Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
สะดุดรัก...นักเขียนเงา
พริมโรส
ความรู้สึกประหลาดที่สุดคาดเดา
1
14/02/2555 07:14:13
223
เนื้อเรื่อง

1

ความรู้สึกประหลาดที่สุดคาดเดา

 

 ...คุณเคยถามตัวเองไหม...หากคุณรักใคร...ความรักของคุณจะเป็นแบบไหน เขาหรือเธอคืออะไรสำหรับคุณ?...

ผมไม่เคยรู้และไม่เคยถามตัวเองสักครั้ง....อ้อ...ผมลืมบอกไป ผมเป็นนักเดินทางและเป็นนักเขียน ซึ่งเป็นอาชีพที่สมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ ไม่ค่อยชอบนัก แต่นี่คือชีวิตของผม

หลังจากกลับจากการไปเที่ยวรอบโลก คือผมสมมุติเอาน่ะ อันที่จริงก็ไปแค่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงนี่เอง กองบรรณาธิการหนังสือที่ผมสังกัดอยู่ก็มอบหมายงานชิ้นใหม่มาให้

เฮ้...ไง กลับมาแล้วเหรอ ยังดูเป็นผู้เป็นคนดีนี่ แสดงว่าการเดินทางราบรื่น... พี่ป้าผู้ช่วยบรรณาธิการทักขึ้น เมื่อเห็นผมสะพายเป้เข้าบริษัท แต่ยังไม่มันที่ผมจะอ้าปากตอบคำถามของแก พี่แบงค์บรรณาธิการก็เปิดประตูออกมาเรียกผมเข้าไปในห้อง

โจ...พี่มีงานชิ้นใหม่ให้แก...หินหน่อย แต่พี่เชื่อว่าแกทำได้รอด เพราะแกมีความอดทนสูง...” พี่แบงค์กล่าว ก่อนจะอธิบายรายละเอียดของงานให้ฟังอย่างยืดยาว

“Ghostwriter หรือพี่...ผมไม่คิดว่าบริษัทเราจะรับงานแบบนี้นะ แค่เขียนบทความสารคดีกับถ่ายภาพ ผมก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาแล้ว ผมแย้งขึ้น เพราะการเป็น Ghostwriter หรือที่ถูกเรียกกันว่านักเขียนเงา ประมาณว่าเป็นนักเขียนที่ไม่มีตัวตน โดยการรับจ้างเขียนให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน โดยไม่เปิดเผยชื่อของตัวเอง แล้วมอบผลงานของตัวเองให้เป็นชื่อของผู้ว่าจ้างนั้นไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับกันในบรรดาหมู่นักเขียนที่มีผลงานเป็นของตัวเองแล้ว

ฟังก่อนนะโจ...รายนี้เป็นกรณีพิเศษที่ผู้ใหญ่ขอร้องมา และพี่เห็นว่าเป็นงานถนัดของนาย รวมเรื่องสั้นแนวสารคดีท่องเที่ยวสัก 8-9 ตอนก็ได้ มีภาพประกอบสวย ๆ ให้พอตีพิมพ์

เป็นเล่มได้...พี่ว่านายน่าจะลองไปคิดดู ส่วนค่าตอบแทนเต็มที่ นายเบิกค่าใช้จ่ายได้ตลอด ให้เวลา 3 อาทิตย์คิดคอนเซปท์กับพล๊อต แล้วเอามาคุยกับพี่ พี่จะนัดให้เราเจอกับเจ้าของงาน ผมนั่งอึ้ง เมื่อพี่แบ้งค์พูดจบประโยค นั่นเป็นคำสั่งที่ไม่อาจ Say no ได้เลย คือไม่ว่าอย่างไร ผมต้องทำ

หลังจากนั่งสบตากับแป้นพิมพ์และสับสนกับชีวิตอยู่พักใหญ่ในคอกทำงานของตัวเอง พวกพี่ ๆ พากันมาชวนกันออกไปกินข้าวเที่ยงแถวถนนพระราม 4 แต่ละซอยมีของกินเจ้าอร่อยที่ขึ้นชื่อไม่ซ้ำกัน ผมมองหาร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ตั้งแต่กลับมายังไม่มีเนื้อตุ๋นเข้าสู่กระแสเลือด ยังไงวันนี้ต้องกินให้ได้ ผมตั้งความคาดหวังไว้ในใจ ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปในร้าน วันนี้คนค่อนข้างแน่น ผมมองหาโต๊ะที่มีที่ว่างพอที่ผมจะเข้าไปแทรกได้ เพราะเกือบทุกโต๊ะถูกตีตราจองไปหมดแล้ว แต่ยังพอเหลือที่ว่างให้ผม

ขอโทษนะฮะ ขอผมนั่งด้วยคนได้ไหม... ผมกล่าวเปิดทางตามมารยาทกับสุภาพสตรีที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ก็ถือว่าตอนนี้เธอคือเจ้าของโต๊ะ

เชิญค่ะ...ตามสบายเลย เธอกล่าว ยิ้มแย้มและหันมาสบตาผม ผมนั่งลงตรงข้ามกับที่นั่งของเธอ พร้อมสั่งอาหารกับเด็กในร้าน

