Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
ราเฟลเนียกับกุญแจแห่งห้วงเวลา
เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว!!
ตอนที่1 เด็กปริศนา??
1
21/01/2555 12:33:00
386
เนื้อเรื่อง
ตอนที่ 1 เด็กปริศนา!?
     ผมชื่อ คี
     วันพรุ่งนี้ผมก็จะอายุครบสิบเจ็ดผมเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ผมเกิดในช่วงฤดูร้อน แต่ผมไม่ค่อยชอบฤดูนี้เท่าไหร่นักมันทั้งร้อนอบอ้าวและน่าเบื่อถ้าผมเกิดในช่วงฤดูหนาวได้ก็คงจะดี  ทุกทุกปลายเดือนผมจะกลับบ้านแค่ครั้งเดียว ผมจะต้องใช้เวลาอันสั้นที่อยู่กับแม่ให้ดีที่สุด อีกแค่พรุ่งนี้เองผมจะรอ…รอจนถึงตอนนั้น
     แม่ของผมขายไก่ทอดแถวหน้าปากซอย มันก็ไม่แปลกที่ผมจะชอบทานไก่ทอดและเวลาว่างแม่จะทำลูกกวาดซึ่งเป็นอาชีพของยายแม่จึงสืบต่อ มันเป็นสูตรลับของครอบครัวเราที่ใครๆได้ชิมก็ต้องติดใจ ลูกกวาดที่แม่ทำขึ้นทุกเม็ดมันอร่อยจริงๆโดยเฉพาะรส องุ่น ส่วนใหญ่แม่จะทำเป็นของแถม ผมอยากกลับไปกินลูกกวาดของแม่ทุกวัน...แต่น่าเสียดายที่แม่ขายอยู่อีกจังหวัดหนึ่งกับที่ผมเรียนซึ่งมันก็ไกลเกือบร้อยกิโลเพราะเหตุผลงี่เง่านี้ผมถึงได้กลับแค่ตอนปลายเดือน แม่ของผมตอนนี้ก็อยู่ในวัยกลางคนแล้ว
     ส่วนพ่อของผม ผมก็จำหน้าพ่อไม่ค่อยได้นับจากวันที่พ่อไปทำงานเมืองนอกตั้งแต่ผมอายุสามขวบแล้วพ่อ...ก็ไม่กลับมาอีกเลย สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้เกี่ยวกับพ่อก็คือความอบอุ่นและรอยยิ้มจางๆของพ่อ ซึ่งผมก็ไม่อยากจะจำเท่าไหร่ แม่ก็คงมีความคิดไม่ต่างกับผมเพราะตอนที่พ่อไปแม่ก็ไม่เคยพูดอะไรที่เกี่ยวกับพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมอยากให้แม่ลืมเรื่องพวกนั้นซะเพราะจำไปก็รกสมองเปล่าๆ อย่างไงพ่อก็ไม่กลับมาอยู่ดี
     ตอนนี้ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในสองโรงเรียนที่ผมเคยย้าย ผมเกือบจะเข้ากับเพื่อนคนอื่นได้แล้วแต่แม่กลับพาผมย้ายไปเรื่อย เพื่อนของผมคนนี้ชื่อ คิส เขาเรียนเก่งที่สุดในห้อง แต่คิสชอบทำตัวเป็นตาแก่หัวโบราณไปหน่อย เขาชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับอะไรบางอย่างที่แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างผมก็ยังไม่รู้ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาไปขุดมาจากพิภิภัณฑ์ไหน มันเป็นหนังสือเล่มหนาและหน้าปกมันก็เก่าจนกระดาษขาดหลุดลุ่ย แต่คุณน่าจะได้เห็นข้างใน กระดาษข้างในทุกแผ่นใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยเปิดอ่านมาก่อน