Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
รักหมกใจ My Honey
nun-ya
บทที่1 โลกกลม...
3
17/01/2555 01:31:44
484
เนื้อเรื่อง
http://www.youtube.com/watch?v=bWLNdM_cOxI
บทที่1    โลกกลม...
 
     หญิงสาวร่างบางหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาจากช่องผู้โดยสารขาเข้าพลางสอดส่ายสายตามองหามารดาที่มารอรับ  เธอคือสาวไทยผู้ซุ่มซ่าม
ภัทราวรรณนั่นเองใช่แล้วเธอคือชั้นเอง
      เมื่อมาถึงชั้นมองหาผู้เป็นแม่ไปตามกลุ่มญาติที่มารอรับผู้โดยสารจนในที่สุดก็มาเจอเข้ากับภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นอันได้แก่พ่อแม่และลูกชายวัยประมาณ2ขวบกว่า   มันเป็นภาพครอบครัวที่น่ารักแต่มันไม่ใช่ครอบครัวของชั้น!....
       แม่แต่งงานใหม่เมื่อสองปีที่แล้วกับชาวเกาหลีที่มาพบรักกันตอนแม่ได้งานเป็นผู้จัดการของนักร้องค่ายดังที่อยู่ในช่วงเก็บตัวยังไม่ได้ออกเทปของบริษัทยักษ์ใหญ่ของที่นี่   ซึ่งสามีใหม่ของแม่เป็นหัวหน้าผู้จัดการอยู่
ดูเป็นความรักที่โรแมนติก    ทั้งสามส่งยิ้มพลางโบกมือให้อย่างร่าเริงในที่สุดชั้นก็ได้มาอยู่กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของตัวซะที
       ชั้นเดินตรงมาหาคนทั้งสามที่รออยู่แม่ดูแปลกตาไปดูสวยและมีความสุขกว่าตอนที่อยู่กับพ่อที่เป็นเพลย์บอยจอมเจ้าชู้     ก่อนตัดสินใจแยกทางกัน   ทำให้ชั้นกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตครอบครัวของคนทั้งสอง     แม่ตรงเข้ามาจับมือชั้นให้เผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงและน้องชายต่างพ่อที่มีท่าทีเป็นมิตรต่อฉัน     ชั้นจึงยกมือไหว้ทั้งสองแล้วหันไปลูบหัวเจ้าตัวเล็กที่ดูอายๆอยู่    
“สวัสดีค่ะ ...”  
“เดินทางเหนื่อยมั้ยลูก”    พ่อเลี้ยงของชั้นถามอย่างใส่ใจ
“ไม่หรอกค่ะขอบคุณ”    ชั้นตอบแล้วยิ้มแย้มตามสมควรพวกเราคุยกันซักครู่ก็ออกเดินทางไปยังห้องเช่าที่แม่จัดเตรียมไว้ให้ตามคำขอร้องของชั้นเอง    เพราะไม่อยากรบกวนครอบครัวใหม่ของแม่จึงไม่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านของแม่   แต่ขอไปอยู่เป็นส่วนตัวแทน
       เป้าหมายของการมาในครั้งนี้เพื่อเรียนต่อปริญญาและเพื่อมาเพื่อต้องการความแน่ใจว่าผู้หญิงที่จูงเด็กชายเดินนำหน้าอยู่นั้นยังเป็นแม่ของชั้นอยู่…แม่ที่ไม่เคยเหลียวแลลูกสาวคนนี้เลย....
 
 
.................................................................................................
