Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
บุษบาเร่รัก
stupid lamb
บทนำ
1
03/12/2554 02:24:01
501
เนื้อเรื่อง
บทนำ
 
อืม...
นิ้วมือยาวเรียวดั่งสตรีไล้เรื่อยไปตามความขาวนวลเนียน ...

ของจอคอมพิวเตอร์ ขณะสายตาก็ค่อย ๆ เลื่อนตามปลายนิ้วเรื่อย ๆ เรียวปากบางกริบแต่อิ่มนวลรัญจวนใจพึมพำไม่ได้ศัพท์ รายชื่อผู้ผ่านการสอบสัมภาษณ์ร่วมสองร้อยกว่าคนไหลผ่านหน้าจอไปเรื่อย ๆ ยิ่งรายชื่อผ่านไปมากเท่าไร ใจคนก็ยิ่งฝ่อลีบลงเรื่อย ๆ แต่แล้ว..

“ วู้ว..ว.. ”
เสียงสบถโห่เฮดังแหวกความเงียบงัน
“ สอบติดแล้วโว้ย..ย ”...
 
“เฮ้ยแกดูนั่นสิ มาแล้วเว่ย “
เสียงซุบซิบของคนหลาย ๆ คนดังหึ่ง ๆ ราวเสียงฝูงผึ้งเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ในโรงอาหารประจำคณะ พร้อม ๆ กับเสียงช้อนส้อมกระทบจานชามเริ่มเลือนหายไป ขณะแทบทุกสายตาพุ่งตรงไปยังสาวน้อยคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา นอกจากเสียงรองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดกระทบพื้น กับเสียงซุบซิบแบบไม่ให้เจ้าตัวได้ยินแล้ว ( แต่ก็ได้ยินอยู่บ้าง ) ก็ไม่มีเสียงอื่นอีก อ้อ.. มีอีกเสียงหนึ่ง เสียงสูดจมูกฟืดฟาดของพวกผู้ชายตามโต๊ะต่าง ๆ
ร่างแน่งน้อยอ้อนแอ้นขยับส่ายซ้ายทีขวาทีตามจังหวะเดิน โต๊ะทานอาหารตัวเล็กที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียวในโรงอาหารถูกจับจองด้วยกระเป๋าหนังสีดำยี่ห้อดัง นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องที่มีเล็บยาวสีแดงสดอันได้รับการดูแลตัดตะไบอย่างดีค่อย ๆ กรีดกรายเปิดกระเป๋าสะพายออกเพื่อหยิบกระเป๋าเงินราคาเรือนหมื่นขึ้นมาไว้ในมือ ก่อนท่อนขาเรียวงามจะพาเจ้าตัวเดินไปซื้ออาหารมื้อเที่ยงตรงร้านขายข้าวราดแกงที่แต่ละร้านต่างก็มีรายการอาหารแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง
“ผัดฟักทอง แล้วก็ต้มจืดค่ะ “
เสียงทุ้มต่ำแสนเซ็กซี่ลอยละล่องต้องใบหูชายเฒ่าเจ้าของร้านที่ยืนถือจานข้าวรออยู่แล้ว เขายืนชะงักค้างอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะได้สติก็รีบลนลานตักกับข้าวในตู้กระจกแบบแถมแล้วแถมอีกก่อนจะยื่นจานพลาสติกสีขาวปลอดให้ลูกค้าสาวที่กำลังยืนรออยู่หน้าร้าน มือสั่นริก ตาเป็นประกาย
“สะ สะ สามสิบบาทครับ “
ไม่ทันที่มือสวย ๆ จะได้ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเงินมันเลื่อม ก็มีมือหลายมือมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ดากันเข้ามา ยื่นไปยังอาแปะเจ้าของร้านข้าวราดแกง แบงค์ร้อยบ้าง แบงค์ห้าร้อยบ้าง บางคนก็แบงค์พัน พร้อม ๆ กับเสียงตะโกนโหวกเหวกให้อาแปะหยิบเงินของตัวเอง
“นี่ค่ะ สามสิบบาท “
ท่อนแขนขาวกลมเกลี้ยงยื่นไปอยู่ตรงหน้าอาแปะ ราวกับมองไม่เห็นว่ามีผู้ชายไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนกำลังแย่งกันจ่ายค่าข้าวราดแกงให้ ก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะทานข้าวที่วางกระเป๋าจองไว้
จดหมายสีต่าง ๆ ที่พวกผู้ชายต่างก็พากันเอามาวางไว้บนกระเป๋าหิ้วหรูหรา มากมายเสียจนมองแทบไม่เห็นแม้แต่สายสะพาย ถูกกวาดไปกองไว้อีกฝั่งโต๊ะ แล้วถูกแทนที่ด้วยจานข้าวราดแกงสี่เหลี่ยมเต็มไปด้วยผัดฟักทองกองเท่าภูเขา แล้วก็ชามต้มจืดใหญ่เกือบเท่ากะละมัง
