Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ลิขิตรักสะกดหัวใจ
แก้วขวัณ
Chapter 3
3
19/12/2554 13:49:56
352
เนื้อเรื่อง

-3-
 

          วันรุ่งขึ้นกี่นั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างมาบ้านเหนือแต่เช้า  ทั้งที่บุคคลที่มาหาควรจะอยู่ในบ้าน  แต่เขากลับเอาแต่ชะเง้อไปในครัวหลังบ้าน
            “ มาหาเหนือหรอลูก ”  ประไพที่ง่วนกับงานอยู่ในครัวถามขึ้น  เมื่อเห็นชายหนุ่มยืนอยู่
            “ เออ  ครับ ”  เหนือตอบอ้อมแอ้ม  ความจริงแล้วคนที่เขามาหาไม่ใช่เหนือซะทีเดียว  นั้นเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น
            “ เหนือไม่อยู่หรอก  ออกไปโรงพักแต่เช้าแล้ว  ”    
            “ โรงพัก ”  กี่ทำหน้างงถามอย่างสงสัย  ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรถึงขั้นต้องถึงตำรวจ  เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมเขาไม่รู้
            “ เหนือเขาพาจาร์ไมก้าไปแจ้งความน่ะ  อีกเดี๋ยวคงกลับแล้วล่ะ  กี่นั่งรอในบ้านก่อนซิลูก ”  ประไพกล่าวเชิญอย่างสุภาพ  ขณะที่เหนือพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเหนือจึงต้องไปโรงพัก  จะว่าไปแล้วเหนือไม่อยู่ก็ไม่เห็นเป็นไร  ในเมื่อเขาไม่ได้ตั้งใจมาหาเหนือแต่แรกอยู่แล้ว
            “ ไม่ล่ะครับ  ผมว่าผมช่วยย่าทำขนมดีกว่า ”  เมื่อเห็นลู่ทางกี่ย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไป
            “ เอางั้นหรอ  อือ  ก็ดีเหมือนกัน ”  ประไพชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบตกลง 
            กี่ไม่รีรอที่จะเข้าไปในครัว  เขาจัดการนวดแป้งขนมที่เพิ่งผสมเสร็จให้เข้ากันตามที่ได้รับมอบหมายงาน  ขณะที่สายตามองไปรอบบ้านไม่ได้สนใจงานตรงหน้าแม้แต่น้อย
            “ หาอะไรอยู่หรอ  มีอะไรหรือเปล่า ” 
            “ เออ... ”  กี่ไม่รู้ว่าควรพูดความจริงหรือหาคำแก้ตัวดีๆ มาตอบ  แต่หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่างเขาก็จะไม่มีทางได้เจอคนๆ นั้นแน่นอน
            “ คือ...ผมแค่สงสัยน่ะครับว่าทำไมวันนี้ย่าถึงได้ทำขนมคนเดียว  ปกติย่าจะมีผู้ช่วยไม่ใช่หรือครับ ”  กี่พยายามจะไม่เอ่ยชื่อคนนั้นทั้งที่เขาแทบอยากถามไปตรงๆ  แต่กลัวว่าประไพจะจับอาการได้  เขาจึงต้องเก็บความอยากรู้อันท่วมท้นนั้นไว้ในใจ 
            “ หนูตะวันนะหรือ  วันนี้พ่อกับแม่เขาเดินทางไปต่างประเทศ  หนูตะวันเลยขอหยุดหนึ่งวัน ” 
            “ งั้นหรอครับ ”  ชายหนุ่มตอบอย่างผิดหวัง  เขาอุตส่าห์ตื่นมาแต่เช้าเพื่อหวังจะได้เจอกับหญิงสาวแสนน่ารักที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ  นอกจากจะไม่ได้เห็นหน้าแล้ว  เขายังต้องมานั่งทำขนมไทยอีกต่างหาก  ความกระตือรือร้นพลันกลายเป็นความเหนื่อยในทันใด
 
           
