Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Friend or Fan ฉันรักเพื่อน หรือ รักเเฟน
น้องไอ
FRIEND 2
2
08/12/2554 14:32:16
245
เนื้อเรื่อง
          มหาวิทยาลัยของฉันอยู่แถวๆภาคเหนือตอนบนเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างเหมือนกันนะ ไม่งั้นคุณชายศิลป์มันคงมาเรียนที่นี่ไม่ได้หรอก ลมเย็นสบายทั้งปี ไม่มีร้อนเลยมั้ง ยิ่งฝนตกยิ่งเย็นจนเกือบหนาวเลย  เพื่อนสนิทนอกจากเราสองคนก็มีอีกสามคนที่เจอกันตอนทำโทษวันรับน้องใหม่ ตอนนั้นฉันถูกให้ออกมาด้านหน้าแถวเพราะเล่นหัวศิลป์ไม่ยอมฟังรุ่นพี่ว่าพูดอะไร  ที่ตรงนั้นมีเพื่อนชายสามคนกำลังรอรับทำโทษอยู่ พี่ที่ชื่ออะไรนี่แหละบอกให้พวกเราเต้นตามเพลง อ้าวว ฉันก็เต้นสิ พอเพลงเปิด พวกเราสี่คนที่ถูกทำโทษล้อมวงกันก็เฮ้วๆ กันใหญ่ เพลงจบฉันเดินเข้าแถวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ลากศิลป์ออกมาล้อมวงกับพวกมัน คือมันคลิ๊กอ่ะ สปากค์อะไรแบบนี้ แถวพอมีกิจกรรมอะไรพวกเราก็เฮลั่นกันไป ถ้าเจอพวกมันเดี๋ยวฉันจะเล่าประวัติมันให้ฟังล่ะกันนะ

       อืมมม เล่าอะไรอีกดี  แต่... เฮ้ย นี่มันกี่โมงแล้วว่ะ ฉันสะดุ้งรีบลุกขึ้นนั่งพลางเรียบเรียงความคิดก่อน ตอนนี้อยู่ในช่วงเรียนภาคฤดูร้อน เมื่อวานวันพฤหัส ก็แสดงว่าวันนี้วันศุกร์  วันศุกร์มีเรียนตอนเก้าโมง  เฮ้ย นี่กี่โมงแล้วว่ะ ฉันหันไปมองนาฬิกาหัวเตียง ไอศครีมรสโปรดมาแล้ว  8โมงครึ่ง ฉันรีบลงจากเตียงก็ไปสะดุดอะไรซักอย่าง เลยทำให้ล้มลงไป  เวรล่ะ

“โอ๊ยยย” นั่นไม่ใช่เสียงของฉันนะ แต่เป็นเสียงใครซักคนหนึ่งที่ดังจากใต้ล่างที่ฉันล้มทับอยู่ ฉันรีบลุกมานั่งข้างๆ

“อ้าว  ศิลป์ ทำไมมานอนนี่ล่ะ”

“ความจำเสื่อมหรือไงว่ะ ก็เมื่อคืนบอกแล้วไงว่าจะนอนนี่” เออ ฉันคงลืมไปเอง

“ศิลป์ ตื่นๆๆๆนายอย่าเพิ่งหลับสิ วันนี้เรามีเรียนตอนเก้าโมงนะ ตอนนี้ก็แปดโมงครึ่งแล้ว น้ำก็ยังไม่อาบ เสื้อก็ยังไม่รีด ตำราก็ยังไม่จัด  โอ๊ยๆๆ ฉันจะทำไงดี”

ฉันเขย่าศิลป์จนมันลุกขึ้นนั่งแล้วขยี้หัวตัวเองแรงทีนึง ให้หายง่วง

“ละไมไปอาบน้ำป่ะ เดี๋ยวศิลป์ทำเอง”

“เออๆ ดีๆ เสื้อผ้าอยู่ในตู้นะ หนังสือ หนังสืออยุ่ไหนว่ะ อ้ออยุ่นี่ ”

ฉันพูดพลางชี้ไปตามที่บอก สติฉันมันยังไม่เต็มหรือไงไม่รู้ เหมือนคนประสาททำไรไม่ถูกเลย ศิลป์เอามือมากุมหน้าของฉันไว้แล้วพูดเหมือนสะกดจิด

