Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ก๊วนป่วนโรงเรียนแปลก
Morinne
ตอนที่ 7 เปิดม่าน
8
06/12/2554 22:30:44
553
เนื้อเรื่อง
ตอนที่ 7 เปิดม่าน
                อิชิบะ โทชิโอะ  อายุ สิบเจ็ดปี  เป็นลูกชายคนเล็กของอธิบดีกรมตำรวจ  เขาเลือกเรียนโรงเรียนมัธยมเรนชินตามพี่ชาย  ซึ่งก็คืออิชิบะ ยูคิ  เพราะเขาชื่นชมในตัวพี่ชายคนนี้มาก  ถึงกับตั้งใจเอาเป็นแบบอย่างมาตลอด
                ทว่าพอพี่ชายที่เข้าเรียนปีหนึ่งที่มัธยมเรนชิน  เวลาที่กลับมาบ้านกลับพูดถึงแต่ชื่อของคนคนหนึ่ง  ที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน  พี่บอกว่า  เธอเป็นนักเรียนตัวปัญหาที่พอเข้ามาไม่ทันไรก็สร้างแต่เรื่องวุ่วายเต็มไปหมด  อีกทั้งรุ่นพี่ก็ฝากฝังให้พี่เป็นคณะกรรมการนักเรียนรุ่นต่อไปด้วย  พี่จึงต้องหาวิธีจัดการกับเธอให้ได้  ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม 
                เขาตามพี่ชายเข้าโรงเรียนแห่งนั้นและเข้าร่วมกับคณะกรรมการนักเรียนตั้งแต่ปีหนึ่งก็เพื่อหวังว่าจะได้ช่วยพี่ชายจัดการกับตัวปัญหาของโรงเรียน  แต่ที่ไหนได้.... 
                “โทชิโอะ....  เฮ้  โทชิโอะ  ตื่นเถอะ  อาจารย์เรียกนายอยู่นะ” 
                เสียงกระซิบกระซาบอย่างร้อนรนนี้ทำให้เขาตื่นจากความฝันที่เคยเป็นความทรงจำเมื่อสองปีก่อน 
                พอตื่นขึ้นมาอาจารย์ก็เรียกให้เขาออกไปตอบคำถามหน้ากระดาน...  อืม...  มันก็แค่โจทย์เลขง่าย ๆ เขาจึงเดินออกไปเขียนคำตอบแล้วกลับมานั่งที่  แต่เห็นสีหน้าของอาจารย์แล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่เขาตอบปัญหาข้อนี้ได้อย่างถูกต้อง....
                แต่ก็ช่างเถอะ...  โทชิโอะเอาใบหน้าแนบกับโต๊ะ  เตรียมตัวเข้าสู่นิทราต่อไป...
               
                ไคนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด  เพราะชั่วโมงเรียนนี้ของเขาเป็นชั่วโมงว่าง  แต่ตัวหนังสือไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่เพราะในนั้นมัวแต่คิดถึงเรื่องที่อิชิบะ ยูคิบอกเมื่อคราวก่อน
                ‘คนที่อยากให้นัตสึกิกลับมาเป็นประธานนักเรียนมากที่สุดก็คือเจ้าโทชิโอะนั่นแหล่ะ’ 
                อันที่จริงเขาก็รู้สึกได้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าโทชิโอะผิดแปลกไปตั้งแต่ที่ได้เห็นเทนโง  นัตสึกิในวันนั้น 
                เขารู้แต่ว่าเธอเป็นนักเรียนตัวปัญหาที่ถูกพักการเรียนไปตั้งแต่ช่วงปลายปีสองเทอมหนึ่ง แล้วหายไปหนึ่งปี  กลับมาอีกทีก็ตอนเปิดเทอมสองนี้เอง  ที่ต้องซ้ำชั้นเพราะปัญหาเรื่องเวลาเรียนไม่พอ  แต่มันจะต้องมีเรื่องอื่น ๆ อีกที่เขาไม่รู้  และเรื่องนั้นก็เกี่ยวข้องกับการที่โทชิโอะเปลี่ยนไป ยังมีเรื่องของมัธยมสาธิตริโคอีก....   
                เห็นทีจะไม่สืบเรื่องของผู้หญิงคนนี้สักหน่อยก็คงจะไม่ได้แล้วกระมัง...
