Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH IX
9
25/01/2555 21:00:40
337
เนื้อเรื่อง
กลางแสงแดดร้อนเจิดจ้านั้น
มีเพียงหนึ่งเดียวที่เบ่งบานสวยสดงดงาม
 
เจ้าดอกทานตะวันซึ่งมีความรัก
มีความรักให้กับพระอาทิตย์ซึ่งอยู่ห่างไกล
 
 
มันไหวตัวตามแรงกระทบของสายลม
เต้นรำในจังหวะรักของมัน
 
 
                โลหะกระทบพื้นส่งเสียงดังลั่นชวนให้ผู้คนนั้นแสนตกใจ...   นางพยาบาลและคนไข้พากันแตกตื่นเมื่ออาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น...   มุมหนึ่งของอาคารซึ่งถูกย้อมอาบไปด้วยแสงสีส้มของดวงตะวัน... พื้นด้านล่างของบันไดนั้นแลเห็นร่างของคนสองคนอยู่ตรงนั้น...หนึ่งคือค้าร่างของผู้มีความคิดฆ่าตัวตายแต่ดูเหมือนสวรรค์จะยังคงไม่อยากเป็นแบบนั้น.... วงแขนแกร่งของนายแพทย์ผมสีไพลินนั้นโอบอุ้มร่างเล็กกว่าเอาไว้ในอ้อมแขนขณะเกือบนั่งติดพื้น...    
 
 
                “.....โล่งอก....ดูเหมือนขาของคุณจะไม่โดนพื้นนะครับ...”   เนตรคมมองดูเพื่อตรวจหาอาการบาดเจ็บ   ขาทั้งสองถูกอุ้มไว้เหนือพื้นเพียงเล็กน้อย...
 
                “ฟุยุมิจัง?”   เมื่อมองดูดีๆอีกครั้ง... กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองของคนในอ้อมแขนนั้น... คงเพราะความเหนื่อยล้าจึงหมดสติไป...
 
 
                เรือนผมสีดำยาวเป็นเส้นไหมระเรี่ยแนบชุดฟอร์มสีขาว.. ใบหน้าใสอันขาวซีดเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาอย่างน่าสงสาร    คาดเดาได้ทันทีว่าทำไปเพื่ออะไร... รักมากมายขนาดนี้เลยงั้นเหรอ... ไม่นึกเลยว่าจะทำถึงเพียงนี้ได้...  นึกคิดยิ่งโมโหเจ้าของไข้ซึ่งไม่ใส่ใจดูแล...
 
 
                “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะคุณหมอ!!”   นางพยาบาลสาวแต่งหน้าจัดวิ่งตรงมายังบันไดเมื่อได้ยินเสียงเอะอะ  มองดูแล้วชวนให้ใจเสียว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ 
 
                “ว้าย!  ฟุยุมิจัง!!”  มิจิโยะยกมือขึ้นป้างปากตื่นตกใจเมื่อเห็นคนไข้ซึ่งเป็นเหมือนน้องสาวมาอยู่ในสภาพแบบนี้  ช่างน่าตกใจเหลือเกิน
 
“มีอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับไม่ต้องตกใจ  ผมมาทันพอดี”  บอกไปเช่นนั้นเพื่อไม่ให้ตกใจ  ก่อนที่จะมีคนไข้มามุงดูและปล่อยข่าวลือพูดกันไปไกล อาซากิริ  นัทสึเร่งอุ้มพาคนเจ็บกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง 
 
“แน่เหรอคะคุณหมอ..?”   คำถามกลับนั้นเรียกได้เพียงความเงียบงัน... สำหรับผู้เกี่ยวข้องนั้นเข้าใจดีอยู่แล้วว่าความจริงคืออะไร...
 
“ร่างกายไม่เป็นไรหรอกครับ  แต่จิตใจคงบอบช้ำถึงขีดสุดแล้วล่ะ”    หญิงสาวซึ่งเหมือนกับฤดูหนาว  แช่แข็งความรู้สึกเจ็บปวดไว้กับตัวเอง... ดั่งชื่อของเธอ... 
 
 
จิตใจอันแสนบอบบางนั้น...
คงไม่อาจทัดทานความรู้สึกรายล้อมกายได้อีกแล้ว....
 
 
                พาร่างเล็กผมยาวราวกับตุ๊กตานอนลงบนเตียงคนไข้สีขาวอย่างเบามือ...   ต่อสายน้ำเกลือเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ได้รับสารอาหารและแร่ธาตุดังเดิม... แม้รู้ว่าอีกไม่นานคงเริ่มทำพฤติกรรมแบบเดิมอีก...   รู้ทั้งรู้ว่าควรจะช่วยเหลืออย่างไรแต่เขาไม่สามารถช่วยได้....
 
 
                “ขอโทษนะครับ...”  ทั้งการโกหก...  ทั้งการปิดบัง...  ทั้งสิ่งที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร...  ตัวเขานั้นไม่ใช่ศัลยแพทย์คงไม่อาจช่วยได้... 
 
                หญิงสาวในชุดขาวเดินตามเข้ามาหลังจัดการเรื่องภายนอกแล้ว  “ควรจะเกลี่ยกล่อมคุณหมออากิรึเปล่าคะ...?”   เพื่อดำเนินการรักษาทางอื่น...เพราะสิ่งสำคัญกว่าในตอนนี้คือการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ....
 