น้องครับ เล็ก เปื่อย ไม่งอก ส่วนน้ำ...ขอน้ำเปล่า... เด็กในร้านพยักหน้ารับ

ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อยใช่ไหมคะ... เธอถามขึ้น ผมจึงสังเกตุได้ว่าเธอพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด

อร่อยมากเลยละ คุณชอบทานก๋วยเตี๋ยวหรือครับ... ผมถามขึ้น

ไม่รู้ค่ะ ฉันยังไม่เคยลองมาก่อน เธอตอบ มองดูชามก๋วยเตี๋ยวแต่ละชามที่ถูกยกเดินผ่านหน้าไป

คุณสั่งอะไรหรือยัง... ผมถามขึ้น สักพักก๋วยเตี๋ยวที่ผมสั่งก็ถูกนำมาเสริฟ เธอก้มลงมองในชามของผมอย่างสนอกสนใจ พร้อมกับสูดกลิ่นหอมของเครื่องเทศ

คุณคะ ฉันขออย่างนี้ด้วย เธอสั่งเด็กในร้าน

ผมมองหน้าเธอด้วยความฉงน ที่เธอนั่งอยู่ในร้านอาจนานพอสมควรโดยที่ยังไม่ได้สั่งอะไร พลางหยิบพวงเครื่องปรุงมาเสริมเติมรสชาด และตอบคำถามที่เธอป้อนเข้าใส่ในทุกสิ่งที่ผมหยิบจับ

น้ำสีน้ำตาลเนี่ยคือน้ำปลา มันให้รสเค็ม อันนี้คือพริกป่นมีสีแดง มันเผ็ด ส่วนน้ำใส ๆ ที่มีพริกสดลอยอยู่ คือน้ำส้มสายชู มีรสเปรี้ยว ส่วนอันนี้น้ำตาล คุณคงรู้จัก ส่วนอีกอันที่เป็นพริกผสมน้ำมัน เรียกว่าน้ำพริกเผา เผ็ดและมัน แล้วแต่คนชอบ ทั้งหมดนี้ใช้ปรุงก๋วยเตี๋ยว ผมกล่าว แล้วเหลือบไปมองใบหน้าที่แสดงอาการไม่พอใจ

ฉันรู้จักหรอกน่า... คุณพูดราวกับว่า ฉันอยู่หลังเขา ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับเครื่องปรุงเหล่านี้ เธอกล่าว น้ำเสียงแหลมปรี๊ด แสดงถึงความไม่สบอารมณ์

ก็คุณถาม ผม...

ฉันก็แค่สงสัยว่า...คุณจะใส่อะไรลงไปหนักหนาขนาดนั้นน่ะ. เธอกล่าว พลางเทเครื่องปรุงพรวดเดียวลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวของเธอบ้าง

เฮ้...นี่ถ้าคุณใส่ลงไปขนาดนั้น มันจะกินไม่ได้เอานะ

ช่างฉัน... เธอกล่าว ก้มลงกินก๋วยเตี๋ยวในชาม สักพักก็สำลักอย่างแรง

รสชาดห่วยบรมเลย เธอสบถออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ผมยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากด้วยความสะใจแล้วก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวต่อไปโดยไม่สนใจเธอ 

นั่นเป็นการพบกันโดยบังเอิญครั้งแรกของเรา ไม่มีอะไรน่าจดจำหรือประทับใจ ผมแทบจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นในทันทีที่ผมกลับมานั่งจุกอยู่กับงานที่สุมค้างเต็มโต๊ะตลอดช่วงบ่าย แม้ผมเคยกลับไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเดิมหลังจากวันนั้นหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบแม้เงาของเธอปรากฏขึ้นอีกเลย เวลาล่วงเลยไปหลายสัปดาห์ จนผมเห็นว่ามันก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญแบบขำ ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วไปในชีวิตประจำวัน ที่มันคงไม่มีวันเกิดซ้ำอีก  คล้ายเหมือนนั่งเครื่องบินหรือรถบัสไปที่ไกล ๆ สักแห่ง มันแทบไม่มีทางที่คุณจะได้พบคนที่นั่งข้าง ๆ คุณเป็นคนเดิมในทุกเที่ยวของการเดินทาง เว้นแต่ว่าคุณและเธอหรือเขาจะจองตั๋วเดินทางไปด้วยกัน หรือไม่ก็รู้จักกันมาก่อน  แต่สำหรับเธอและผมมันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

ผมยืนยิ้มกับเงาตัวเองในกระจกห้องน้ำในช่วงบ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อนอบอ้าว  ทุกคนออกไปทำสกู๊ปดาราเกาหลีที่เดินทางมาพบแฟนคลับในประเทศไทยกันหมด ผมนั้นมันส่วนสารคดีท่องเที่ยวที่ไม่เกี่ยวกับเขา เลยจำต้องนั่งเฝ้าบริษัทโดยปริยาย  ส่วนพนักงานคนอื่นล้วนอยากมีส่วนเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น

ให้ตายสิ นี่ไปกันหมดจริง ๆ เหรอเนี่ย ผมสบถเบา ๆ เมื่อเดินออกจากห้องน้ำ ในขณะที่ทั้งบริษัทเงียบเหมือนไม่เหลือใคร จนแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