                ไคปิดหนังสือลงเพราะไม่มีสมาธิกับมันเสียแล้ว  เขาเดินเอามันไปเก็บที่เดิม  พอดีเหลือบไปเห็นที่โต๊ะอ่านหนังสือมุมห้อง  รู้สึกเหมือนมีใครบางคนนอนหลับอยู่...  อันที่จริงเขาไม่ต้องสนใจคนคนนั้นก็ได้  แต่ที่ไม่อาจห้ามให้ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ได้ก็เป็นเพราะ  ร่างแบบบางนั้นน่ะ  มันคุ้นตาเสียจนหยุดตัวเองไม่อยู่....
                หญิงสาวมานอนหลับอยู่ในที่แบบนี้  สงสัยจะติดใจที่เคยไปนอนหลับในห้องคณะกรรมการนักเรียนคราวก่อนล่ะสิ...  หึ! 
                ไครู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปทั่วร่าง  เขารู้สึกอยากจะทำลายความฝันแสนสุขของเธอตอนนี้ให้พังทลายลงเสียจริง ๆ ดังนั้นไม่พูดอะไร  แต่เงื้อมือที่หอบเอาหนังสือหนัก ๆ ขึ้นไปด้วย  จากนั้นฟาดมันลงไปที่โต๊ะอย่างแรง
                ตึง! 
                “ใคร!ทำอะไร!  เกิดอะไรขึ้น!”  นัตสึกิลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกใจอย่างที่สุด  เธอตั้งการ์ดโดยอัตโนมัติพร้อมรับมือ  เธอคิดว่าจะต้องมีเอเลี่ยนบุกมาโจมตีญี่ปุ่นแน่ ๆ
                ผ่านไปห้าวินาที  เหตุการณ์ยังปกติ  พอกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่  แถมไอ้แว่นกรอบทองนั่นก็ดูจะเตะตาเข้าทุกที 
                “แก....”  เธอส่งเสียเรียนเขาพร้อมกัยแยกเขี้ยวใส่ 
                คนกำลังนอนหลับฝันหวานแท้ ๆ ....  เธอกำหมัดแน่นดังกร๊อบ!  แต่ร่างสูงยาวกลับไม่สะทกสะท้าน
                “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะให้คุณมานอนนะครับ...” 
                “ฉันจะนอนตรงไหนมันก็เรื่องของฉัน  นายไม่เกี่ยว!” 
                ไคยิ้มเย็น... “ถ้ามีเวลาว่างจะมานอนล่ะก็  ช่วยไปทำงานของตัวเองให้คืบหน้าด้วยนะครับ”
                นัตสึกิชะงัก..  งานที่ว่านั่นน่ะ...   หมายถึง...
                “ไอ้ ‘ตู้’ปริศนา ของเทนโงซัง  มันยังใช้การไม่ได้เท่าที่ควร  ผมว่าเราควรคิดที่จะเปลี่ยนแปลงให้มันทันสมัยขึ้น  จะดีไหมครับ” 
                lll ไอ้บ้านี่....  ดังมาสะกิดแทงใจดำตรงเผงเลย  “อ๋อ....เหรอ  นายมีความคิดอะไรดี ๆ บ้างหรือเปล่าล่ะ”
                “ทำไมไม่เปลี่ยนมาใช้เมลแทนล่ะครับ”  ไคแนะนำอย่างขอไปที  อันที่จริงถ้าเธออยากจะทำอะไรที่มันขวางโลก  ก็น่าจะทำให้มันเงียบเชียบกว่านี้หน่อย 
                “เมล?”  นัตสึกิเกาศีรษะ  “เขาใช้กันยังไงเหรอ” 
                ไคหันขวับ...  “หมายความว่ายังไงครับ...”  คงไม่ใช่จะเล่นมุขหรอกนะ
                นัตสึกิชักสีหน้า  “ก็ไอ้เมลอะไรนั่นน่ะ  มันใช้ยังไงเล่า!” 
                อะไรนะ!  ไม่รู้จักแม้กระทั่งเมล  เธอเป็นผู้หญิงสมัยสงครามโลกหรือไง! 
                เป็นอันเดือดร้อนต้องสอนให้ผู้หญิงคนนี้รู้จักใช้เมลที่ว่า....  เขาพาเธอไปสาธิตการใช้ที่คอมพิวเตอร์ของโรงเรียน  หญิงสาวหูตาเป็นประกายเมื่อเห็นเขาใช้ไอ้เครื่องจอสี่เหลี่ยมตรงหน้าอย่างแคล่วคล่องว่องไว
                “นี่ๆๆๆ  สอนมั่งสิ  ฉันเคยเห็นแต่คนอื่นเค้าใช้กัน  ดูท่ามันจะไฮเทคน่าดู...” 