แต่ดูไปดูมาเหมือนกับกระดาษมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือว่าผมคิดไปเอง คิสใช้เวลาส่วนมากกับการอ่านหนังสือเล่มนี้แม้กระทั่งตอนใกล้สอบปลายภาคเขาอ่านมันเยอะกว่าหนังสือสอบซะอีก ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงสอบได้คะแนนดีที่สูดในห้อง ผมเคยเปิดดูข้างในหนังสือเล่มนั้นภาษาของมันไม่เหมือนภาษาทั่วไปซึ่งผมก็อ่านไม่ออก ภาษาส่วนใหญ่ใช้รูปและสัญลักษณ์ในการสื่อ ผมก็ไม่อยากคิดให้มันรกสมองหรอกนะ คิสถึงเขาจะเป็นเพื่อนที่สนิทมากของผมแต่เขาก็ไม่เคยเล่าประวัติส่วนตัวของเขาให้ผมฟังเลย ผมเคยหลอกถามเขาแต่คิสเขาก็รู้ทันทุกที
     วันนี้ช่วงเย็นผมกับคิสออกไปกินข้าวนอกโรงเรียน วีธีออกนอกโรงเรียนโดยไม่มีผู้ปกครองมาเซ็นรับรองของผมง่ายมาก แค่เดินไปแถวๆกำแพงเก่าๆเตี้ยๆแต่ต้องเลือกกำแพงที่แข็งแรงเพราะถ้าคุณตกลงมามันคงจะไม่น่า มองดูรอบว่ามีคนไหมถ้าไม่มีก็ปีนทันทีและแน่นอนว่าผมกับคิสทำสำเร็จทุกครั้ง
     ผมเดินหาร้านที่ถูกใจแถวๆข้างตลาดสดมันค่อนข้างแอร์อัดแต่ก็ยังดีกว่าอาหารเย็นที่โรงเรียนอาหารส่วนมากก็จะเป็นผักและผมก็ไม่ชอบผัก ผมนั่งลงที่โต๊ะด้านในและสั่งอาหารแน่นอนว่าผมต้องเอาไก่ทอดถึงมันจะไม่ใช่ไก่ทอดของแม่ก็ตาม ส่วนคิสสั่งเหมือนผมเขาคงจะชอบเหมือนกัน จากนั้นเราก็รอ…รอ…และก็รอเกือบจะสามสิบนาทีแล้วแต่ก็ไม่เห็นมีใครมาส่ง ผมเกือบจะระเบิดอารมณ์กลางร้านแล้วถ้าคิสไม่ห้ามไว้ พอแม่ค้ามาส่งของคิสมีผักสงสัยแม่ค้าคงจะลืมเพราะร้านนี้คนข่อนข้างเยอะ คิสมองผักชิ้นนั้นแล้วเขี่ยออกไปจากไก่จากนั้นหยิบช้อนคันใหม่ คิสทำหน้าเหมือนกับคนได้กลิ่นยาพิษหน้าเขาแดงเหมือนกับคนขาดอากาศหายใจ
     “คิสนาย...”
     “ปะ…เปล่าฉันไม่เป็นไร”คิสพูดเหมือนผักนั่นมันเป็นยาพิษ “ฉันจะออกไปซื้อน้ำนายรออยู่นี่แล้วกัน”
     เขาพูดจบประโยคแล้วเดินออกไปนอกร้านซักพักแล้วกลับเข้ามาพร้อมกับน้ำสองแก้ว เขานั่งลงและสั่งอาหารจานใหม่แต่ไม่เอาผักแถมยังบอกแม่ค้าให้เอาจานที่มีผักไปไกลๆ
     หลังจากที่ผมกับคิสทานข้าวเสร็จก็เกือบห้าโมงเย็น เราสองคนเดินกลับโรงเรียนเพราะมันก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่นักแต่ทางมันค่อนข้างเปรี่ยวและซับซ้อน ผมมาครั้งแรกกับคิสก็หลงทางพอกลับถึงโรงเรียนเลยโดนทำโทษโดยการขัดส้วมชายทั้งหอ  ผมกับคิสเดินไปคุยกันไปเรื่อยเปื่อยและผมก็นึกคำถามขึ้นได้
       “ทำไมนายไม่นายไม่กินผักนั่นละ ถ้าไม่กินก็เขี่ยออกก็ได้ไม่จำเป็นต้องสั่งจานใหม่เลยไม่ใช่หรอ”
      “อ๋อ…ฉันแค่ไมชอบน่ะ”