 
        อพาร์ตเมนท์ซงนิม
        ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้1อาทิตย์ แล้วเริ่มปรับตัวให้ชินกับวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้บ้างแล้วแต่ทุกๆครั้งที่ว่างก็มักจะออกไปเดินเที่ยวตามถนนดูร้านค้าต่างๆ   และโทรศัพท์กลับไปหาบรรดาปู่ย่าตายาย    และยายเพื่อนตัวแสบที่อยู่ทางโน้นด้วยข้อดีของพ่อกับแม่ที่มีสม่ำเสมอคือส่งเสียเงินทองไม่ให้ต้องลำบาก    แต่ชั้นก้อมีเพื่อนที่กำลังจะบินตามมาเรียนปริญญาตรีปี 3และ 4  ด้านภาษาต่อที่นี่ในอีก  2   อาทิตย์ข้างหน้าแต่ชั้นใจร้อนจึงมาดูสถานที่ไว้ก่อน    
         ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาบนถนนย่านช็อปปิ้งเมียงดงที่โด่งดังวัยรุ่นมากมายแต่งตัวด้วยเทรนด์ทันสมัยตามแฟชั่นผิดกับชั้นที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยืนส์สบายๆ  แถมด้วยเสื้อโค้ทในวันที่อากาศเย็นอย่างนี้กับรองเท้าผ้าใบลายเก๋ก็เป็นอันเรียบร้อย     ผู้หญิงกับการช็อปปิ้งเป็นของคู่กันจริงๆ   ผู้หญิงสามารถอดทนเดินได้โดยไม่ปริปากบ่นเลยทีเดียว     ชั้นเองก็เช่นกันเดินได้เรื่อยๆ   จากตอนบ่ายเป็นตอนเย็นโดยไม่รู้ตัว    จึงไปนั่งพักที่ม้านั่งสาธารณะริมทางก็พอดีได้รับโทรศัพท์จากแม่ให้แวะไปหาเพราะมีธุระจะไหว้วาน     จึงต้องนั่งรถไปหาที่บริษัทที่เคยได้ที่อยู่ไว้
        เมื่อไปถึงบริษัทแม่ก็ลงมารับที่ประชาสัมพันธ์แล้วพาขึ้นไปที่ห้องประชุมด้านบนที่พอเข้าห้องไปก็เจอกับคณะกรรมการที่นั่งประชุมกันอยู่รอบๆโต๊ะชั้นได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตัวเรียบร้อยและนึกอายที่ตัวเองแต่งตัวไม่สุภาพขึ้นมาทันทีเพราะพอจะเหลือบเห็นการแต่งตัวของทุกคนที่อยู่ในห้องแล้วเศร้าใจจริงๆ
“ทุกท่านคะนี่คือลูกสาวของชั้นที่เพิ่งมาจากเมืองไทยแกเรียนด้านภาษามาพอดี    คงช่วยเราทำงานได้แน่ค่ะ”  แม่พูดแนะนำชั้นอย่างมั่นใจทำให้ทุกคนพยักหน้ายอมรับ
“ผมอยากได้คนที่ไม่มาตามคลั่งไคล้จนเสียงานนะครับ   อย่างยายนี่....เอ่อ...เธอคงไม่มาชอบพวกผมแบบผู้จัดการคนเก่านะครับ”     เสียงนุ่มแต่กวนประสาทที่ดังขึ้นทำให้ชั้นมีอารมณ์โกรธที่โดนดูถูกจึงเงยหน้าขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายเขม็ง    และภาพชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทหล่อเหลาพร้อมรอยยิ้มติดจะเยาะเย้ยไม่ได้ทำอะไรชั้นได้เพราะความโมโห....เออ......ชั้นยอมรับว่าแกหล่อ    แต่แกก็ยังเป็นคนอยู่ดีแหละ...ชิ   ( *^*)++ ชั้นคิดในใจอย่างหงุดหงิด
“ไม่หรอกค่ะ...ลูกสาวของชั้นไม่ได้เป็นพวกคลั่งนักร้องหรอกค่ะ”     แม่รีบปฎิเสธให้    อีกฝ่ายพยักหน้ารับฟังก่อนพูดว่า