                รู้จักคำว่าไฮเทคด้วยหรือไง...  ไคคิดในใจ  ทว่า..ท่าทางสนอกสนใจของเธอมันทำให้ไคใจอ่อน   
                “ได้สิครับ...  แต่ก่อนหน้านั้น  ผมอยากจะให้คุณช่วยอะไรผมสักอย่าง...” 
                หญิงสาวดูเหมือนจะไม่ได้ผังที่เขาพูดเท่าไหร่  ดวงตาของเธอเอาแต่จ้องหน้าจอสี่เหลี่ยมไม่วางตา  เหมือนเด็กกำลังได้ของเล่นชิ้นใหม่ 
                ตอนนั้นเอง...
                “รุ่นพี่ฟูจิมิยะคะ...คือว่า...”  น้ำเสียงเขินอาย  กล้า ๆ กลัว ๆ ดังขึ้นมาจากด้านหลัง 
                พอไคหันไปก็พบหญิงสาวสองคนยืนอยู่  ทั้งสองก้มหน้าอย่างเอียงอาย  พลางว่า
                “พอจะมีเวลาว่างบ้างไหมคะ...” 
                สถานการณ์เช่นนี้เขาเคยเจอมานับครั้งไม่ถ้วน  หญิงสาวสองคนนี้  คนใดคนหนึ่งจะต้องเป็นคนที่คิดจะสารภาพรักกับเขาอย่างแน่นอน...  ไคหันไปมองหญิงสาวที่เอาแต่จ้องคอมพิวเตอร์แล้วว่า...
                “ขอโทษทีนะ...  ผมกำลังทำเรื่องสำคัญอยู่น่ะ...”  เขายิ้มให้หญิงสาวทั้งสอง 
                คำพูดคลุมเครือแบบนั้น  เป็นใคร....  ก็คิด!
                เขาเห็นสีหน้าสองคนนั้นที่มองไปยังนัตสึกิแล้วปีศาจที่อยู่ในร่างของเขาก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ....
                “นี่!เมื่อไหร่นายจะหันมาสนใจฉันซะทีล่ะ!”  นัตสึกิรอแทบไม่ไหว  เธออยากรู้ว่าเจ้านี่ในใช่การยังไงเต็มแก่  แต่หมอนั่นก็มัวแต่พูดจาไร้สาระอยู่ได้
                “อา....”  เสียงสูดลมหายใจของรุ่นน้องทั้งสองดังเฮือก  แล้วรีบถอยกรูดไปทันทีด้วยความตกตะลึง 
                หึ!  ไคยิ้ม...  “ครับ  ครับ...  เข้าใจแล้ว  ไม่ต้องรีบร้อนหรอก”  อย่างคุณน่ะ...  ผมคงสอนให้ฟรี ๆ ไม่ได้หรอกนะครับ...
               
                นัตสึกิไม่เข้าใจว่า...  พอข่าวลือเรื่องของเธอกับโจวี่ถูกแก้ไข  ทำไมพวกคนรอบข้างเธอถึงได้มีอาการรังเกียจเธออยู่เหมือนเคย  ทั้งยังเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยซ้ำ...
                “มันเพราะอะไรกันน๊า....”  นัตสึกิเอามือเกาหน้าอย่างอดไม่ได้ 
                ถ้าหากเป็นเรื่องที่ได้ออกกำลังแขนกำลังขา  เธอไม่เคยหวั่น....  แต่ไอ้เรื่องความสัมพันธ์รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่เธอไม่ถนัดเอาซะเลย
                ในห้องเรียนของเธอตอนนี้  ไอ้วงแหวนเวทมันชักจะกว้างขึ้นทุกที...
                “เทนโงซัง....”  เสียงหวาน ๆ เบา ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น  นัตสึกิรู้ทันที  จึงหันไปยิ้มหวานใส่ 
                หนึ่งเดียวคนนี้ที่กล้าพอที่จะเข้ามาคุยกับเธอ  ก็คือ  มิอุระ รินเนะ  หญิงสาวที่อ่อนแอและบอบบาง  ราวกับถ้านัตสึกิแตะโดนเธอเข้านิดเดียวเธอก็จะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
                “มีอะไรเหรอ....” 
                มิอุระซังหน้าซีดตัวสั่น....
                หน้าตาเธอออกจะรับแขก  คุณมิอุระ เธอเสียมารยาทไปหรือเปล่าหา!
                “คะคือว่า...  เรื่อง....  เรื่อง...” 