                “ถ้าตอนนั้นช่วยชีวิตคุณฮารุฮิโกะไว้ได้ก็คงดีนะครับ”  คนรักจะได้ไม่ต้องแยกกันไป...  เหลืออยู่เพียงลำพังแบบนี้... มันยากเกินไป... ยากเกินไปที่ผู้หญิงตัวเล็กๆแบบนี้จะรับความเจ็บปวดนั้นไว้ได้ 
 
 
หากเขาสามารถช่วยต่อชีวิตคนรักของร่างเล็ก
ในช่วงเวลานั้นได้... เขาก็คงทำ....
 
แต่แขนงงานของแพทย์นั้น... ไม่สามารถแทนกันได้...
 
 
                ลูบเรือนผมสีขนกานั้นอย่างเบามือไม่ให้ตื่น  อย่างน้อยๆในช่วงเวลาที่หลับฝันก็ขอให้ได้เห็นเรื่องดีๆ  เรื่องที่ตัวเองปรารถนา....  บุคลากรทางการแพทย์ทั้งสองเดินออกจากห้องไปเมื่อเห็นว่าคนป่วยต้องการพักผ่อน...  ร่างกายและจิตใจนั้นมันอ่อนแอไปเสียหมด....
 
 
ฤดูใบไม้ผลิควรจะเป็นช่วยเวลาเบิกบานของผู้คน
ในมุมหนึ่งกลับแสนเศร้าเหลือเกิน
 
 
                วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...  การรักษาที่ไม่อาจคืบหน้าไป  การต่อต้านที่มีมากขึ้นทำให้บุคลากรในโรงพยาบาลร้อนใจ... การบำบัดและฟื้นฟูคนรักของอดีตนายแพทย์นั้นช่างยากเย็น..หรือมันยากเกินคนนอกจะทำได้กัน...   ในห้องพักของนายแพทย์ประตูเขียนว่าคุโรวาชิ  อากิ   ภายในนั้นมีบรรยากาศที่แสนตึงเครียด... ชายหนุ่มในชุดกาวน์สวมแว่นตาอ่านหนังสือประกอบการรักษาเบี่ยงมองผู้นำข่าวมาบอกเล่า...
 
 
                “ฆ่าตัวตาย?”   ท่าทีของคนฟังซึ่งเป็นศัลยแพทย์หนุ่มผู้ดูแลอาการของยูกิชิโร่ ฟุยุมิช่างนิ่งเฉย  ทั้งๆที่ข่าวที่ได้รับมานั้นช่างน่าตกใจ
 
คนไข้ที่ไม่เชื่อฟัง.......มันช่างน่ารำคาญนัก......
 
 
                “ค่ะ ดีนะคะที่คุณหมอนัทสึผ่านไปตรงนั้นพอดี”     พยาบาลสาวซึ่งสนิทกับคนไข้ถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทางของคนฟัง  ยังคงอ่านเอกสารอื่นไม่สนใจอย่างเคย
 
                “ล็อกประตูหน้าต่างไปเลยก็ได้”   ยกมือแกร่งขึ้นป้องปากหาวนอน  ในตารางงานเขียนถึงงานผ่าตัดในช่วงบ่าย...  ชายหนุ่มไม่คิดสนใจอะไร  คิดแต่พักผ่อนให้พอที่จะทำงานต่อ...
 
                หญิงสาวฟังความแล้วนึกไม่พอใจนัก  ทั้งๆที่แพทย์เจ้าของไข้ควรจะเอาใจใส่ให้มากกว่านี้...  “อย่างน้อยคุณหมอไปตรวจดูอาการหน่อยเถอะค่ะ  เผื่อว่าได้รับความกระทบกระเทือนจากที่พยายามฆ่าตัวตาย” 
 
“ถ้าคุณหมอไม่ทำอะไรเสียบ้าง   ฉันว่าคุณหมอก็ใจดำเกินไปแล้วล่ะค่ะ”   เธอทิ้งข้อความเอาไว้และออกไปพร้อมกับแฟ้มคนไข้รายอื่น....
 
                คุโรวาชิ  อากิเฉยชาอย่างที่เคยเป็น  ถอดแว่นตาออกมาเช็ด  และผ่อนลมหายใจหน่ายๆกับคนไข้ในการดูแลของตัวเอง  “ยุ่งยาก”  หากคนไม่ต้องการชีวิตตัวเองแล้ว... บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องไปฝืน..
 
 
คนที่จะตัดสินใจเส้นทางเดินของตัวเองนั้น
ไม่ใช่แพทย์... แต่เป็นตัวคนป่วยเอง.....
 
 
                ร่างสูงสวมแว่นตาเดินไปตามทางเดินทอดยาวของอาคารที่พักของคนไข้   หยุดตรงหน้าห้องของคนไข้เจ้าปัญหาคนนั้น...  มือแกร่งบิดลูกบิดประตูก้าวเข้าไปภายใน... ภายในห้องสีขาวกว้างนั้น  บนเตียงแลเห็นร่างบางผมยาวราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่นคอยทอดมองออกไปภายนอก... มองออกไปไกล...   ข้อมือทั้งสองนั้นมีการผูกมัดไว้ด้วยผ้า   คล้ายกับเพิ่งผ่านการอาละวาดมาแล้ว....
 
 
                “จะก่อปัญหาไปถึงไหน”    ไหนจะไม่ทานข้าว ไม่ยอมทานยา  และมาเรื่องฆ่าตัวตาย...  ชายหนุ่มเหนื่อยใจเกินจะรับผิดชอบ... 
 