“ละไม ไปอาบน้ำนะ ชักช้าก็ไปสายหรอก” ใช่ๆ ฉันรีบลุกขึ้น แต่ก็ไม่วายสะดุดผ้าห่ม หน้าแทบฟาดไปบนพิ้น ดีนะที่ศิลป์จับตัวฉันไว้ก่อน “อย่ารีบสิ”

ฉันลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ พอออกมาก็เจอมันกำลังยืนรีดเสื้อของมัน มองไปบนเตียง กระเป๋าเป้ตั้งอยู่เรียบร้อยแล้ว

“ศิลป์ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวละไมรีดให้”

“แต่งตัวไปเถอะ จะเสร็ฐแล้ว”

ฉันเดินไปหยิบเสื้อนักศึกษาที่แขวนอยู่ ราวเหล็ก แล้วก็มาแต่งตัวในห้องน้ำ ถึงจะเป็นเพื่อนมาหลายปีแต่ฉันก็อายมันเหมือนกันนะ ฉันทาครีมให้ผิวชุ่มชื่นเพราะอากาศที่นี่มีแต่ลมเย็น อาจทำให้ผิวเกิดแห้งได้ แล้วก็รีบแต่งตัวเพราะศิลป์รอใช้ห้องน้ำอยู่ เดินออกมาก็เจอศิลป์อยู่หน้าห้องน้ำแล้ว

“กะจะเข้าไปแล้วนะเนี่ย ชักช้าจริง”

ลองเข้ามาสิ กระโหลกร้าวแน่ !!

      ระหว่างรอ ฉันก็ไปปิ้งขนมปัง ใส่นม เนย แยม  พอทำไปได้สี่คู่ สิลป์ก็ออกมา ฉันเลยเก็บเครื่องปิ้งขนมปังและหยิบขนมปังใส่ถุง พลางเดินไปใส่รองเท้ารอที่หน้าประตู ศิลป์หยิบกระเป๋าเป้ แล้วก็เดินตามฉันออกมา

“ทำไมต้องรีบต้วย”มันถามขณะที่มือกำลังผูกเนกไทอยู่

“ถ้าเข้าสาย ละไมจะเรียนแล้วไม่รู้เรื่อง” ฉันเป็นคนแบบนี้นะคือถ้าไม่ได้เรียนตั้งแต่ต้นคาบแล้วฉันจะเรียนไม่รู้เรื่องเลย

“คิดไปเองมากกว่า” มันว่าแถมยังเอาแขนมาพาดไหลฉัน ตัวเราจึงติดกันเลย เดินลงจากคอนโดไปซักพัก ฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นของโทรศัพท์ที่อยุ่ตรงต้นขาด้านซ้ายของฉัน แล้วก็ล้วงมือเข้าไปหยิบที่กระเป๋ากระเกงของศิลป์ ใช่แล้ว โทรศัพท์มันดัง

“ทำตัวให้เหมือนผู้หญิงหน่อยสิวะ”

“พูดวะ พูดเวอะ นายก็เหมือนกันนั่นแหละ แล้วอีกอย่างฉันเห็นว่ามือขวานายคงเอื้อมหยิบยากแน่ก็เลยหยิบให้  มาว่าอีก เฮอะ”ฉันสะบัดแขนศิลป์ที่พาดไหลฉันมาตั้งแต่คอนโดแล้วก็รีบเดินไปข้างหน้าพลางรับโทรศัพท์

“ฮัลโหล”

 (กาลหรอ ไอ้ศิลป์ล่ะ)

“ตายไปแล้ว”

(ทะเลาะอะไรกับมันอีกเล่า) คนปลายสายคงทำหน้าเหนื่อยใจเป็นแน่

“แล้ววาทมีอะไรหรือป่าว เออ ใช่สิ อาจารย์เข้ายัง”

(อาจารย์เข้าแล้ว วาทเลยโทรมาถามนี่แหละ ว่าลืมเรียนกันหรือไง)

“ตื่นสายน่ะ วาท เดี๋ยวสอนกาลด้วยน้า”

(ให้ไอ้ศิลป์สอนนู่น กาล รีบมานะ รุ่นพี่กำลังเช๊คชื่ออยู่)

ฉันวางสายวาทและยื่นโทรศัพท์คืนให้ศิลป์

“เดินเร็วๆหน่อยสิ รุ่นพี่เช็คชื่อแล้วนะ”

“เดี๋ยวก็ถึงแล้ว เอาขนมปังมากินซิ”มันว่าแล้วก็หยิบขนมปังที่อยู่ในมือฉันแต่ดีที่ฉันหันหลังหนีซะก่อน  มันไม่ได้เรียกว่าขอเลยนะเว้ย!!!

