่เธออยู่อาศัย

ขอโทษอีกที...โรงแรมเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ อะไร ๆ ก็เลยยังไม่เข้าที่น่ะค่ะ เธอกล่าว เชื้อเชิญให้ผมนั่งลง

ฉันไม่อยากกลับไปอยู่บ้าน เลยยึดห้องนี้เป็นที่พักและสำนักงาน

ผมนั่งลงบนโซฟาหนังสไตล์ยุโรปที่ดูเรียบง่าย มองดูเธอรินน้ำชามาให้อย่างใจเย็น

คุณเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า... ผมถามไถ่ หยิบสมุดโน๊ตและกระดาษที่เป็นต้นฉบับ เตรียมยื่นให้เธอ

ฉันก็ยุ่ง ๆ น่ะค่ะ รับงานโฆษณาไว้หลายชิ้น แล้วยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้โรงแรมนี้ด้วย เธอกล่าว หย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ ผม

คุณได้อ่านสองบทแรก ที่ผมส่งให้คราวก่อนหรือยัง ผมเตรียมบทที่เหลือมาให้ เผื่อมีอะไรต้องแก้ไข อยากให้คุณได้อ่านดู

ฉันอ่านแล้วค่ะ...ส่วนบทที่เหลือ อยากขอให้คุณเก็บไว้ก่อน เธอนิ่งไปพักหนึ่ง คล้ายครุ่นคิดทบทวนอะไรบางอย่าง

คุณมีอะไรจะติไหม บอกผมได้นะ ผมสงสัยในท่าทีเงียบเฉยจนทนไม่ไหว จึงตั้งคำถามออกไปเสียเอง เพราะเดาว่าเธออาจเกรงใจผมอยู่ในเรื่องที่เธอต้องการพูด

ฉันคิดว่าผลงานคุณ ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวตนของฉัน ถ้าทุกคนได้อ่านจะรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนเขียน คุณเขียนในแง่มุมที่ดูเป็นตัวคุณมากกว่า ซึ่งนั่นอาจเป็นงานถนัดของคุณ ฉันอยากให้คุณได้สัมผัสถึงความเป็นตัวตนจริง ๆ ของฉัน ได้รู้จักฉัน เราคงต้องใช้เวลาร่วมกัน จากนั้นคุณจะรู้เองว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไร เธอระบายความคิดเห็น เล่นเอาผมอึ้งที่เธอพูดตรงซะจนผมไม่ได้คาดคิดที่จะได้ฟัง จากนั้นเธอกล่าวต่อไปว่า

ฉันรู้ว่าเทจุนอยากให้งานเขียนชิ้นนี้เรียกกระแสความนิยมของฉันกลับมา แต่คุณมองฉันในแง่มุมของคุณ ที่ดีซะจนฉันรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวตนของฉันเองเลย หากจะให้ใครต่อใครนิยมชมชอบฉันจริง ๆ จากงานเขียนชิ้นนี้ พวกเขาควรได้รับรู้ ตัวตนที่แท้จริงของคนที่พวกเขาชอบและรู้จักไม่ใช่หรือคะ...ฉันคิดอย่างนั้นนะโจ และมันดูจะเป็นการบ้านที่ยากสำหรับคุณ แต่ฉันอยากให้เป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่มุมมองด้านเดียวที่คุณเห็นฉันในตอนนี้ เธอกล่าว พลางลุกเดินหายเข้าไปในมุมห้องครัว แล้วเดินกลับมาพร้อมถาดของว่างบางอย่างที่เธอเตรียมไว้ วางมันลงตรงหน้าผม คล้ายเชื้อเชิญให้ลองชิม

ผมเริ่มมีความคิดที่ดีบางอย่างลอยผุดขึ้นมาในสมองที่เกือบจะว่างเปล่าเพราะคำพูดเธอเมื่อครู่ ผมหยิบกล้องขึ้นมาจากกระเป๋า แล้วถ่ายรูปเธอในขณะนั้น ภาพมินยองในครัว พร้อมอาหารที่เธอเตรียม ถ้วยชามที่เธอกำลังทำความสะอาด เป็นภาพที่ใครต่อใครคงไม่มีโอกาสได้เห็น

มินยอง...คุณมองกล้องหน่อยได้ไหม...”

