Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ลิขิตรักสะกดหัวใจ
แก้วขวัณ
Chapter 4
4
19/12/2554 13:57:29
614
เนื้อเรื่อง

-4-
 

            เหนือตระเวนพาจาร์ไมก้าไปทุกที่ที่กี่แนะนำมา  และสถานที่สุดท้ายที่เหนือเลือกไปคือสำนักงานหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง  จาร์ไมก้าเดินลากเท้าตามเหนือเข้าไปอย่างหมดแรง  ครึ่งวันที่ผ่านมาเธอแทบไม่ได้พักหายเหนื่อยเลยสักนิด  เพราะถูกเหนือพาไปที่ไหนต่อไหนมามากมาย  ขณะที่เหนือเดินนำเข้าไปโดยทำเป็นไม่สนใจหญิงสาว  เขาได้โทรนัดเพื่อนไว้เรียบร้อยแล้ว
            พลึ่บ!!  แสงแฟลชแวบขึ้นทำจาร์ไมก้าแสบตาจนต้องใช้มือบังไว้  แต่จำต้องทนต่อไปเพราะเหนือยืนกอดอกส่งสายตาดุอยู่ตลอดเวลา  เธอไม่อยากให้ใครได้ยินเขาดุว่าเธอเป็นเด็กอีกจึงยอมทำตามหรอก  จาร์ไมก้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเวทย์มนตร์ถึงใช้ไม่ได้บนโลกมนุษย์ ไม่เช่นนั้นเขาไม่มีโอกาสได้มายืนบังคับเธออยู่แบบนี้หรอก  อย่างน้อยก็แค่ลองเป็นกบดูสักสองสามวันน่าจะดี  ถ้าท่านย่าไม่ขอร้องไว้เธอไม่มีวันยอมมาเด็ดขาด
            “ น่ารักดีนี่หว่า ”  เพื่อนหนุ่มของเหนือพูดขึ้นขณะกดเลื่อนมองภาพที่เพิ่งถ่ายไป
            “ เอาไปเลี้ยงไหมล่ะ ”
            “ อะไรกันวะ  พูดยังกับเป็นลูกแมวนั้นแหละ ” 
            “ ถ้าเป็นลูกแมวฉันคงไม่ต้องมานั่งเครียดแบบนี้หรอก ”
            “ เอาน่า ”  เตชิตตบไหล่ปลอบใจเพื่อน  “ เดี๋ยวฉันลงให้ฉบับพรุ่งนี้เช้าเลย ”
            “ ขอบใจนะเว้ย  งั้นฉันกลับก่อนแล้วกัน ”  เหนือตบไหล่ลาเพื่อนแล้วดินผ่านจาร์ก้าออกไป
            หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ขยับตาม  เธอเหนื่อยเหลือเกิน  แค่อยากพักบ้างสักห้าหรือสิบนาที  นี่อะไร  ต้องไปอีกแล้วหรอ
            “ เราไม่กลับไปด้วยหรือไง ”  เตชิตถามอย่างแปลกใจ
            “ ไม่ไปแล้ว  เดินขาแทบฉีก  ยังจะให้ไปอีกหรอ ”
            “ แล้วไม่ดีหรือไง  จะได้เจอกับผู้ปกครองของเราเร็วๆ  อยู่ที่ไหนก็ไม่อบอุ่นเท่าอยู่ที่บ้านหรอกนะ  หรือว่าเรามีปัญหาที่บ้าน  บอกฉะ...นี่  เด็กสมัยนี้นิ ”  จาร์ไมก้าวิ่งพรวดออกไปไม่ทันฟังเตชิตพูดจนจบ 
            ความจริงแล้วที่เขาทำทุกอย่างมันเป็นวิธีที่จะพาเธอกลับบ้านงั้นหรอ  ทำไมเธอไม่เอะใจตั้งแต่แรกนะ  แม้จะรู้ว่าประตูมิติจะเปิดในอีกสี่สิบเจ็ดวัน  แต่เธอก็ยังไม่รู้ขีดความสามารถของมนุษย์ดีพอ  บางทีคนพวกนี้อาจมีอำนาจวิเศษอะไรอยู่ก็เป็นได้  ขนาดแม่มดอย่างเธอยังใช้มนตร์ไม่ได้เลย
            “ หยุดดี๋ยวนี้นะ  ข้าบอกให้เจ้าหยุดเดินไม่ได้ยินหรือไง  หยุด!!”  จาร์ไมก้าที่วิ่งตามมาตะโกนเสียงดังจนคนทั้งสำนักงานหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน  ทำให้เหนือต้องหยุดเดินโดยปริยาย