            เหนือพาจาร์ไมก้ามาโรงพักเพื่อให้ตำรวจช่วยตามหาติดต่อญาติของหญิงสาว  ในระหว่างการสอบปากคำจาร์ไมก้าไม่ยอมตอบคำถามอะไรเลย  นอกจากชื่อของตัวเอง  เธอไม่ไว้ใจมนุษย์คนไหนทั้งนั้น  ขนาดชายหนุ่มที่มากับเธอเขายังไม่ยอมเชื่อเธอเลย  นับประสาอะไรกับมนุษย์เครื่องแบบตรงหน้า  จนเหนือต้องเรียกชื่อเธอเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาดุเชิงคำสั่งแกมบังคับให้  จาร์ไมก้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอต้องทำอะไรที่น่าเบื่อไม่สมกับเป็นตัวเธอแบบนี้ด้วย  ไม่เข้าใจจริงๆ    
            จาร์ไมก้ายอมพูดความจริงให้หมดเรื่องไป  แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นตามที่เธอคิดไว้  เพราะนอกจากเรื่องจะไม่จบแล้ว  ยังมีเรื่องใหม่เข้ามาอีก 
             ทั้งตำรวจและเหนือถึงขั้นต้องกุมขมับ  เมื่อข้อมูลที่ได้ชื่อผู้ปกครองและที่อยู่ล้วนเป็นชื่อที่แปลกหู  ไม่มีทางอยู่ในประเทศไทยแน่นอน  ทีแรกตำรวจสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นคนต่างด้าวหนีเข้าเมืองมาหรือโดนล่อลวงมา  แต่เมื่อได้หญิงสาวบอกว่าตัวเองคือแม่มดเท่านั้นแหละ  ทางตำรวจจึงแนะนำให้เหนือพาเธอไปตรวจอาการทางปราสาทที่โรงพยาบาลจิตเวชน่าจะดีกว่า
             ชายหนุ่มขับรถคู่ใจมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลตามที่ตำรวจบอก  โดยมีหญิงสาวนั่งอยู่ข้างๆ  ความจริงเขาเองก็ตกใจไม่น้อยที่ได้ยินเธอพูดแบบนั้น  เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเชื่อที่ตัวเองพูด  จาร์ไมก้าจึงอาละวาดทันที  โวยวายว่าจะเสกโน้นจะเสกนี่จนป่วนโรงพัก  เหนือจึงต้องพาตัวเธอออกมาโดยเร็วก่อนจะโดนข้อหาเข้า
            จาร์ไมก้าพยายามลองร่ายมาตร์มาตลอดเวลาที่อยู่บนรถ  แต่ไม่เป็นผล  แม้จะเป็นบทง่ายๆ ก็ไม่สิ่งใดเปลี่ยนแปลง  หรือว่าเธอจะใช้มันไม่ได้อีกแล้ว  ไม่จริง  แม่มดสาวส่ายหน้าไม่เชื่อความคิดของตัวเอง  เธอเป็นแม่มดนะ  เธอจะใช้เวทย์มนตร์ไม่ได้ได้อย่างไร
            ไม่นานทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาล  จาร์ไมก้าถูกสั่งให้ทำแบบทดสอบต่างๆ มากมาย  บางคำถามเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมายถึงอะไร  จาร์ไมก้าจึงตอบส่งๆ ไปซะส่วนมาก  สิ่งที่เรียกความสนใจเธอในตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องเวทย์มนตร์
            “ เป็นไงบ้างครับหมอ ”  เหนือถามแพทย์หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างแอบลุ้นให้เธอมีอาการทางประสาทจริงๆ เขาจะได้หมดเรื่องวุ่นวายซะที 
            “ จากผลการตรวจ  หมอคิดว่าสมองผู้ป่วยกำลังกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ”  แพทย์หญิงตอบ
