Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
The Last Song
Kanoel
บทเพลงที่ 1 เบิกม่าน
2
24/12/2554 20:20:10
324
เนื้อเรื่อง
 บทเพลงที่ 1 เบิกม่าน
 
==========================================
 
           
          ปัง ปัง ปัง 
 
          “เจ้าเด็กบ้า  ตื่นว้อย! ไลท์ ไอ้หน้าตุ๊ด ข้าบอกให้ตื่นได้แล้ว ไอ้หลานงี่เง่า!” เสียงผู้ชายวัยเกือบชราทุบประตูเกวียณเล็กๆ อย่างไม่กลัวมันจะหัก แม้ว่าบานประตูนั้นแทบจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่แล้วก็ตาม
 
          “โอ๊ย ตาลุงซาตานบ้าเอ๊ย ทุบประตูให้มันเบาๆ หน่อยสิ ข้าซ่อมเป็นรอบที่ 49 แล้วนะ” ดวงหน้าเรียวขาวผ่องฉายแววหงุดหงิด เจ้าของนาม ‘ไลท์’ หรือ ‘ไลเวล เพอร์ราคัส’ ตวัดผ้าห่มทิ้ง แล้วลุกเดินอาดๆ อย่างไม่สนใจจะเก็บซากที่นอนของตน นัยน์ตาสีเพลิงสวยกำลังลุกโชนด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่มีคนมารบกวนการนอน ผมสีน้ำตาลอ่อนระต้นคอกระเซอะกระเซิง เขาเป็นเด็กหนุ่มรูปงามหน้าสวยจนมีแต่คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้หญิง ร่างเล็กที่ถือว่าไม่สูงมาก หรือเตี้ยสำหรับผู้ชายวัยเดียวกันยิ่งทำให้เขาดูเหมือนเข้าไปใหญ่
 
          “เจ้าเรียกใครว่าซาตานนะ! ไอ้เด็กบ้านี่ ปากน่าจับยัดคอกม้านัก ข้าชื่อซาตันว้อย สิบกว่าปีแล้ว เมื่อไหร่สมองเจ้าจะจำชื่อข้าได้สักที โง่จริง” ชายชราที่ดูเหมือนไม่ชราอ้วนพุงพลุ้ย แท้จริงแล้ว อายุลุงแกปาเข้าไป เกือบหกสิบกว่าเห็นจะได้ พูดโพล่งอย่างคนอารมณ์เสีย เมื่อปากของหลานชายสุดที่รักเริ่มทำงาน
 
            “แล้วมีอะไรตั้งแต่เช้า ข้าเพิ่งนอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนะ” เด็กหนุ่มวกเข้าเรื่อง เพื่อตัวเองจะได้กลับไปนอนเสียที ปากหาวหวอดๆ ตาดุๆเริ่มปรืออีกรอบ เมื่อลมเย็นๆ ภายนอกเกวียณมากระทบให้ผมปลิว บรรยากาศชวนนอนสิ้นดี
 
          “ข้าจะมาบอกว่า วันนี้เราจะแวะเข้าเมืองธอร์ เสบียงเริ่มหมดแล้ว ก็เจ้าน่ะกินจุอย่างกับหมูแรนยาส เงินยิ่งร่อยหรออยู่ ” ซาตัน เพอร์ราคัส ชายพุงโตผู้ที่เก็บไลท์มาเลี้ยงบ่น ด้วยเลี้ยงไอ้หลานคนนี้มาสิบกว่าปี เลยรู้ไส้รู้พุงกันดี สมัยก่อนเขาเคยเป็นคนที่รวย มีฐานะดีคนหนึ่งในเมือง แต่ด้วยความขี้เหล้า เอาแต่เล่นพนัน เล่นม้าไปวันๆ ทรัพย์สินที่มีก็เริ่มจางหายไป ยิ่งมีไอ้เปี๊ยกนี่มาอยู่ด้วย ความอัตคัตเลยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดีที่เขาไม่มีเมีย มีลูก มิเช่นนั้น เขาคงต้องเป็นแกลบกินหญ้าข้างทางเป็นแน่
 
