Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เล่ห์รัก วิวาห์ลวง
ปวีณ์รัศมิ์ชา
เมื่อแรกพบ สบสายตา ชะลาลส
1
27/01/2555 14:08:27
335
เนื้อเรื่อง
1
มวย!
เป็นกีฬาที่อยู่คู่คนไทยมานานหลายร้อยปี เป็นกิจกรรมความบันเทิงอย่างหนึ่งของพวกผู้ชายที่อยากจะประลองความสามารถในสมัยก่อน และได้รับการวิวัฒนาการมาเป็นมวยสากลในทุกวันนี้ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก และมักจะมีถ่ายทอดสดในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อเอาใจคุณผู้ชายต่างวัยทั้งหลายที่ชื่นชอบกีฬามวย มันคงจะไม่แปลกอะไรใช่ไหมถ้าคนที่นั่งส่งเสียงเชียร์มวยคู่เอกอยู่หน้าจอทีวีในตอนนี้จะเป็นคุณปู่หรือคุณตาวัยเกษียณที่ใช้เวลาว่างในช่วงบ่ายทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ หรือไม่ก็อาจจะเป็นชายหนุ่มวัยทำงานเด็กวัยเรียนที่มักจะมีกีฬาโปรดเป็นของตัวเอง และมันคงจะดีกว่านี้ ถ้าหากว่าคนที่นั่งส่งเสียงเชียร์อย่างออกรถออกชาติอยู่นี้จะไม่ใช่ ผู้หญิงหน้าตาสะสวยรูปร่างโปร่งบางกับผู้ชายท่าทางตุ้งติ้งหนึ่งคน
“เฮ้ย แย็บซ้าย ซ้าย เออ อย่างนั้นแหละ ดีมาก”
นิศาชล เศวตศักดิ์ หรือน้ำค้าง หญิงสาววัยยี่สิบสอง ทำงานอยู่ที่ร้านเวดดิ้งแห่งหนึ่งในตำแหน่งฝ่ายบริการลูกค้ากำลังนั่งเชียร์มวยคู่เอกของวันนี้อย่างสะใจ โดยการแสดงท่าทางหลบซ้ายหลบขวาราวกับว่าเธอเป็นคู่ชกก็ไม่ปาน
“นี่ หล่อน ให้มันน้อยๆหน่อยนะยะ มือไม้ไม่ต้องก็ได้ มันฟาดมาโดนฉันหลายรอบแล้วนะ”
พีระพล พิพิธพล หรือพลที่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นแพนเค้ก โดยให้เหตุผลว่ามันไฉไลกว่าเดิม ชายหนุ่มใจหญิงลูกพี่ลูกน้องของนิศาชลในชุดเสื้อกล้ามสีเทากับกางเกงขาสั้นจู๋สีแดงบวกกับที่คาดผมสีชมพูแปร๋น เอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้เมื่อโดนลูกหลงจากการเชียร์มวยไปหลายรอบ
“โธ่ แพน ก็คนมันอินนี่นา” นิศาชลเอ่ยหลังจากที่มวยคู่เอกชกเสร็จไปแล้วและรายการถูกคั่นด้วยโฆษณา
“อินได้ ฉันไม่ว่า แต่อย่ามาโดนฉันซิยะ” ชายไทยหัวใจหญิงเอ่ยอย่างมีอารมณ์
“เอ้าๆ ไอ้สองคนนี้เชียร์มวยส่งเสียงดังหนวกหูซะจริงเชียว” คุณยายนวลหญิงชราวัยเจ็ดสิบปีที่ยังคงแข็งแรงและมีศักดิ์เป็นยายของทั้งสองคนเอ่ยขึ้นขณะเดินขึ้นบันไดมา
“ยายจ๋า อย่ารำคาญไปเลยอาทิตย์ทั้งอาทิตย์น้ำกับไอ้แพนก็มีวันหยุดแค่วันเดียว ยายทนๆเอาหน่อยนะจ๊ะ” หลานสาวเอ่ยอย่างออดอ้อน
“แทนที่วันหยุดจะมาช่วยทำมาหากินดันมานอนเชียร์มวย ไอ้พลก็เหมือนกันชอบมวยแล้วเป็นกระเทยทำไมห่ะ” คุณยายนวลหันไปเอ็ดหลานชายที่ตอนนี้กลายเป็นหลานสาวไปอีกคน
“โธ่ ยายจ๋า หนูบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกแพนเค้กๆ เรียกอยู่ได้ไอ้พลๆ มันจี๊ดนะ” พีระพลหน้างอเมื่อถูกเรียกด้วยชื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กชาย
“ก็ยายจะเรียกแบบนี้ เอ็งจะทำไม” คุณยายนวลว่าพลางทรุดตัวนั่งลงที่มาโยกตัวประจำ
