Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH VIII
8
29/11/2554 01:43:08
448
เนื้อเรื่อง
ทำไมดอกทานตะวัน
จึงต้องเฝ้ามองดวงอาทิตย์อยู่เสมอ....
 

ทำไมดวงอาทิตย์
จึงไม่อาจเข้าใกล้ดอกทานตะวัน...

 
 

ทำไมเราสองคน
จึงไม่อาจอยู่ด้วยกันได้จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

 
 
                หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วทั้งที่แสนยาวนาน   ทุกวันภายในโรงพยาบาลตึกสีขาววุ่นวายและมีงานเข้ามาให้ทำอยู่ตลอดไม่ขาดสาย  คนป่วยและคนเจ็บผลัดเปลี่ยนหน้าตา  ในขณะที่ภายในห้องฉุกเฉินมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรเพิ่มเติม  ส่วนแผนกอื่นนั้นยังคงไว้ซึ่งการทำงานในแบบเดิม..   
 
 เช่นเดียวกับห้องพักส่วนตัวของศัลยแพทย์ระดับสูงของแผนกศัลยกรรม   หญิงสาวผมสีจัดจ้านรวบมวยผมในชุดสีขาวบริสุทธิ์เคาะประตูไม้ขออนุญาตก่อนเปิดเข้าไปภายใน...   ห้องทำงานนี้เต็มไปด้วยตู้ไม้และโลหะสำหรับเอกสาร  หนังสือการแพทย์เรียงรายบนชั้น มีดกาวน์สำรองแขวนไว้บนราวด้านหลัง
 
 
                “ฟุยุมิจังไม่ยอมทานยากับอาหารอีกแล้วค่ะ”  มิจิโยะเข้ามาแจ้งให้นายแพทย์เจ้าของไข้ได้ทราบเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา  แฟ้มประวัติการรักษาไร้ความคืบหน้า ในช่วง 7 วันนี้มีเพียงการบันทึกแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา
 
                ร่างสูงเรือนผมสีดำขลับสวมแว่นตาใส่นั่งมองเอกสาร  สีหน้าเฉยเมยก่อนวางมันลงพร้อมกับเขียนใบอนุมัติการรักษาเพิ่มเติมลงไป  “ให้น้ำเกลือเพิ่มสารอาหารแล้วก็ให้ยาทางเส้นเลือดไป”
 
                “แต่นี่ก็สัปดาห์นึงแล้วนะคะคุณหมอ..ปล่อยไว้แบบนี้มิจิโยะจังก็ผอมแห้งมากกว่านี้สิคะ..”   หญิงสาวผู้เป็นคนดูแลและเป็นพี่สาวไม่อาจทนดูได้...   ร่างกายของคนเจ็บคนนั้นไม่ใช่ว่าไม่สามารถทานอาหารด้วยตัวเองได้  หากแต่ตัวหญิงสาวคนนั้นปฏิเสธที่จะทานเข้าไปเอง
 
                “คนไข้ปฏิเสธการรักษา ก็ทำอะไรไม่ได้”  เอ่ยน้ำคำเย็นชาพร้อมกับเลื่อนแฟ้มบนโต๊ะส่งให้กับผู้ที่นำมา   คนฟังพูดโต้กลับไม่ออกในทันที   เป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ที่คนน่าสงสารแบบนั้นได้แพทย์เจ้าของไข้ที่เก่งแต่ไม่ใส่ใจ  ไม่ทำเกินหน้าที่ตัวเองและเคร่งกฎระเบียบ...
 
                “แต่ว่า.....”  หญิงสาวยังคงหว่านล้อมคนตรงหน้า  ในเมื่อมีวิธีรักษาและวิธีเกลี่ยกล่อม หากพยายามเสียหน่อยก็อาจจะช่วยฟื้นฟูจิตใจเธอคนนั้นได้....
 
                แต่ทว่าคำตอบที่ได้นั้น    “ไม่มีแต่  ทำไปตามนั้น”  แพทย์หนุ่มหยิบเอกสารอื่นมานั่งอ่านและไม่สนใจคำพูดใดๆของพยาบาลอีก..   ช่างเย็นชาและไม่ใส่ใจการรักษานอกแผน...
 
                “ค่ะ  ทราบแล้วค่ะ”  เธอตอบรับและหยิบนำเอาแฟ้มประวัติการรักษาไป  เมื่อมีคำสั่งมาอย่างไรก็ต้องทำไปตามนั้น ทั้งๆที่คนรักษาควรจะไปเจรจาพูดคุยโน้มน้าวคนไข้ของตัวเองแท้ๆ...
 