            “ ทำแบบนี้ทำไม ”  จาร์ไมก้าเดินหอบมายืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม
            “ ทำอะไร ”  เหนือไม่เข้าใจที่หญิงสาวพูด  และไม่คิดหาคำตอบด้วย
            “ ก็ที่เจ้าทำมาทั้งหมดก็เพื่อหาวิธีให้ข้ากลับบ้านใช่ไหม ”
            “ ใช่ ”  เหนือตอบอย่างรำคาญ  แล้วเดินออกไปจากสำนักงานไป  ทิ้งให้จาร์ไมก้ายืนอึ้งกับคำตอบที่ได้รับ 
            เธอรู้ดีว่าเขาไม่ชอบใจที่เธออยู่ที่บ้านของเขา  แต่เขาเป็นคนพาเธอไปเองและก็ไม่เคยออกปากไล่เธอสักครั้ง  แล้วนี่อะไร  จู่ๆ ก็บอกว่าจะหาหนทางให้เธอกลับบ้าน  ไม่แย่ไปหน่อยหรอ  ถ้าไม่อยากให้เธออยู่ก็บอกกันตรงๆ ซิ  ไม่ใช่ทำอะไรแบบนี้  ไม่ว่ายังไงเธอไม่ยอมกลับไปแน่
            เหนือเดินมายังรถที่จอดไว้  โดยไม่รอจาร์ไมก้าที่เดินตามมาห่างๆ อีกเช่นเคย  เหนือเบื่อเหลือเกินที่ต้องปกปิดความต้องการของตัวเองเอาไว้  เขารู้สึกโล่งไม่น้อยที่ได้พูดออกไป  ไม่รู้ว่ายัยนั้นจะร้องไห้ขี้มูกโป่งหรือเปล่า  ยิ่งไม่รู้จักโตด้วย  คิดแล้วก็ปวดหัวจริงๆ ที่ต้องมีเด็กอย่างนี้มาอยู่ด้วย
ขณะที่เขากำลังเปิดประตูจะขึ้นรถ  หญิงสาวก็เดินผ่านหน้ารถไปโดยไม่หันมามองด้วยซ้ำ
            “ จะไปไหนน่ะ ”  เหนือถามขึ้น  แต่อีกฝ่ายยังเดินหน้านิ่งไม่สนใจเขา  จนชายหนุ่มต้องเดินไปรั้งแขนของเธอไว้
            “ ฉันถามว่าจะไปไหน ”  เหนือพยายามเก็บอาการโมโหเอาไว้  เขามักใจเย็นเสมอ  แต่ไม่รู้ทำไมเวลาอยู่กับจาร์ไมก้าแล้วเขาอารมณ์เดือดพล่านทุกที
            “ ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีเจ้า ”  จาร์ไมก้ากระตุกแขนกลับแล้วเดินต่อไป  ทว่ากลับถูกแรงที่มากกว่าดึงแขนให้ถอยกลับมาอีกครั้ง
            “ มากับฉันเดี๋ยวนี้ ”
 
 
            รถตู้คันเก่าจอดแน่นิ่ง  ม้านั่งสีขาวสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนยามบ่ายไม่ได้ถูกใช้งานเลย  มีเพียงผืนหญ้าเขียวขจีเท่านั้นที่รับน้ำหนักสองร่างหนุ่มสาวเอาไว้
            “ เลิกทำตัวมีปัญหาสักที ”  เหนือเหวี่ยงร่างที่ขัดขืนไปข้างหน้าอย่างหมดความอดทน
            “ ใครกันแน่ที่มีปัญหา  ไม่อยากให้ข้าอยู่แล้วจะห้ามข้าไว้ทำไม  เจ้ากำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่ ”
            “ ฉันเองก็ไม่ได้อยากห้ามเธอไว้หรอกนะ  ถ้าฉันไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ”