                เวลายัยนี่พูดชอบหันไปมองด้านหลัง  นัตสึกิจึงมองตาม  เห็นพวกผู้หญิงในห้องกำลังใช้สายตาขู่บังคับเธอ 
                อ๋อ....  คงใช้ให้ยัยนี่มาถามเรื่องอะไรซักอย่างจากเธอล่ะสิ... 
                “เรื่องฉันกับนายโจวี่อะไรนั่น...  มันน่าจะจบไปแล้วหนิ... ยังอยากรู้อะไรกันอีก” 
                นัตสึกิทนไม่ได้  ไม่อยากให้ยัยนี่ขวัญกระเจิงไปก่อน
                “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกจ้ะ”  เธอบอก  พอเห็นนัตสึกิพูดด้วยดี ๆ ก็โล่งใจ 
                “คือว่า...  เป็นเรื่องของฟูจิมิยะคุงน่ะ...”  กว่าจะพูดได้...  เฮ้อ!
                “หมอนั่น?...”  นัตสึกิทำเสียงเครียด  จะยังไงก็เถอะ  นามสกุลไม่น่าฟังเอาเสียเลย!
                “หมอนั่นทำไม?”  เธอหันหน้าหนี  ไม่อยากจะคุยเรื่องของคนในตระกูลฟูจิมิยะเท่าไหร่
                “พวกเพื่อน ๆ เขาได้ยินมาว่า  เทนโงซัง  สนิทกับฟูจิมิยะคุงมาก  ....  คือว่า...  กับเขา  เธอกับเขา...”
                “ปล่าวหนิ...  ไม่ได้มีอะไร  ฉันแค่...  เป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมการนักเรียนเท่านั้นเอง”
                นัตสึกิตอบตรง ๆ อันที่จริงเธอไม่ได้อยากเป็นอะไรทั้งนัน้ที่เกี่ยวข้องกับเขาหรอก
                พอได้คำตอบพวกผู้หญิงก็รีบเรียกตัวมิอุระกลับไป  เอานัตสึกิหัวเสีย...  ตั้งแต่เปิดเทอมมา  มีแค่ยัยขนมผิงนั่นคนเดียวที่กล้าคุยกับเธอ  แต่ก็ถูกบังคับ  เฮ้อ...  สงสัยตัวเองจังว่า  จะเรียนจบไปอย่างราบรื่นดีอยู่หรือ
                อาจารย์คาบวิชาต่อไปเข้ามาพอดี  การจับกลุ่มพูดคุยกันจึงได้สลายไป...
                หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง... 
                เมื่อก่อนตอนปีหนึ่ง....  มันไม่ใช่แบบนี้เลย 
                เธอเคยมีเพื่อน...  มากมาย  มีเพื่อนคนสนิทที่ไว้ใจได้  พูดคุยเรื่องสัพเพเหระด้วยกัน  ไปเที่ยวหลังเลิกเรียนด้วยกัน...
                แต่นั่นก็เป็นก่อนที่จะได้พบกับ  คนตระกูลฟูจิมิยะ  คนนั้น!
                ในเมื่อเรื่องราวมันเกิดขึ้นมาแล้ว  เธอก็ไม่อยากจะไปแก้ไขอะไร...  ขอแค่ต่อจากนี้  ไม่มีเรื่องราวอะไรอีกก็พอ  เธอเองก็อยากจะอยู่อย่างสงบสุขเหมือนกับคนอื่น ๆ ถ้าเป็นไปได้... 
                ออดพักเที่ยงเพิ่งจะดัง  พวกเด็กนักเรียนก็พากันเฮโลแห่ไปมุงดูที่นอกหน้าต่าง  เสียงอื้ออึงดังขึ้นพร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์ดังสับสนวุ่นวายไปหมด 
                นัตสึกิที่กำลังเบิกตากว้าง  กำหมัดแน่น...  ริมฝีปากของเธอห้อเลือดเพราะกัดเก็บอารมณ์เอาไว้อย่างเต็มที่
                เพราะภาพที่เห็น....