                “แต่หวังว่าคุณหมอจะเปลี่ยนใจในเร็ววันนะคะ”   ใช้สายตามองประชดประชัน  เธอเป็นแค่พยาบาลคนหนึ่ง  ทำได้เพียงเท่านี้ไม่อาจมากไปกว่านี้
 
 
                คุโรวาชิ อากิหยิบตารางงานผ่าตัดในช่วงวันนี้ออกมาเมียงมอง  มีคนไข้เพียงสองรายเท่านั้นและไม่ใช่ผ่าตัดใหญ่มากมาย   ชายหนุ่มนั้นไม่ใส่ใจงานที่ต้องพบปะพูดคุยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับคนไข้อย่างคนอื่น... เพียงแค่มาทำงานที่รับผิดชอบหมดไปในแต่ละวันเท่านั้น....
 
 
                ใบประวัติคนไข้ของร่างเล็กบอบบางราวกับแก้ว มีรายงานประวัติการรักษาเก่าของนายแพทย์ซึ่งเคยเป็นผู้ร่วมงานวางอยู่เคียงกัน...   ภาพในวันนั้นไหลผ่านเข้ามา...   “แปลก....”  ความสัมพันธ์ของคนเรานั้นช่างแปลก....
 
 
“.....เอาคืนมา.....”
เพราะอะไรจึงจ้องมองมาด้วยสายตาแบบนั้น....
 

“.....คืนฮารุมานะ....”
ด้วยน้ำเสียงอย่างคนใกล้แตกสลาย.....

 
 
                ตัวเขานั้นเป็นคนรักษาหญิงสาวคนนั้น  เช่นเดียวกับที่หลังจากนั้นเขาต้องไปรับเคสต่อจากหมอคนอื่นซึ่งกำลังร้อนรนจากงานที่ถ่าโถมเข้ามาในวันเดียว  คนรักที่แสนสำคัญมากถึงขนาดร่ำไห้จะเป็นจะตายนั้น เขานั้นล่ะได้เป็นคนสัมผัสรักษาในช่วงเวลาก่อนที่สายใยชีวิตนั้นจะดับลง...
 
               
                ‘ฟุยุมิจัง....ปลอดภัยใช่มั้ย.....’   มือที่ชุ่มเลือดของเพื่อนร่วมงานที่จับเข้าที่ข้อมือของตนนั้น  ความรู้สึกที่เย็นเยียบจากร่างกายนั้นยังคงตราตรึงอยู่
 
 

คนสองคนไม่ได้มีหัวใจหรือร่างกายเดียวกัน
ใยต้องเสียใจและห่วงใยมากมายขนาดนั้น...

 
 
                ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อไม่อาจรักษาชีวิตของคนเจ็บไว้ได้  ทุกอย่างล้วนกลับคืนสู่สิ่งที่ควรจะเป็นในวังวนของมัน  หมอนั้นไม่ใช่เทวดาที่จะต่อชีวิตให้ทุกคนได้  การถ่ายทอดความจริงให้ผู้เกี่ยวข้องรับรู้ คนพวกนั้นก็ต้องยอมรับให้ได้  มือแกร่งหยิบเอกสารของอดีตเพื่อนร่วมงานซึ่งไม่ได้สนิทด้วยใส่ในแฟ้มสีดำซึ่งเป็นเคสเก่าๆ...
 
 
                “ลาก่อน  คัตสึระ ฮารุฮิโกะ”    จะเหลือไว้เพียงชื่อที่จะคงอยู่ในโลกใบนี้....    
 
 

เสียงเพลงจังหวะวอลซ์รายล้อมกายวันที่พบกัน
คนหนึ่งมิได้เข้าใจความหมายของทานตะวัน

 
 
                แสงอาทิตย์ทอดผ่านหน้าต่างกระจกแก้ว  ข้างนอกนั้นมีแสงเจิดจ้าของฤดูใบไม้ผลิ  ดอกไม้บานสะพรั่งในสวนมากมายประดับแต่งแต้มด้วยสีสันหลากหลาย   ดวงเนตรคู่หนึ่งทอดมองค้างไปภายนอกนั้น  แววตาของเธอไร้ซึ่งประกายใดๆ  เหม่อมองอยู่แบบนั้นด้วยร่างกายที่ผอมซูบหลังจากการไม่ยอมรับการรักษาและการทานอาหาร    ช่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย...  ทั้งที่ห้องนั้นสว่างไสว  กลับมีร่างบางแลดูเป็นสีหมองหม่นเพียงจุดเดียว....
 