                เดินตรงไปตรวจอาการภายนอกซึ่งแลดูไม่มีตรงไหนที่ผิดปกติ    “อาจต้องพาไปเอ็กซเรย์”    เพื่อดูว่าขาทั้งสองนั้นได้รับการกระทบกระเทือนภายในหรือไม่.... 
 
                “ฉันไม่ต้องการรักษาค่ะ......”  เสียงใสเปล่งบอกโดยไม่ยอมหันมองนายแพทย์ซึ่งไม่ได้พบหน้ากันบ่อยนัก...  เธอไม่มีใจจะอยู่ต่อไปอีกแล้ว......
 
                “อยากตาย?”  เสียงอันแสนเย็นชาถามตรงไปตรงมา... คำตอบนี้คงไม่จำเป็นต้องบอกในเมื่อรู้กันดีอยู่แล้ว... แค่ย้ำให้มั่นใจเท่านั้น
 
                “แล้วแต่คุณหมอ....จะเดาเถอะค่ะ....”    หิมะที่ปกคลุมในจิตใจยากเกินจะละลาย...  ก็คลายกับเขาซึ่งเหมือนฤดูใบไม้ร่วงคอยดูใบไม้ร่วงหล่นไป... 
 
 
                เมื่อหัวใจของคนๆหนึ่งล่องลอยไปไกลแสนไกล... ความคิดเพื่อให้ตนเองมีชีวิตต่อไปไม่มีเหลืออยู่ มันไม่ใช่หน้าที่รักษาหว่านล้อมของศัลยแพทย์ มันเป็นงานของจิตแพทย์...  ชายหนุ่มสวมแว่นตานึกเพียงแค่มันนอกเหนือหน้าที่ของตน...  ช่างเป็นการรักษาที่เสียเวลา...
 
 
                “ก่อนจะตาย เธออยากทำอะไร?”   ถามย้ำไปอีกครั้งเรียกให้ฟุยุมิหันมองอย่างเชื่องช้า... ช่างเป็นคำพูดที่ไม่นึกว่าจะได้ยินจากปากของใคร...
 
                คนเจ็บซึ่งเจ็บทั้งตัวและหัวใจเอ่ยแผ่วเบา  “....ฉัน...อยากออกไปข้างนอกค่ะ...”  คำขอซึ่งทำให้คิ้วคมสีเข้มเลิกขึ้นประหลาดใจ
 
 
เสียงเพลงวอลซ์ในความทรงจำ...
คราแรกที่พบพานกันนั้น.... คือโลกภายนอก....
 
ราวกับบางคนต้องการสิ่งล่อเลี้ยง....
 
 
                แพทย์หนุ่มผู้เย็นชาเข็นรถเข็นของคนเจ็บออกไปภายนอก...  ภายในสวนของโรงพยาบาลมีคนไข้และพยาบาลออกมารับอากาศบริสุทธิ์  ภาพของศัลยแพทย์ผู้เย็นชา และมักจะอยู่เพียงแค่ในห้องผ่าตัดแลดูเป็นเรื่องแปลกตาเมื่อมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ...  สายลมโบกพัดผ่านคนทั้งสอง.. กลิ่นของดอกไม้หอมในฤดูใบไม้ผลิ...
 
 
                “สวัสดีครับคุณหมอ”  เสียงทักทายของคนผ่านไปมาและรอยยิ้มไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนฟัง..  นายแพทย์ผู้เก่งกาจ... หากแต่ไร้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน..
 
                “บอกได้รึยัง ว่าจะไปไหน”   คนพามาเริ่มเบื่อที่ต้องออกมาอย่างไร้จุดหมาย  มันทั้งเสียเวลาและเสียอารมณ์  เขาไม่ใช่คนชอบมาเดินเล่นแบบนี้...
 
                “...สวนทานตะวัน...น่ะค่ะ....”   สายตานั้นยังคงจ้องออกไปไกลแสนไกล...  ชายร่างสูงกว่าเพิ่งคิดและสังเกต.. สายตาที่มองออกไปไกลนั่น...คงจะไม่ใช่....?
 
                “หรือว่าเธอ....”   ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น... ท่าทางซึ่งทอดมองออกไปนอกหน้าต่างนั้น...  เพราะมีความต้องการบางอย่างหรือไร....
 
 
เจ้าต้นทานตะวันนั้นต้องการสิ่งใด.....
มันต้องการสิ่งใดมากที่สุด.....
 
สิ่งที่คนอื่นมิอาจให้ได้.....
 
 
                ต้นทานตะวันไร้ดอกเรียงรายราวกับเป็นกำแพงข้างตึกสีขาว.... ลำต้นสีเขียวของมันแลดูสดใส..  หากแต่เมื่อมันไร้สีเหลืองและส้มของดอกมันช่างดูไม่เหมือนทานตะวัน...  ช่างคล้ายกับใครบางคน  ใครบางคนที่ขาดหายรอยยิ้มและชีวิตชีวาไป....    ฟุยุมิเคลื่อนรถเข็นเข้าไปใกล้ๆเองโดยไม่พึ่งพาร่างสูงเบื้องหลัง...   เลื่อนมือของตนเองสัมผัสมันอย่างแผ่วเบา.. 
 