ผมทิ้งตัวลงบนโซฟารับแขกหน้าห้องบรรณาธิการอย่างเบื่อ ๆ หากงีบหลับคงไม่มีใครว่าอะไร เพราะแน่นอนว่าไม่เหลือใครให้มากล่าวหาผมได้ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอนตัวลง ประตูหน้าก็ถูกเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาอย่างไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว...ผู้หญิงที่ร้านก๋วยเตี๋ยววันนั้น

บรรณาธิการอยู่ไหม... เธอถามขึ้น และยังไม่ทันมองหน้าผมให้ถนัด เพราะมัวสาละวนถอดหมวกและวางกระเป๋า

ไม่มีใครอยู่หรอก แล้วคุณล่ะ หนีใครมา... ผมถามด้วยความสงสัยในท่าทีที่ลุกลนของเธอ

เปล่า... เธอตอบ และค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างเต็มตา

ผู้ชายในร้าน...วันนั้น เธอชี้หน้าผม อ้าปากค้าง

คุณมีธุระอะไรกับบรรณาธิการของเรา ผมเริ่มเข้าเรื่อง เพราะไม่อยากเสียเวลานั่งคุยเรื่องไร้สาระในร้านก๋วยเตี๋ยว

มีใครบางคนจะแนะนำนักเขียนเงาให้ฉันน่ะ เธอกล่าว พลางรีบหลบเข้ามาด้านในเหมือนกำลังหลบหนีอะไรบางอย่าง

เอ่อ...มีอะไรงั้นเหรอ ผมถามขึ้น สนใจในท่าทีของเธอมากกว่าสิ่งที่เธอเพิ่งจะบอก

คุณช่วยออกไปปิดประตูหน่อยได้ไหม เธอกล่าวแกมขอร้อง ผมทำตามที่เธอบอก และดูเธอโล่งใจมากขึ้นจึงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา

ที่คุณพูดเมื่อครู่ คุณกำลังมองหานักเขียนเงางั้นเหรอ ที่นี่คงไม่มีหรอก ผมกล่าว ทั้งที่รู้ว่านักเขียนที่ว่านั่นคือผม ผมอาจลองพยายามเบนความสนใจของเธอ และถ้าเธอเปลี่ยนใจกลับไป ผมคงไม่ต้องรับงานที่น่ากระอักกระอ่วนใจนี้

ไม่จริงมั้ง ก็เขาว่าเป็นที่นี่... เธอแย้งขึ้น นั่งอย่างลุกลี้ลุกลน เหมือนไฟลนก้นอย่างนั้นอยู่ครู่ใหญ่

ผมว่าคุณอาจมาผิดที่ ที่นี่เป็นกองบรรณาธิการนิตยสารท่องเที่ยว ผมกล่าว และแน่นอนผมควรพยายามต่ออีกนิด เพราะดูจากอาการของเธอ คงไม่อยากจะอยู่นานlสักเท่าไร

เอ่อ...ฉันว่านะ ก่อนฉันจะพูดอะไรอีก ฉันยังไม่รู้จักคุณเลย เราบังเอิญพบกัน นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว เธอกล่าว แววตากระวนกระวายใจเล็กน้อย

อ้อ...จริงด้วย ขอโทษที่เสียมารยาท ผมชื่อโจ เป็นนักเขียนบทความสารคดีท่องเที่ยวครับ ผมแนะนำตัวเอง ผมเห็นเธอยิ้มอาย ๆ หลบตาไปทางอื่นก่อนจะบอกชื่อของเธอ

ฉันชื่อมินยอง...เรียกฉันว่าโซอี้ก็ได้ ฉันเป็นคนเกาหลี แต่ไม่ได้โตที่เกาหลีหรอกนะ ผมรู้สึกอึ้งเล็กน้อย พยายามมองหน้าเธอให้ถนัดอีกครั้ง ผมไม่ใช่คนคลั่งดาราหรือว่าอะไรทำนองนั้น แม้บางครั้งจะตกข่าวไปบ้าง แต่ดารานางแบบชื่อดังอย่างจามินยอง คลาดสายตาผมไปถึงสองครั้งโดยไม่ทันสังเกตุได้อย่างไร ผมมองหน้าเธออย่างละสายตาไม่ได้ ผมต้องพลาดรายละเอียดบางอย่างแน่ ๆ ผมที่ดำเป็นเงา ดวงตาที่กลมโตใสแจ๋วนั้น ใบหน้าสวยได้รูป ผิวที่เนียนใสเหมือนเซรามิกเนื้อดี ผมเห็นรูปเธอในนิตยสารค่อนข้างบ่อยโดยเฉพาะช่วงนี้

คุณตะลึงมากขนาดนั้นเลยเหรอ... เธอกล่าวเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่ของผมเบา ๆ จนผมสะดุ้ง ผมทรุดตัวลงนั่งแล้วถอนหายใจ

เปล่า...เอ่อ...ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณควรเข้าไปรอพี่แบงค์ในห้องทำงาน อีกไม่นานเขาก็กลับมาแล้ว ผมกล่าว เปิดประตูห้องทำงานพี่แบงค์ให้เธอ โดยมีเธอเดินตามเข้ามาอย่างว่าง่าย