ระหว่างตักข้าวเข้าปาก เธอก็แกะซองจดหมายออกอ่านไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน
น่าเบื่อชะมัด..!
เธอสบถในใจ กี่ซองกี่ซอง ต่างก็เขียนมาเพื่อชื่นชมในความงามของเธอเสียจนน่าสะอิดสะเอียนในความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น
... งาบ... 
ผู้ชายกี่คนก็ดีแต่คิดเรื่องนี้ จะมีใครสักคนมั้ยนะ ที่มองเธอโดยไม่มีภาพฉากนั้นอยู่ในหัวสมอง จมูกโด่งเป็นสันได้รูปพ่นลมออกอย่างเบื่อหน่าย ขณะจดหมายซองสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เบอร์โทรศัพท์ไม่รู้กี่เบอร์ต่อกี่เบอร์ท้ายจดหมาย หาได้ถูกเธอให้ความสนใจไม่ ในเมื่อไม่มีอะไรให้สนใจอีกต่อไป ทั้งจานข้าวที่ไม่รู้จะกินให้หมดอย่างไร แล้วก็จดหมายที่ไม่รู้จะให้ความสนใจไปทำไม ก็ถูกเธอทิ้งให้อยู่ข้างหลัง
ทุกสายตาของเหล่าเสือสิงห์กระทิงเถื่อนพากันชะเง้อมองตามท่อนขาเรียวสวยไล้ไปจนถึงบั้นท้ายงอนงามแล้วเลยไปถึงผมยาวสลวยที่พลิ้วไปมาอยู่บนแผ่นหลังและเนินเนื้อตู้มต้ามด้านหน้า เมื่อพ้นสายตาก็พากันทอดถอนใจ แม่สาวสวยคนนี้ไม่เคยชายตาแลพวกเขาเลยสักครั้ง แต่ก็ดีแล้ว หากได้รู้ว่าใครได้รับความสนใจของเธอแล้วล่ะก็ ไอ้ผู้ชายคนนั้นคงได้ตายไม่ดีแน่ อย่างน้อย ก็คงจะต้องโดนผู้ชายแทบทั้งมหาวิทยาลัยรุมยำเสียก่อน หึหึ
เริงฤดี  ....
ชื่อสั้นจำง่าย ลืมยาก ที่ถูกใครต่อใครเอ่ยถึงนับจากหญิงสาวคนนี้ก้าวเข้าสู้รั้วมหาวิทยาลัย ไม่มีวันไหนที่จะไม่มีข่าวซุบซิบโดยไม่มีชื่อของเธอเข้ามาเกี่ยวข้อง บางเรื่องก็จริง บางเรื่องก็ไม่จริง แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่ ไม่จริง แต่ก็อย่าได้แคร์ เธอเคยสนใจเสียที่ไหนล่ะ เรื่องอะไรจะต้องเอาไอ้ประโยคคำพูดสองสามประโยคมานั่งใส่ใจ เธอเข้ามาที่นี่ ก็เพื่อมาเรียน ไม่ได้เข้ามาเพื่อสนใจข่าวโคมลอยเสียหน่อย
สาวผู้ไม่เคยยินดียินร้ายกับผู้ชายหน้าหล่อเหลา และไม่เคยใส่ใจผู้ชายหน้าแย้ นั่งกระดิกเท้าไปมาในห้องเลกเชอร์ วันนี้เป็นวันแรกแห่งการเปิดเทอม ตอนนี้เธออยู่ปีสาม เรียนอีกปี เธอก็จบแล้ว เริงฤดีเอามือพลิกกระดาษสีขาวที่ถูกพิมพ์เนื้อหายาวพรืดไปมา อย่างไม่ยี่หระ
“เย็นนี้มีรับน้อง เธอจะไปด้วยมั้ย “
เสียงน้อยใสแจ๋วแฝงความรู้สึกเหน็บแนมในความป๊อบดังมาจากด้านหลัง ลักษณ์วิไล ทุ่มบั้นท้ายลงบนเก้าอี้ที่มีไม้กระดานต่างโต๊ะติดอยู่ด้านขวาอย่างสบายอารมณ์ ลักษณ์วิไลเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่พูดกับเธอบ่อยที่สุด แล้วก็เป็นคนเพียงคนเดียวที่เริงฤดีคิดว่าเข้าใกล้คำว่า เพื่อน ที่สุด
ปกติ ทุกเย็นแล้วก็วันหยุด เริงฤดีจะต้องไปทำงาน นางแบบ คืองานแรก ส่วนงานที่สอง ความลับ!  สำหรับเธอ งานง่าย ๆ แบบนี้ ถนัดอยู่แล้ว แล้วสำหรับเธอ ถ้าวันไหนไม่อยากไปทำงาน ก็จะไม่ไป แล้วก็ไม่มีใครกล้าปริปากด้วย เริงฤดี สาวสวยที่นิตยสารหรือเวทีไหน ๆ ก็อยากจะลากตัวไปร่วมงาน เธอคนนี้ ที่ทำให้เจ้าของงานต่างก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เธอไม่เคยง้อใครอยู่แล้ว พอใจก็จ้าง ไม่พอใจก็ทางใครทางมัน
“อืม.. ไปสิ “เธอหันไปตอบเพื่อนสาว
 