     “และทำไมต้องทำหน้าแบบว่า…เอ่อคือตอนเห็นผักน่ะ”
     “ช่างมันเถอะ”
     “…หมอนี่อะไรของเขากันนะ แปลกแฮะ”
     “แปลกหรอ ฉันว่าไม่แปลกหรอกนะนายเองก็ไม่ชอบผักไม่ใช่หรอ”
     “ใช่ๆฉันก็ไม่ชอบ…”ผมนึกขึ้นได้ “จะว่าไป แล้วทำไมนายถึงรู้ว่าฉันคิดอยู่ละ”
     “ก็เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้วไม่ใช่หรอมันก็ไม่แปลกที่เพื่อนสนิทอย่างเราจะรู้ใจกันดี รีบไปเถอะเดี๋ยวไม่ทัน” ผมว่ามันก็แปลกๆถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันขนาดไหนก็ไม่มีทางที่จะอ่านใจกันได้
     “เฮ้ๆพวกนาย”มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นจากด้านหลัง ผมกับคิสหยุดเดินราวกับคนโง่แล้วมองไปยังต้นเสียงนั้น ก่อนจะรู้ตัวเราทั้งคู่ก็ถูกล้อมโดยแก็งนักเลงซะแล้ว นักเลงพวกนี้มีกันเจ็ดคนแล้วผมกับคิสก็มีกันแค่สองคนทางเดียวที่จะรอดก็คือต้องหนีอย่างเดียว นักเลงพวกนี้ดูท่าคงจะอายุพอๆกับผมแต่เสื้อผ้าพวกเขาดำปี๋และขาดหลุดลุ่ยเนื้อตัวมอมแมมราวกับขอทานพวกนี้เหมือนจะเป็นโจรมานานเพราะสร้อยทองแหงนทองเครื่องประดับทุกอย่างมีแต่ของแพงๆทั้งนั้น ดวงตาทั้งคู่ของพวกเขาจองมาที่ผมราวกับผมกำลังเถอะเพชรอยู่ในมือ
     “มีงันไหม?แล้วเราจะปล่อยแกไป”นักเลงคนหนึ่งพูดขึ้น ดูเหมือนว่าหมอนี่จะเป็นหัวหน้าท่าทางวางกล้าม
    “ขืนให้แกพวกแกก็ไม่ปล่อยเราไปอยู่ดี”คำพูดของคิสเหมือนจะไปกระตุ้นต่อมโกรธพวกนั้นเข้าแล้ว
     “ก็แสดงว่ามีนะสิ?”อีกคนพูดขึ้น “งั้นก็ต้องเหนื่อยกันแล้ว พวกแก”
     ตอนนี้ผมมีเวลาอยู่สามวินาทีที่ถอยไปตั้งหลักก่อนจะถูกฆ่าตาย
     “พอฉันนับนายก็วิ่งตามฉันมาเลยนะ” ผมบอกกับคิสเบาๆ
     “โอเคได้”
     “หนึ่ง”พวกนักเลงเริ่มย่างเท้าเข้ามาหาผมอย่างช้าๆราวกับสุนัขที่หิวโซ
     “สาม!ไปไปวิ่ง”
     ผมกับคิสฝ่าวงล้อมของพวกนักเลงไป ผมผลักนักเลงสองคนล้มกองลงกับพื้น พวกนักเลงวิ่งตามเรามาตอนนี้คิสวิ่งนำหน้าผมแล้วทั้งที่ผมวิ่งนำหน้าเขาตั้งไกลขณะที่ผมกำลังงงงวงกับเหตุการณ์ คิสหันกลับมาพร้อมกับประโยคที่ทำให้ผมไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง“ตามฉันมาดีกว่า”
    ผมไม่รู้ว่าคิสกำลังคิดอะไรอยู่ผมรู้แต่ว่าตอนนี้ผมใกล้จะถึงขีดสุดของความเหนื่อยแล้ว และเราก็มาหยุดที่สี่แยก ถ้าผมกับคิสแยกกันตรงนี้เพื่อล่อนักเลงพวกนั้นก็คงจะดีเพราะตอนนี้ไม่เห็นวี่แววของพวกนั้นแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นวิ่งช้าหรือผมวิ่งเร็วขึ้น
     “คีนายกับฉันแยกกันตรงนี้เลยฉันจะไปทางนี้” คิสพูดแต่ไม่มีความหอบเลยซึ่งแตกต่างกับผมที่แทบจะหายใจมาทัน