            “แหม ทำเป็นบ่น รู้หรอกว่าแก่ แต่ยังไงลุงก็หาทางไปหลอกเอาเงินชาวบ้านมาได้อยู่ดี ถึงตอนนี้ฝีมือจะฝืด จนต้องให้ข้าเล่นดนตรีเลี้ยงชีพไปวันๆ ก็เถอะ” เมื่อชายชรานักต้มตุ๋นได้ยิน ก็เลือดขึ้นหน้า แม้ว่าไอ้ตัวแสบมันจะปากหมาอย่างนี้ทุกวันก็เถอะ เรื่องกวนเขา มันทำอยู่แทบตลอดเวลา ยกเว้นตอนมันหลับเป็นตายนั่นแหละ
 
            “ข้ารู้หรอก ลุงน่ะ พยายามจะทิ้งข้าไว้ตามเมืองมาหลายหนแล้ว แต่เพราะข้าเล่นดนตรี ทำเงินให้ได้หรอก ถึงยังเลี้ยงข้า พาไปตะลอนๆ เรื่อยอยู่ในซากเกวียณนี่” เรียกว่าซากก็คงจะถูก เมื่อประตูที่เอียงกระเท่เร่ เริ่มคล้อยลงต่ำ เพียงแค่ล้อของเกวียณตกหลุมเท่านั้น ประตูห้องสุดที่รักของไลท์ก็หักโครมกระแทกหน้าซาตันพอดิบพอดี
 
            “ฮึ่ย ! ไอ้เด็กนี่ ทำมาเป็นใจน้อยยังกับผู้หญิง ไปๆ ไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาซะ ตอนนี้เข้าเขตเมืองแล้ว อย่าลืมเอาไอ้เครื่องดนตรีหากินของเจ้าไปด้วยล่ะ รู้หน้าที่เสียบ้าง ” แล้วตาแก่ซาตันก็เดินหน้าแบนพร้อมบ่นเป็นหมีกินผึ้งต่อไป นี่ล่ะหนอ คนแก่
 
            ไลเวลยืนนิ่ง ทอดสายตามองซากประตูเกวียณอย่างไว้อาลัย เขาคงต้องเสียเวลาซ่อมมันเป็นครั้งที่ 50  จะซื้อเกวียณใหม่ ทั้งลุงแกและเขาก็ไม่มีเงิน แค่จะกินข้าวยังแทบไม่มี ดีที่พวกเขามันคล้ายๆ พวกยิปซีเร่ร่อน เห็นป่าก็ปีนต้นไม้ เก็บผลไม้ข้างทางกิน เวลานี้ อะไรๆ ก็แสนจะแพง  เฮ้อ คนเราเปลี่ยนไปทุกวันๆ กาลเวลาทำให้คนเราเดี๋ยวนี้ เห็นค่าของเงิน ความสะดวกสบายมากกว่าที่จะเห็นค่าของน้ำใจมนุษย์ด้วยกันเอง ไลท์ถอนหายใจ
 
            เขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ หรือญาติที่ไหนที่เขาพอจะรู้จัก ใช่ ซาตันก็ไม่ใช่ลุงของเขา ไม่มีเชื้อสายเกี่ยวดองกันเลยสักนิด และที่น่าแปลกคือความทรงจำก่อน 3 ขวบของเขาไม่หลงเหลืออะไรเลยแม้แต่น้อย หากแต่มีเชลโล่ตัวใหญ่สลักด้วยสัญลักษณ์ประหลาดวางเคียงข้างเขาเท่านั้นเอง ในกล่องเก็บเครื่องดนตรีนั้น มีกระดาษเนื้อดี ที่เขียนด้วยหมึกสีทอง ด้วยลายมือหวัดแต่สวยงามว่า ‘ไลท์ เจ้าจะเป็นที่รักของพวกข้าเสมอ’ เป็นอันว่า ที่มาของชื่อของเขา ก็มาจากไอ้เชลโล่สุดที่รักของเขานั่นแหละ
 