            “ รับผิดชอบงั้นหรอ  หากการรับผิดชอบของเจ้าคือการพาข้ากลับบ้านล่ะก็  ไม่จำเป็น  ไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่กลับ  ไม่กลับ  ไม่กลับ  ไม่กลับ! ”  จาร์ไมก้าปฎิเสธเสียงแข็งพร้อมโวยวายเสียงดัง  จนเหนือต้องหันซ้ายแลขวาว่ามีผู้คนผ่านมาหรือเปล่า  โชคยังดีที่ตรงนี้เป็นมุมในสุดของสวนซึ่งไม่ค่อยมีใครผ่านมา  บริเวณนั้นจึงมีแค่เขาและเธอเท่านั้น  แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน  เขาจะได้สั่งสอนเด็กคนนี้เสียบ้าง
            “ ทำไม  ที่บ้านเธอมันมีอะไรถึงได้อยากออกมานัก  โดนทารุณหรือว่าทำร้ายอะไรก็บอกมาซิ  จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข  ไม่ใช่มากุเรื่องหลอกเด็กสร้างปัญหาให้ฉันแบบนี้ ”
            “ ปัญหาหรอ ”  จาร์ไมก้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะคิดว่าเธอเป็นตัวสร้างปัญหา  ในเมื่อตอนนี้เธอกำลังพยายามยุติเรื่องทุกอย่าง  มีแต่เขาเท่านั้นที่ไม่ยอมจบสักที
            “ ข้าจะพูดให้เจ้าฟังอีกครั้งนะ  หากเจ้าต้องการให้ข้ากลับ  เจ้าก็จงทิ้งข้าไว้ที่นี่  เพราะไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่มีวันกลับไปเด็ดขาด ” 
            จาร์ไมก้าจ้องสายตาคู่ดุที่มองมาอย่างไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย  นี่เป็นหนทางเดียวที่จะจบเรื่องทั้งหมดและเป็นวิธีเดียวที่เธอทำได้  พอกันที  จาร์ไมก้าเคลื่อนสายตามองไปยังทางสีเขียวข้างหน้าพลางก้าวเดินไป  ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาบังคับให้เธอต้องกลับบ้านอีกแล้ว 
            “ ฉันให้เธอไปไม่ได้ ”  เหนือจับแขนซ้ายรั้งเธอไว้อีกครั้ง  คราวนี้เขาเป็นฝ่ายต้องเผชิญกับสายตาไม่พอใจปนสงสัยของหญิงสาวบ้าง  แต่นั้นเป็นเพียงท่าทางกิริยาโมโหของเด็กๆ ในสายตาเขาเท่านั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องกลัว
            “ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะฉัน  ฉันต้องรับผิดชอบ  วิธีเดียวที่ฉันจะให้เธอไปก็คือเธอต้องมีผู้ปกครองมารับตัวไปเท่านั้น ”
            “ อะไรนะ ”  จาร์ไมก้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม่ว่ายังไงเขาก็ยังต้องการพาเธอกลับไปให้ได้ 
            “ เธอต้องอยู่ในความดูแลของฉันจนกว่าจะหาญาติเราเจอ  หรือไม่ก็บอกที่อยู่มา ”
            “ ไม่ ”  จาร์ไมก้ากระตุกแขนกลับ  แต่นั้นกลับทำให้เขาจับมันแน่นกว่าเดิม  จาร์ไมก้าพยายามแกะมือนั้นออกอีกครั้ง  แต่ก็ไม่เป็นผล  จาร์ไมก้าจึงดิ้นหนีหมายให้หลุดออกจากการพันธนาการนี้แทน
            “ ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ  ปล่อย ”
            “ เลิกโวยวายสักทีได้ไหม  ขึ้นรถ ”