            “ เด็กหรอครับ  มันจะเป็นไปได้ไงครับหมอ ”  เหนือตกใจกับคำตอบที่ได้รับจนปิดไม่อยู่  พลางหันมองหญิงสาวที่ทำท่าทำทางแปลกๆ อยู่ที่โซฟาอีกมุมหนึ่ง
            “ อาจเป็นเพราะเจ้าตัวไม่อยากจดจำความทรงจำเลวร้ายบางอย่างในอดีต  ทำให้แสดงออกมาอย่างนั้น  หรืออีกสาเหตุหนึ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงคือการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือน ”  หมอสาวมองลอดไปยังบาดแผลใต้ผมม้าเหมือนจะบอกว่าเหตุผลข้อหลังเป็นสาเหตุของอาการทั้งหมดแน่นอน
             เหนือหันมองจาร์ไมก้าอีกครั้ง  ตกลงว่าเรื่องทุกอย่างไม่ได้จบลงอย่างที่เขาหวังไว้เลยสักนิด  มีแต่จะเพิ่มความหนักใจให้เขาเป็นเท่าตัว  นี่เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้หรอ  โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรกับเขาอยู่นะ
 
 
            ในร้านกาแฟที่ออกแบบตกแต่งแนวคลาสสิกให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายๆ ตามสไตล์เพลงที่เปิด  ด้วยเมนูมีราคาย่อมเยา  ที่นี่จึงเป็นร้านประจำที่เหนือมักนัดเจอกับแฟนสาวเสมอและวันนี้ก็เช่นกัน  เหนือตั้งใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เพลงฟัง  เขาต้องรับผิดชอบโดยการพาหญิงสาวเข้าไปอยู่ที่บ้านจนกว่าจะเจอญาติพี่น้องและที่สำคัญคือย่าของเขาดีใจมาก  ทำให้เขาไม่กล้าที่จะปรึกษาเรื่องนี้กับย่า  คนแรกที่เขานึกถึงก็คือผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้
            “ มันคงเป็นปีซวยของเหนือจริงๆ   วัยเบญจเพสนี่มันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง ”  เหนือไม่รู้จะโทษใครเพราะเขาเป็นคนต้นเหตุเอง  ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะโยนความผิดให้กับสิ่งที่ไม่มีตัวตนแทน
            “ มันก็ไม่ทุกคนซะหน่อย  อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพลงคนหนึ่งแหละ  นอกจากจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว  เพลงยังได้ไปดูงานที่ต่างประเทศอีกต่างหาก ”  หญิงสาวเอ่ยอย่างรู้สึกดีใจจนปิดไม่อยู่
            “ ตกลงว่าต้องไปจริงๆ ใช่ไหม  นานแค่ไหน ”  เหนือเริ่มไม่สบายใจ  ตั้งแต่คบกันมาเขากับเพลงไม่เคยห่างกันเกินหนึ่งอาทิตย์มาก่อนเลย  ชายหนุ่มจึงรู้สึกใจหายไม่น้อย  แต่เขารู้ดีว่าไม่สามารถห้ามแฟนสาวได้  เธอเป็นคนกระตือรือร้นกับงานเสมอ  เพียงไม่กี่ปีก็ก้าวหน้าทางการงานมากกว่าตัวเขาเองเสียอีก
            “ แค่สองอาทิตย์เอง ”  หญิงสาวอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงเป็นใยของแฟนหนุ่ม  เธอชอบเวลาที่เขาเป็นอย่างนี้ที่สุด  เพราะมันหมายความว่าเขายังรักเธออยู่เหมือนที่เธอรักเขาเช่นกัน 
            “ งั้นเพลงต้องสัญญากับเหนือก่อนว่าเพลงจะไม่มองผู้ชายคนไหนทั้งนั้น ”