“หนูจะไปทำอะไรยายได้ล่ะ เชอะ” หลานชายหัวใจหญิงสะบัดหน้าอย่างงอนๆ
“สะบัดเข้าไป น่ามองตายล่ะ แล้วนี่ว่างกันหรือยังไปช่วยแม่เขาเอาขนมไปส่งหน่อยซิ” คุณยายนวลเอ่ยต่อ เมื่อเห็นว่าหลานๆไม่ได้มีธุระอะไรทำ
“แล้วแม่อยู่ที่ไหนล่ะจ๊ะยาย” นิศาชลถามถึงเนตรนภาผู้เป็นมารดา
“อยู่ที่ศาลาโน่นแหละ กำลังจัดขนมใส่กล่อง ลงไปดูเอาเถอะยายขอเอนหลังสักหน่อย” คุณยายนวลตอบก่อนจะเอนหลังไปกับม้าโยกเพื่อพักผ่อน
“ไปช่วยแม่ฉันส่งขนมกันดีกว่าแพน” นิสาชลเอ่ยเรียกลูกพี่ลูกน้องเมื่อเห็นว่ารายการโปรดไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว
“ดีเหมือนกัน แต่เดี๋ยวฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะแล้วจะตามลงไป” พีระพลกล่าวก่อนที่จะเดินเข้าห้องไป
 
บ้านของนิศาชลเป็นบ้านไม้ทรงไทยอายุหลายปีถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คุณยายนวลยังคงเป็นสาวโดยน้ำพักน้ำแรงของท่านกับสามีที่ช่วยกันเก็บหอมรอมริบจนสามารถซื้อที่ดินและสร้างบ้านหลังนี้ได้ เมื่อคุณตาของเธอเสียก็ได้ได้เปิดบ้านทำกิจการร้านขนมไทยคอยส่งลูกค้าตามที่แต่ละคนจะสั่งมา โดยส่วนมาถ้าเป็นลูกค้าในละแวกใกล้เคียงก็จะมีคนไปส่งให้เองแต่ถ้าหากอยู่ไกลก็จะจ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จอดอยู่หน้าปากซอยไปส่งให้
“แม่จ๋า ให้น้ำช่วยหรือเปล่าจ๊ะ” นิศาชลตรงเข้าไปกอดเอวมารดาอย่างประจบ
“อ้าว น้ำค้าง มาพอดีเลยลูกแม่กำลังหาคนไปส่งขนมให้คุณทิพย์อยู่พอดี” เนตรนภากล่าวกับลูกสาวที่มาได้จังหวะพอดี
“แล้วน้าแหม่มไปไหนล่ะจ๊ะ” นิศาชลถามถึงลูกจ้างประจำที่เคยช่วยงานมารดา
“น้าแหม่มพาเจ้าหมูยอไปหาหมอจ๊ะ เห็นว่าไม่สบายมาหลายวันแล้วแม่เลยให้หยุดหนึ่งวัน” นางตอบลูกสาวพร้อมกับยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นเจ้าตัวหยิบขนมเม็ดขนุนเข้าปากสามสี่เม็ด
“กินเยอะระวังอ้วนนะ ขนมไทยยิ่งใช้น้ำตาลเยอะอยู่ด้วย” เนตรนภาเอ่ยเตือนลูกสาว
“ถ้าจะอ้วนคงอ้วนไปนานแล้วล่ะแม่ น้ำกินมาตั้งแต่เล็กจนโต” นิศาชลตอบมารดาพร้อมกับจิ้มลูกชุบเข้าปากอีกชิ้น
“มาแล้วจ้า แพนเค้กสุดสวยมาแล้ว” เสียงทุ้มห้าวที่พยายามดัดให้เล็กแหลมดังขึ้นพร้อมๆกับการปรากฏของเจ้าของเสียง
“แกคิดจะใส่ชุดนี้ไปส่งขนมกับฉันจริงๆเหรอ” นิศาชลถือวุ้นกะทิในมือค้างไว้พร้อมกวาดสายตามองบุคคลที่เปรียบเสมือนพี่ชาย เอ้ย พี่สาวของตัวเอง กางเกงรัดรูปสีเหลือง เสื้อยืดสีเขียวกับรองเท้าผ้าใบสีฟ้าแล้วไหนจะหมวกปีกกว้างสีขาวนั่นอีก บอกได้คำเดียวเลยว่า เธอกลัวหมาไล่กัดจริงๆ
“ทำไมยะ ชุดฉันออกจะล้ำสมัย” พีระพลเอ่ยอย่างภาคภูมิใจกับสไตล์การแต่งตัวของตัวเอง
“เออ ล้ำยุคล้ำสมัยจริงๆนั่นแหละ เพราะคนสมัยนี้ไม่มีใครเขาแต่งตัวแบบแกแน่นอน” นิศาชลเอ่ยพลางหัวเราะคิกคักอย่างพอใจ
“ไหนจ๊ะแม่ขนมของคุณป้าทิพย์” นิศาชลหันไปถามมารดาที่ยืนยิ้มขำๆกับการแต่งตัวของหลานชาย