“อ๋อ...เด็กดีซินะเนี่ย”    พอสิ้นเสียงที่ติดแววเย้ยหยันชั้นก็ทนไม่ได้อีกต่อไป
“ใช่...แล้วทำไมเหรอ  ถ้าวิเศษนักก็ไปหาคนมาทำเองสิ   กลัวคนมาตามชอบตามรักคุณควรไปอยู่คนเดียวจะดีกว่า    ที่นี่คุณดังแค่ไหนชั้นไม่รู้แต่ฟังให้ดีๆชั้นไม่ได้หลงใหลคุณเลย...ชาตินี้ไม่มีวัน”    เมื่อพูดจบก็หันไปทางที่ประธานที่ประชุมนั่งอยู่โค้งขออภัย
“ขอโทษด้วยค่ะที่ไม่มีมารยาท   แต่ดิฉันจะไม่ทนรับการสบประมาทโดยที่ไม่ผิด   หาคนอื่นมาทำงานที่ว่าของคุณเถอะค่ะ”   แม่ยืนมองอย่างตกใจกับการกระทำของชั้น    ชั้นจึงหันไปยกมือไหว้ขอโทษแม่
“ขอโทษค่ะแม่แม่หาคนอื่นเถอะค่ะ  หนูพัดช่วยไม่ได้จริงๆ”     พอชั้นพูดจบทุกคนในห้องต่างอึ้งไปพักหนึ่งแต่ชั้นไม่สนใจแถมยังมองหมอนั่นด้วยสายตาพิฆาต  คนอะไรหลงตัวเองที่สุด
“ถ้ามั่นใจนักก็ตกลง...เราเลือกยา..เอ่อ...เธอก็ได้”    ท่ามกลางความเงียบในที่สุดตานั่นก็ประกาศออกมาดื้อๆ   ทำให้ทุกคนในห้องประชุมงงกันไปหมด     แต่ก็พร้อมใจกันสรุปตามนั้นแถมปรบมือซะด้วย  เฮ้ย...ชั้นยังไม่รับปากเลยนะไม่ทำโว้ย     แม่คะพูดให้หน่อยแต่ทำไมแม่ชั้นช่วยเค้าตบมือด้วยล่ะ    ( ๐_๐!)    ไม่...ยังไงก็ไม่ช้านไม่ทำงานกับคนขี้เก๊กหลงตัวเองอย่างมันเด็ดขาด!!!!
         ...................................................................................
         กว่าจะออกมาบริษัทของแม่ได้ก็กินเวลาผ่านไปอีกหลายชั่วโมงตอนนี้ท้องฟ้าภายนอกมืดแล้ว    ถึงแม่จะไปส่งแต่ชั้นก็ปฎิเสธไปเพราะทนฟังแม่เกลี้ยกล่อมอีกไม่ไหวแล้วในที่สุดก็ต้องทำจนได้(T_T)   ต้องโดนไอ้บ้านั่นเยาะเย้ยแน่....เคืองเฟร้ยนี่ถ้าไม่ติดว่าเงินดีนะฮึ่ย...  (เห็นแก่เงินซะงั้น  (-_-!)    )
          ตุ๊บ....
“โอ๊ะ...”   ในระหว่างที่ชั้นกำลังเดินบ่นเพลินอยู่นั่นอยู่ๆก็สะดุดบางสิ่งจนใบหน้าอันงดงามเกือบคะมำตำอึหมาซะแล้วดีที่เบรกดี    แต่สะดุดอะไรกันล่ะ    เมื่อชั้นมองไปที่พื้นก็พบว่ามันคือขามนุษย์คู่หนึ่งที่ยื่นออกมาจากข้างตัวรถโฟร์วีลคันหนึ่ง
“เฮ้ย...คนรึเปล่าวะเนี่ย”     ด้วยความตกใจชั้นจึงค่อยๆมองไล่ขึ้นไปแล้วพบว่าเป็นมนุษย์นอนสลบอยู่จึงเดินเข้าไปดูพลางมองรอบๆอย่างระแวดระวังสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้   เมื่อเช็คแน่แล้วว่าไม่ใช่โจรแต่กลายเป็นสาวน้อยน่ารักที่ป่วยไข้ขึ้นจนหมดสติแทน    แต่เวลาตอนนี้จะไปที่ไหนดีล่ะใช่แล้วแท็กซี่กับโรงพยาบาล     เมื่อสมองประมวลผลเสร็จชั้นก็รีบหารถแท็กซี่พาเธอไปหาหมอทันทีอย่ามาตายตอนนี้นะยะ  พระพุทธ    พระเจ้า  อะไรก็ได้ช่วยยายนี่ที....