                เด็กผู้ชายคนหนึ่งแต่งกายในชุดนักเรียนมัธยมเรนชิน  เดินเข้ามาในโรงเรียนในสภาพที่ใบหน้ายับเยิน  เสื้อผ้าครึ่งบนครบถ้วน  แต่ครึ่งล่างเหลือแต่ชั้นใน  กางเกงนักเรียนของเขาถูกผูกเอาไว้ที่คอพร้อมกับติดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้ด้วย  เขียนว่า...  ‘ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่’ 
                พฤติกรรมประหลาดนั่นทำให้อาจารย์ปกครองรีบไปคว้าตัวเด็กคนนั้นไปห้องพยาบาลด่วน ส่วนพวกนักเรียนก็พากันซุบซิบนินทา  คนที่พอจะรู้เรื่องก็สาธยายเรื่องนี้มาจนถึงหูของเธอ
                ‘ต้องเป็นพวกสาธิตริโคแน่ ๆ เลย!  เมื่อเช้านี้ฉันเห็นเด็กคนนั้นเดินไปสั่งเบอร์เกอร์ก่อนคุณนิโจ้  ที่อยู่สาธิตริโค  พวกเขาเป็นคนในกลุ่มคณะกรรมการส่วนกลาง เด็กคนนั้นเป็นลูกของพนักงานออฟฟิศธรรมดา  ไม่รู้เรื่องอะไร  ดันไปสั่งตัดหน้าคนคนนั้นได้’
                นัตสึกิได้ยินเต็มสองรูหู...  เธอค่อย ๆ สูดหายใจลึก ๆ แล้วเดินออกไปโรงอาหารอย่างใจเย็น  เธอพยายามแล้วนะ...  เธอกำลังพยายาม...  ที่จะอยู่เฉย ๆ  
                นัตสึกิสั่งราเมงชุดพิเศษ  เธอนั่งซดราเมงจดหมดถ้วยอยู่ตามลำพัง... 
                “ถ้าอยากจะขอน้ำซุปเพิ่มตอนนี้  เขาคงจะไม่ให้แล้วล่ะครับ...” 
                อ้ะ!จริงด้วย  เธอต้องรีบ... 
                นัตสึกิหันไปมองหน้าคนพูด...  เพราะเพิ่งรู้ตัวว่ามีคนมานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ
                “นายเอง...” 
                โทชิโอะยิ้ม  อันที่จริงก็น่าจะเรียกว่าขยับแก้มมากกว่า  ริมฝีปากของเขายังเป็นเส้นตรงอยู่เลย...
                “คงจะไม่ไปก่อเรื่องหรอกนะครับ”  เขาพูดเหมือนรู้ใจเธอ...
                “อือ...”  นัตสึกิทำใจไม่ลุกไปขอน้ำซุปเพิ่ม  เลยซดจนเกลี้ยงถ้วย
                “อาทิตย์หน้า  จะมีแข่งกีฬาระหว่างโรงเรียน...  ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นตอนนี้...  เราคงจะโดนตัดสิทธิ์” 
                “รู้แล้ว...” 
                “ถ้าหลังจากงานกีฬาแล้ว....  ก็ยังมีงานออกร้านของโรงเรียน...”
                “รู้แล้ว...” 
                “หลังจากงานโรงเรียนแล้ว...  ก็ยังมี...”
                นัตสึกิตบโต๊ะเสียงดังป้าบ!  สีหน้าเคร่งเครียดของเธอน่ากลัวเสียจนโทชิโอะต้องขยับตัวหนี
                “ก็บอกว่ารู้แล้ว!” 
                พูดจบก็ลุกหนีไปเลย...  เฮ้อ!  ไม่รู้ว่าที่เตือนไปจะได้ผลหรือเปล่า...  เขาแค่เป็นห่วงเธอเท่านั้น  เธอเพิ่งจะกลับเข้ามาเรียนได้ไม่เท่าไหร่  ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นในช่วงนี้ล่ะก็...  คงไม่จบที่แค่พักการเรียนแน่
                ฟูจิมิยะ ไค อยู่ในห้องรับประทานอาหารVIP g-kกำลังเคร่งเครียดเพราะเรื่องน่าอับอายเมื่อครู่...  เขาได้ฟังเรื่องจริงจากปากของนักเรียนคนนั้นแล้ว...  และคิดว่าคงจะไม่ผิดแน่  เพราะถ้าหากเป็นนิโจ้  เซนกิคนนั้น  เขาคงจะกล้าทำมากกว่านี้...  นี่ยังถือว่า...สั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ  กับอีแค่เรื่องแฮมเบอร์เกอร์เนี่ยนะ  ทำไมคนพวกนี้ถึงได้ทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้น่าตาเฉย  เขาไม่เข้าใจจริง ๆ