นี่คุณกำลังคิดจะสร้างภาพให้ฉันอยู่เหรอ ถึงทำแบบนี้น่ะ นี่มันชีวิตส่วนตัวฉันนะ ฉันไม่ให้คุณถ่ายหรอก... เธอกล่าวใช้มือปิดป้องจากกล้องของผม มันเป็นการปฏิเสธที่ดูเหมือนเชิญชวน และท้าทายให้ผมทำสิ่งนั้นต่อไป

ก็คุณเพิ่งบอกผมนะ แล้วนี่มันก็เป็นธรรมชาติมาก นี่คือตัวคุณ เธอพยายามหลีกหนี เพื่อให้หลุดพ้นจากมุมกล้องของผม ปะทะกับขอบเค้าท์เตอร์ครัว จนเธอเซถลาเกือบล้มลง แต่ดีที่ผมคว้าร่างเธอไว้ได้ทัน

ขอบคุณค่ะ...คุณหิวหรือยัง เธอถามแก้เขิน เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของผม พลางใช้มือดันที่อกผม เพราะร่างเราสองคนที่แนบชิดจนไม่อาจแยกจาก ผมเกรงว่าถ้าปล่อยมือ เธอคงจะล้มลงไป

ไม่ครับ...ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลย ผมกำลังถ่ายรูปคุณอยู่นะ ผมกล่าว ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้ามนเรียวได้รูปของเธอ พลางสังเกตุเห็นว่า เวลาที่เธอไร้เครื่องสำอางค์บนใบหน้านั้น เธอดูอ่อนเยาว์กว่าปกติมากเหลือเกิน

ฉันอยากทำอาหารให้คุณทาน รอไม่นานหรอกค่ะ ตอนอยู่อเมริกา ฉันทำงานบ้านเองทุกอย่างรวมทั้งอาหารด้วย เพราะคุณลุง คุณป้าท่านทำงานนอกบ้านทั้งคู่ เลยไม่มีเวลา

ถ้าอย่างนั้น ผมชักอยากชิมอาหารของคุณแล้ว แต่คราวนี้ห้ามปฏิเสธนะ เพราะผมจะถ่ายรูป ผมกล่าว คลายเธอออกจากอ้อมแขน ปล่อยเธอเดินหายไปในคิทเช่นคอร์นเนอร์ พร้อมกลิ่นสบู่จาง ๆ จากกายเธอ

ผมมองดูมินยองผูกผ้ากันเปื้อน มือเล็ก ๆ ของเธอขยับและหยิบจับเครื่องใช้ไม้สอยอย่างคล่องแคล่ว หากผมไม่รู้ว่าเธอเป็นนางแบบอาชีพ ผมคงคิดว่าเธอคงเป็นแม่ครัวชั้นเลิศเช่นกัน ดูจากทักษะการใช้มีดเหมือนผมมองคุณยายกำลังทำอาหารในครัวไม่มีผิด

มินยองคงเป็นแม่บ้านที่ดี เอาใจใส่สามีได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เทจุนจะทั้งหวงและห่วง คอยตามประกบเธอแจไม่ยอมห่าง

ตอนนี้ เทจุนเป็นอย่างไรบ้าง ผมถามถึงเขาคนนั้นของเธอ พลันรัวชัตเตอร์แบบไม่หยุด

เขากำลังยุ่ง ๆ เรื่องงานของเขา แล้วต้องมาช่วยคุณพ่อฉันเตรียมงาน ช่วงนี้คงไม่ว่างไปสักพักค่ะ เธอกล่าว ดวงตาฉายแววเศร้า เมื่อเอ่ยถึงเขาคนนั้น ภาพทางเบื้องหลังของเธอทำให้ผมนึกถึงใครบางคน มันเปี่ยมไปด้วยความเหงาและเหว่หว้า มองดูอ้างว้างเหลือเกิน จนทำให้ผมอยากเดินเข้าไปกอด และปลอบประโลมว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว คุณยังมีผมอยู่ข้าง ๆ ไหล่บอบบางที่สะท้องแสงแดดที่ลอดมาจากช่องหน้าต่างของตึก ทำให้รู้สึกว่าเธออยู่สูงเกินไป เกินกว่าจะเห็นต้นไม้หรือผืนดิน มันทั้งสูงและเหงาเหมือนมินยองในตอนนี้