            “ ไม่  ปล่อยนะ  ข้าไม่ไป ”  จาร์ไมก้าต้านสุดแรงกาย  แต่ก็ไม่อาจทานแรงชายหนุ่มอย่างเหนือได้  เขาฉุดกระชากร่างเล็กเข้าไปนั่งในรถได้ในเวลาไม่นาน  ชายหนุ่มคาดเข็มขัดนิรภัยให้หญิงสาวเพื่อถ่วงเวลาเธอหนีแล้วปิดประตู  เป็นจังหวะเดียวกับที่โทรศัพท์มือถือดังขึ้นพอดี  ชายหนุ่มหันมองหญิงสาวในรถที่กำลังปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกอย่างไม่ให้คาดสายตาด้วยกลัวว่าเธอจะหนีออกมา  
            เหนือรีบกดรับโดยไม่ทันมองชื่อ  เมื่อได้ยินเสียงปลายสายเขาถึงกับตกใจทันที
            “ เพลง ”
            “ เหนืออยู่ไหนน่ะ  นี่เพลงรอมาสิบห้านาทีแล้วนะ ”
            “ เออ... ”  เหนือมองร่างในรถที่ยังคงพยายามดึงสายเข็มขัดอยู่อย่างไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
            “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ”
            “ คือ  มีเรื่องนิดหน่อย  เอาเป็นว่าเดี๋ยวเหนือจะเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกัน  เพลงรออยู่ที่ร้านก่อนนะ  เหนือจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ ”
            เขาวางสายแล้วมองเจ้าปัญหาในรถอย่างเหนื่อยหน่าย  เหนือเดินขึ้นรถไปนั่งฝั่งคนขับในทันที  ไม่รู้ว่าเธอโง่จริงๆ หรือเพราะสมองถูกกระทบกระเทือนกันแน่ถึงไม่รู้วิธีปลดสายเข็มขัดนิรภัย  แต่ก็ดีเหมือนกัน  เขาจะได้ขับรถอย่างมีสมาธิ
            “ ลงมาได้แล้ว ”  เหนือลงมาเปิดประตูรถสั่งจาร์ไมก้าทันทีที่ถึงบ้าน  หญิงสาวมองหน้าเขาขณะที่มือยังคงกำสายเข็มขัดแน่นโดยไม่ยอมพูดจา  เหนือเห็นเช่นนั้นจึงเอื้อมมือไปกดปลดให้  มืออีกข้างจับสายเข็มขัดหลวมๆ ปล่อยให้เคลื่อนเข้าที่ตามเดิม
            จาร์ไมก้าไม่มองหน้าชายหนุ่มเหมือนเด็กดื้อรั้นเช่นเคย  เธอเดินลงไปอย่างว่าง่ายจนเหนือแปลกใจ  เขาคิดว่าต้องใช้แรงในการบังคับเธอมากกว่าเมื้อกี้เสียด้วยซ้ำ  แต่ไม่ว่ายังไงตอนนี้เขาต้องไปพบแฟนสาวตามที่นัดไว้ก่อน  เรื่องนี้ค่อยมาจัดการทีหลัง
            ประไพที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงรถหลานชายจึงออกมารับ  เพราะทั้งสองออกไปกันตั้งแต่เช้า  ไม่รู้ว่าหาข้าวหาปลาทานแล้วหรือยัง  และเกรงว่าทั้งคู่จะทะเลาะกันอีกจึงรีบออกมาดู  แต่กลับเห็นเหนือขับรถออกไปเพียงคนเดียว  ประไพไม่รู้ว่าเหนือกำลังจะออกไปไหน  แต่ที่เธอกังวลยิ่งกว่าคือจาร์ไมก้าที่หล่อนยังไม่เห็นเธอเลย  เมื่อไม่ได้ไปกับเหนือ  หล่อนก็ต้องสวนกับเธอตอนออกมาซิ  แล้วเธอหายไปไหนกัน
 
    
            ชายหนุ่มเลี้ยวเข้าถนนใหญ่ตรงไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงร้านที่กาแฟแล้ว  ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือกลับดังขึ้นเสียก่อน