          หากถามว่า เหตุใดเขาจึงมาอยู่กับซาตัน ทั้งๆที่ตัวซาตันเองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา ก็เนื่องจากเขาถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ 3 ขวบอีกนั่นแหละ ยืนอยู่ในซอกตึกเก่าๆ พร้อมเชลโล่ตัวใหญ่ จะแบกไปก็แบกไม่ไหว เนื่องจากมันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขาเหลืออยู่ หิวก็หิว พอเห็นคนเดินผ่านมาทิ้งขยะ ซึ่งก็คือซาตัน แต่งตัวเสียดูดี ดูมีสตางค์ พอเขาเห็นว่า ตาลุงคนนี้ท่าทางมีเงิน เรื่องอะไรเขาจะปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ ไม่ใช่จะปล้นหรอกนะ จะเอาอะไรกับเด็กสามขวบกัน นอกจากจะต้องเดินลากกล่องเก็บเชลโล่ เดินตามลุงนั่นต้อยๆ เสมือนเป็นเงา จะบอกให้ มือระดับนี้ ถึงอายุแค่นั้น แต่ก็อย่าหวังว่าตาลุงซาตันจะสลัดเขาหลุด หึหึหึ
แต่เขาก็ต้องผิดหวังเนื่องจากเลือกคนตามผิด เพราะตาลุงนี่ดันเป็นนักต้ม ในวันนั้นก็แค่แต่งเต็มยศไปหลอกแม่ม้ายกระเป๋าหนักแค่นั้นเอง ในเมื่อตามมาแล้ว จะให้ทำไงได้ นอกจากจะตามต่อไป
 
            เด็กหนุ่มหน้าสวยถอนหายใจ อมยิ้มหน่อยๆ เมื่อยามตนระลึกชาติ เขาเดินทั้งชุดนอนเข้าห้องน้ำเล็กๆ ภายในเกวียณ มือเรียวไม่ลืมที่จะคว้าผ้าขนหนูผืนใหญ่ติดมือไปด้วย
 
 
 
 
 
 
 
 
            “เมืองธอร์…” ปากเรียวรำพึง ชายหนุ่มอายุราวๆ  18 ปีแย้มยิ้มอย่างสดใส นัยน์ตาสีเขียวมรกตเป็นประกายระริก
 
            “นี่ เซนต์ชาล เจ้าไม่คิดที่จะตื่นมารับรู้โลกภายนอกมั่งเรอะ ถึงแล้วโว้ย!” ชายผู้มีนามว่า เซนต์ชาล ปรือเปลือกตาข้างหนึ่งขึ้น เผยให้เห็นว่า ดวงตาสีน้ำเงินนั้นสวยเพียงใด ก่อนที่มันจะปิดลงอีกรอบ พร้อมพลิกตัวนอนอีกด้านหนึ่งอย่างไม่สนใจชายผู้เรียกร้องความสนใจเลยแม้แต่น้อย
 
            “อ้ากก ก เจ้าเมินข้าเรอะ ไอ้เซนต์ชาล”
 
            “เงียบๆ หน่อยได้มั้ย รีเฟล เสียงเจ้าทำให้ข้าอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง” นัยน์ตาสีม่วงเข้มหลังแว่นไร้กรอบนั้น ละออกมาจาก ‘ทฤษฎีดนตรีแห่งแสง’ เล่มโตขนาดฟาดหัวคนให้ตายได้ในรอบเดียว หน้าคมคายหงุดหงิดกับเสียงตัวปัญหาของเกวียณที่พยายามปลุกเซนต์ชาลขึ้นมาผจญโลกภายนอก และทำให้เขาไม่สามารถอ่านสุดที่รักต่อไปได้
 