             “ แล้วถ้าเจ้านายเพลงเป็นผู้ชายล่ะ ”  เพลงอยากรู้จริงๆ ว่าเขาจะตอบว่าอย่างไร  ในใจแอบคิดอยากให้เขาหวงเธอแบบนี้บ่อยๆ จัง
             “ เพลงก็ปิดตาไว้ซิ  อย่างนี้ไง ”  ชายหนุ่มว่าพลางโน้มตัวยื่นมือไปปิดตาหญิงสาวไว้อย่างขี้เล่น  เหนือมักแสดงมุมอ่อนโยนแบบนี้เสมอเวลาอยู่กับแฟนสาว  จนเพลงต้องตีมือซนนั้นเป็นการปราม
             “ พอแล้ว  ไร้สาระน่าเหนือ  ว่าแต่เหนือเถอะจะจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยังไง ”  เพลงพาเข้าเรื่องจนชายหนุ่มสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
             “ ผมคงต้องให้เธออยู่ที่บ้านไปก่อน  ย่าเองก็เหมือนจะพอใจมากที่เรื่องเป็นแบบนี้ ”  เหนือพูดอย่างหนักใจ 
            “ คุณย่าคงคิดถึงน้องเนตรมาซินะ ”  เพลงกล่าวอย่างเห็นใจหญิงชราที่ต้องสูญเสียหลานสาวไป 
             “ แต่เหนือไม่อยากให้ย่าคิดแบบนั้นเลย  หากวันหนึ่งเด็กคนนั้นมีญาติมารับกลับไป  เหนือกลัวว่าย่าจะเสียใจ ” 
            “ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ใช่หรือไง ”  เพลงเอื้อมไปกุมมือแฟนหนุ่ม   “ อย่าคิดมากซิ  มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เหนือคิดก็ได้  แค่ตอนนี้คุณย่าท่านมีความสุขก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรอ ”  เพลงยิ้มให้กำลังใจ
            “ ขอบคุณนะ ”  เหนือเปลี่ยนมาจับมือแฟนสาวอย่างซึ้งใจ  เพลงเป็นคนเดียวเสมอที่สามารถทำให้ความรู้สึกวุ่นวายใจของเขาหายไปได้ด้วยการมองโลกในแง่ดี  เหนือรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับเธอมาตลอดสี่ปีที่คบหากัน
 
 
            เมื่อกลับจากส่งพ่อกับแม่ที่สนามบินแล้ว  ตะวันรีบมาที่บ้านของเหนือทันที  หลังจากได้รับโทรศัพท์ของประไพ
            “ นี่ค่ะคุณย่า ”  ตะวันยื่นถุงกระดาษใบใหญ่ให้กับหญิงชรา
            “ ขอโทษนะจ๊ะที่รบกวน ”  ประไพเอ่ยอย่างเกรงใจ  เพราะปกติตะวันมักจะมาช่วยเธอทำขนมไทยเป็นประจำทุกวัน  แม้จะรู้ว่าเธอต้องการเรียนรู้ที่จะทำขนมไทย  แต่คนส่วนมากเมื่อได้วิชาแล้วมักจะขอตัวกลับไปกันทุกคน  มีเพียงตะวันคนเดียวที่เป็นลูกศิษย์และคอยช่วยหล่อนทำขนมมาตลอด 
            “ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  แต่ตะวันไม่แน่ใจนะคะว่าจะใส่ได้หรือเปล่า ” 
           “ ตัวเขาก็ประมาณหนูตะวันนี่แหละ  ย่าคิดว่าคงใส่ได้  นั่นไง  ลงมาพอดีเลย ” 
          ตะวันหันตามประไพไปยังบุคคลที่กำลังวิ่งลงบันไดมา  จาร์ไมก้าในชุดผ้าถุงกับเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่จนไหล่ตกยืนมองผู้มาเยือนนิ่ง  แต่เมื่อเห็นหญิงสาวยิ้มให้  จาร์ไมก้าจึงค่อยโล่งใจและยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร  เธอเรียนรู้วิธีทักทายเช่นนี้ของมนุษย์เมื่อไม่นานมานี้เอง