“ขาดสารอาหารกับไข้หวัดน่ะครับ”     คุณหมอรูปหล่อใจดีแต่มีอายุหนุ่มน้อย(แก่ไปซะเยอะ )ที่เป็นอาชีพของหนุ่มในฝันพูดพร้อมกับส่งยิ้มปลอบใจมาให้  
       หลังจากวุ่นวายพามาจนถึงมือหมอแต่ปรากฏว่ายายนี่แค่หมดแรงเลยเป็นลมแถมแท็กซี่ก็แค่พามาคลินิกที่ใกล้ที่สุดแทนโรงพยาบาลอีกต่างหาก
“เดี๋ยวหมอจัดยาให้พาคนไข้กลับไปพักที่บ้านได้ครับไม่มีอะไรต้องห่วง”   คุณหมอบอก        แต่ใครว่าไม่ต้องเป็นห่วงกันละแล้วชั้นจะรู้มั้ยว่าบ้านแม่คุณนี่อยู่ที่ไหน     แต่การจะวีนใส่หมอที่อาจมีลูกชายหน้าตาดีและประกอบอาชีพเดียวกันเป็นการไม่สมควรจึงได้แต่ยิ้มตอบให้แกนๆ 
“ค่ะ...”   เอาวะผู้หญิงด้วยกันยอมทำบุญทำทานสักครั้งอย่าคิดไรมากนะแค่จะพาไปนอนบ้านน่ะ (-.,-)
        เมื่อคุณหมอจากไปแล้วชั้นจึงหันไปปลุกคนที่นอนสบายอยู่
“นี่ๆ   เธอตื่นหน่อยสิมาคุยกันก่อน”
“อือ...”    ยายนั่นไม่ตอบแค่มีเสียงครางอย่างรำคาญแถมพลิกตะแคงหนีไปอีกข้างซะอย่างนั้นเอากะมันสิเดี๋ยวแม่ปล่อยทิ้งซะดีมั้ง    นี่ถ้าไม่กลัวบาปนะฮึ่ม...
        ท้ายที่สุดชั้นจึงต้องกระเตงคนป่วยที่ยังไม่มีสติดีกลับบ้านอย่างทุลักทุเล
“หมีพูอยากกินน้ำหวาน    แบทแมนมีเหา”      ยายนั่นไม่รู้ตัวขนาดละเมออะไรบ้าๆออกมาแต่มันก็ทำให้อารมณ์ของชั้นหายหงุดหงิดได้อย่างน่าแปลกเพราะอดขำไม่ได้แถมผู้หญิงอะไรเสียงห้าวเป็นบ้าเลยทั้งที่ออกจะน่ารัก
“หิวข้าว~~~”     เสียงละเมอที่ดังงึมงำมาตลอดทางลงท้ายด้วยเสียงโอดอย่างน่าสงสารเพราะอย่างนี้ถึงได้ขาดสารอาหารน่ะสิ     
“สำเร็จแล้ว”  เมื่อพยายามพาใครก็ไม่รู้มาจนถึงห้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนขับแท็กซี่พามาจากคลินิกแล้วต้องแบกขึ้นมาเองถึงห้องทำเอาเหนื่อยแทบตายนี่ถ้าไม่สวยถึกและบึกบึนคงมาไม่ถึงแน่     ไม่รู้ยายนั่นกินไรเข้าไปหนักยังกะถุงใส่หิน
ตุ๊บ...
      กว่าชั้นปล่อยยายนั่นลงไปบนที่นอนอย่างรีบร้อยก็เล่นเอาเหงื่อตกไปเหมือนกัน     แต่อีกฝ่ายทำท่าว่าสบายเหลือเกิน
ครอก....ครอก.....