 
                ภาพนั้นสะท้อนอยู่ในสายตาของผู้สวมใส่ชุดกาวน์  ภาพที่ช่างแลดูหงอยเหงาอาลัย   “มีความหลังอะไรกับต้นทานตะวันพวกนี้รึไงน่ะ?”    แลดูอาลัยรักเสียจนกระหลาดใจ
 
                “ฉัน...มารดน้ำให้มันบ่อยๆเวลามาที่นี่น่ะค่ะ...”   ทุกๆเดือนที่ต้องมาตรวจร่างกาย...  สวนที่ถูกทิ้งเอาไว้ห่างไกลการดูแลของคนสวนเพราะอย่างไรมันก็แข็งแรงได้ด้วยตัวเอง...
 
                “ฮารุเองก็เหมือนกัน....”  คำพูดนั้นชวนให้คนฟังหงุดหงิด แบบนั้นมันหมายถึงการอู้งานของแพทย์บางคนไม่ใช่หรือไร....
 
                “แล้วไง?”   ไม่อยากจะสนใจเรื่องส่วนตัวบ้าบออะไรนั่น...  สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือการตัดสินใจจะทำอะไรซักอย่างของคนเจ็บ.... หากนานกว่านี้ไปเขาคงปล่อยให้เลยตามเลย....
 
 
คนป่วยที่ไม่ต้องการรับการรักษา....
ก็ปล่อยเอาไว้แบบนั้น....จนกว่าจะคิดได้เอง....
 
 
                มือเรียวลูบไล้สัมผัสผิวลื่นของบุปผชาติไร้ดอก...  มันคือสถานที่อันแสนสำคัญ... ภาพความหลังที่แสนตราตรึงในสมอง...   “ที่นี่...เป็นที่ๆสำคัญมากสำหรับฉัน...”
 
 
จิตใจเฉยชาราวกับน้ำแข็ง....ยากจะรับรู้....
ความหมายของสิ่งสำคัญ...
 
 
                “ทำไมเธอต้องยึดติดขนาดนั้น”   จิตใจของนายแพทย์หนุ่มมิอาจเข้าใจได้  ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคนบางคนนั้น..  สิ่งที่ผ่านมาก็ย่อมผ่านไป....
 
                “.....ฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง..... พวกเราสัญญากันไว้ค่ะ.....”    ดวงเนตรกลมโตทอดมองเจ้าต้นทานตะวันไร้ดอก  มันรอคอยแสงอาทิตย์เจิดจ้า... ในวันที่ดอกไม้นั้นผลิบาน...คำสัญญาของเราสองคนนั้น...
 
 
เฝ้ารอให้วันนั้นมาถึง... ทุกวี่วัน...
 
 
                เค้าร่างคนสองคนยืนตักหิมะที่ทับถมสวนทานตะวัน  แกะเอาพลาสติกหุ้มป้องกันต้นไม้โดนความเย็นจัดออก  วันหนึ่งในปลายฤดูหนาว...   คอยประคับประคองไม่ให้มันต้องเหี่ยวแห้งตายไปก่อนเวลาอันสมควร... ร่างเล็กบอบบางสวมเสื้อคลุมกันหนาวสีขาวหันมาเมียงมอง   ทอดสายตามองอย่างสงสัย  เสียงทุ้มซึ่งดึงความสนใจไปจากบัวรดน้ำ.. รอยยิ้มของชายหนุ่มในชุดกาวน์เบื้องหลัง...
 
 
                “ตอนที่ดอกทานตะวันบาน ฉันมีเรื่องจะบอกเธอนะ”  รอยยิ้มและสายตาอันอ่อนโยนนั้นแฝงความหมายมากหลาย  ร่างบางผมยาวเหยียดตรงเอียงคอมอง
 
                “ทำไมต้องบอกตอนนั้นด้วยล่ะ ฮารุชอบตั้งเงื่อนไขแปลกๆอยู่เรื่อย”   นิสัยของคนที่รักการเล่นเกมส์เป็นชีวิตจิตใจ...  สิ่งที่มีเงื่อนไขเมื่อได้มันมาแลดูจะมีความหมายมากกว่าสิ่งที่ได้มาเปล่าๆ...
 
                “จริงๆเธอก็น่าจะเดาได้นะ?”   คำพูดชวนให้สงสัยและครุ่นคิด...  ฤดูร้อน ดอกทานตะวันเบ่งบาน.. ดอกไม้ซึ่งนำพาเรามาพบกันนั้น..
 
                “ให้ฉันเดา?   อืม....  ย้ายบ้านใหม่?   พาไปเที่ยว?  หรือว่าได้เลื่อนตำแหน่ง?”  ฟุยุมิคาดเดาไปเรื่อยเปื่อย เรียกเสียงหัวเราะหลุดมา มิอาจกลั้นขำได้...
 
                “ เกือบถูกแล้วล่ะ  สงสัยเธอจะเดาไม่เก่ง”  มือแกร่งเลื่อนลูบศีรษะคนตัวเล็กกว่า  คำสัญญาซึ่งต้องรอให้ถึงฤดูร้อน...  ฤดูที่สำคัญที่สุดของเราทั้งสองคน
 
                “จะหลอกให้ฉันคิดมากจนนอนไม่หลับรึเปล่าน่ะ?”  ยิ่งสงสัยยิ่งอยากรู้ อยากให้บอกก่อนเวลานั้นจะมาถึง...  เพราะคาดหวังบางสิ่งไว้ในใจ...
 
                “เธอรอจนกว่าทานตะวันจะบานเถอะ”   ฮารุฮิโกะเดินเลี่ยงไปหยิบเอาเสื้อกันหนาวในรถ... ทิ้งให้เธอมองแผ่นหลังนั่นอย่างคาดหวัง... ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องไม่ดีหรอก...
 