           “ นี่หนูตะวันจ๊ะ  เธอเอาเสื้อผ้ามาให้เราน่ะ ”  ประไพส่งถุงกระดาษในมือให้จาร์ไมก้า  แม่มดสาวรับมาเปิดดูด้วยความอยากรู้
           “ ยินดีที่ได้รู้จักนะจาร์ไมก้า ”
           “ ยินดี ที่ได้รู้จัก  หนูตะวัน ”  จาร์ไมก้าพยายามเลียนคำพูดของอีกฝ่ายอย่างไม่คุ้นเคย  จนตะวันอดหัวเราะในความซื่อของจาร์ไมก้าไม่ได้
            “ เรียกตะวันเฉยๆ ก็พอจ๊ะ  ตะวัน ”
            “ อือ  ตะวัน ”  จาร์ไมก้ารับคำอย่างว่าง่าย  เธอมักเป็นเช่นนี้เสมอหากรู้สึกผูกมิตรกับใครตั้งแต่แรกพบเหมือนที่เธอเชื่อใจประไพ  และเธอมั่นใจว่าความรู้สึกของเธอไม่มีผิดพลาด
            “ ลองไปใส่ให้ย่าดูซิจาร์ไมก้า ” 
จาร์ไมก้าพยักหน้ารับคำแล้วรีบวิ่งขึ้นไปข้างบนทันทีเหมือนเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่ 
           “ ถ้าเป็นอย่างที่คุณย่าบอก  จาร์ไมก้าเขาก็น่าสงสารมากนะคะ ”  ตะวันมองตามร่างหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันด้วยความรู้สึกสงสารจากใจจริง  เช่นเดียบกับประไพที่ไม่ได้รู้สึกต่างไปจากตะวันนัก
          ไม่นานจาร์ไมก้าในเครื่องแต่งกายขุดใหม่ก็วิ่งลงมา  ทำเอาประไพและตะวันหลุดขำออกมาเมื่อเห็นจาร์ไมก้าใส่เสื้อกลับหน้ากลับหลัง  กางเกงขาสั้นก็ใส่กลับในออกนอก  และยิ่งกว่านั้นคือแม่มดสาวยังถือเสื้อชั้นในลงมาแล้วถามว่ามันคืออะไร
          “ เดี๋ยวตะวันช่วยเองคะ ”  ตะวันอาสาพาจาร์ไมก้าขึ้นไปแต่งตัวใหม่  ตะวันจัดการสอนจาร์ไมก้าทุกอย่างที่ผู้หญิงควรรู้  แต่ด้วยความซนของจาร์ไมก้าที่หยิบนู้นหยิบนี่ขึ้นมาเล่น  ทำให้กว่าจะแต่งตัวเสร็จก็ทำเอาเกือบเย็นพอดี
 
 
             เหนือเดินลงมาจากสำนักงานไปขึ้นรถตู้คนเก่าจะกลับบ้านตามเวลาเลิกงานที่ไม่แน่นอน  ปกติเขามักรีบกลับบ้านทันทีไม่ว่าจะเลิกสายขนาดไหน  แต่วันนี้เขากลับเดินทอดน่องอย่างเหนื่อยใจ  แม้จะได้รับคำปรึกษาดีๆ จากเพลงมาแล้ว  แต่เขาก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี  ยิ่งคิดว่าต่อไปนี้จะต้องมีผู้หญิงอีกคนมาอยู่ที่บ้านด้วยกันเขากลับยิ่งลำบากใจเข้าไปใหญ่  มีผู้หญิงไม่กี่คนหรอกที่เหนือจะอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ  เขาเกลียดความจู้จี้ขี้บ่นและจุกจิกของผู้หญิงเป็นที่สุด  ซึ่งแน่นอนว่าเพลงไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่  หรือถ้ามีมันก็คงน้อยมากจนเขาแทบสัมผัสมันไม่ได้
            “ เดี๋ยวพี่เหนือ ” 
            “ มีอะไร ”  เหนือหยุดเดินหันไปถามกี่ที่วิ่งหน้าตื่นตามมา  กี่กังวลใจไม่น้อยเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เหนือได้เล่าให้ฟัง
            “ พี่จะให้เด็กคนนั้นอยู่ที่บ้านจริงๆ หรอ ”   
            “ ฉันมีทางเลือกอื่นหรือไง ”  เหนือตอบอย่างตัดพ้อ 
            “ มีสิพี่ ”  กี่ยื่นกระดาษในมือให้เหนือ
            “ อะไร ”