            “มันเมินข้า แลนด์ ข้าจะฆ่ามัน” แต่ก่อนที่จะได้ทำตามคำพูด รีเฟลก็สลบเหมือดด้วยฤทธิ์ของคนที่เหมือนไร้ตัวตนอีกคนในห้อง เพียงแค่ชายหนุ่มผมเงิน ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว รีเฟลก็ล้มลงไปนอนกอดเซนต์ชาลเรียบร้อย
 
            “รำคาญ...” สั้นๆง่ายๆ จากชายหนุ่มผู้เกลียดเสียงดัง
 
            “ตอนนี้เข้าเขตธอร์แล้วพะย่ะค่ะ องค์ชายไวนอส พรุ่งนี้ตอนสายถึงจะเข้าสู่เขตพระราชวังฟรอเรล” แลนด์ผู้ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุดในเกวียณตอบคนเป็นเจ้าชายด้วยสีหน้าขันๆ เมื่อมองตลกเงียบของผู้เป็นทั้งเพื่อนและนายเหนือหัว
 
            “เหรอ” คำตอบสั้นกระชับเช่นเคยด้วยน้ำเสียงนุ่มเย็น หากแต่อ่อนลง เมื่ออีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่เล่นหัวกันมาตั้งแต่ยังเล็ก แลนด์ รีเฟล เซนต์ชาล และเขา เติบโตมาด้วยกัน จนไอ้สามเกลอนั่นมันกลายมาเป็นองครักษ์เขานี่แหละ เป็นการรวมกลุ่มชายหนุ่มรูปงามผู้มีนิสัยแปลกประหลาดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
 
          “เรียกข้าเหมือนอย่างเคย แลนด์” ไวนอสพูด
 
            ดวงตาสีฟ้ากระจ่างทอดมองออกไปนอกเกวียณ เริ่มเห็นกิจวัตรประจำวันของชาวบ้าน แม่ค้าขายของสดกำลังเถียงกับลูกค้านักต่อราคา กลิ่นขนมปังอบใหม่โชยมาตามลม เมื่อคนทำขนมปังนำขนมปังหนานุ่มมาวางเรียงแผงขาย พ่อค้าแม่ค้าเริ่มตั้งร้านขายของตั้งแต่เช้าตรู่ และเวลานี้ ก็เป็นเวลาแห่งการจับจ่ายซื้อของ ม้าหนุ่มสีขาวเทียมเกวียณหรูสองตัวยังคงวิ่งต่อไป สายลมปะทะหน้าเรียบเฉย หากแต่หล่อเหลาราวรูปสลักเบาๆ เสียงนกร้องรับยามสาย หากขาดไม่ได้กับเสียงเพลงอ่อนหวาน ที่คละคลุ้งไปทั่วเมือง ช่างเป็นเมืองที่น่าอยู่เสียจริง  ธอร์ เมืองแห่งเสียงดนตรี...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
          “ไอ้เปี๊ยก ทำมาหากินได้แล้วโว้ย!”
 
     ซาตันตะโกนบอกไลท์ที่อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย และตอนนี้ เด็กหนุ่มกำลังพยายามยัดขนมปังก้อนโตใส่ปากเล็กๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย
 
            ไลเวลดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นในชุดเสื้อแขนยาวคอกลมกว้างสีฟ้าซีดเก่าๆ ซึ่งแต่ก่อนมันเคยสด แต่จะสนใจทำไม ในเมื่อมีเสื้อผ้าใส่ก็ดีแล้ว รับกับกางเกงขายาวที่เคยเป็นสีขาว ที่บัดนี้มันอมเหลืองหน่อยๆ ด้วยความเก่า แต่เจ้าตัวก็หาได้สนใจอีกเช่นเคย นั่งแทะขนมปังอย่างสบายใจ นัยน์ตาสีแดงเหลือบมองผู้เป็นลุงที่วันนี้แต่งตัวเต็มยศ สงสัยจะไปทำงานหลอกแม่สาวใหญ่กระเป๋าหนักสักคนเสียล่ะมั้ง อ้ะ! นี่ยังไม่ได้บอกหรอ ว่าถึงแม้อายุอานามซาตันจะปาเข้าไปหกสิบกว่าปีแล้ว หรือตาลุงนี่จะพุงโตแค่ไหน ตาลุงชราซาตันก็ยังนับว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเช่นเดิม แม้จะดูมีอายุหรือพุงโต แต่ก็นะ สาวแก่แม่ยกเค้านิยมกันแบบนี้
 
            “เออน่า เดี๋ยวข้าก็ไปเองแหละ ดีนะที่คราวนี้มาธอร์ น่าจะหาเงินได้เยอะหน่อย” เด็กหนุ่มหน้าสวยทำหน้าตาครุ่นคิด นัยน์ตาสีแดงเพลิงวาววับ สมองคำนวนเงินที่น่าจะได้รับในวันนี้ ทำให้เรียวปากบางสีระเรื่อคล้ายผู้หญิงกระตุกยิ้มขึ้นมาทันใด
 
            “แล้ววันนี้ลุงจะไปไหน แต่งตัวซะหล่อเฟี้ยวเชียว” ไลเวลถามเมื่อเห็นตาแก่นี่ยังส่องกระจก ฉีดน้ำหอมฟุ้งจนเด็กหนุ่มเบ้หน้า
 
            “ไปไหนมันก็เรื่องของข้า เจ้าหาเงินให้ได้เยอะๆเถอะน่า จะได้ไม่ต้องเกาะข้ากินอย่างนี้ตลอดไป” คำพูดของผู้เป็นลุงฟังดูแปลกประหลาดกว่าเคย ทำให้ไอ้ตัวแสบเกาะหนึบเป็นปลิงดูดเงินขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าในกระจกนั้นสะท้อนให้เห็นถึงสีหน้าแปลกประหลาดของซาตัน ลางสังหรณ์ประหลาดของไลเวลเริ่มทำงาน แต่เขาก็รีบลบความคิดนั้นทิ้ง เมื่อเวลาทำมาหากินนั้นไม่คอยท่า
 
          “รู้แล้วน่า ลุงก็อย่าเอาเงินที่ข้าหาได้ไปเล่นม้าหมดตัวสิ จะได้มีกินมีใช้ ไม่ต้องอับเหมือนอย่างตอนนี้  อ้อ...ลุงจอดเกวียณไว้ตรงนี้นะ ข้าจะได้กลับมาถูกทาง” เจ้าตัวแสบย้อน ก่อนที่ไลท์จะเหลือบมองตลับนาฬิกาที่ห้อยคอ จึงเห็นว่า ได้เวลาทำงานแล้ว
 
            “เออ...งั้นข้าไปล่ะ เดี๋ยวจะบ่ายเสียก่อน หน้าร้อนนี่ก็ร้อนได้ตับแลบจริงๆ เลย” ไลเวลบ่น ก่อนจะกระโดดแผล่วไปทางซาก (?) หน้าต่างเกวียณ พร้อมด้วยเชลโล่คู่ใจ โดยไม่ทันได้มองซาตันที่ยืนหน้าเศร้าอยู่หน้ากระจก แต่ชั่วพริบตานั้น ใบหน้าของซาตันก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม เขามองออกไปทางหน้าต่าง เห็นไลเวลวิ่งออกไปไกลแล้ว ชายชราจึงบังคับเกวียณออกนอกเมืองทันที โดยทิ้งภาพหลานชายที่ตนเลี้ยงมาเป็นสิบปีไว้เบื้องหลัง....
 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 169 ท่าน