Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
ปราสาทจันทร์
กุ ล บ า ร า ช า ล ส์
โจทก์
1
09/02/2556 18:26:25
328
เนื้อเรื่อง

ตอนที่ 1 : โจทก์
เสียงกระพือปีกบินไล่ต้อนกันอย่างฉวัดเฉวียนโฉบเฉี่ยวหลบหลีกปลีกต้นไม้สูงใหญ่อย่างสนุกสนาน  เคล้ากับความบ้าคลั่งในพละกำลังอวดประชันความแข็งแกร่งและปราดเปรียวของวิหคหนุ่มสองตน  ที่บินไล่ต้อนไล่แซงกระทบกระทั่งให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหลักขลุกขลักไม่เป็นท่า
 
" เจ้า ... ข้าเอาคืนเจ้าแน่ "   วิหคหนุ่มรูปงามนัยน์ตาเขียวใสดุจมรกตหันไปมองขนปีกที่แหว่งไป เพราะพลาดพลั้งเสียท่ากระแทกเข้ากับเถาหนามของกุหลาบมสาจนขนปีกขาดวิ่น  พอตั้งท่าได้ก็หมายจะบินไล่ต้อนเป็นการเอาคืนบ้าง แต่ทว่า 

" ฮ่า ฮ่า ฮ่า  กรรมตามสนองสิเจ้า "  ในขณะผู้หมายจะเอาคืนสบถเย้ยใส่วิหคแรกที่ร่วงพร่อยกระแทกชั้นกิ่งสนที่สูงดุจเขาเสียดจันทร์  ร่วงกราวสะบักสะบอมไม่เป็นท่าเพราะหลบไม่พ้นบินชนเข้าต้นไม้ใหญ่ที่สูงประจันตรงหน้า  หางตาอันแหลมคมของพญาวิหคก็โฉบตัดไปเห็น  หญิงสาวสองคนกำลังว่ายน้ำหยอกเหย้ากันอยู่ในแอ่งลำธาร   ภาพความสนานของหญิงสาวหลังม่านละอองน้ำที่ตกจากผาสะกดตราตรึงให้พญาวิหคต้องหยุดต่อปากต่อคำกับคู่อริ  หันชะงักชายตาดูอย่าง เลื่อนลอยไร้ซึ่งอิริยาบถใดๆ   ทุกสิ่งหยุดสงบนิ่งราวกับปักไว้ด้วยหมุดเวลา  โดยเฉพาะ ...

" เฮ้ " เวหาส่งเสียงเอะอะขัดขึ้นอย่างไม่พอใจโวยวายเป็นบ้าเป็นหลัง จนครุธามาสเห็นท่าไม่ดีเข้าเลยบินร่อนโฉบลง  แล้วแปลงกายเป็นคน  เอื้อมมือสุดแขนวิ่งเข้าคว้าตัวเพื่อนจอมโวยวายหายวับเข้าชะง่อนหินที่อยู่ใกล้ๆ  ให้ลับสายตาหญิงสาวที่ว่ายกรูเข้าหากันด้วยความตกใจในเสียงสะท้านที่ดังขึ้นเมื่อครู่

“ เจ้า ... มาจับข้าทำไมเนี่ย ” เวหาร้องเสียงหลง สะบัดขนที่ร่วงพรูออกจากตัว  พร้อมกับแปลงกายเป็นคนปัดเนื้อปัดตัวที่เขลอะฝุ่น

“ ชู่ ...”  ครุธามาสส่งสัญญาณบอกให้เพื่อนตัวดีเงียบเสียก่อน

“ ดูนั่นสิ ” ครุธามาสชี้ด้วยแววตาที่คมกริบ  ฉายชัดส่องประกายลึกฉาบวาวด้วยแสงมรกต

“ โอ้ ... ว้าว ... ” เวหารู้หน้าที่ที่จะไม่ส่งเสียงเอะอะดังลั่นเหมือนแต่ก่อน

“ เจ้านี่ไม่เลวตาไวยังกะอีแร้งใกล้อดตาย ” เวหาเหย้าเพื่อนซี้  ด้วยน้ำเสียงที่กรุ้มกริ่มอารมณ์ขัน

“ ข้าไม่ใช่อีแร้ง ” ครุธามาส เสตามองเจ้าเพื่อนจอมหาเรื่องให้อารมณ์เสียด้วยแววตาเคืองขุ่น   
มาดด้วยเสียงทุ้มต่ำเน้นคำชัด  แสดงอาการปฏิเสธในรูปลักษณ์ที่ตนไม่เคยด้อยไปกว่าอีแร้ง
ที่กินแต่ซากเน่าเปื่อยของสัตว์ก็เท่านั้น