                “พี่ของนายนั่นแหล่ะ...”  โจวี่ประชด  เขาเองก็ไม่ค่อยชอบฟูจิมิยะ ชินเท่าไหร่  คนคนนั้นซ่อนใบมีดเอาไว้ในรอยยิ้ม
                “นิโจ้  เซนกิ  ไม่ไว้หน้าพวกเราเลย! เห็นชัด  ๆว่าไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา”
                “อย่าโมโหไปเลย  จีจังก็รู้นี่นา...  ว่าเขาเป็น  หนึ่งในผู้สืบทายาทของพวกจตุรทิศน่ะ”
                จิโตเสะกับโจวี่เป็นพวกเศรษฐีใหม่จากนอกประเทศ  ยังไม่ค่อยรู้เรื่องของพวกคนหญี่ปุ่นเท่าไหร่  แต่ผู้สืบทายาทจตุรทิศน่ะ  เธอก็รู้มาบ้าง
                นอกจากตระกูลฟูจิมิยะที่เป็นผู้นำสูงสุด  ก็ยังมีอีกสี่ตระกูลที่คอยค้ำจุนอำนาจของตระกูลฟูจิมิยะมาโดยตลอด  นั่นก็คือตระกูลของมินาโกะ  ก็คือ  คิโจจิ  และอีกสามตระกูลที่เหลือ  ก็มี  ตระกูลนิโจ้  ตระกูลโนโนฮาระ  และตระกูลอิชิบะ  นับว่า  ทั้งชินและไค  ต่างก็มี ‘คนสำคัญ’ของตัวเองอยู่  การจะสืบทายาทของฟูจิมิยะได้  จะต้องมีกลุ่มผู้สนับสนุนในสี่ตระกูลใหญ่เหล่านี้อยู่ด้วย 
                ในทางเดียวกัน  รองจากตระกูลฟูจิมิยะแล้วก็มีสี่ตระกูลนี้ที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกัน  คนธรรมดาทั่ว ๆ ไปอย่าได้คิดว่าจะกล้าไปเทียบ
                “คนที่ก่อเรื่องน่ะ....  เป็นนิโจ้ก็จริง  แต่คนที่อยู่เบื้องหลัง  ก็เห็นจะมีแต่พี่นายนั่นแหล่ะ...  ทำแบบนี้...คิดจะหยามกันชัด ๆ”  โจวี่เติมเชื้อไฟ  ยิ่งทำให้จิโตเสะโมโหมากเข้าไปใหญ่
                “โอ้ย!!!~  จะทนไม่ไหวแล้ว!!!”  เธอร้องออกมาอย่างเหลืออด 
                มีแต่มินาโกจังกระมังที่ยังใจเย็นจิบน้ำชาอยู่ได้...
                โจวี่อดสังเกตเห็นสิ่งประหลาดนี้แล้วเข้าไปแหย่เล่นไม่ได้  “มินาโกะจัง....  ดูจะไม่เดือดร้อนเท่าไหร่  คงรู้อะไรดี ๆ มาล่ะสินะ”
                มินาโกะยิ้มจาง ๆ “เขาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่  ก็คงจะแตะต้องไม่ได้อยู่แล้วล่ะค่ะ” 
                “แล้วจะปล่อยเอาไว้แบบนี้น่ะเหรอมินาจัง!”  จิโตเสะร้องลั่น 
                ไคชักเริ่มปวดหัวเพราะเสียงของเจ้าหล่อน  “รอก่อนได้ไหม  ก่อนอื่นฉันมีเรื่องที่จะต้องยืนยันกับอิชิบะก่อน”
                พอพูดจบร่างของคนที่ถูกพูดถึงก็เปิดประตูเข้ามา...
                ไคหันไปถามเขา  “เธอว่ายังไงหรือ...” 
                โทชิโอะหันมาพยักหน้าให้  “บอกว่ารู้แล้ว...” 
                ไคถอนหายใจทิ้งอย่างไม่เสียดาย...  ไอ้รู้แล้วเนี่ย...มันหมายความว่ายังไงกันแน่!
                “ยังไงก็ต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน....  นี่อาจเป็นแค่...” 
                “โชว์เปิดม่าน....”  มินาโกะชิงพูดตัดหน้าเขา...  “ใช่ไหมคะ...”  เธอยิ้มหวาน
                ไคกลุ้ม...  ความจริงที่ว่า ‘คน’ของเขานั้นน่ะ  ท่าทางมีปัญหาและควบคุมยากทุกคนนั้นน่ะ  แม้แต่มินาโกะก็ไม่เว้น!