คุณจะนั่งคุยเป็นเพื่อนฉันสักครู่ได้ไหม...คือ ฉันไม่อยากนั่งอยู่คนเดียวน่ะ เธอกล่าวรั้งข้อมือผมไว้ในขณะที่ผมกำลังจะเดินออกไป

ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นวันที่ผมเริ่มหลงรักเธอหรือเปล่า เราคุยกันเรื่องของเธออยู่พักใหญ่กว่าพี่แบงค์จะกลับมาพร้อมกับผู้จัดการของเธอ

มินยองเป็นคนค่อนข้างขี้อาย กว่าจะทำให้เธอยิ้มได้นั้นยากน่าดู  ซึ่งมันเป็นบุคคลิกที่ดูขัดแย้งกับอาชีพการงานของเธอ แต่เชื่อเถอะ...ถ้าเธอลงได้ยิ้มแล้วละก็ รอยยิ้มของเธอคล้ายเชิญชวนให้ใครต่อใครล้วนหันมามอง ผมบอกหรือเปล่าว่ารอยยิ้มของเธอมีเสน่ห์มาก จนผมแทบลืมหายใจ ตัวจริงของเธอสดใสมากกว่ารูปที่เธอถ่ายขึ้นปกตามนิตยสารเสียอีก

เรามีโอกาสได้เจอกันบ่อยขึ้น เมื่อผมรับปากเป็นนักเขียนเงาให้เธอ และเราอยู่ที่ชายทะเลด้วยกันในวันที่ผมหาสถานที่ถ่ายทำภาพขึ้นปกนิตยสาร เราได้เธอเป็นนางแบบ และผมคิดคำโปรยประกอบภาพเหล่านั้น ตลอดสัปดาห์ผมมีความสุขมากและคิดว่ามินยองเองก็เช่นกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ดีระหว่างการถ่ายทำ เธอเดินมาซับเหงื่อให้ผมพร้อมรอยยิ้ม เธออาจไม่รู้ว่ามันขจัดความเหนื่อยล้าได้อย่างยอดเยี่ยม

ผมลงมือเขียนสองบทแรก และแล้วเสร็จในอีกอาทิตย์ต่อมา ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องรีบร้อนขนาดนั้น จำได้ว่าผมไปพบเธอที่โรงแรมในคืนที่เธอมีนัดให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ผมตั้งใจนำงานเขียนไปเพื่อเซอร์ไพรส์เธอ

เห็นคุณมินยองไหมครับ ผมถามจากทีมงานคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตาผมดี เขาชี้ไปที่ห้องแต่งตัว ผมจึงเดินไปตามทางนั้น แต่กลับต้องหยุดยืนนิ่งที่น่าประตู เมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดคุยอยู่กับเธอในนั้น มันเป็นภาษาที่ผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

เสียงที่ผมได้ยินคือ มินยองทะเลาะกับเทจุน ผู้จัดการของเธอ และผมได้รู้ว่าเขาทั้งสองคนหมั้นกันที่เกาหลี เทจุนรู้จักกับพี่แบงค์ เขาอยากให้เธอเขียนหนังสือสักเล่มที่เป็นภาษาไทยเพื่อเอาใจแฟน ๆ ชาวไทย และผมถึงได้กลายมาเป็นนักเขียนเงาให้เธอ

เทจุนพูดว่าจะถอนหมั้นกับเธอเมื่อกลับไปถึงโซล จากนั้นผมได้ยินเธอร้องให้ เธอไม่พูดอะไรอีก มีแต่เสียงเทจุนที่พยายามปลอบเธอ เพื่อให้เธอหยุดร้อง เทจุนเปิดประตูออกมา เขาผงะเล็กน้อยที่เห็นผมยืนอยู่หน้าประตู

 

ถ้าจะคุยกับเธอ นายควรรีบหน่อย เธอคงมีเวลาให้นายได้แค่ 5 นาที เทจุนกล่าว แล้วเดินไปหาทีมงาน

ผมเข้าไปในห้องแต่งตัว พลางปิดประตูเบา ๆ เธอมองหน้าผมผ่านกระจกเงาเบื้องหน้าเธอ ผมเห็นคราบน้ำตาที่ไหลเป็นทางที่แก้มทั้งสองข้าง ผมจึงเดินเข้าไป บีบไหล่เธอเบา ๆ 

ผมอยากให้คุณได้อ่าน ผมเขียนได้สองบทแล้ว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณคงยังไม่พร้อม ผมกล่าว วางต้นฉบับไว้ข้างโต๊ะแต่งตัวของเธอ

โจ...ฉันต้องการเวลามากกว่า 5 นาที... กล่าวจบ เธอโผเข้ากอดผม และร้องให้อยู่พักใหญ่ ผมกอดตอบเธอเบา ๆ ลูบไล้เส้นผมของเธอเพื่อให้ผ่อนคลาย

คุณอยากจะเล่าอะไรให้ผมฟังไหม... ผมถามเมื่อเห็นเธอรู้สึกดีขึ้น เธอส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะลงมือแต่งหน้าใหม่อีกครั้งเพื่อให้สัมภาษณ์