“นี่จ๊ะ ข้าวเหนียวมูนหน้ากุ้ง วุ้นสังขยาแล้วก็ตะโก้” เนตรนภายื่นถุงผ้าสีสวยที่บรรจุกล่องกระดาษใส่ขนมให้ลูกสาว เพราะที่นี่สนับสนุนการลดโลกร้อนจึงไม่ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์
“ระวังหมาไล่กัดด้วยนะ” เอ่ยสำทับอย่างล้อๆ จนคนล้ำยุคหน้างอเป็นหม้าหมากรุก
“น้าเนตรอ่ะ แพนออกจะสวย เริ่ดขนาดนี้ หมาที่ไหนจะกล้าไล่” พีระพลเอ่ยกระเง้ากระงอดก่อนจะเดินกระแทกเท้าไปจูงจักรยานคู่ใจออกมาตามคำสั่งของนิศาชล
“ไปนะจ๊ะแม่” นิศาชลโบกมือให้มารดาอย่างทะเล้นเมื่อขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายจักรยานเป็นที่เรียบร้อย
“ซิ่งเลยนะน้องสาว” พีระพลเอ่ยอย่างคึกคะนองก่อนจะออกรถด้วยความแรง
“เฮ้ย เบาๆ” นิศาชลร้องโวยวายเมื่อพีระพลออกรถอย่างไม่ทันตั้งตัว เนตรนภามองตามทั้งสองคนอย่างขำๆ ถึงแม้อายุอานามจะบรรลุนิติภาวะกันแล้ว แต่ทั้งลูกสาวและหลานชายของเธอต่างก็ยังคงทำตัวเล่นหยอกล้อกันอย่างเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
เพราะสามีเป็นตำรวจและเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่บุตรสาวอายุได้เพียงสามขวบ เนตรนภาจึงต้องเลี้ยงดูลูกสาวมาตามลำพังโดยมีคุณยายนวลผู้เป็นมารดาคอยช่วยเหลือ และต่อมาไม่นานพี่สาวของเธอก็หย่าร้างกับสามีและได้แต่งงานใหม่กับชาวต่างชาติจึงนำพีระพลบุตรชายมาฝากเธอเลี้ยงอีกคน โดยจะกลับมาเยี่ยมลูกปีละสองครั้ง ทั้งนิศาชลกับพีระพลจึงเติบโตมาด้วยกันด้วยการอบรมเลี้ยงดูของคุณยายนวลและเนตรนภา
“แฟนมีก็คงต้องมา นี่แฟนไม่มาก็เพราะว่าแฟนไม่มี ลืมตามาดูโลกตั่งกี่ปีก็ยังไม่มีไม่มีวาสนา” เสียงแหลมที่ฟังดูแปร่งๆโอดครวญเพลงโปรดอย่างอารมณ์ดีขณะที่ปั่นจักรยานฉวัดเฉวียนไปมา เพราะบ้านของลูกค้าอยู่ในซอยถัดจากบ้านของพวกเธออีกสองซอย ทั้งสองคนจึงเลือกที่จะใช้จักรยาน
“แกยังคิดถึงเรื่องมีแฟนอีกเหรอ แพน” นิศาชลเอ่ยถามอย่างสงสัย
“อ้าว ยายนี่นิ สาวสวยอย่างฉันไม่คิดถึงการมีคู่ครองแล้วแกจะให้ฉันคิดถึงเรื่องอะไรล่ะ” พีระพลตอบพร้อมกับขยับหมวกปีกกว้างให้เข้าที่เข้าทางเมื่อมันทำท่าว่าจะเลื่อนลงมาปิดทัศนวิสัยในการมองเห็น
เอ๋งๆๆๆ
เสียงร้องของสุนัขพันทางสีน้ำตาลที่นอนอยู่ริมทางดังขึ้นพร้อมกับการกระดกของรถนิดหนึ่งก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องของนิศาชล
“แพน!แกเหยียบหางหมา”
“กรี๊ด! มันมาแล้ว”
สิ้นเสียงร้องกรี๊ดของพีระพลก็ตามมาด้วยเหตุการณ์ตามล่าสุดขอบโลก ระหว่างผู้ล่าคือไอ้หลงสุนัขจรจัดพันทางที่ถูกเหยียบหางจนสร้างความเจ็บปวดแล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นความแค้นที่จะต้องสะสาง กับผู้ถูกล่าคือพีระพลผู้ปั่นจักรยานไปเหยียบหางไอ้หลงอย่างไม่ตั้งใจกับนิศาชลผู้ที่ซ้อนท้ายมาด้วย การหนีสุดชีวิตของสองคนกับการตามล่าของหมาหนึ่งตัวเลยเกิดขึ้น 






ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 285 ท่าน