                “งั้นฉันจะรอนะ”  จะรอวันนั้น... วันที่คำสัญญาระหว่างเราทั้งสองคนนั้นจะเป็นความจริง...
 
 
คำสัญญาที่แสนสำคัญยิ่ง....
ยามเมื่อฤดูใบไม้ผลิหมดลง.... ยามนั้นที่แสนรอคอย....
 
ทั้งๆที่อีกเพียงไม่นานเท่านั้น....
ใยดอกทานตะวันจึงไม่เบ่งบานก่อนเวลานั้น...
 
ทำไม....ต้องได้รับความเศร้ามาแทนที่.....
 
 
                มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาซึ่งหลั่งรินออกมายามนึกถึง...  ภาพความทรงจำอันแสนล้ำค่ายิ่ง...วันที่เกิดอุบัติเหตุชายหนุ่มได้เอ่ยถึงสัญญานั่นอีกครั้งเพื่อเตือนความจำ    และในวันนี้เธอยังคงอยากรู้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการบอกคืออะไร... แต่คงไม่มีโอกาสได้ยินมันอีกแล้ว...   ดอกทานตะวันแม้เบ่งบานเมื่อถึงเวลานั้นก็คงไร้ความหมาย... บุปผชาติที่แสนสำคัญยิ่ง.....
 
 
                “แต่...ก็คงไม่มีโอกาสแล้วล่ะค่ะ.....”  สะกดเสียงสะอื้นเอาไว้ภายใน... รอคอยเท่าใดก็ไม่มีประโยชน์   ต่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็ตามที....
 
 
                คุโรวาชิ อากิยืนมองแผ่นหลังของคนบนรถเข็นซึ่งกำลังสั่นเครือ  ภาพเดียวกับในงานอาลัยในวันนั้น   เหตุใดคนๆหนึ่งจึงสามารถร้องไห้ และไม่ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่ออีกคนหนึ่งได้... เหตุใดจึงมีความรักที่มั่นคงถึงเพียงนั้น... มากเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปงั้นหรือ...
 
 
                “สวนนี่สำคัญกับเธอสินะ”   คนบางคนคงไม่อาจใช้การรักษาไปตามแผนที่ควรจะเป็นได้...  เขาควรจะลดหย่อนผ่อนปล่อยให้สินะ...
 
                “....ค่ะ....”  เนตรกลมโตเป็นสีแดงก่ำฉ่ำด้วยน้ำตามองตรงไป... ดอกไม้ซึ่งยังคงหุบรอเวลาของมันในฤดูร้อน  ที่ๆเราสองคนเคยพบกันในฤดูร้อนเป็นครั้งแรก...
 
 
                เฝ้ามองแผ่นหลังบอบบางสั่นไหวน้อยๆนั่น.... ราวกับเป็นภาพซ้อนเหตุการณ์สองครา...   ความรักของคนสองคนเป็นสิ่งสำคัญถึงเพียงนั้น?   มากมายจนกระทั่งคนๆหนึ่งไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป?...  เรื่องแบบนั้นเขาไม่เข้าใจหรอก... หน้าที่ของหมอคือการรักษาเท่านั้น... ตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น… แต่....
 
 
มันไม่อาจเป็นไปตามตำรางั้นสินะ.....
 
               
                “เข้าใจล่ะ”  นายแพทย์หนุ่มมิเปล่งสุรเสียงใดอีกหลังจากนั้น...  เหลือเพียงความเงียบงันและเสียงของสายลมพัดผ่าน.... พัดเอาซากุระดอกไม้ของฤดูใบไม้ผลิร่วงหล่นลงมา....
 
 
ต้นทานตะวันขยับตามแรงพัดผ่านของสายลม
เต้นรำไปพร้อมกับเสียงดนตรีวายุ...
 
ความรักที่ผนึกเอาไว้ในบุปผชาติที่หลับใหล...
 
 
                โรงพยาบาลเป็นสถานที่รักษาอาการเจ็บป่วย  เป็นที่พึ่งพาของผู้เจ็บปวดรวดร้าวทางกาย บ้างมาเพราะเรื่องทางใจ..  การรักษาจึงมีในหลากหลายรูปแบบ  แผนกต่างๆนั้นต่างแบ่งย่อยออกไปเพื่อรับความเจ็บปวดของคนเจ็บในทุกๆด้าน..  เพราะทุกคนนั้นส่วนลึกของจิตใจย่อมมีพลังชีวิตผลักดันให้มีชีวิตอยู่ต่อ...
 
 
นายแพทย์มีหน้าที่ดึงสิ่งนั้นออกมา...
สิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจให้ได้....
 
 
                รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง..  ดั่งเช่นทุกวันที่แสนเศร้าสร้อย  ร่างเล็กเรือนผมยาวตรงสีขนกายังคงทอดมองออกไปภายนอกหน้าต่าง  มองไปยังสวนทานตะวันในความทรงจำนั้น...   หากแต่วันนี้คงมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง.. สิ่งนั้นเรียกให้ใบหน้าใสผินหันมองด้วยสีหน้าแปลกประหลาดใจ... 
 
 
                “ย้ายห้องเหรอคะ?”  เสียงใสถามกลับ   เช้าวันนี้แทนที่จะเป็นการพยายามให้เธอทานข้าวกลับเป็นคำพูดที่ไม่เคยคาดฝันเอาไว้ว่าจะได้ยิน...
 