            “ ชื่อและเบอร์โทรเพื่อนผม  เอชทำงานอยู่ช่องหก  ส่วนนี่พี่เต  หนังสือพิมพ์ประเด็นข่าว ”
           “ นี่แกคิดว่าจะได้ผลหรอวะ ”  เหนือถามอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
           “ เอางี้แหละ  ลงมันทั้งโทรทัศน์  ทั้งหนังสือพิมพ์  มันต้องมีคนอ่านสักคนแหละน่า  หรือว่าพี่จะเอาวิทยุด้วย  โอ๊ย  ผมไม่น่าลืมเลย  เดี๋ยวผมโทรไปบอกคืนนี้แล้วกัน  ส่วนเรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วง  พรุ่งนี้ผมเคลียร์ให้เอง ”  กี่จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยจนเหนือแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากพาตัวปัญหาไปตามที่เขาบอก  แต่อย่างนั้นก็เถอะ  เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีว่ามันจะได้ผล
 

            เหนือกลับมาถึงบ้านเห็นไฟในบ้านมืด  เขาจึงเดินอ้อมไปที่ครัวหลังบ้านซึ่งเปิดโล่งต่อออกมาจากตัวบ้านเห็นประไพกำลังจัดจานอาหารที่ตะวันยกออกมาด้วยใบหน้าสดใส  เห็นแบบนี้แล้วยิ่งทำให้เขารู้สึกหนักใจ
            “ กลับมาแล้วหรอคะ ”  ตะวันที่ยกถ้วยแกงออกมาทักทายขึ้น
เหนือเพียงแต่ยิ้มให้เล็กน้อย  วันนี้เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน  ลำพังเหนื่อยแค่กายเขายังพอทนได้เพราะเขาต้องทำงานเลี้ยงย่ามาตั้งแต่อายุยังน้อย  แต่เหนื่อยใจนี่สิที่ทำให้เขาหมดแรง
           “ เข้าบ้านไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไป  จะได้สดชื่นขึ้น  แล้วค่อยลงมาทานข้าวกัน ”  ประไพเข้าใจสีหน้าอาการของหลานเป็นอย่างดี  เหนือมองหน้าย่าที่ยิ้มแย้ม  เขาเองก็ดีใจไม่น้อยที่เห็นย่าร่าเริงขึ้นกว่าเดิม หากแต่สาเหตุไม่ได้มาจากเจ้าของเสียงใสที่ดังมาจากในครัว
            “ อาบน้ำแล้วทำไมต้องอาบท่าด้วยล่ะ ”  จาร์ไมก้าถือถาดแก้วน้ำออกพร้อมด้วยเสียงแจ้ว
            ประไพกับตะวันมองหน้ากันและอดที่จะยิ้มให้กับความขี้ถามขององหญิงสาวไม่ได้  ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยเหมือนเด็กที่ดูน่ารักน่าอ็นดู  ยกเว้นเหนือที่ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นอีกเลยนับตั้งแต่เขาได้ตัดสินใจผิดพลาดมหันต์ที่พาเธอมาที่บ้านหลังนี้  เขาอยากย้อนเวลากลับไปแล้วทิ้งเธอไว้ที่โรงพยาบาลนั้น  ไม่ซิ  เขาต้องย้อนไปตอนที่ขับรถออกจากอู่  เขาจะขับอย่างระมัดระวังไม่ให้ชนเด็กผู้หญิงชุดดำที่ตอนนี้เปลี่ยนมาสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดเข้ารูปแล้วเด็ดขาด
           “ สวยใช่ไหมล่ะ  ท่านย่ากับตะวันก็บอกข้าเช่นนี้เหมือนกัน ”  จาร์ไมก้าเชิดหน้าทำท่าทางอวด