            “ ครับย่า  อะไรนะครับ!  ผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ครับ  ครับ ”  เหนือวางสายแล้วเปิดไฟเลี้ยวทันที   “ จะสร้างปัญหาให้ฉันถึงไหนนะ ”  เขาบ่นพลางหักพวงมาลัยเลี้ยวกลับ  แล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกไปยังปลายสายในร้านกาแฟร้านประจำ
            เพลงนั่งรอแฟนหนุ่มอย่างเป็นห่วง  ปกติเขาไม่เคยผิดนัดเลยสักครั้ง  ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า  หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งใจจะโทรไปหาเหนือ  เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาโทรเข้ามาพอดี
            “ ขอโทษด้วยนะเพลง  ผมคงไปหาเพลงไม่ได้แล้วล่ะ ”
            “ มีเรื่องอะไรหรอเหนือ ” 
            “ เรื่องไร้สาระน่า  เพลงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก  เอาไว้ผมโทรหานะ ”
            “ จ๊ะ ”  เพลงวางสายอย่างไม่สบายใจนัก  เรื่องไร้สาระอะไรกันที่ทำให้เขามาไม่ได้  หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้  แต่เพราะเชื่อใจแฟนหนุ่มว่าไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีให้เธอเสียใจแน่นอน  เธอจึงไม่พยายามหาคำตอบ  เอาไว้ถามเขาเองน่าจะง่ายกว่า
            เพลงเรียกพนักงานมาเก็บเงินแล้วลุกขึ้นเดินออกไป  หญิงสาวในชุดทำงานที่ดูเรียบร้อยแม้จะผ่านการทำงานมาแล้วหลายชั่วโมง  รองเท้าส้นสูงทำให้ร่างระหงดูสง่าขึ้น
            “ ลูกเพลง ”
            หญิงสาวหันกลับไปตามเสียงเรียกจากด้านหลัง
            “ คุณแม่ ”  เพลงแปลกใจที่เห็นคุณแม่มาร้านกาแฟเล็กๆ แบบนี้ขัดกับรสนิยมของคุณแม่  ขณะที่สาวิตรีเองก็สงสัยเหมือนกันว่าลูกสาวของตนมาทำอะไรในร้านกาแฟถูกๆ ไม่สมกับฐานะแบบนี้
            “ ลูกมาทำอะไรที่นี่  อย่าบอกคุณแม่นะคะว่าลูกมากับไอเด็กเมื่อวานซืนนั้น ”  ไม่ต้องเดาสาวิตรีก็รู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนดึงลูกสาวเธอให้ตกต่ำลง  จะเป็นใครไปไม่ได้
            “ เขาชื่อเหนือคะ  แล้วเขาก็เป็นแฟนหนูด้วย  เมื่อไหร่คุณแม่จะเลิกดูถูกเขาสักที ”
            “ ดูถูกก็ยังดีกว่าดูผิด  คนระดับนั้นมีแต่จะทำให้ชื่อเสียงหนู... ”
            “ แม่คะ ”  เพลงตัดบทด้วยความเบื่อหน่าย  แม้ทุกคนจะรับทราบในการคบหากันของเธอกับเหนือ  แต่คุณแม่ก็ไม่เคยเปิดใจยอมรับเขาเลยสักครั้ง  จนบางครั้งเธอเองก็กลัวว่าเหนือจะถอดใจไปเสียก่อนเหมือนกัน
            “ แล้วไหนล่ะ  มันอยู่ไหน ”  สาวิตรีเปลี่ยนมากวาดสายตามองไปรอบร้านแทน  เพราะไม่อาจทนมองสายตาดุของลูกสาวได้
            “ เขาติดธุระนิดหน่อยเลยมาไม่ได้ ”  สีหน้าเพลงไม่แสดงอาการไม่พอใจเลยสักนิดที่ถูกเบี้ยวนัด  ผิดกับผู้เป็นแม่ที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์อยู่ทุกเมื่อ