                ตกเย็น....ระหว่างทางกลับบ้าน  นัตสึกิเดินผ่านร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังร้านนั้น  เธอเหลือบไปมองอย่างอดไม่ได้  แต่ก็กัดฟันเดินผ่านมันไปอย่างยากเย็น  จนท้องเธอร้องนั่นแหล่ะ...ถึงได้หยุดซื้อไอศครีมรถเข็นข้างทางก่อน
                “เอารถกล้วยอันนึงนะคะ...”  เรื่องของกินเนี่ย...  จะให้เธอทำอะไรก็ยอม~~~ 
                ลุงร้านขายไอศครีมเห็นเป็นเด็กสาวมัธยมน่ารักอ่อนหวานอย่างนั้นก็รีบหาอันที่เย็นจัด ๆ ให้  ทั้งยังเตือนให้เธอระวังด้วยว่ามันจะเย็นเกินไป 
                นัตสึกิส่งเงินให้คุณลุงแล้วรับไอศครีมนั่นมาตาเป็นประกาย...  พอดีกับที่นักเรียนชายสองคนเดินเข้ามาซื้อ 
                อันที่จริงเธอจะเดินต่อไปแล้วล่ะ  แต่เท้ามันก็หยุดกึกเพราะดันมาได้ยินพวกเขาพูดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งเสียก่อน
                “น่าขำจริง ๆ ว่ะ  พวกเรนชินพอเห็นเครื่องแบบของริโคก็กลัวจนหัวหด  รีบเดินไปทางอื่นเลย!”
                “บางคนไม่ได้ทำอะไรแค่เดินผ่านก็เอาแต่พูดว่าขอโทษ ๆ  ขอโทษอยู่นั่นแหล่ะ  อ่อนแอสิ้นดี!”
                “ลุง!  ไอศครีมรสมะนาวได้หรือยัง  พวกผมรีบนะ!  ....ต้องรีบไปหาพวกคุณนิโจ้ที่ชมรมด้วย!”
                นักเรียนชายสองคนคุยกัน  ไม่เห็นว่ามีนักเรียนมัธยมเรนชินคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาเลย...  ดังนั้นพอได้ไอศครีมแล้วหันมาเห็นก็ตกใจ  แต่ก็ไม่ลืมที่จะวางก้ามใส่เธอ
                “หลีกไปเซ่!ยืนเซ่ออยู่ได้!”
                นัตสึกิฉีกยิ้ม  เธอหลีกทางให้สองคนนั้นแต่โดยดี  “ขอโทษนะคะ ขอโทษคร่า~~” 
                อะไรของยัยนี่....  ???  คนทั้งสองมองหน้ากันแล้วไม่ไว้วางใจ  เพราะท่าทางของเธอเหมือนไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่
                นัตสึกิได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของนักเรียนชายสองคนนั้นไปอย่างครุ่นคิด... 
                “ถ้าไม่กินก็ขอล่ะนะ...ง่ำ!” 
                ไอศครีมรสกล้วยของเธอหายไปครึ่งแท่ง...  นัตสึกิช็อคจนตัวแข็งเป็นหิน
                “ทำอะไรของนาย!!!!” 
                เธอหันไปตะคอกใส่คนที่กล้าแหย่หนวดเสือ  หัวขโมยเป็นนักเรียนชายสวมชุดโรงเรียนสาธิตริโค  หน้าตาน่ารักสดใสอ่อนกว่าวัย  ดูแล้วไม่น่ามีพิษมีภัย  แต่ที่จริงนั่นน่ะตัวร้ายที่สุดเลยล่ะ! 
ที่แท้ก็เป็นไอ้บ้าโนโนฮาระนี่เอง!  นัตสึกิรีบยัดอีกครึ่งที่เหลือใส่ปากแล้วไล่ล่าตามหมอนั่นไป  จับได้เมื่อไหร่จะต้องให้มันซื้อใช้สักสามอันคอยดู!
                ชายคนนั้นหนีไปไม่กล้าลดความเร็วฝีเท้า  ถึงแม้เขาจะเป็นเข้าของเหรียญทองชมรมกรีฑา  แต่ถ้ามาเจอเข้ากับหญิงโหดคนนี้เข้าแล้วเขาไม่กล้าที่จะออมมือเลยแม้แต่นิดเดียว  ดูสิ  เขานำเธอมาตั้งหลายช่วงตัวแต่เธอใช้เวลาไม่นานก็ตามเขามาติด ๆ เหวอ!!!  น่ากลัวชะมัด
                “หยุดนะ  ไอ้ตัวแสบ!คราวที่แล้วฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับนายเลย!”