ผมเดินจากมาอย่างไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ความรู้สึกเหมือนเจ็บร้าวในอก โกรธเกรี้ยวอย่างฉุนขาด ถ้าผมเจอเทจุนในช่วงเวลานี้ผมคงชกเขาแน่ แต่ผมกลับไม่เห็นแม้เงาของเขา ผมนั่งอยู่ข้างทางเท้าหน้าโรงแรมพักใหญ่กว่าอารมณ์พลุ่งพล่านจะเย็นลง แล้วจึงตัดสินใจกลับบ้าน

รถลีโมซีนคันใหญ่สีดำจอดใกล้ ๆ ประตูเปิดออก และมีเสียงเรียกให้ผมขึ้นไปบนรถ ผมก้าวเข้าไปนั่งข้างในจึงรู้ว่าในรถมีมินยองนั่งอยู่เพียงลำพังกับคนขับ

จะให้ไปส่งไหมคะ เธอถามขึ้น ขณะที่รถแล่นออกจากโรงแรม

ไม่ต้องหรอก แต่คุณกำลังจะไปไหน ผมถามขึ้น เธอพยายามหลบตาผม ไม่แม้หันมามอง

อยากนั่งรถไปเรื่อย ๆ ไปที่ไกล ๆ สักพักน่ะค่ะ เธอกล่าว เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์ ตอนนั้นผมถึงได้รู้ว่าในเวลาอย่างนั้น เธอต้องการใครสักคนอยู่ใกล้ ๆ ใครก็ตามที่ไม่ใช่คู่หมั้นของเธอ

ในขณะที่อยู่บนรถนั้นจิตใจของผมถูกแบ่งเป็นสองส่วน สำนึกและเหตุผลบอกผมว่าทางที่ดีไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีคู่หมั้นแล้ว แต่เสียงหัวใจกลับบอกว่าคู่หมั้นก็แค่ผู้ชายที่อาจไม่ใช่คนที่เธอรัก แล้วถ้าผมใช่ หมายถึงคนที่ใช่สำหรับเธอ จะต้องไปแคร์อะไร ชีวิตของดาราส่วนมากแคร์อยู่แค่สิ่งเดียวนั่นคือสื่อและนักข่าวซุบซิบ อีกพวกคือนักตามข่าวแบบจิกไม่ปล่อย พวกนั้นอาจรุมทึ้งและฉีกเธอออกเป็นชิ้น ถ้าเห็นผมอยู่กับเธอ

หยุดรถเถอะครับ ผมอยากลงตรงนี้ ผมบอกคนขับรถ โดยที่ไม่รู้ว่าจุดหมายที่ผมขอลงจากรถนั้นคือที่ไหน มันเป็นป่ารกข้างทางที่มองแทบไม่เห็นไฟของทางหลวง และมันคงไกลจากกรุงเทพฯ แล้ว

แน่ใจเหรอครับ คนขับถามย้ำอีกครั้ง

ครับ ขอโทษที ผมขอบคุณมาก ผมกล่าว แล้วมองไปที่ทางข้างหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ วิธีนี้เป็นทางเดียวที่จะปกป้องเธอจากข่าวฉาว ๆ ได้ เพราะอีกไม่นานรถอาจแล่นเข้าสู่ตัวเมือง และคงไม่ดีแน่ที่ลีโมคันหรูของดาราสาวจะมีชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่ทั้งผู้จัดการและคู่หมั้นนั่งอยู่ด้วย

สักพักลีโมซีนสีดำคันนั้นก็แล่นจากไป ผมออกเดินไปตามไหล่ทาง และภาวนาว่าอย่าให้ต้องเจอกับพวกดักจี้ หรือฉกชิงวิ่งราว ผมได้ยินเสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งไกล ๆ ผมจึงเดาว่าอาจจะอยู่ที่ชายหาดที่ใดที่หนึ่ง จึงเดินไปตามเสียงนั้น แต่สักพักกลับรู้สึกว่ามีใครบางคนเดินตามผมอยู่ห่าง ๆ ผมหลบซุ่มที่พงหญ้าใกล้ ๆ รอให้หมอนั่นเดินตามมา พอเห็นเงาตะคุ่มอยู่เบื้องหน้าผมจึงโผเข้าล๊อคมันไว้

กรี๊ด...ปล่อยฉันนะ เสียงมินยองร้องแหวกความเงียบ

มินยอง...เบา ๆ นี่ผมเอง ผมปลอบเธอแล้วคลายข้อแขนที่ล๊อคคอเธอออก

โจ...ฉันตกใจมากเลย นึกว่าคงถูกฆ่าแน่ เธอกล่าว ร่างกายไม่คลายจากอาการสั่นเทิ้มเมื่อครู่ ชุดเกาะอกสีชมพูพริ้วบางที่เห็น คงไม่อาจต้านทานลมเย็นจากทะเล

มินยองถอดรองเท้าส้นเข็มวางทิ้งไว้บนทราย แล้วออกเดินย่ำชายหาดในยามค่ำคืน เธอร้องเพลงที่ผมฟังไม่เข้าใจ จูงมือผมแล้วเต้นรำอย่างอารมณ์ดี