“ ชู่ ...” เวหาย้อนบ้างไม่ให้ส่งเสียงดัง “ สาวเจ้าผวาแย่แล้ว ... ชู่ ...” เวหาฉายแววเจ้าเล่ห์โดยวิสัย  เป็นอันรู้กันอย่าง
ไม่แปลกใจ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังจะหาทางจับได้ยากปล่อยให้ได้ทียังจะง่ายเสียกว่าที่จะนั่งเถียงเอาชนะให้เสียอารมณ์ถึงแม้เรื่องที่จะเถียงมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดก็ตามที
ทั้งสองรีบงุดศีรษะลง หลบให้พ้นระยะสายตาของหญิงสาวทั้งสองที่กำลังกวาดส่องสายตา ตามหาที่มาของเสียงนั้นไปทั่ว   ทั้งด้านบนยอดกิ่งไม้  ไล่ไปทั่วทั้งซ้ายขวา และไม่พ้นแม้แต่ชะง่อนหินเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากลำธาร

เจ้าวิหคร้ายในร่างคนทั้งสองได้แต่พ่นหัวเราะเบาๆ  อย่างขำขัน ให้กับความหวาดผวา เหรอหรา และความเขินอายที่แผ่ซ่านรื้นบนแก้มนวลทั้งสองข้างของหญิงสาวทั้งคู่ที่ยืนกอดกันเนื้อตัวสั่นเทา ไม่รู้ว่าเกิดจากความหวาดกลัวหรือความหนาวเย็นของน้ำกันแน่

“ ชู่ ...” ครุธามาสส่งเสียงเตือนเพื่อน ให้เงียบเสียงลง เพราะตอนนี้ดูชักจะได้ใจมากไปซะแล้ว

“ ข้าว่า อย่าปล่อยให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้เลย ”  ครุธามาสเปรยขึ้น พร้อมกับใช้มือตบเข้าเบาๆ ที่ไหล่ของเวหาเป็นการปลอบใจให้หยุดความสนานของเจ้าตัวลงได้แล้ว

ครุธามาส  หยิบขนวิหคสีครามกำมะหยี่เกือบจะดำที่หล่นอยู่ข้างๆ  ขึ้นมา แล้วเอ่ยวาจาก่อนที่จะเป่าขนวิหคนั้นให้ลอยออกไป  

“ ลมเอย ... ช่วยพัดพาใจของข้า  ไปบอกยังหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า
นั้นทั้งสอง อย่าได้หวาดหวั่นผวาไปกว่านี้เลย ”  

ทันใดขนวิหคก็ปลิวต้องลมลอยม้วนขึ้นไปสู่ฝากฟ้า ก่อนที่จะค่อยๆ ร่วงโรยลงมาตามสายลมที่โชยเอื่อยเคล้ากับเสียงเพลงที่ขับกล่อมด้วยลำนำของเพียงอ้อ เสียงเพลงนั้นหวานสะกดให้หญิงทั้งสองเริ่มคล้อยตามและคลายกังวลขึ้นมาบ้าง  ขนวิหคสีครามกำหยี่ร่วงโปรยปรายบนผิวลำธาร สะท้อนแสงสีน้ำเงินระยิบระยับดุจประดับด้วยอัญมณีอันล้ำค่าอย่างน้ำค้างไพลินที่ไหลต้องกระแสธารในยามค่ำคืนเมื่อได้อาบไล้กับแสงจันทร์

ลีอาร์สังเกตเห็นขนวิหคก้านหนึ่งส่องประกายวาววับระยิบระยับมากกว่าใครเพื่อนค่อยๆ ร่วงหล่นลงมากระทบกับผิวน้ำที่อยู่ตรงหน้า  ไล่สะท้อนภาพจันทร์เป็นระรอกคลื่น  ดุจจะโอบกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมของมนตราสิเน่หา 

“ ... วิหคเมฆินทร์ ...”
ลีอาร์ พร่ำเบาๆ กับตัวเอง กับภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นในความคิด เมื่อครั้งแรกที่ได้หยิบขึ้นสัมผัส

“ เฮ้อ ... ข้านึกว่าอะไร ก็แค่วิหคเร่ร่อนเท่านั้นแหละใช่ไหมลีอาร์ ”  
พุฒา โพร่งอย่างโล่งใจไม่ทันได้หันไปมองว่าคนข้างๆ ได้ว่ายรุดหน้าออกห่างไปแล้ว

“ อ้าว ... จะไปไหนก็ไม่บอกกันบ้าง ... ลีอาร์ ... รอฉันด้วย ” พุฒาได้แต่ร้องเสียงหลงว่ายน้ำตามหลังคนที่กำลังจะขึ้นฝั่ง

“ เร็วเข้าพุฒา  ... รีบกลับกันเถอะ ” ลีอาร์รีบคว้าผ้าไหมแพรสีขาวบางขึ้นมาพันร่างแล้วคลุมซ้อนทับด้วยชุดคลุมเนื้อหนา ที่ทอด้วยไหมสีขาวนวลลายขิดช่อการะเกดสีครามและปักทับด้วยดิ้นเงิน ทับเข้าอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะสอดชายเสื้อคลุมเข้าใต้ผ้ารัดเข้ารูปสีเทาที่ตัดเข้าทรงเป็นกางเกงสอบแคบลงยาวถึงข้อเท้าผูกรัดเอวด้วยเข็มขัดหนังเส้นใหญ่หัวโลหะมันวาวขึ้นเงา แล้วสวมรองเท้าหนังสีน้ำตาลข้อสูงถึงเข่าสลักลายเป็นลายเถาไม้
และกุหลาบขาว

