Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
รักหมกใจ My Honey
nun-ya
บทที่2
4
30/01/2555 20:17:35
307
เนื้อเรื่อง
บทที่2
 
“ฮ้าว(- ๐ -)zz...”    ชั้นหาวปากกว้างไปสามวาแปดศอกด้วยความง่วงเพราะต้องคอยดูแลอีกฝ่ายจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน  แถมวันนี้ยังมีนัดเอาเอกสารไปส่งที่มหาลัยซะอีก
“ยายบ้านั่นกินเสร็จก็ผลุนผลันไปไม่บอกชื่อบอกแซ่ซะบ้าง”    ชั้นบ่นพลางเก็บล้างถ้วยชามที่กินเสร็จแล้วก็รีบเตรียมตัวไปอาบน้ำเพื่อไปมหาลัยต่อ   
       เมื่อมาถึงมหาลัยชั้นก็รีบเอาเอกสารไปส่งที่ฝ่ายทะเบียนแต่ด้วยความง่วงก็ทำให้เกิดความซุ่มซ่ามขึ้นอีกจนได้
“โอ๊ะ...”     เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของชั้นดังขึ้นพร้อมกับขาที่ก้าวพลาดจากขั้นบันไดด้วยความเบลอจนหล่นลงไปทับใครเข้าก็ไม่รู้เต็มๆเลย
“โอ๊ย”      เสียงอีกฝ่ายก็ร้องด้วยความเจ็บเช่นกัน    ชั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าของผู้เคราะห์ร้าย   โอ้พระเจ้าหล่อใสกิ๊งเลยทีเดียวทำไมพระเจ้าต้องประทานให้ผู้ชายมีหน้าตาสวยงามกว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงนี้อีกนะ  (หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนี้=ตัวชั้นเอง)
“จะนั่งอีกนานมั้ยแม่คุณ”     ในขณะที่ชั้นกำลังสังเวชตัวเองอยู่ชายผู้มีใบหน้าสวยงามก็ปล่อยเสียงที่มีพิกัดเย็นเยือกน่ากลัวออกมาพลางมองหน้าฉันเขม็ง…
“ขอโทษค่ะ”    ชั้นรีบละล่ำละลักขอโทษและรีบลุกขึ้นยืนก้มหน้าสำนึกผิด
“ถ้ายอมไปเดทด้วยจะยกโทษให้นะ”   หมอนั่นพูดพร้อมกับส่งยิ้มเจ้าชู้มาให้ทำไมเปลี่ยนอารมณ์เร็วจังแฮะ
“หา...”    สงสัยจะตกบันไดจนสมองเสื่อมซวยแล้วชั้น
“เอ่อ…ขะ  ขอตัวก่อนนะพอดีชั้นมีธุระกำลังรีบแล้วก็ขอโทษนะ”   เมื่อขอโทษอีกฝ่ายเสร็จชั้นก็รีบชิ่งหนีมาทันที  ใครจะไปเดทด้วยกะล่อนซะขนาดนั้นฝันไปเถอะย่ะ
       หลังจากนั้นชั้นจึงไปเดินเล่นรอบๆมหาวิทยาลัยเพื่อดูลาดเลาไว้ก่อนว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้างจะได้ไปมาถูกที่ไม่มัวเฟอะฟะอยู่ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่อพาร์ตเมนท์อย่างเซ็งๆแต่ก็ได้รับข้อความจากเพื่อนร่วมชะตากรรมพรุ่งนี้ยายมินจูจะมาแล้วยายนี่เป็นลูกครึ่งจีนกับไทยมีพ่อเป็นหัวหน้าตระกูลฮันรุ่นที่สิบสองซึ่งเป็นแก๊งยากูซ่าฝ่ายตงฉินที่มีอิทธิพลกว้างขวางแต่มาตกหลุมรักสาวไทยซึ่งเป็นแม่ของมินจูจึงตัดสินใจขยายกิจการมาที่เมืองไทยเพื่อคนรัก และนอกจากมินจูแล้วยังมีพี่ชายมินจูอีกสองคนชื่อว่าริวเซกับเรียวอันที่หวงน้องสาวมากๆ   เพราะทั้งสามคนดันได้มรดกความหน้าตาดีจากพ่อและแม่มาเต็มๆนั่นเอง  จึงมีหนุ่มๆมาเกาะแกะมินจูมากมาย…
       ชั้นปิดข้อความมือถือที่ได้รับพลางลุกขึ้นยืนบิดตัวไล่ความเมื่อยพลางเดินไปเปิดเพลงที่เครื่องเสียงดังๆอย่างสบายอารมณ์แล้วเดินฮัมเพลงเข้าห้องน้ำไปเพื่ออาบน้ำชำระล้างความเมื่อยล้าของวันนี้ให้หมดไป
................................................................................................