เมื่อมินยองเริ่มใช้เตาไฟผัดอาหารบางอย่าง กลิ่นเผ็ดฉุนของเครื่องเทศเตะจมูกผมอย่างจังจนต้องจามออกมาดัง ๆ หลายต่อหลายครั้งติดกัน มินยองหันมาหัวเราะในท่าทีที่น่าขบขันของผม ก่อนจะยกอาหารจานร้อนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ลงจากเตามาตั้งที่โต๊ะพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

เนื้อผัดเครื่องเทศจานร้อน แกล้มกิมจิ ซุป และข้าวสวย เรียบง่ายไปหน่อย แต่อยากให้คุณลองชิมค่ะ เธอกล่าว วางอาหารลงบนโต๊ะระหว่างมุมห้องครัว ผมรัวชัตเตอร์อีกระลอก

กลิ่นหอมจัง... ผมกล่าวชม พลางถ่ายรูปอาหารที่เหลือ

คุณเลิกถ่ายได้แล้ว... ฉันเขินนะคะ เธอกล่าวพลางใช้มือปิดป้องอีกครั้ง

หากผมหยุดเวลาได้ อยากให้เวลาหยุดลงตรงนี้ ผมพลั้งปากกล่าวออกไปอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้มินยองทอดสายตามามองผม นิ่งและเนิ่นนาน ผมประสานสายตากับเธออย่างเสียไม่ได้ ผมแทบเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ไม่อยู่ เกรงกลัวว่าจะเผลอพลั้งบอกเธอออกไป ในบรรยากาศที่เป็นใจ บนโต๊ะอาหารเราทั้งคู่นั่งลงกินอาหารอย่างเงียบ ๆ

ทานข้าวเถอะ...ผมหิวจะแย่แล้ว ผมเปลี่ยนเรื่อง เพื่อปรับบรรยากาศให้เป็นความขบขันเสีย แต่เธออาจไม่คิดอย่างนั้น

ขอบคุณนะ ที่เห็นว่าอาหารของฉันน่าหยุดเวลาไว้ทาน หวังว่าจะถูกปากนะคะ เธอกล่าว พลางตักข้าวใส่ชามแล้วยื่นให้ผม

ผมไม่สามารถใช้เวลาทั้งวันนั่งละเลียดรสชาดอาหารฝีมือเธอ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย มินยองมีนัดสัมภาษณ์นิตยสารเกาหลี ตอน 11:00 โมง ผมจึงต้องรีบจากไปก่อนที่ทีมสัมภาษณ์จะมาถึง แต่ก่อนจะกลับผมขอร้องให้เธอพาผมไปชมงานแสดงศิลปะงานปั้นเครื่องเคลือบโบราณ ซึ่งเป็นผลงานของบิดาเธอ เธอกล่าวปฏิเสธอย่างไร้เหตุผล บอกเพียงคำเดียวว่าไม่ว่าง และตอนเย็นเรามีนัดทานมื้อค่ำกันที่โรงแรม หลังจากเธอกลับจากอัดรายการที่สถานีโทรทัศน์ เพื่อคุยเรื่องงานเขียนต่อ

 

ฉันจะสุขเพียงไหน หากได้เธอครองคู่

 ฉันมีเธออยู่ในทุกอณูของใจ

 หากใจหนึ่ง...ยังครั่นคร้ามและอ่อนไหว

 หวั่นเธอจากพรากไป

 ไม่กลับคืนใจ เหมือนดังเคย
 

ผมนั่งฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในตรอกที่ไม่ไกลจากโรงแรม N นัก และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่นตลอดช่วงบ่าย กลิ่นหอมที่สดใหม่ของกาแฟทำให้รู้สึกผ่อนคลาย พลางนึกถึงรสชาดอาหารและใบหน้าของมินยองในชุดผ้ากันเปื้อนเมื่อเช้า ทำให้ผมเกิดกิเลสในใจจนอยากจะครอบครองเธอไว้ในทุกวันของชีวิตที่เหลืออยู่ ฝากอาหาร 3 มื้อของผมในมือเล็ก ๆ ที่คล่องแคล่วของเธอ เนื้อผัดเครื่องเทศที่รสชาดจัดจ้าน แต่ไม่เผ็ดจัด เข้ากันได้ดีกับซุปใสที่กลมกล่อม ตัดกับกิมจิที่กำลังพอดี ไม่เปรี้ยวจนเกินไป นอกจากความลงตัวเรื่องอาหาร ใบหน้าใส ๆ ที่ไร้เครื่องสำอางของเธอยังลอยเด่นอยู่บนโต๊ะ ทำให้ผมบริโภคได้อย่างสุขสำราญแบบต้องอมยิ้มแล้วชิมไป ผมมีความสุขแบบนั้นได้ช่วงหนึ่ง เมื่อตอนวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียนประจำเท่านั้น ส่วนผู้หญิงที่สร้างความสุขด้านอาหารให้ผมคือคุณยาย