                “ใช่จ้า~  คุณหมออากิทำเรื่องย้ายห้องให้ฟุยุมิจังแล้วนะ”   ประโยคของมิจิโยะในชุดขาวสร้างความประหลาดใจระคนตกใจ  นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอเคยขอ...
 
                “แต่ฉันไม่ได้.....”   มิเคยเอ่ยบอกความต้องการใดๆ...  สิ่งที่เธอต้องการนั้นสูญสลายหายไปตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ  ไม่มีความหวังใดๆในสมองที่แสนว่างเปล่านี้อีก...
 
                “ลุกไปห้องใหม่กันเถอะจ้ะ  อย่าพูดอะไรอีกเลย”   พยาบาลสาวและบุรุษพยาบาลช่วยกันพยุงร่างเล็กขึ้นไปนั่งบนรถเข็น...  ในสมองของเธอก็ยังมิอาจเข้าใจความหมายได้... จะอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญทั้งนั้น....
 
                “แต่ว่าฉัน.....”  ต้องการคัดค้าน..   แต่เสียงนั้นมิอาจไปถึงเหล่าผู้ทำหน้าที่ได้...  จึงปล่อยเลยตามเลย...
 
 
                ประตูลิฟต์เปิดออกจากชั้นหนึ่งลงมาอีกชั้นหนึ่ง... ทางเดินทอดยาวของโรงพยาบาลเดิมๆ..  คนไข้หลากหลายคนเดินผ่านไปมา..   เจ้าของเรือนผมสีดำเงาบนรถเข็นมิได้มีกะจิตกะใจสนใจคนอื่น  สิ่งเดียวที่จ้องมองนั้นคือมือทั้งสองบนหน้าตักของตัวเอง...   บางทีทางโรงพยาบาลอาจต้องการพาตนไปอยู่ในห้องคุมความประพฤติ.. หรือป้องกันการฆ่าตัวตายอะไรแบบนั้น... 
 
 
                “กลัวฉันฆ่าตัวตายอีกเหรอคะ...?”  คำถามแรกที่เอ่ยถามพยาบาลสาว   เธอมองอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยินคำนั้น...  เรื่องแบบนั้นมันกดดันเกินจะไปตอกย้ำ...
 
                “ถึงคุณหมออากิจะใจดำ เอ๊ย... เข้มงวดไปหน่อย  แต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้นหรอกนะ  ไม่ได้พาไปขังที่ไหนหรอก”   ในใจของคนฟังมิได้เชื่อนัก...  นายแพทย์หนุ่มซึ่งแสนเย็นชาและไม่โผล่หน้ามาบ่อยนัก  คงกังวลเรื่องชื่อเสียงในหน้าที่ของตัวเองมากกว่า...
 
 
จะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน...เมื่อไม่มีคนที่รัก....
ทำไมเธอต้องรับการรักษา....
 
 
                รถเข็นเคลื่อนหยุดลงตรงหน้าประตูห้องพักคนไข้ห้องหนึ่ง   บุรุษพยาบาลเอื้อมไปเปิดประตูผลักบานประตูเข้าไปภายใน...  ดวงเนตรกลมยังคงจดจ้องมองพื้นห้อง....  ที่เดิมๆ ภาพร่างสีเดิมๆมิได้แตกต่างไปจากห้องเก่า...  ทำไมจะต้องใส่ใจ....
 
 
                “มองไปที่หน้าต่างสิฟุยุมิจัง”  เสียงใสหวานพร้อมฝ่ามือเล็กจับลงที่บ่าบอบบางจากอาการซูบผอม..   ฟุยุมิจึงเงยขึ้นตามเสียง... มันอาจจะเป็นลูกกรงเหล็ก... หรืออะไรแบบนั้น...
 
                ทว่าสิ่งที่สะท้อนในดวงตากลับแตกต่าง  “นั่น.......”    ภาพที่มิอาจเชื่อสายตา....  ห้องๆนี้นั้นแตกต่างไปจากห้องเก่า....
 
                “สวนทานตะวันของฟุยุมิจังกับคุณหมอฮารุฮิโกะไง”     ริมฝีปากสวยสีอ่อนคลี่ยิ้มและเคลื่อนรถเข้าไปกลางห้อง...  ห้องสีขาวบริสุทธิ์ไม่ต่างจากห้องอื่นๆ...  หากแต่ทิวทัศน์ภายนอกนั้นไม่เหมือนกัน...
 
 
ข้างนอกนั่น...คือสถานที่ในความทรงจำ....
 
 
                สวนทานตะวันซึ่งเธอมักจะไปรดน้ำเมื่อเห็นว่าคนสวนไม่ได้ดูแล...  สวนที่เธอได้พบกับคนๆนั้นซึ่งแสนสำคัญมากที่สุด   ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือออกไปก็สามารถจับต้องดอกตูมสีเขียวน้ำตาลของต้นไม้สูงใหญ่...  บุปผชาติซึ่งรอเวลาของมันในฤดูร้อน.... ดอกทานตะวันที่แสนรัก....
 
 
ราวกับมีภาพความฝันแสนหวานอยู่ภายนอก....
 
 
                “ค่ะ......ฉันชอบห้องนี้นะคะ........”  ดวงเนตรคู่นั้นสั่นไหวและเอ่อคลอด้วยธารา  ... ทำไมเธอจึงรู้สึกเจ็บปวดข้างในอก... ทั้งๆที่เธอไม่มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อไปอีกแล้ว... ทำไมจึงต้องเจ็บปวด....
 