Lee zarew    talk
      ก๊อกๆ...ก๊อกๆ....
      เสียงเคาะประตูของชายคนหนึ่งที่ยืนลุกลี้ลุกลนอยู่หน้าห้องพักห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนท์ซงนิม  ชายคนนี้สวมหมวกและแว่นดำอำพรางใบหน้าเสียครึ่งหนึ่งเขาคือลีเซริวนั่นเอง....
“บ้าจริงยายนั่นทำอะไรอยู่นะทำไมไม่มาเปิดประตู”    วันนี้ผมตั้งใจมาขอบคุณและเอาแผนงานที่เพิ่งประชุมเสร็จมาให้เธออีกด้วยแต่ดูสิยายนี่ทำไมยังไม่มาเปิดประตูซะทีนะ    ผมลองบิดลูกบิดประตูพบว่าไม่ได้ล็อกจึงถือวิสาสะเดินเข้าไป  
“มิน่าถึงไม่ได้ยินเล่นเปิดเพลงซะดังขนาดนี้นี่เอง”    พอผมเปิดประตูออกมาก็พบว่ายายนี่เปิดเพลงซะดังลั่นห้องยังดีที่ห้องนี้ท่าทางจะเป็นห้องเก็บเสียงไม่งั้นคงถูกข้างห้องโวยใส่แน่นอน   ผมวางของไว้บนโต๊ะพลางกวาดสายตามองหาเจ้าของห้องพอดีกับที่ประตูห้องน้ำเปิดออกมา
      พลั่ว.....
      ร่างบอบบางในชุดผ้าขนหนูห่อหุ้มร่างกายเพียงผืนเดียวพร้อมกับหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ตามร่างกายเดินออกมาซึ่งพอเธอเหลือบมาเห็นผมเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ในห้องเธอก็กรีดร้องพร้อมกับเสียงสรรเสริญผมยกใหญ่
“กรี๊ด....แกไอ้บ้า   ไอ้โจรห้าร้อย    ไอ้โรคจิตหื่นกาม   ออกไปนะๆออกไป...”     เธอกรีดร้องใส่ผมด้วยภาษาที่ผมฟังไม่ออกเดาว่าคงเป็นภาษาไทยบ้านเกิดและคงไม่ใช่คำที่มีความหมายดีแน่นอน...(-.,-;)
      ฟ้าว...โครม...โอ๊ย...
หลังจากนั้นสารพัดของใกล้มือก็ลอยตามมาเป็นพายุโดนมั่งไม่โดนมั่งผมคงต้องรีบหยุดเธอก่อนจะได้เจ็บตัวผมยิ่งต้องใช้หน้าตาหากินอยู่ด้วย(-.,-;;)
      หมับ...อุ๊บ
“หยุดนะ....ไม่งั้นชั้นปล้ำเธอแน่ดูดีๆซิว่าชั้นเป็นใคร”     ผมหลบหลีกสิ่งของพลางวิ่งเข้าไปรวบตัวแม่คุณพร้อมกับเอามืออุดปากยายโทรโข่งกระจายเสียงนี่ไปด้วย  
หงับ...