ผู้หญิงไรวะกรนอีกต่างหาก...(-.,- !!)
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนอนสบายไม่ได้มีอาการกระวนกระวาย   ชั้นจึงจัดท่านอนดีๆให้คลายเสื้อผ้าให้นอนสบายเล็กน้อยและห่มผ้าให้เป็นรายการสุดท้ายก่อนจะพาตัวเองไปจัดการอาบน้ำอาบท่าซะบ้างโดยไม่ลืมกลับมานอนเฝ้าคนป่วยนิรนามกิตติมศักดิ์ผู้นี้อีกด้วย...
.................................................................................................โคร๊ง...เคร๊ง....
      เสียงอึกทึกของภาชนะที่ดังกระทบกันบวกกับกลิ่นหอมประหลาดๆปลุกให้ผมต้องตื่นจากนิทราอันแสนสบายใครมาวุ่นวายแต่เช้ากันเนี่ยหรือว่าจะเป็นแม่บ้าน    เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิดก่อนมองไปรอบๆตัวและสำนึกได้ว่านี่ไม่ใช่แมนชั่นของผม     เมื่อวานเกิดอะไรกันนะ    จำได้ว่าผมเหนื่อยมากหลังจากซ้อมเต้นและร้องเพลงเพื่อเตรียมตัวขึ้นคอนเสิร์ตครั้งที่  3  ในประเทศและต่างประเทศที่จะเริ่มในอีกสองเดือนข้างหน้า   เพื่อทุ่มเทให้งานออกมาดีที่สุดจึงไม่ค่อยได้พักผ่อนเท่าไหร่เมื่อวานรู้สึกหมดแรงจริงๆ  แต่ไม่อยากบอกใครเพราะกลัวเพื่อนจะเป็นกังวลจึงฝืนตัวเองออกทั้งที่ใส่ชุดซ้อมในโชว์พิเศษอยู่(ชุดผู้หญิงน่ะ)เพื่อจะมาขับรถกลับบ้านจากนั้นก็วูบไปเลย    อ้อแต่ผมยังไม่ได้แนะนำตัวนี่…ผมคือ  ลีเซริว  ที่มีชื่อในวงการคิมเรียวเซ    แห่งวงspectacular   ที่กำลังโด่งดังในฐานะศิลปินกลุ่มที่ประสบความสำเร็จจากการออกอัลบั้มเมื่อสามปีก่อนจนกลายเป็นนักร้องแนวหน้าในวงการบันเทิงอีกกลุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้    แล้วผมกลับมาทำอะไรที่นี่กันนะเมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็รีบลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องนอนน่าสบายนั้นแม้จะยังไม่ค่อยมีแรงเท่าไรนัก   และสิ่งที่ผมเห็นเมื่ออกมาจากห้องนั้นคือผู้หญิงคนหนึ่งใส่ผ้ากันเปื้อนทำอาหารอยู่อย่างขะมักเขม้น  จนภาพนั้นตรึงสายตาผมไว้นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้เห็นผู้หญิงทำอาหารเมื่อตอนตื่นนอนอย่างนี้   ในขณะที่ผมยืนมองอย่างทำอะไรไม่ถูกเธอก็หันมาพอดีแต่ก็ทำให้ผมจำเธอได้เช่นกันยายคนที่คิดว่าผมเป็นผู้หญิงจนต้องหาเรื่องแกล้งตอนที่ยายนั่นมาสมัครงานที่บริษัทเมื่อวานนึกไม่ถึงว่าโลกจะกลมขนาดนั้นแต่เธอก็จำผมไม่ได้อยู่ดี     ยายผู้จัดการจำเป็นนี่เอง….