                “ฉันชอบมากๆเลย....”   กลับไม่อาจยิ้มออกมาได้.... เพราะชอบมันมาก  มันมีความหมายมาก  มากจนกระทั่งรู้สึกว่ามีคนบางคนอยู่ด้วย...และเกิดความรู้สึกอยากจะอยู่ต่อ....
 
 
ความรู้สึกนั้นเธอไม่ชอบเลย.......
 
 
                บานประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มเรือนผมซอยรากไทรสีดำก้าวเข้ามา  ในมือนั้นถือลังกระดาษมาด้วยกัน    และรีบเดินมาวางลงตรงหน้ารถเข็นนั่น...   ร่างสูงนั่งลงตรงหน้าของหญิงสาว   เห็นสีหน้าเศร้าสร้อยนั้นแล้วรู้สึกสะเทือนใจ...  เขาจึงพยายามคลี่รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ออกมา..ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ... สีหน้าของหมอที่ใช้ในการฟื้นฟูคนอื่น...
 
 
                “ผมก็หาแทบแย่ว่าหายไปไหนกัน....”   ตวัดสายตามองไปยังนางพยาบาลสาวซึ่งไม่ยอมเอ่ยบอก..   ตนนั้นต้องวิ่งไปมาด้วยความตกใจขนาดไหนกว่าจะรู้....
 
                “นี่เป็นจดหมายแสดงความคิดเห็นที่พวกคนไข้ส่งให้คนในโรงพยาบาลนะครับ   ในลังนี้เป็นของที่พวกเค้าเขียนให้คุณฮารุฮิโกะ”     ล้วงหยิบออกมาฉบับหนึ่งส่งให้กับร่างเล็กตรงหน้า... 
 
                “คุณหมอทำอะไรของคุณหมออีกแล้วคะเนี่ย....”   พยาบาลสาวส่ายหน้าไปมานำของออกมาจากห้องพักคนอื่นโดยพลการ.. เห็นแล้วเป็นพฤติกรรมที่แสนเอือมระอา....
 
                “ผมไม่ได้ขโมยนะครับ  อากิคุงเอามาให้ผมคุ้ยตั้งแต่เช้าแล้วหนีไปผ่าตัด  ผมจะบ้าตาย!!”  เสียงทุ้มเถียงปฏิเสธการกระทำของตัวเอง   เขาไม่อาจเข้าใจความคิดของน้ำแข็งคนนั้นได้... และนึกแปลกใจที่ย้ายห้องมาแบบนี้
 
                มือเรียวรับมาถือเอาไว้... นึกลังเลที่จะเปิดมันออกอ่าน  ความรู้สึกที่รำลึกถึงภาพของคนรัก... แต่สมองก็ใคร่รู้และเปิดมันออกอ่าน    “เขียนว่าไม่อยากกินยาที่คุณหมอบังคับกินอีกแล้วน่ะเหรอคะ?”  
 
                อาซากิริ นัทสึตกใจรีบหยิบเอาจดหมายอันอื่นส่งไปให้แทน   “อันอื่นเถอะครับ!  ผมหยิบพลาด!”  ริมฝีปากเรียวอยากจะหัวเราะและยิ้มเพราะการกระทำนั่น.. แต่มันมิอาจทำได้..
 
                “ต้องขอโทษล่วงหน้านะครับ ที่บางอันผมก็ไล่เปิดดูก่อนแล้ว....”  มิอย่างนั้นคงไม่รู้ว่าข้างในเขียนอะไรเอาไว้บ้าง...
 
                ในมือถือกระดาษแสดงความคิดเห็นสีขาวเอาไว้  และคลี่มันออก  [ฉันเห็นคุณไปรดน้ำต้นไม้บ่อยๆ   แต่ฉันไม่เคยเห็นคุณตอนทำงานหรอกนะคะ   หวังว่าคุณจะเป็นหมอที่ดีเหมือนที่ทำกับดอกทานตะวันเหมือนกัน]  ดวงเนตรนิ่งงันไปในทันใด....
 
 
ข้อความที่เธอเป็นคนเขียนเอง.....
ในวันที่เธอมาที่โรงพยาบาลนี้บ่อยๆ... และได้เห็นเขาทำงาน...
 
 
                ยามนั้นเธอมิได้คาดหวังว่าจะได้ยินคำสารภาพรัก... ไม่คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะอ่านข้อความนี้ด้วยซ้ำไป   ไม่เคยนึกถึงเลยว่าจดหมายเล็กนี้จะถูกอ่าน...  “ฉัน...เป็นคนเขียนจดหมายนี้เองค่ะ.....”
 
                “....เพราะเห็นว่าชอบออกมาเดินเล่น... ทั้งที่เป็นหมอแท้ๆ....”  จึงคิดว่าบุคลิกลอยไปลอยมาแบบนั้น... อาจจะไม่รับผิดชอบงานซักเท่าไหรก็ได้...
 
 
แต่แท้จริงแล้ว..คนๆนั้นน่ะ.....
เป็นคนที่รับผิดชอบการช่วยเหลือคนอื่นอย่างเต็มกำลัง.....
 