            “ เลยปล่อยให้ลูกสาวของแม่คอยเก้อแบบนี่เนี่ยนะ  ใช้ไม่ได้จริงๆ  แม่เคยบอกลูกแล้วใช่ไหมว่าผู้ชายแบบหมอนั่นไม่คู่ควรกับลูกสาวของแม่สักนิด ”
            “ แม่คะ  หนูว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะคะ ”  เพลงท้วงอย่างเหนื่อยใจ  เหตุผลเพียงเพราะฐานะที่แตกต่างกันระหว่างเธอกับเหนือมันไร้สาระมากที่ทำให้ความรักของทั้งสองไม่เป็นที่พอใจของผู้เป็นแม่
 
 
            จาร์ไมก้าตัดสินใจหนีออกจากบ้านอีกครั้ง  ซึ่งไม่เรียกว่าบ้านจะดีกว่า  เพราะเธอเป็นเพียงผู้อาศัยเท่านั้นและยังเป็นผู้อาศัยที่เจ้าของบ้านไม่เต็มใจให้อยู่ด้วย  การหนีครั้งนี้ให้ความรู้สึกต่างจากครั้งแรกมาก  ก่อนหน้านี้เธอหนีออกมาเพราะความต้องการของเธอเอง แต่คราวนี้เธอหนีเพราะผู้อื่น  แม้แต่ท่านย่าที่เธอคิดว่าเอ็นดูเธอยังร่วมมือกับเขาหาทางให้เธอกลับบ้านเลย  แล้วจะให้เธออยู่ที่นั่นได้ยังไงกัน
            จาร์ไมก้าเดินมาเรื่อยอย่างไร้จุดหมายปลายทาง  โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้พลันให้ความรู้สึกอ้างว้างราวมีเธออยู่เพียงผู้เดียว  เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้เวลาอยู่โลกแม่มด  แม้จะอยู่ไกลจากท่านย่าเพียงใด  แต่ตอนนี้นอกจากเธอไม่ได้อยู่ใกล้กับท่านย่าแล้ว  เธอยังอยู่คนละมิติเสียด้วยซ้ำ  ตั้งแต่เดินมาเธอเกือบถูกรถชนมาไม่รู้กี่ครั้ง   เธอไม่รู้สึกคุ้นชินกับโลกมนุษย์นี้เลย  เธอควรทำยังไงดี  ตอนนี้เธอต้องทำอย่างไรดี
            ท่ามกลางความคิดที่หนักอึ้ง  โสตประสาททั้งสองพลันได้ยินเสียงใสกังวาลแว่วมาไกลๆ  ท่วงทำนองเบาสบายดึงดูดให้แม่มดสาวเดินตามไปอย่างไม่รู้ตัว  
จาร์ไมก้าเดินตามเสียงดนตรีไปยังหลังต้นไม้ใหญ่บนผืนหญ้าเขียวขจี  เสียงน้ำกระทบกันให้ความรู้สึกสดชื่นขึ้น  อายความเย็นถูกสายลมพัดผ่านร่างและเรือนผมจนพลิ้วไหว  ร่มไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นจนจาร์ไมก้าที่อ่อนล้าเต็มทีปล่อยใจนั่งลงกอดเข่าพิงกับลำต้นใหญ่นั้น  เสียงดนตรียังคงบรรเลงต่อไป  จาร์ไมก้าหลับตาลงเพื่อฟังทุกท่วงทำนองที่ทำให้ความคิดฟุ้งซ่านสงบลงและสมองที่เหนื่อยล้านี้ได้ผ่อนคลายลง 
หากแต่หัวใจยังคงไม่หยุดนิ่ง  ในความผ่อนคลายให้ความสงบจนเธออดนึกถึงอดีตไม่ได้  ถ้าตอนนี้เธอได้อยู่กับท่านย่าคงดีไม่น้อย  ถ้าไม่ต้องเข้าพิธีกับราชิกเธอคงไม่ต้องหนีออกมาแบบนี้  และถ้าได้มีโอกาสหนีโยนาไปเที่ยวซนอีกคงมีความสุขไม่น้อย  ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่เธอต้องการ  ถ้าทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมก็คงดี  เธอคงไม่ต้องรู้สึกอ้างว้าง  โดดเดี่ยว  และเหนื่อยใจอย่างนี้  คงไม่ต้องร้องไห้อย่างนี้  คงไม่ต้อง....