           เหนือลอบถอนหายใจออกมา  อันที่จริงแล้วเขาควรเปลี่ยนร้านซ่อมรถเลยท่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องพบเจอหญิงสาวผู้นี้แม้แต่เงา  คิดแล้วก็เหนื่อยใจ  เหนือหันหลังกลับหมายจะเข้าบ้านไปอาบน้ำเผื่อจะได้อาการดีขี้นโดยไม่สดใสจาร์ไมก้าแม้แต่น้อย  แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าท่าทางเมื่อครู่แล้วเขาก็อดหมั่นไส้หญิงสาวไม่ได้ 
           ชายหนุ่มเดินกลับไปหาหญิงสาวอีกครั้ง  ทำเอาจาร์ไมก้าขวัญเสียไม่น้อย  ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก  แต่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือมองร่างสูงที่เดินเข้ามา
          “ เด็กกะโปโลอย่างเราเขาไม่เรียกว่าสวยหรอกนะ ”  เหนือโน้มหน้าลงกระซิบไม่ให้ใครได้ยินแล้วเดินจากไป  จาร์ไมก้าได้แต่ตะโกนไล่หลังไป
          “  นี่  เจ้าว่าใครเป็นเด็ก  แล้วไอเด็กกะโปโลเนี่ยมันหมายความว่าอะไร  นี่ ”
           เมื่อเหนือเดินลับเข้าบ้านไปโดยไม่สนใจเสียเธอสักนิด  หญิงสาวจึงหันไปถามสองคนข้างกาย  แต่ทั้งคู่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันกลับไปจัดโต๊ะอาหารแทน 
         “ ท่านย่า  ตะวัน ”  จาร์ไมก้าทำท่าทางงอนเมื่อไม่มีใครยอมบอกเธอเลยสักคน  ใจร้ายกันจริงๆ เลย  ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องรู้ให้ได้   
 
 
           บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครื้นเครง  ทุกเรื่องที่พูดคุยเป็นต้องมีจาร์ไมก้าเข้าไปเกี่ยวข้องทุกเรื่องจนเหนือเริ่มรู้สึกอึดอัด  ยิ่งทุกคนให้ความสำคัญกับหญิงสาวผู้มาใหม่เท่าไหร่  เขาก็ยิ่งดูเหมือนไร้ตัวตนเท่านั้น  แต่ที่ทำให้เขายังนั่งอยู่ต่อคือผู้เป็นย่าเท่านั้น  เพราะไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศเหนือจึงต้องต้องจำทนนั่งจนการรับประทานอาหารมื้อนี้จบลง    
           เหนือหยิบกระดาษที่กี่ให้ไว้เมื่อตอนเย็นออกมาดู  เขาปลีกตังออกมาสูดอากาศที่สวนขนาดย่อมหลังทานข้าวเสร็จ  โดยปฎิเสธที่จะทานของหวานซึ่งเป็นสิ่งที่เขาและย่าต้องรับประทานทุกครั้งจนเรียกว่าเป็นอาหารหลักอีกอย่างก็ว่าได้
           เขามองดูรายละเอียดของคลื่นวิทยุแห่งหนึ่งที่ได้มาจากหนุ่มรุ่นน้องจากสายโทรศัพท์เมื่อครู่  ชายหนุ่มไม่คิดว่าวิธีเหล่านี้จะได้ผล  แต่ก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย 
           “ นี่ ”  เสียงใสแจ้วดังเรียกจากข้างหลัง  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร 
            เหนือหันมองเด็กสาวที่พูดไม่มีหางเสียงอย่างเหนื่อยใจ  “ มีอะไร ”
           “ ที่เจ้าบอกว่าเด็กกะโปโลอะไรนั้นน่ะ  มันหมายความว่าไง ”  หญิงสาวถามอย่างเอาเรื่อง 
           “ แล้วทำไมไม่ถามย่าของฉัน  หรือว่าตะวันดูล่ะ  เห็นสนิทกันไม่ใช่หรือไง ”  เหนือพูดสวนทันควัน  โดยไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังแสดงความน้อยใจผ่านทางคำพูดออกไป  ขณะที่หญิงสาวไม่ทันจับสังเกตเช่นกัน