การมีมินยองร่วมโต๊ะอาหารด้วยอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผม หากเธอไม่มีนัดที่ไหน ผมเชื่อว่าคงใช้เวลาทั้งวันร่วมกับเธอได้ ได้ฟังเธอพูด ได้ยินเธอหัวเราะ ถอนหายใจ หรือแม้แต่ถ้าเราเถียงกัน คงเป็นความสุขที่ได้สัมผัสไออุ่นของเธอในแบบนั้น ผมอาจเพ้อเจ้อไปไกลเกินจากความเป็นจริงมากเหลือเกินในเวลานี้ จำต้องฉุดความรู้สึกให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยและงานเชียนที่เรียงรายตรงหน้า

ผมแก้งานเขียนใหม่ทั้งหมด โดยสอดแทรกภาพถ่ายเธอในสถานที่ต่าง ๆ เข้าไป อิริยาบทที่ดูเป็นธรรมชาติและเป็นกันเองของเธอ ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก ผมนั่งเรียงลำดับ และหาคำบรรยายที่เหมาะสมกับภาพเหล่านั้น แต่ข้อมูลของผมยังไม่สมบูรณ์แบบ หากขาดเธอมาช่วยเติมเต็ม

“I talk to you about it not the same, I touching you

 Every time you whisper my name, I wanna to run to you

We’ll be together; it won’t be long...it won’t be long

And it feels like forever, it hard to be strong…

Baby cause……I’m missing you now…” เสียงของไมเคิล โบตั้นแว่วผ่านลำโพงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงภายในร้าน ประกอบกับแซกโซโฟนที่หวานแหลมของเคนนี่ จีคอยสอดประสาน คล้ายกำลังจิบพรายฟองละมุนของคาราเมลแม็กกิอาโต หากเสียงทุ้มนุ่มลึกของโบตั้นคือกาแฟที่พรายฟองนม แซกโซโฟนของเคนนี่คงเปรียบได้กับคาราเมลรสหวานหอม มันลงตัวและเข้ากันอย่างยอดเยี่ยม ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนดัดแปลงชื่อหนังสือตามเนื้อเพลง

“Baby I just can’t wait, to rush in your face, chase away the loneliness inside

 When you close to my heart…right here in my heart, …

Missing you now……. I know, we’ll be together, it won’t be long ….

Would it feel like forever, Baby cause I missing you now

I can’t wait to be alone with you

Show you how I missing you …It driving me crazy…cause I missing you now

ผมตั้งชื่อหนังสือที่เขียนให้มินยองว่า ขณะนั้น...ฉันคิดถึงเธอ เพราะทุกครั้งที่ผมลงมือเขียนสิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้คือ กำลังคิดถึงเธอในทุกขณะ และทุกวินาทีผมรู้สึกตัว

 

ลมหนาว...อาจทำฉันสั่นสะท้านไหว

 แต่หากหัวใจ...ฉันแน่วแน่ต่อเธอ

 ทุกวันเวียนผ่าน...นาฬิกาเปลี่ยนลาหมุน

 ฉันรับรู้ได้...ในทุกสายลมและไออุ่น

 ที่เคยมีเธออยู่รอบกาย

 เธออยู่ไหน...ดวงใจของฉัน

 อีกสักกี่วัน...เราจะพบกันไหม

 ใบไม้ร่วงหล่นแล้ว...จากต้นพลัดพริ้วไป

 ฉันยังคงรอคอย...เศร้าสร้อยและห่วงใย

 ดอกไม้เริ่มบาน...ที่ริมทางอันห่างไกล

 หากเธอยังจำฉันได้...ขอให้เธอกลับมา

 