“ฉันไม่ให้นายกินหรอก ไอ้อ้วน”
 

     เรียนกันไปจนใกล้ที่หัวฉันจะเริ่มเข้าสวรรค์ ในที่สุดมันก็หมดคาบ ฉันล้มนอนบนโต๊ะเรียนทันทีหลังจากที่ฝืนเรียนมา ไม่เข้าหัวT_Tพูดตรงๆ ฉันนึกเสียดายและเสียใจ ทีตัวเองไม่ยอมเรียนตอนซัมเมอร์ปีหนึ่ง พอมาปีสองฉันเลยได้เรียนจนหัวระเบิด ต้องลงเรียนมากกว่าเพื่อนคนอื่น เหนื่อยจิต!!

“ไปกินข้าวกันเถอะ มีเรียนอีกตอนบ่ายสองนะ” ไม้บอกให้เราลุกไปกินข้าว ฉันเลื้อยตัวเองขึ้นจากโต๊ะพลางลูบท้อง ตอนเช้ากินขนมปังไปคู่เดียวเอง ที่เหลือศิลป์กินหมด ดูมันสิ!!

         ฉันลุกขึ้นลากแขนศิลป์ให้เดินออกมาด้วย แล้วเอื้อมมือขยี้หัวศิลป์แรงๆให้มันตื่นจนมันหันมองตาขวางใส่ ฉันจึงหันไปหัวเราะกับไอ้เพื่อนอีกสามคน เออ ใช่สิ ตอนนี้เพื่อนกลุ่มฉันก็อยู่ครบล่ะ ขอพรีเซ็นต์เพื่อนตัวเองหน่อยละกัน ผู้ชายสองคนหน้าที่เดินคู่กัน รักปานจะกลืนกิน(?) คือใบไม้กับเนติ ส่วนคนที่เดินตรงกลางคือ วาทผู้เงียบขรึม (เหรอ)  และปิดท้ายด้วยฉันกับศิลป์ กลุ่มเรามีกันอยุ่แค่นี้แหละ

คนเพื่อนน้อยไม่ได้แปลว่าไม่มีใครคบ แต่เขาแค่อยากจะดูแลเพื่อนให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง ^__^

ลองสังเกตุกันมั้ยล่ะ เพื่อนเยอะ ปัญหาก็เยอะตามด้วย แม้ว่ามันจะสนุกกันตอนไปเที่ยว เล่น หรือทำกิจกรรมอะไรก็ตามแต่ เพราะมีคนเยอะไง แต่สำหรับฉัน ฉันขอแค่นี้ดีกว่า

“แล้วเรื่องรายงานจะไปทำกันที่ไหนดี ห้องฉันไม่เอาแล้วนะ นอนทีขายั้วเยั้ยไปหมด”

      ฉันถามและปฎิเสทตัวเองออกไป  ตอนปีสองพวกมันมาค้างคอนโดฉัน เพราะต้องร่างแบบทำโมเดลจำลองออกมา ตอนทำก็ว่าห้องเล็กแล้วนะ ยิ่งตอนนอนยิ่งแล้วใหญ่ ขาพวกมันเกือยเกี่ยวกันอย่างกับคู่รัก ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนเช้ามาฉันถ่ายภาพนั้นไว้ด้วย ฮิฮิฮิ  “แล้วอีกอย่างกาลเป็นผู้หญิงที่แสนสวย”

“กาลน่ะหรอ เมื่อกี้เนเกือบสะดุดแหนะ ตกกะใจหมด”

“เนอยากจะโดนพระบาทฟาดพระโอฐน์ใช่ป่ะ”ฉันเดินเข้าไปหาแต่เนกลับวิ่งไปซะก่อน ฝากไว้ๆ

“แรงนะเนี่ย แต่เมื่อกี้ไม้ก็เกือบสำลักน้ำลายแหนะ” ฉันวิ่งเข้าไปต่อยไม้แต่มันก็เหมือนกับเน วิ่งไปซะก่อนที่จะโดน ไอ้เพื่อนบ้า ไอ้เพื่อนเลวววววว ฮื่ยยย  น่าโมโหๆ ฉันหันหน้าที่ขุ่นเคืองไปหาอีกสองคนหลังพลางเดินเข้าหา พวกมันยิ้มและหัวเราะให้กัน 


  มันหมายความว่ายังไงกันเนี่ยยยย
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 276 ท่าน