          “ ถ้าสองคนนั้นยอมบอกข้า  ข้าคงไม่ต้องมาถามเจ้าหรอก ”  เหนือมองจาร์ไมก้าอย่างเอือมระอา  นี่ถ้าเป็นน้องสาวของเขา  เขาคงตบปากเข้าให้แล้ว  ผู้หญิงอะไรพูดจาไม่น่ารักเอาซะเลย
           “ มันก็หมายถึงเด็กที่ไม่รู้จักโต...แบบเธอยังไงล่ะ ”  เหนือคิดแก้เผ็ดเธอด้วยการตอบคำถามเน้นๆ ช้าๆ  เขามั่นใจว่าเธอต้องไม่ชอบใจแน่  และนั้นคือความพอใจของเขา
            เมื่อพูดจบเขาก็เดินผ่านร่างเล็กนั้นไป  การที่เขาทำแบบนี้ยิ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์ของหญิงสาวได้เป็นอย่างดีตามที่ต้องการ
           “ ใครว่าข้าเป็นเด็ก ”  จาร์ไมก้าตะโกนตามหลังเหมือนเช่นทุกครั้ง  เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้เสมอ  เธอต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบเขาตลอดเวลาเลย  ให้ตายซิ
             เหนือหันกลับมามองหญิงสาวที่โมโหจนหน้าแดงอย่างพึงพอใจที่สามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ได้  หลังจากที่เขาต้องรับความรู้สึกไม่ดีอยู่ฝ่ายเดียว  บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่เขาจะผลักดันเธอออกไปจากที่นี่ก็เป็นได้ 
            “ คนที่โตแล้วน่ะ  เขาไม่มาอยู่บ้านคนอื่นแบบนี้หรอก  เขาต้องอยู่บ้านของตัวเองโน้น  เข้าใจไหม ” 
            เหนือเดินกลับเข้าบ้านไป  หวังว่าเธอฟังแล้วคงจะคิดได้  แต่ไม่ทันที่จะเข้าบ้านไป  ความหวังทั้งหมดก็พลันหายไปด้วยเสียงที่ตะโกนมาจากข้างหลัง 
            “ ไม่เข้าใจ  สิ่งที่ตัดสินว่าโตหรือไม่โตไม่ใช่ที่อยู่อาศัย  แต่เป็นความคิดและการกระทำต่างหาก  เจ้านั้นแหละที่ยังไม่โต ”
จาร์ไมก้าขึ้นไปห้องนอนห้องเดิมที่ถูกจัดใหม่จนสะอาดเพื่อเป็นที่พักชั่วคราวของเธอ  หญิงสาวนึกเจ็บใจที่ถูกชายหนุ่มว่าเธอยังเป็นเด็กอยู่  ทั้งที่อายุรุ่นเธอในโลกแม่มดสามารถเข้าพิธีครองคู่ได้แล้ว
            จาร์ไมก้านั่งลงแล้วพยายามร่ายเวทมนตร์  ก่อนหน้านี้เธอไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องใช้ในโลกมนุษย์  แต่ตอนนี้เธออยากใช้มันแล้ว  เธอจะได้เสกสิ่งต่างๆ ตามใจปรารถนา  หรือแม้แต่บ้านของตัวเองเธอก็สามารถเนรมิตขึ้นมาได้  เธออยากรู้นักว่าเมื่อเขาเห็นแล้วจะทำหน้ายังไง  ยังคิดว่าเธอเด็ดอยู่หรือเปล่า
             แม่มดสาวลองพยายามอีกครั้งแต่ก็ยังไม่เป็นผล  แม้แต่ผ้าผืนบางที่คลุมภาพวาดตรงมุมห้องเธอยังไม่สามารถทำให้มันลอยขึ้นมาได้เลย  ไม่ซิ!  จาร์ไมก้ามองผ้าสีขาวลอยขึ้นอย่างดีใจ  ก่อนที่มันจะหล่นลงอยู่ในสภาพเดิม
             จาร์ไมก้าถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง  นี่เธอจะใช้เวทย์มนตร์ไม่ได้จริงๆ หรอ  แค่คิดน้ำเธอก็แทบอยากร้องไห้แล้ว
 

…………………………………………………
 

 


 
  
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 139 ท่าน