             “ เป็นอะไรหรือเปล่า ”
            ความคิดที่พลั่งพลูชะงักลงด้วยเสียงของชายหนุ่ม  จาร์ไมก้าเพิ่งรู้สึกตัวว่าเสียงนั่นได้เงียบไปแล้ว  แม่มดสาวลืมตาขึ้นหันมองหาเจ้าของเสียง 
            ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหันมามองเธอด้วยดวงตาชั้นเดียว  ในมือถือเครื่องไม้แปลกๆ อยู่  เขาคือคนที่บรรเลงเพลงเมื่อครู่ซินะ  อยากฟังอีกจัง
            “ เจ้าเล่นเพลงเมื่อครู่ให้ข้าฟังอีกได้ไหม ”
            ชายหนุ่มหันกลับไปยังสระน้ำแล้วเปิดกระเป๋ากีต้า  “ ฉันไม่ชอบเล่นให้คนที่ไม่รู้จักฟัง  แล้วก็อีกอย่างคือ  ฉันไม่ชอบเห็นผู้หญิงร้องไห้ ”
            เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเก็บเครื่องดนตรี  จาร์ไมก้ารีบลุกขึ้นไปยืนตรงหน้าเขาทันที
            “ ข้าชื่อจาร์ไมก้า  ที่นี้เจ้าก็รู้จักข้าแล้ว  เล่นให้ข้าฟังทีนะ ”
            ชายหนุ่มมองแววตาที่เออนองด้วยน้ำตาแล้วก้มหน้าลงเก็บกระเป๋าอย่างเดิม  จาร์ไมก้าจึงรีบปาดน้ำตาอย่างไว
            “ ไม่ร้องไห้ด้วย  ข้าสัญญาว่าจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว ”
             ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง  จนจาร์ไมก้าเผลอยิ้มดีใจออกมา 
            “ ไม่ ”
            รอยยิ้มพลันหุบลงในทันใด  เธอรู้แล้วว่าไม่ควรหวังอะไรจากมนุษย์  จาร์ไมก้าก้มหน้าเดินจากไป  ทว่ากลับถูกดึงมือเอาไว้เสียก่อน
            “ ขี้แยเหมือนกันนะเรา ”
            จาร์ไมก้าหันมองใบหน้าชายหนุ่มที่บัดนี้ยิ้มกว้างให้เธอจนดวงตาหยีเล็กลงกว่าเดิมเผยลักยิ้มบุ๋มตรงแก้มทั้งสอง 
            “ ที่บอกว่าไม่น่ะ  ไม่ปฎิเสธต่างหาก  นั่งซิ ”  เขาตบพื้นที่ว่างข้างตัวเองแล้วเอากีต้าออกมาอีกครั้ง
            จาร์ไมก้านั่งลงอย่างตื่นเต้น  เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเสียงอันไพเราะจะเกิดจากเจ้าเครื่องตัวนี้  เธอตั้งใจจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอย่างใจจดใจจ่อ 
            “ อยากฟังเพลงเมื่อกี้ใช่ไหม ”
            จาร์ไมก้าพยักหน้าแทนคำตอบ  เขาเริ่มพรมนิ้วลงบนสายกีต้าอย่างแผ่วเบา  เสียงที่ขับร้องเข้ากับเสียงดนตรีราวเป็นเสียงเดียวกัน  จาร์ไมก้าลูบผมม้าแล้วหลับตาพริ้มลงอีกครั้ง  คราวนี้เธอจะไม่ร้องไห้  แต่จะปล่อยหัวใจไปกับช่วงจังหวะดนตรีอย่างผ่อนคลายราวกำลังล่องลอยอยู่ในสายลม  ว่าแต่ตอนนี้เธอกำลังลอยอยู่หรือเปล่านะ

 
…………………………………………………
 

 
                   
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 127 ท่าน