“โอ๊ย....เจ็บนะยายบ้า”    ยายนี่กัดมือผมพร้อมเอามือหนึ่งผลักผมที่กำลังเผลอออกส่วนอีกมือกำปมผ้าเช็ดตัวไว้แน่นแล้วไปตั้งหลักห่างผมอีกโซฟา    ก่อนจะเพ่งมองหน้าผมเขม็ง
“ไอ้ขี้เก๊ก...”    ยายนี่อุทานคำที่ดูเหมือนว่าจะจำผมได้แล้วพลางเอามือข้างที่ว่างชี้หน้าผมก่อนแก้มเธอจะแดงลามไปถึงหูเรื่อยลงมาตามลำคอเฮ้อคงเพิ่งนึกได้ว่าต้องอายยายบ้า...แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ายายนี่น่ารักกันนะ
“หันไปที่อื่นเดี๋ยวนี้นะ”   คราวนี้เธอพูดเป็นภาษาเกาหลีที่ผมสามารถเข้าใจได้ผมจึงถอนหายใจทำท่าว่ารำคาญใส่
“อยากมองตายหล่ะ     ยายไม้กระดาน”     แล้วนิสัยปากเสียที่แก้ไม่หายของผมก็กำเริบขึ้นมาอีกคราวนี้ยายนั่นเปลี่ยนสายตามามองผมอย่างอาฆาตพลางแยกเขี้ยวใส่
“เออไม่อยากมองก็หันไปสิ...จะยืนเซ่ออยู่ทำไม”    ยายนี่ทำแก้มป่องพลางบ่นใส่ผมแม้มันจะเป็นคำที่ดูรุนแรงแต่ผมกลับไม่ไม่โกรธมีเพียงความรู้สึกหมั่นไส้เสียมากกว่า
“ชิ...ไม่มองก็ได้”           ผมพูดพลางหันหลังให้เธอผมเห็นเธอทำท่าประหลาดๆใส่ผมลับหลังโดยที่ไม่รู้เลยว่าผมมองเห็นมันผ่านหน้าจอโทรทัศน์ที่ปิดอยู่อย่างชัดเจนก่อนจะวิ่งตื๋อเข้าไปในห้องนอนจนทำให้ผมขำกับพฤติกรรมเหมือนเด็กๆของเธอ
.................................................................................................
      หลังจากใส่เสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยเราก็มานั่งประจันหน้ากันที่โซฟาในส่วนที่จัดเป็นห้องนั่งเล่นและรับแขก
“มาทำไมแล้วรู้ได้ไงว่าชั้นอยู่ที่นี่”    เธอถามผมเมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้วผมจึงหยิบซองเอกสารที่เตรียมมาโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ
“นี่เป็นงานในส่วนที่เธอต้องรับผิดชอบหลังจากนี้อีกสองเดือน”     ผมบอกเธอแล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยถามชื่อเธอเลยจึงถามเธอต่อ
“อ้อแล้วเธอชื่ออะไร...”
“ภัทรวรรณ”    เธอตอบ
“พักทาราวาน”   ผมทวนชื่อเธออย่างยากลำบากทำไมคนไทยถึงตั้งชื่ออ่านยากอย่างนี้นะ
“งั้นชั้นเรียกเธอว่ายายลูกน้องแล้วกัน”    
“ได้ไงชั้นมีชื่อนะเรียกชื่อกันดีๆสิ”     ยายนั่นประท้วงก่อนจะถามผมบ้าง
“แล้วนายชื่ออะไร”
“เรียวเซ...”     ผมตอบ
“เรียวเซ...นี่ไงชั้นเรียกชื่อนายยังได้เลยนายก็ต้องเรียกชื่อชั้นได้ไม่งั้นชั้นจะเรียกนายว่าขี้เก๊ก”    เธอเรียกชื่อผมเสียชัดเจนพลางบอกว่าจะเรียกชื่อผมด้วยเจ้าคำประหลาดๆนั่นถ้าผมไม่ยอมเรียกชื่อเธอ