“ เรียบร้อยรึยัง พุฒา ” ลีอาร์  เร่งกำชับขึ้นอีกครั้ง  พร้อมเข้ามาช่วยคลุมเสื้อชุดนอกสีฟ้าหม่น  ให้กับเพื่อนรักที่กำลังสาละวนกับการแต่งกายอย่างเร่งรีบ จนไม่ทันได้สังเกต และเอะใจในลีอาร์ว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอได้เผือดสีลงเพียงไร

ลีอาร์ไม่อ้อยอิ่งเดินนำมายังอาชาและเก็บขนวิหคที่เก็บได้เมื่อครู่เข้าตลับที่ขึ้นรูปด้วยเงินบริสุทธิ์ และสอดเก็บเข้าสาบเสื้อคลุมด้านในอย่างมิดชิด โดยไม่มีทางที่จะหล่นหายไปไหนได้

ลีอาร์ตวัดตัวขึ้นม้าอย่างชำนาญ และขยับสายบังเหียนเป็นการเร่งกระชั้นให้เพื่อนรีบมา พร้อมกับ ขยับปาก “ เร็ว ” แบบไม่ออกเสียง ส่งสัญญาณกระตุ้นให้เพื่อนซี้ก้าวเท้ามาให้ไวกว่านี้

“ เจ้ารีบจังนะ   วันนี้ ”  พุฒาเอ่ยถามเสียงใส  พร้อมกับวิ่งกุลีกุจอเข้าหารีบรวบชายผ้าเพื่อจะขึ้นม้าอย่างทุลักทุเล แต่ก็ไม่วายที่จะถามต่อ

“ ลีอาร์  ทุกทีเจ้าจะชวนข้าเล่นน้ำต่อจนกว่าม่านละอองเมฆาจะแผ่ผ่านมาไม่ใช่หรือ  วันนี้เป็นวันพิเศษของเจ้านะ  เจ้าไม่คิดที่จะรอหรือยังไง ”  พุฒาจำได้ขึ้นใจถึงวันสำคัญของลีอาร์   วันที่ม่านละอองเมฆาจะแผ่ผ่านมาทอแสงประกายสีขาวเจิดจรัสให้เห็นในคืนจันทร์หงายซึ่งจะเกิดขึ้นแค่ในวันเดียวของรอบปี  แต่วันนี้ลีอาร์ทำให้พุฒาเกิดความฉงนใจว่าเหตุใดเธอถึงไม่อยู่รอม่านละอองเมฆาที่ลีอาร์ตั้งอกตั้งใจเฝ้ารอมาเนิ่นนานนับแรมปี  และอีกอย่างวันนี้เป็นวันที่ลีอาร์ควรจะนึกถึง ...
 
“ โอ้ ...” พุฒา ยกมือป้องปากที่อุทานเสียงด้วยความตกใจที่เกือบจะดัง  กับความจริงที่เอะใจขึ้นมาได้

“ เจ้า ...” พุฒาละล่ำละลักจะถาม

“ เจ้าลืมวันนี้ไปแล้วหรือ วันสำคัญอย่างนี้ ” พุฒาเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ  

“ ข้าไม่ลืมหรอก ” ลีอาร์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นอีก “ เอาไว้ถึงที่พักก่อน ... แล้วข้าจะบอกเจ้า ”
ลีอาร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ  ไม่ขุ่นใจในคำถามที่เพื่อนรักถามมา

ลีอาร์กระตุกสายบังเหียนขึ้นกำชับให้อาชาสีขาวออกขยับหมุนตัวกลับออกจากต้นไม้ที่ใช้ยึดผูกเจ้าอาชานี้ไว้  มือบางกระตุกรั้งให้อาชาออกก้าวห่างจากสายลำธารน้ำตก  และเร่งจังหวะให้อาชาออกวิ่งช้าๆ ลัดเลาะออกจากเกาะแก่งของโขดหินที่เรียงรายไต่ระดับตามพื้นดินที่ลาดชันขึ้นไปยังด้านบนของแอ่งลำธารน้ำตกแห่งนี้  เพื่อจะเร่งหน้าเข้าสู่หนทางที่จะเข้าไปยังหมู่บ้านต่อไป

สายลมยังโชยเอื่อยขับกล่อมลำนำเพลงอ้อเป็นบทส่งท้ายไล่ตามหลังมาไม่ห่างด้วยมนตราที่จับจ้องมาของพญาวิหคที่ยังไม่วายสิเน่หา  ไม่เหมือนใจหนึ่งที่วูบดับลงดั่งขนวิหคน้ำเงินครามที่ร่วงพรูหยุดจรัสแสงไพลิน
ในยามเมื่อสิเน่หาของเจ้านั้นจากไป

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 240 ท่าน