ณ ลานกิจกรรมใต้ตึกประจำคณะ เสียงโทรโข่งเอะอะโวยวายต่อสู้กับเสียงผู้คนดังขึ้นไม่ขาดสาย ไหนจะเสียงกลองอึกกระทึกครึกโครม แล้วก็ฝุ่นแป้งฟุ้งไปทั่ว ทำเอาพวกรุ่นพี่แทบหัวหมุน เริงฤดี เดินสาวส้นเข็มต๊อกแต๊กแบบไม่แคร์สื่อไปยังกลุ่มพวกผู้หญิงที่กำลังยืนออกันอยู่ในซุ้มเพนท์หน้ารุ่นน้อง แน่ล่ะ ยัยผู้หญิงบ้าผู้ชาย ( ที่ทั้งชีวิตยังไม่เคยมีใครมาจีบ ) ถึงอย่างไรให้ตายก็ต้องแย่งกันมาอยู่ซุ้มนี้ ..แต๊ะอั๋งรุ่นน้องหล่อ ๆ .. นี่แหละ เป้าหมาย
ท่ามกลางผมสีตะวันตก ไล่ตั้งแต่น้ำตาลแก่ แดงเข้ม ไปบรอนด์ทอง สีที่สาว ๆ ต่างก็ชอบทำกันกำลังขับเน้นให้เริงฤดีดูเด่นขึ้น เปล่าหรอกนะ เธอไม่ได้ย้อมผมสีแรงแต่อย่างใด หากแต่ผมของเธอดำสนิทต่างหากล่ะ เธอเอามือสางปอยผมที่ลงมาระเรียวคอระหงสองสามที เฮ้อ... ไม่เห็นมีอะไรจะให้ทำเลยสักนิด เธอคิด
“เริงฤดี .. !“
เสียงแหลมเล็กดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของลานกิจกรรม ยัยเฌอแตม สาวลูกครึ่งไทยฝรั่งเศส จีบปากจีบคอร้องเรียก เริงฤดีหันตามเสียงก็เห็นยัยคนนี้กำลังกวักมือไปมาเรียกอยู่ยิกยิก
“ซุ้มโน้น ปล่อยให้พวกชาตินี้ยังไงก็ขายไม่ออกเค้าทำไปเถอะ “
ยัยเฌอแตม ยัยคนครึ่งครึ่งบ่างครึ่งชะนี ( อันนี้แอบเรียก ) พูดขณะทำสายตาแวววาว เมื่อเริงฤดีมาถึง “เธอน่ะ จำเป็นกับซุ้มนี้มากกว่า “
ซุ้มภารกิจพิชิตกึ๋น เนี่ยนะ ...
เริงฤดีแอบขมวดคิ้ว แต่ไหนแต่ไร ยัยครึ่งบ่างนี่ก็ไม่เคยจะมาทำดีด้วย แล้ววันนี้เกิดมาผีเข้าอะไรรึไงนะ มาทำดีด้วยเสียเหลือเกิน เธอมองไปยังแม่สาวลูกครึ่งที่กำลังเขย่ากล่องกระดาษลังที่ข้างในต่อให้เด็กอนุบาลทายก็รู้ว่ามันเป็นการเล่นจับฉลาก แล้วมันจะกึ๋นยังไง เฮ้อ... เริงฤดีลอบถอนหายใจ งานรับน้อง ถึงอย่างไรก็เป็นงานของไอ้พวกเด็กปีสองไม่ใช่เหรอ แล้วพวกปีสามจะยื่นหน้าเข้ามาทำทำไมไม่รู้ เริงฤดีเริ่มเอามือสางผมอีกครั้ง ด้วยความเคยชิน
“กรี๊ด... ด.. นั่นน้องวินนี่นา “
“มาแล้ว ๆ มาซุ้มเราแล้ว “
อยู่ ๆ เสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังขึ้น แล้วบรรยากาศซุ้มกึ๋นก็ครื้นเครงขึ้นมาทันที พวกผู้หญิงพากันไปออรอบ ๆ กล่องฉลากกันแทบทุกคน เอ่อ.. ไม่นับเริงฤดีนะ เธอส่งสายตาไปยังพวกสาว ๆ อย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะก้มดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
‘ คืนนี้ที่เดิมนะ ‘
เธอหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋าสะพาย พลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก อะไรก็ไม่น่าอารมณ์ดีเท่ากับได้เงินหรอกนะ อยู่ไปก็น่าเบื่อ ไม่สู้กลับบ้านไปแต่งตัวดีกว่า เริงฤดีสาวเท้าออกจากซุ้ม
“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนล่ะ “ยัยครึ่งบ่างเดินเข้ามาขวาง “พอดีโจทย์กึ๋นข้อนี้ ... “
อุ๊บ.. !
 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 192 ท่าน