ผมดีใจที่เห็นคุณดีขึ้นนะ ไม่อยากพูดให้คุณกลัว แต่คุณลงจากรถแล้วตามผมมา ที่พักก็ไม่มี แล้วตอนนี้มันดึกมากแล้ว คุณจะช่วยผมคิดหน่อยได้ไหมว่าเราจะพักกันที่ไหน

เราพักกันที่นี่ได้ไหม ฉันอยู่ตรงไหนก็ได้ เธอกล่าว เหมือนคนที่ไม่สนใจชีวิตตัวเอง

คุณเมาแน่ ๆ นี่มันข้างทางนะคุณ มืด เปลี่ยวและอันตราย ถ้าถูกข่มขืนขึ้นมาจะทำยังไง ผมตอบอย่างโกรธเกรี้ยว ความจริงผมไม่ได้โกรธเธอ ใครที่เจอเหตุการณ์อย่างเธออาจสติหลุดกันทุกราย

ผมโกรธเตัวเองที่อาจเป็นสาเหตุของเรื่องบาดหมางเหล่านี้ รวมถึงเรื่องของเธอและเทจุน ซึ่งเทจุนอาจเข้าใจผิดได้ และจะแย่ยิ่งกว่าถ้าเทจุนรู้ว่าเธออยู่กับผมในคืนนี้

แล้วคุณจะให้ฉันทำไง ทิ้งคุณไว้แล้วนั่งรถกลับไปเหรอ มีแค่ฉันคนเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะที่จะโดนน่ะ... เธอแย้ง พร้อมตั้งคำถามที่ผมไม่อยากตอบ

คุณลงจากรถทำไม...

ผมไม่อยากให้ใครเห็นเราอยู่ด้วยกัน ชื่อเสียงคุณจะแย่หากมีข่าวไม่ดีแบบนั้น ผมกล่าว ทรุดตัวลงนั่งบนผืนทราย เธอเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ ผม

ฉันรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรเพื่อฉัน ฉันจึงไม่อยากทิ้งคุณไว้ลำพัง คุณว่าในพงหญ้าจะมีงูมั้ย เธอแสดงท่าทีหวาดกลัว แต่ยอมเดินเข้ามาหาและอิงกายมาซบที่ไหล่ผม ผมถอด

แจ๊คเก็ตมาห่มให้เธอ จนเธอเบียดกายมาซุกที่อก พอถึงตอนนี้ความมืดเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว มันอำพรางเราสองคนจากสายตาคนทั้งโลก ผมกระชับอ้อมแขนรอบตัวเธอ แม้เสื้อเชิ้ตแขนยาวยังไม่อาจต้านทานลมเย็นของทะเลในยามดึก

หนาวไหมคะ เธอเอ่ยขึ้น มองหน้าผมในความมืด ผมยิ้มตอบ คลายอ้อมแขนให้เธอได้ขยับร่างกายบ้าง

แล้วคุณล่ะ... ผมกระซิบถาม ใบหน้าเกือบแนบชิดอยู่ข้างหูของเธอ ไม่มีเสียงตอบใดจากปากเธอ ผมจึงรู้ว่าเมื่อเธอสบายใจก็คงหลับไปได้อย่างง่ายดาย

เช้าวันรุ่งขึ้นมีสองตายายมาพบเราที่ชายหาดแถวบางละมุง จึงอาสาขับรถอีแต๋นไปส่งเราที่ปากทาง พอให้เรียกรถโดยสารเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งโชคดีที่ผมมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ตลอดทางมินยองใช้แจ๊คเก็ตคลุมหน้าเหมือนสาวเกาหลีโบราณยามออกจากบ้าน ทำให้อดนึกขำไม่ได้ที่ต้องแอบไปคิดถึงซีรี่ส์เกาหลีเหล่านั้น นั่นเป็นเหตุให้ผมถูกล้อมาตลอดทางบนรถโดยสารว่ามีภรรยาที่ขี้อายสุด ๆ

เรามาถึงกรุงเทพฯในตอนสายของวันอาทิตย์ มินยองไม่กล้าเดินเข้าล้อบบี้ของโรงแรม เธอโทรศัพท์ให้เทจุนมารับตัวเธอกลับจากบริษัทของผม เราล่ำลากันครู่หนึ่ง เทจุนก็พาตัวเธอกลับไป ผมรวบแจ๊คเก็ตขึ้นพาดบ่า แจ๊คเก็ตที่ยังคงมีกลิ่นกายของเธอติดอยู่ ก่อนจะโบกรถเมล์กลับบ้าน

ตลอดคืนนั้น ผมครุ่นคิดและเห็นเพียงใบหน้าของเธอที่หลับอย่างมีความสุขอยู่ข้างกายลอยผุดขึ้นมา สำหรับคนอย่างเรา ๆ มันแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะไปนึกถึงคืนวันเหล่านั้นอีก ช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหวในอารมณ์ควรสิ้นสุดและผ่านไป เพราะอีกอาทิตย์เดียวมินยองก็ถึงกำหนดเดินทางกลับเกาหลี และเส้นทางชีวิตของเราสองคนจึงยากที่จะหวนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง

ผมส่งบทความต้นฉบับส่วนที่เหลือผ่านพี่แบงค์ไปให้เธอได้อ่านก่อนตีพิมพิ์ เผื่อมีบางตอนอาจต้องแก้ไข และหากมีตอนไหนที่เธอไม่พอใจและอยากให้แก้ใหม่ ผมให้พี่แบงค์เป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมด

การลืมใครสักคนที่เราไม่สามารถจะรัก หรือได้เป็นคนที่คู่ควรสำหรับเขามันเป็นเรื่องยากเหลือเกิน สำหรับผมตอนนี้นอกจากความรู้สึกดี ๆ ยังอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายอย่างที่ทำให้ผมสนใจเธอ แต่มันไม่เพียงพอจะทำให้เธอหันมามองผม มันคล้ายการหลงปลื้มไปข้างเดียวและคิดเข้าข้างตัวเองทุกขณะที่เธอทำดีด้วยว่าเธออาจคิดหรือรู้สึกอะไรกับผมบ้าง หรือผมอาจได้เป็นคนพิเศษของเธอบ้าง แต่มันเป็นเพียงแค่หลอกตัวเองไปวัน ๆ ผมไม่อาจปล่อยใจให้เจ็บปวดและถลำลึก การเดินทางอาจช่วยเยียวยาผมจากทุกสิ่ง และเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ผมขอเบิกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าตามที่พี่แบงค์รับปาก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่

ผมฉงนในใจว่ามันไม่น่าลึกซึ้งมากนักกับผู้หญิงที่เราพบเพียงชั่วครู่ยาม แต่ทำไมกับผู้หญิงคนนี้จึงทำใจจากได้ยากนัก ผมเตือนตัวเองเสมอว่าเธอมีคู่หมายแล้ว ทั้งผมและเธอ เราไม่เหมาะสมกันด้วยประการทั้งปวง ผมส่งตั๋วเดินทางที่ช่องลงทะเบียนผู้โดยสาร

ต้องการโหลดสัมภาระไหมคะ เจ้าหน้าที่สนามบินถามขึ้น ผมส่ายศรีษะเบา ๆ แทนการปฏิเสธ รับเอกสารคืนและเดินไปตามทางสู่ห้องพักผู้โดยสาร

เสียงโทรศัพท์ดังฝ่าความเงียบในห้องพักผู้โดยสาร เสียงสัญญาณสายเข้านั้นเป็นของผม ผมก้มควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า แต่สะดุดที่รองเท้าส้นสูงสีแดงที่หยุดยืนอยู่ข้างกระเป๋านั้น

จะไปไหนหรือคะ เสียงหญิงสาวทักขึ้น ผมต้องแปลกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมสัญญาณเรียกเข้าที่หยุดลง

คุณมินยอง.... ผมอุทานอย่างดังเหมือนไม่เชื่อตาตัวเอง

เบา ๆ สิคะ เดี่ยวผู้โดยสารอื่นแตกตื่นหมด เธอปรามเบา ๆ ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ผม ขยับแว่นกันแดดอันใหญ่ที่ใส่บดบังใบหน้า

คุณมาทำอะไรเนี่ย ผมคิดว่าคุณกลับเกาหลีไปแล้ว... ผมกล่าว มินยองยิ้มเล็กน้อย

คุณคงกำลังจะไปเวียดนาม ใช่ไหมคะ เธอตั้งคำถาม คล้ายไม่อยากได้คำตอบอะไร พลางมองผมควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า

คุณกำลังจะไปขึ้นเครื่องเหรอครับ... นั่นเป็นคำถามที่โง่ที่สุดที่ผมคิดออกในตอนนั้น เพื่อดึงให้เธออยู่สนทนากับผม

ค่ะ ฉันต้องไปแล้ว เสียงประกาศเรียกแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่าง คุณเป็นคนที่นุ่มนวลและอ่อนโยนมาก แต่น่าเสียดาย...ถ้าคุณเป็นผู้ชายจริง ๆ คงดีไม่น้อย... กล่าวจบ เธอดึงตัวผมเข้าไปกอด จูบผมเบา ๆ ที่แก้ม เป็นจูบแผ่วเบาแต่แฝงความเศร้าเอาไว้ และผมยังไม่ทันได้พูดอะไร เธอก็ลากกระเป๋าเดินจากไป

โทรศัพท์ของผมดังขึ้นอีกครั้ง โทรมาจากสำนักงานหนังสือของผม ทั้งเสียงโทรศัพท์และความงวยงงในประโยคสุดท้ายของเธอทำให้ผมสับสน

ครับ...โจครับ... ผมกดรับสายกรอกเสียงลงในโทรศัพท์

ครับพี่ป้า...ใช่ครับผมเบิกเงินล่วงหน้ามาแล้วครับ แค่ 3 วันที่เวียดนาม ได้ครับจะรีบส่งต้นฉบับไปให้ ผมกล่าว พี่ป้าเกือบจะวางสาย แต่ผมทักขึ้น

เอ่อ...ผมเกือบลืม จะถามเรื่องคุณมินยอง เธอพูดว่าผมไม่ใช่ผู้ชายจริง ๆ น่ะ มันหมายความว่าไง มีใครพูดอะไรให้เธอฟังเหรอครับ ผมแค่ถามนำไป แต่ท้ายสุดพี่ป้าก็พ่นออกมาเองว่าเป็นฝีมือแกและลูกน้อง แถมสั่งกำชับว่า