                หึหึหึหึ..  ปล่อยให้จับได้ง่าย ๆ ก็แย่น่ะสิ 
                นัตสึกิไล่ตามผู้ชายคนนั้นมาจนไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาในโรงเรียนสาธิตริโคแล้ว  เธอเห็นร่างของโนโนฮาระหายเข้าไปในห้องห้องหนึ่งก็ตามไปทันที
                “บอกให้หยุดยังไงเล่า  เจ้าบ้า!” 
                เสียงของเธอดังสนั่น  ทำให้ผู้คนในห้องนั้นหันมามองกันเป็นตาเดียว  รวมถึงคนที่กำลังง้างธนูออก 
                นัตสึกิเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน... 
                รอบข้างของเธอเป็นพวกสวมชุดยิงธนูโบราณสีขาว  และตรงหน้าของเธอเป็นสนามยิงธนู  ส่วนไอ้หมอนั่นที่กำลังหลบอยู่ข้างผู้ชายที่กำลังง้างธนูอยู่นั้น  ก็คือไอ้บ้าโนโนฮาระ!
                “แก...  ตามฉันไปซื้อไอติมคืนเดี๋ยวนี้!”
                โนโนฮาระ  หันมายิ้มทะเล้นให้กับเธอ  นัตสึกิยิ่งเอะใจ...
                นอกจากไอ้บ้านี้ชอบสวมหน้ากากหลอกผู้คนตัวเองเป็นคนดีแล้ว  รอยยิ้มของมันยังบอกอะไรได้อีกหลายอย่าง...อย่างเช่นว่า...  ตอนนี้เธอกำลังหลงกลมันเข้าแล้ว  และกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายและน่าเป็นห่วง
                คนในชุดขาวหันคันธนูมาหาเธอ  แล้วยิงออกไปในทันที!
                โอ้แม่เจ้า!  นัตสึกิขยับตัวไปทางซ้ายทีนึงก็หลบลูกธนูดอกนั้นไปได้อย่างฉิวเฉียด
                “แกจะฆ่ากันเลยหรือไง  หา!” 
                “ยังไม่สุภาพเหมือนเดิมเลยนะ  นัตสึกิคุง...”  โนโนฮาระ ชูริทำเสียงจุ๊ปากอย่างได้ใจ  “ลูกธนูไม่มีตานะจะบอกให้  โดยเฉพาะลูกธนูของนิโจ้คุงด้วยแล้ว....” 
                นัตสึกิแทบอยากจะหักคอคนพูดให้ตายคามือ.... 
                ที่แท้ก็เป็นแผนของไอ้หมอนี่ที่จะลากเธอมาเอี่ยวด้วยแต่แรก....
                เธอหันไปมองคนในชุดขาวผมยาวคนนั้น  ผู้ชายอะไร้  หน้าตาหล่อเหลาแท้ ๆ แต่ไว้ผมยาวดูสวยสลวยกว่าผู้หญิงเสียอีก  ยิ่งสายตาเย็นชาที่เห็นแล้วน่าหงุดหงิดนั่นอีก 
                “เธอ...  จะมาแก้แค้นงั้นหรือ...” 
                น้ำเสียงเย็นชาของเขาทำเอานัตสึกิขนลุกไปหมดด้วยความหนาว
                “แก้แค้นอะไรเล่า....”  เธอบอก..  “แค่จะมาเอาค่าไอติมที่ถูกหมอนั่นขโมยกินไปเท่านั้น”
                “เอาไปสิ... ฉันให้”  เสียงเกร้งดังขึ้นตรงหน้าเธอ  นัตสึกิมองเหรียญร้อยเยนที่กลิ้งอยู่ที่พื้นอย่างไร้ค่าในสายตาของพวกเขาแล้วกัดฟันแน่น... 
                “อ้อ...”  เธอก้มลงเก็บอย่างไม่รีบร้อน  แต่เขาก็เดินเข้ามา....  ใช้ส้นเท้าในถุงเท้สสีขาวสะอาดเหยียบลงไปที่หลังมือของเธอ...
                โนโนฮาระเดินออกมายิ้มทะเล้นให้... 
                “ก็ไม่นึกหรอกนะว่าเธอจะตามมาจริง ๆ”  เขาบอก  “แต่ในเมื่อมาแล้ว  ก็เล่นอะไรสนุก ๆ ให้พวกเราดูหน่อยสิ” 
                นัตสึกิเงยหน้าขึ้นมองคนเหล่านั้น  ที่กำลังมองเธออย่างดูถูกดูแคลน
                “อ้อ...ได้สิ”  เธอฉีกยิ้ม 
                แล้วละครฉากสำคัญก็เริ่มเปิดฉากขึ้น.....
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 190 ท่าน