ผมอยากรู้สึกถึงใจที่เต้นถี่อีกครั้ง จึงพาตัวเองเดินลัดเข้าตรอกเล็ก ๆ เป็นเสันทางสายใหม่ไปสู่ด้านหลังโรงแรมที่มินยองพักอยู่ เดินออ้มไปทางล๊อบบี้ จึงได้พบกับคุณผู้จัดการสาวสวยคนนั้นอีกครั้ง

สวัสดีครับ....คุณ... ผมกล่าวทักทาย แต่กลับจำชื่อเธอไม่ได้

สวัสดีอีกครั้งค่ะ คุณมินยองยังไม่กลับนะคะ แต่สั่งว่าถ้าคุณมาให้ไปคอยเธอที่ห้องค่ะ

ขอบคุณครับ ผมรับกุญแจห้องจากเธอเพื่อขึ้นไปคอยมินยองที่ห้อง ในตอนนั้นผมเริ่มสับสน ระหว่างรอให้เธอกลับมาก่อนดี หรือจะขึ้นไปเลยดี เพราะมันดูไม่เหมาะ ที่ผมซึ่งเพิ่งรู้จักกันกับเธอจะถือวิสาสะเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของใครแม้เจ้าของจะอนุญาติก็ตาม ผมจึงใช้เวลาแกร่วรอเธอที่โถงทางเดินหน้าห้อง

ผมหยิบแก้วกาแฟปั้นมือเล็ก ๆ ที่อยู่ในกระเป๋าออกมาดู เป็นถ้วยกาแฟที่ผมสะดุดตาที่สุดก่อนจะเดินออกมาจากร้านกาแฟแห่งนั้น เจ้าของร้านเป็นนักเรียนช่างปั้นมาก่อน ก่อนที่จะมาทำร้านกาแฟเพราะใจรัก ผมจึงอุดหนุนแก้วที่ปั้นได้อย่างน่ารักและมีคำพูดเล็ก ๆ จากใจให้คิดถึง ผมเลือกคำว่า Miss you เพื่อให้เป็นของขวัญแก่เธอ ที่จริงผมซื้อมา 2 ใบ ใบหนึ่งมันออกจะจักกะจี้เล็กน้อย แต่มันก็คล้องจองกัน คือ Kiss me จึงกลายเป็น Kiss me และ Miss you เหมือนจะบอกว่า จูบผมสิ ผมคิดถึงคุณ.....

ผมเริ่มคิดมากจนเลยเถิด และต้องปรับจิตให้อยู่กับเนื้อกับตัวก่อนเธอจะมา ในความคิดเธอยังไงเสีย ตอนนี้ผมคงเป็นเธอเพียงเกย์เก้ที่ชอบไม้ป่าเดียวกันที่เธอพอจะไว้ใจให้ความสนิทสนมด้วยได้

มาคอยนานแล้วเหรอคะ... เสียงของมินยองแหวกความเงียบเข้ามา เมื่อเธอพบผมยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ที่หน้าห้อง

เอ่อ...ครับ สักพักนึงแล้ว...

เข้ามาก่อนสิคะ... เธอเปิดประตู เชิญผมเข้าไปในห้อง

ทีหลังคุณเข้ามารอในห้องก็ได้ ยืนรอข้างนอกน่ะ เมื่อยจะตาย... เธอกล่าวพลางหยิบน้ำแร่ในตู้เย็นยื่นให้ผม

ครับ... มือของเธอที่ยื่นน้ำแร่มาให้นั้นเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสโดยบังเอิญ ผมแหงนขึ้นมองหน้าเธอที่พยายามหลบสายตาไปจากผม

เกิดอะไรขึ้นครับ...มินยอง

ฉันทะเลาะกับที่บ้านและเทจุนมาน่ะ... เธอกล่าว ยืนมองเหม่ออกไปนอกหน้าต่าง

ผมนึกว่าคุณมีสัมภาษณ์เสียอีก...

ใช่...ค่ะ พอสัมภาษณ์เสร็จ เทจุนก็พาฉันไปที่บ้าน ฉันไม่ตั้งใจจะไปที่นั่นอยู่แล้ว กลับไปทีไรก็มีแต่เรื่อง...