โจ...ถ้างานเสร็จภายใน 3 วันตามที่รับปากละก็ จะแถมตั๋วให้ไปทำงานพิเศษที่เกาหลีอีก 1 อาทิตย์ฟรี แต่ค่าที่พักน่ะ หาเอาเองนะยะ ส่วนเรื่องข่าวว่าเธอเป็นเก้งน่ะ ฉันไม่ผิดนะ อยู่ตัวคนเดียวอย่างเธอ แฟนก็ไม่เคยมี เป็นเก้งก็ดีนะ วันดีคืนดี ฉันอาจมีบารมีได้กินเก้งอย่างเธอบ้าง ว่าแต่ว่าเรื่องเธอกับแม่มินยองเนี้ย...มันยังไงกันห๊า...ระวังคู่หมั้นเค้าไว้บ้างก็ดีนะยะ เดี๋ยวจะหาว่าชะนีไม่เตือน...และขอบอกว่าการเป็นเก้งน่ะ มันดีกับงานของเรานะคุณน้อง อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องมาแคร์สื่อจะเม้าท์แล้วเป็นข่าวภายหลังย่ะ... ผมอดอมยิ้มไม่ได้ และท้ายที่สุดเรื่องข่าวเม้าท์ว่าผมเป็นเกย์ ก็ไม่มีใครออกมาช่วยเคลียร์

ช่างคิดไปได้ นะ...พี่ป้า ผมสบถเบา ๆ ก่อนเดินขึ้นเครื่อง

สามวันที่ฮาลองเบย์ยาวนานแทบจะขาดใจ ผมรีบทำงาน เร่งทุกวินาทีเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจะได้ไปเห็นหน้าเธออีกครั้ง แต่ภายในยังฉุกคิดว่า เธอจะคิดถึงผมเช่นเดียวกันกับที่ผมคิดถึงเธอหรือเปล่า ทันทีที่ผมส่งต้นฉบับผ่านอีเมล์ไปให้พี่ป้า การทวงถามถึงคำสัญญาก็เริ่มต้นขึ้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ผมต้องทำตามสัญญาอีกฉบับเป็นการแลกเปลี่ยน นั่นคือการไปพบมินยองและปิดต้นฉบับหนังสือของเธอให้แล้วเสร็จภายในสองอาทิตย์ ก่อนที่เธอจะมีคิวงานยาวอีกหลายเดือนในงานแฟชั่นวีคที่ปารีส และนิวยอร์ค

พี่ป้าครับ...ที่คุยกันคราวที่แล้วมันฟังดูเหมือนผมได้ไปพักร้อนนะ... ผมท้วง

เจ๊ไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะโจ เจ๊ว่าโจเข้าใจผิดอย่างมากกก... และอีกอย่างนะ เธอก็เพิ่งกลับมาจากพักร้อน ถ้าจะพักคราวนี้อีก เจ๊เห็นว่ามันออกจะบ่อยไปหน่อยนะ ว่ามั๊ย... พักร้อนมันซะทุกเดือนเลยเป็นไง งานการน่ะ ไม่ต้องทำแล้ว... และท้ายที่สุดการท้วงเล่น ๆ ของผมก็จบลงด้วยการถูกพี่ป้าประชดประชันอย่างแรง

โอเค...ครับพี่ป้า ผมเก็ทแล้วครับ ผมจะปฏบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดครับเจ้านาย ผมขอที่อยู่และเบอร์ติดต่อคุณมินยองด้วยนะครับ แต่ถ้าทางพี่ป้าจะนัดให้ ก็จะดีมากเลยครับ...

ต้องอย่างนี้สิคุณน้อง จะส่งคอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินไปให้ทางอีเมล์นะ แค่นี้แหละ เรื่องอื่นถึงกรุงโซลแล้วค่อยว่ากัน... พี่ป้าตัดสัญญาณสไกป์ ทิ้งผมนั่งว่างเปล่าอยู่หน้าแลปท๊อป สักพักอีเมล์คอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินก็มาถึง

เล่นซะประหยัดสุด ๆ เลยนะพี่ป้า จะให้สบายหน่อยก็ไม่ได้ ผมเปรยเมื่อเห็นตั๋วเครื่องบินแบบ Low Cost และที่นั่งชั้นประหยัด แต่ก็ออกจะไวทันใจผมอยู่ไม่น้อย เพราะเครื่องออกพรุ่งนี้เช้าและถึงกรุงโซลในตอนสาย ทำให้ได้เข้าใกล้คุณมินยองเร็วขึ้นอีกนิด

 

ผมนั่งฟังเพลงของนักร้องใต้หวันที่ชื่อเจย์ โช ระหว่างทางไปโรงแรมที่โซลด้วยรถที่ทางโรงแรมส่งมารับจากเครื่องเล่น MP3 ของผม ผมคิดถึงสิ่งแรกที่จะทำเมื่อถึงห้องพักและถึงกับต้องนั่งส่ายหน้าไปกับจินตนาการของตัวเอง จนทำให้สาวเกาหลีที่มาด้วยอมยิ้มแล้วมองมาที่ผมแบบขำ ๆ

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 373 ท่าน