“อ้าวตื่นแล้วเหรอเธอเป็นไงบ้างล่ะ”    ดูสิ่งที่ผมได้ยินสิมันทำให้ผมรู้ว่ายายนี่ยังคิดว่าผมเป็นผู้หญิงอยู่ดียายนี่มัน...น่าโมโหจริงๆ
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ”    ผมตอบยายนั่นไปแม้จะฉุนที่ถูกเข้าใจผิดแต่เธอก็ช่วยผมไว้เอาเป็นว่าผมจะอภัยให้ยายนี่ครั้งนึงแล้วกัน
“งั้นมากินข้าวก่อนสิ...หิวใช่มั้ยไปล้างหน้าก่อนแล้วมากินข้าวเตรียมของไว้ให้ในห้องน้ำแล้วออกมาก็เสร็จพอดี”      ยายนั่นพูดจบก็หันไปทำอาหารต่อแต่อาหารของเธอมีกลิ่นฉุนแรงจนผมต้องจามด้วยความแสบจมูกแต่ยายนั่นกลับหัวเราะเฉยเลย
“ฮัดเช้ย....”
“ฮ่าๆแสดงว่าอร่อยจริงนะเนี่ย”    การที่ผมจามมันเกี่ยวอะไรกับความอร่อยด้วยนะสงสัยยายนี่จะบ้าไปแล้วแน่ๆพูดอะไรแปลกๆ
“รีบไปสิเสร็จแล้วนะ”   เธอพูดพร้อมกับตักเจ้าของประหลาดนั่นใส่จานโดยไม่หันมามองทำให้ผมที่ยืนงงอยู่ต้องไปทำตามที่เธอบอกและพอออกมาก็พบว่ามีข้าวราดอะไรสักอย่างเตรียมพร้อมไว้แล้ว
“กินได้เลย    ขอแนะนำนี่คือข้าวกะเพราหมูไข่ดาวอาหารสิ้นคิดของคนไทย”     ยายนี่เป็นคนไทยไม่ใช่เกาหลีนี่เองถึงได้ชอบพูดจาประหลาดๆ    ว่าแต่มันกินได้แน่เหรอ    ยายนั่นคงเห็นสายตาระแวงของผมจึงลุกขึ้นมาจับผมไปนั่งเก้าอี้เอาช้อนยัดใส่มือให้เรียบร้อยซะเลยแถมเจ้าท้องของผมพอได้กลิ่นนั่นดันร้องประท้วงเสียเสียงดังจนผมต้องตักข้าวเข้าปากไปอย่างอายๆ
“อร่อยแฮะ...”  ถึงกลิ่นและหน้าตาไม่น่าไว้ใจแต่รสชาติอร่อยมากเลยถึงจะเผ็ดไปหน่อยก็เถอะ    ยายนั่นเห็นผมกินอย่างรวดเร็วก็ยิ้มให้และเอาน้ำมาเติมให้อย่างรู้ใจคงเห็นผมเผ็ดนั่นแหละ    แต่ยายนี่เวลายิ้มน่าดูเหมือนกันแฮะ
        เมื่อเวลาผ่านไปผมก็กินหมดไปสามจานในขณะเธอกินไปแค่จานเดียวอิ่มจนพุงจะแตก
“อิ่มรึยัง...(>๐<)เอาอีกไหม ”     ยายนั่นถามผมอีกแต่ผมกินไม่ไหวแล้วจึงส่ายหน้าปฏิเสธ
“เอาล่ะทีนี้บ้านอยู่ไหนจะได้ไปส่งถูก”เมื่อเห็นว่าผมอิ่มแล้วเธอก็เปลี่ยนคำถามใหม่มาแทน 
“โอ๊ะ...”  พอยายนั่นพูดจบผมก็นึกขี้นไดว่าวันนี้ต้องเข้าบริษัทเพราะมีประชุมทำให้ผมรีบลุกพรวดขึ้นอย่างตกใจ  พลอยให้ยายนั่นตกใจไปด้วย
“โทษทีนะชั้นมีธุระด่วน    แล้วก็ขอบใจมาก”    พอผมพูดจบก็รีบผลุนผลันออกไปเจอรองเท้าตัวเองวางอยูที่วางรองเท้าหน้าประตูก็รีบไปทันทีโดยไม่ได้หันกลับไปมองยายนั่นที่มองอยู่เลย...

 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 472 ท่าน