 
                สมองคิดสั่งการอีกอย่าง หัวใจนั้นรู้สึกอีกอย่าง...  เจ้าสวนทานตะวันซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความทรงจำล้ำค่า  มีมากล้นเหลือแต่มิอาจไล่ตามคว้ามันกลับมาได้อีก...  หยดน้ำตาหยดลงผ่านสีหน้าที่แสนเจ็บปวด...  สิ่งที่เธอหลงลืมไปและคอยเฝ้ามองหามัน...  ในวันนั้นที่เกิดประสบอุบัติเหตุ....
 
 
ในช่วงวินาทีที่สตินั้นเริ่มเลือนลอยพร่ามัว....
มีบางคำพูดก้องข้างหู... ให้เธอคงสติเอาไว้ได้ในตอนนั้น...
 
 
“...อดทนไว้นะ....”
คำพูดกระซิบแผ่วที่ข้างหูก่อนที่สติจะลบเลือนไป...
 
 
เขาคนนั้นเป็นนายแพทย์.... เป็นแพทย์รักษาคนอื่น...เพื่อให้มีคนๆนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป....ถึงแม้จะเป็นอายุรแพทย์แต่ในช่วงเวลานั้นก็ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยคนที่ประสบอุบัติเหตุ  .....  แม้ในช่วงเวลานั้นชายหนุ่มคนนั้นยังคงเป็นห่วงเธอ...   รู้ดีว่าเธอจะฟังและทำตาม.. ขอเพียงแค่เอ่ยออกมาเท่านั้น   เจ็บปวดทางกายเพียงแค่ไหนเธอก็ทนได้.. เพราะหากอดทนเราก็จะได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม.. แต่ยามนี้เพราะคำพูดนั้นที่หวนกลับมา... มันจึงทำให้เจ็บปวด....
 
 
“ทั้งๆที่.... ลืมมันไปแล้วแท้ๆ.....”   ลบเลือนมันไปเพื่อหลอกตัวเอง...  เพราะเธอไม่อยากอยู่ต่อไปอีกแล้ว.. ในโลกใบนี้ที่ไม่มีคนๆนั้นอยู่...
 
 
แต่คนๆนั้น...กลับบอกให้เธออดทน..เพื่อมีชีวิตต่อไป...
 
 
                ดอกทานตะวัน.... มันเฝ้ามองไปยังพระอาทิตย์เบื้องบน..มองอยู่แบบนั้นไล่ตามเฝ้ามองสิ่งที่อยู่ห่างไกล... ไม่ยอมลดละแม้ต้องตากแดดตากลมอย่างลำบาก...   ฉันรักคุณ.... รักมากที่สุด...  รักและเฝ้ามองคุณ อดทนรอทุกเวลา เพราะว่ารักเหลือเกิน...
 
 
แต่ฉันไม่อาจอดทน... และลืมคุณได้หรอก....
 
 
                ห้องที่อยู่ใกล้ดอกทานตะวัน... ห้องที่อยู่ใกล้กับความทรงจำของเรา... เค้าร่างที่อยู่ใกล้กันเพียงเท่านี้...  ลึกในใจของเธอที่มองสวนนี้..เพราะนึกถึงคำพูดนั้นหรือไรกันนะ...  ในช่วงเวลาเดียวกันที่แพทย์เจ้าของไข้ก้าวเข้ามาภายในเพื่อตรวจดูอาการ... เธอนั้นได้หันไปเมียงมอง....
 
 
                “ขอบคุณนะคะ.....คุณ..........” นัยน์เนตรกลมโตทอดมองเปล่งไปอย่างลังเลและชะงักไปในครู่หนึ่ง...  เพราะเรื่องที่เธอเล่าออกไปงั้นเหรอ... คนเย็นชาราวน้ำแข็งจึงเปลี่ยนใจ...
 
“ขอบคุณคุณอากิมากนะคะ....”   ร่างเล็กผงกศีรษะขอบคุณศัลยแพทย์หนุ่มตรงหน้า...  เปล่งชื่อเป็นครั้งแรกให้แปลกประหลาดใจ   สรรพนามที่ไม่ใช่คำว่าหมอ...
 
                “ไม่จำเป็น”   ใบหน้าเย็นชาทอดมองเอกสารประวัติคนไข้..   ในยามนั้นเธอมีความคิดจะอยู่ต่อ....  แม้เพียงเล็กน้อย...
 
                “....ยังไงก็...ขอบคุณนะคะ.......”  เธอจะไล่ตามคำพูดนั้นไป.... เพราะมันคือความปรารถนาของคนๆนั้น... คนที่สำคัญมากที่สุด...
 
 
คนๆนั้นต้องการให้เธอมีชีวิตอยู่....
อดทนอย่างดอกทานตะวัน....
 
 
                ความรักยังคงอยู่.. ความทรงจำยังคงโอบล้อมโอบกอดตนเอาไว้...   แม้เราจะห่างกันไกลแสนไกล... ไกลเกินจะเอื้อมคว้าเอาไว้.. เธอก็พร้อมจะอยู่เฝ้ามองมันแบบนั้น...  ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอจรดลึกในหัวใจ ทุกอณูในสมอง  ... โดยไม่ต้องเอ่ยคำลาต่อมันหรอก....
 
 
ทานตะวันรักดวงอาทิตย์...
รักมากเท่าชีวิตของทั้งชีวิตของมันเอง...
 
พร้อมจะผลิรอยยิ้มของมันออกมา
เมื่อได้ต้องแสงตะวันสดใสนั่น...
 
“ฉันก็รักฮารุมากเหมือนกัน”
นั่นคือความต้องการของทานตะวัน...
 
 
 
To Be Continue….
 
 
 
 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 344 ท่าน

Line PM