“จะให้เรียกชื่อเธอยั่วยวนชั้นใช่มั้ย”    ผมถามกวนประสาทกลับไป   แล้วก็มองดูเธอทำหน้าแปลกจะโกรธก็ไม่ใช่จะอ่อนใจก็ไม่เชิง
“นอกจากจะขี้เก๊กแล้วยังหลงตัวเองอีกเหรอเนี่ย”  เธอบ่นพึมพำด้วยภาษาของเธออีกตามเคย
“ช่างเถอะอยากเรียกอะไรก็ตามใจว่าแต่เราจะเริ่มงานเมื่อไหร่”    เธอถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“พรุ่งนี้”    ผมตอบ
“พรุ่งนี้!...”  เธอทำท่าตกใจแล้วปฎิเสธ   “ไม่ได้หรอกเลื่อนไปได้มั้ยพอดีว่าชั้นมีธุระสำคัญหน่ะ”  
“เธอจะไปไหน...เอ่อ...ชั้นไม่ได้สนใจหรอกนะแต่จะได้เอาไปแจ้งทางทีมงานให้หน่ะ”    ผมถามเธออย่างลืมตัวก่อนจะรีบกลบเกลื่อน
“พอดีชั้นจะไปรับเพื่อนที่มาจากประเทศไทยน่ะ”    เธอตอบโชคดีที่เธอไม่ได้สังเกตความเฟอะฟะของผม
“ชั้นรู้แล้ว    ถ้างั้นชั้นกลับล่ะ”    ผมตัดสินใจกลับเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรแปลกๆ    แถมเจ้าความรู้สึกไม่พอใจนี่ด้วย
“แล้วจะบอกให้ว่าเธอจะไปรับแฟนก็แล้วกัน”   คนที่เธอบอกว่าเป็นธุระสำคัญจะเป็นแค่เพื่อนธรรมดาได้ยังงัย...หงุดหงิดชะมัด
“จะบ้ารึไงบอกว่าเพื่อนไม่ได้บอกว่าแฟนซักหน่อย”    เธอทำปากยื่นอย่างไม่พอใจดูน่าหมั่นไส้เหลือเกิน  แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นกันนะ
“เพื่อนชั้นจะมาจากเมืองไทยต่างหากมันไม่รู้ทางเลยต้องไปรับน่ะสิ”
“Boy  Friend?”  ผมถามพลางเลิกคิ้ว
“No, Girle Friend”   เธอย้ำ
“โอเคแล้วเธอพร้อมเมื่อไหร่ต้องเร็วที่สุดนะ”   ผมแอบคาดคั้นนิดหน่อย
“เออมะรืนนี้พอใจมะ”  เธอยังไม่วายกวนผม
“ดีงั้นมะรืนนี้เจอกัน”  ผมบอกแล้วลุกเดินออกมาก่อนจะหันไปมองอีกครั้งอย่างรวดเร็วและก็เป็นอย่างที่คิดเพราะเธอแอบสรรเสริญผมแบบไม่มีเสียงพอดีผมเลยทำหน้าคาดโทษใส่เธอ   ในขณะที่เธอกำลังตกใจที่ผมรู้ทันก่อนจะออกมาจากห้องยายนั่น
     หลังจากที่ออกมาจากห้องยายนั่นแล้วผมก็คิดว่าจะกลับไปพักซักหน่อยก็พอดีกับที่มีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามาพอดี
ตี๊ดีดี่~~~
“ฮัลโหล”   ผมกดรับแล้วกรอกเสียงลงไปทันทีแล้วก็พบว่าเป็นแม่ของยายนั่นที่โทรมาถามเรื่องตารางงานที่ผมเอามาให้ยายนั่นเอง
“ครับเรียบร้อยดีครับ   เธอจะมาเริ่มงานวันมะรืน”  หลังจากรายงานผลเรียบร้อยเธอก็วางสายไป   และจู่ผมก็นึกไปถึงหน้าตาประหลาดๆ ที่เธอแอบทำลับหลังผมก่อนที่จะออกมาจากห้องเธอ    ช่างเป็นคนที่ดูไม่เบื่อจริงๆ
     ผมจึงตัดสินใจว่าจะคอยแกล้งยายนี่หาความสนุกให้ตัวเองต่อไปแล้วเตรียมตัวได้เลย  ผมยิ้มกับตัวเองอีกครั้งก่อนจะขับรถออกมา

 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 263 ท่าน