     “ถ้างั้น...เจอกันที่ซอยสี่”
     “ได้”คิสตอบตกลงแล้ววิ่งแยกออกไป
     ผมเข้าไปหลบในฝ้าม่านเก่าๆที่ว่างอยู่มีรูเล็กๆที่สามารถมองออกไปดูได้อย่างชัดเจนนักเลงพวกนั้นวิ่งผ่านผมไปโดยไม่สังเกต พวกนักเลงวิ่งไปมาพร้อมกับความหอบเช่นกัน “แยกกันหา”หัวหน้ามันสั่งหลังจากที่นักเลงทุกคนแยกออกไปก็มีอีกคนที่สงสัยในผ้าม่านที่ผมซ่อนอยู่
     “เฮ้แกน่ะ มาดูทางนี้หน่อย”รู้สึกเหมือนจะมีคนเรียกนักเลงคนนั้นไป พอนักเลงทุกคนวิ่งห่างออกไปจากที่ผมซ่อนผมจึงรีบวิ่งไปซอยสี่ตามนัด “…ป่านนี้คิสจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”ขณะที่ผมวิ่งก็มีเสียงที่ทำให้ผมต้องหยุดชะงัก “พี่ชายค่ะ”ผมหันไปยังต้นเสียงที่เรียกผม มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักอายุราวๆหกขวบใบหน้าของเธอยิ้มแย้มแต่ดูเหมือนจะไม่ใช่คนจนเพราะเสื้อผ้าที่เธอใส่เป็นชุดใหม่ๆสีสดใส ด้วยความที่ผมสงสัยอะไรหลายอย่างผมจึงเอ่ยถาม
     “หนูมาทำอะไรที่นี่ครับ”
     “…หนู…ค่ะ”ด้วยความที่เธอพูดเบาจนเกินไปจึงทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงเล็กๆของเธอ เธอยิ้มให้กับผมราวกับคนรู้จัก
     “ที่นี่มันอันตราย...มากับพี่ก่อนดีกว่า มามั๊ย”
     “ไปค่ะ”ทุกคำที่เธอพูดออกมาเธอยิ้มตอนต้นและจบประโยค ผมไม่รู้ว่าคำที่ผมพูดไปมันจะดีหรือเปล่าผมไม่รู้ว่าจะเอาเขาไปไว้ที่ไหนเพราะผมอยู่โรงเรียนถ้าจะเอาไปไว้กับแม่ก็กลัวว่าจะเป็นพาละแต่ยังไงผมก็ต้องรับผิดชอบเพราะผมให้สัญญาไปแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องนี้เพราะผมกำลังหนีนักเลงพวกนั้นอยู่ถ้าเกิดนักเลงพวกนั้นมาเจอผมกับเด็กแบบนี้มันจะเป็นยังไงแล้วผมจะหอบเด็กหกขวบนี้ไปยังไง
                                                                               ^^เม้นด้วยนะครับ^^

                                                                                             
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
สนุกมากค่ะ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคีเลย 55
มาอัพต่อเร็วๆนะค่ะ 
จากคุณ hapless/(hapless) อัพเดตเมื่อ 10/03/2555 21:09:07
ความคิดเห็นที่ 2
น่าติดตามดีค่ะ รออ่านต่อนะคะ
จากคุณ rutsirirut/(rutsirirut) อัพเดตเมื่อ 22/01/2555 16:01:38
ความคิดเห็นที่ 3
ตอนต่อๆๆๆอยากอ่านต่อออออ
จากคุณ nat_bajiw/(nat_bajiw) อัพเดตเมื่อ 21/01/2555 12:49:30
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 309 ท่าน