ผมมองเบื้องหลังและไหล่ที่ห่อเหี่ยวของมินยอง ทำให้หวนนึกถึงใครคนหนึ่งในอดีต ความรู้สึกของเธอคงเคว้งคว้างน่าดู การเป็นที่ชื่นชมในฐานะนางแบบชื่อดัง คงพอเติมเต็มเรื่องที่เธอขาดหายได้บ้าง แต่ดูเหมือนไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการสักเท่าไหร่

ผมเดินเข้าไปใกล้เบื้องหลังอันบอบบางของมินยอง แล้วสัมผัสเธอที่ไหล่เบา ๆ เพื่อปลอบใจ เธอไม่ได้ร้องให้ แต่ในความรู้สึกของผม เธอแย่กว่านั้น

ฉันไม่เป็นไรค่ะ มันเกิดขึ้นบ่อยอยู่แล้ว...

คุณทำร้ายตัวเอง เพื่อให้เป็นปกติวิสัย หรือยังไงกัน ผมกล่าว อ้อมแขนโอบตัวเธอจากทางด้านหลัง รู้สึกว่าเธอสะดุ้งก่อนจะวางมือที่เย็นเฉียบบนแขนของผม

เย็นจัง... เธอรำพึงเบา ๆ พลางยกขวดน้ำขึ้นดื่ม

ใช่...ตัวคุณเย็นมาก เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้

ฉันไม่เคยยอมให้ผู้ชายคนไหนกอดเลย แม้แต่เทจุน แต่คุณต่างออกไป ไม่รู้เพราะอะไร

เพราะผมไม่ใช่ผู้ชายในสายตาคุณมั้ง... ผมหยอกเธอ เพื่อเปลี่ยนเรื่อง

ก็อาจใช่ ผู้ชายอบอุ่น มักเป็นอย่างอื่น แต่ตอนนี้คุณเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมี

ถ้าอย่างนั้น ยังอยากจะให้ผมกอดต่ออีกหน่อยไหม ผมกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้ว เธอจะลอยหายไป เธอยิ้มพลางส่ายหน้าไปมา แต่ยังหันมาสบตาเหมือนจะบอกว่าให้ปล่อยเธอ ผมส่ายหน้าตอบ

ไม่ปล่อย...อยากให้คุณอยู่อย่างนี้สักพัก

ก็ได้ ... แล้วมีอะไรคืบหน้าไหม เกี่ยวกับหนังสือ และสิ่งที่ฉันบอกเมื่อเช้าน่ะ

มี...ผมดัดแปลงใหม่หมดแล้ว ระหว่างทางที่มานี่ ผมซื้อของฝากมาให้คุณด้วย

อะไรคะ... ใบหน้าเธอดูตื่นเต้น จนแก้มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ

นางแบบชื่อดังระดับคุณ ทำเหมือนไม่เคยได้ของขวัญไปได้

ก็จริง...แต่มันต่างกันนะ จากใครไม่รู้ที่เราไม่รู้จัก กับของที่เพื่อนเลือกให้น่ะ ความรู้สึกมันคนละอย่าง

แล้วตอนนี้ คุณรู้สึกยังไงกับผม

ถ้าคุณเป็นผู้ชาย ฉันจะไล่คุณไปให้ไกลเลย แต่ถ้าเป็นคุณตอนนี้ ...คุณเป็นเพื่อนที่เข้าถึงตัวตนของฉันได้มากที่สุด

น่ารักจัง มินยองของชั้น...ต้องพูดงี้ใช่ป่ะ... ผมกล่าว พลางหัวเราะลั่นเพราะชอบใจในคำตอบของเธอ คำพูดที่ว่า ถ้าเป็นผู้ชายจะไล่ไปให้ไกล หมายความว่าเธอเริ่มหวั่นไหว และคงไม่ไว้ใจตัวเองแล้วสินะ เพราะอาจตกหลุมรักได้ง่าย ๆ

คุณขำอะไร เงียบนะ...เอาของฝากกับต้นฉบับมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้เลย เธอตวาดใส่ผมด้วยความเก้อเขิน

นี่คนอย่างผม...555... ทำให้ราชินีน้ำแข็งอย่างคุณใกล้ละลายแล้วเหรอเนี่ย...ยังตลกได้อีก ผมหัวเราะกลบเกลื่อน เพื่อเฉไฉให้เปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่องอื่น เพราะตอนนี้ผมเองเริ่มกลัวใจตัวเองเหมือนกันว่าจากนี้ไป ผมคงทนอยู่ห่างจากเธอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 354 ท่าน