                ข้อมือข้างหนึ่งมีรอยแผลคล้ายกับการดึงสายน้ำเกลือออกโดยไม่ได้รับอนุญาต   สายระโยงระยางจึงเปลี่ยนไปไว้อีกข้างที่ไร้รอยแผลแทน   ภายนอกของหญิงสาวแลดูไร้รอยแผลฟกช้ำจากอุบัติเหตุ แต่สิ่งที่เหลืออยู่นั้นคือรอยแผลที่หัวใจอย่างรุนแรง  และขาทั้งสองข้างซึ่งมิอาจเคลื่อนไหวได้อย่างใจ....
 
 
                “ได้เวลาทานมื้อเที่ยงแล้วจ้ะฟุยุมิจัง”   พยาบาลที่แสนสนิทหว่านล้อมพยายามให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นได้ทานอาหารลงไปเสียบ้าง  แม้จะเป็นการขัดแผนการรักษาของแพทย์เจ้าของไข้ก็ตาม
 
                ใบหน้าใสที่ซีดเซียวมิได้เมียงมองหันมาแลมอง  ไม่สนใจคำพูดของคนอื่นใด  “....ฉัน..ไม่ทาน...”  แรงจูงใจเพื่อมีชีวิตอยู่นั้น.... ไม่มีอยู่แล้ว....
 
                “แต่ถ้าไม่ทานร่างกายจะแย่เอานะ  ทานซักนิดก็ยังดีนะ”  การทานอาหารจริงๆเข้าไปย่อมดีกว่าการให้น้ำเกลือและสารอาหารทางกระแสเลือด...  
 
                “.....ฉัน..ไม่สนใจ...หรอก..ค่ะ....”   ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างนั้น...  มองไปไกลที่ใดซักแห่งที่ไม่อาจคาดเดา..  สมองนั้นของเธอว่างเปล่า...
 
 
                อาหารในถาดซึ่งวางอยู่ไร้การสนใจโดยสิ้นเชิง   พยาบาลในชุดขาวได้แต่มองอย่างเงียบงัน   ภายในโรงพยาบาลนี้หลายคนนั้นรู้ความสัมพันธ์ของคนไข้คนนี้และอายุรแพทย์อารมณ์ดีและโดดเด่นคนนั้นเป็นอย่างดี...  แต่จะต้องทำอย่างไรให้มีแรงใจกลับมาฟื้นฟูตัวเอง... 
 
 

ไม่มีแสงอาทิตย์แล้วทานตะวันจะบานอย่างไร....
ต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆงั้นหรือ....

 
 
                “อย่างน้อยทานซักนิดก็ยังดีนะ  ร่างกายจะไม่ไหวเอา  นะฟุยุมิจัง?”   เธอเดินเข้าไปใกล้เตียงของคุณครูอนุบาลที่เหมือนน้องสาวแท้ๆคนหนึ่ง    ผลตอบรับคือการที่อีกฝ่ายพยายามดึงเอาสายน้ำเกลือออกอีกครั้ง...
 
                “ไม่ได้นะ!!  อย่าดึงนะฟุยุมิจัง!”    จับมือเล็กห้ามปรามไม่ให้ทำแบบนั้น ร่างกายที่อ่อนแอนั้นได้รับสารอาหารหล่อเลี้ยงเพียงทางเดียวเนื่องจากไม่ยอมทานอาหาร ถ้าทำแบบนี้อีกหลายๆครั้งมีแต่จะสร้างแผล
 
                “เลิกยุ่งกับฉันซะทีเถอะ!!”   เสียงใสตะคอกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว  พร้อมกับตวัดหันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง...  ไม่มีแรงจูงใจใดๆในการรับการรักษา หรือกระทั่งฟื้นฟูตัวเอง...
 
 

คนที่จะทำได้..คนที่ต้องการ....กลับไม่อยู่แล้ว....

 
 
                ประตูห้องพักคนไข้เปิดออกเผยร่างนายแพทย์ชุดฟอร์มสีขาวก้าวเข้ามา  มือใหญ่โบกไม้โบกมือทักทายคนในห้อง แต่ไม่มีใครตอบเขาเลยสักคน   นัทสึถึงกับทำหน้าจ๋อยไปพักหนึ่ง ก่อนเดินตรงมาอ่านแฟ้มประวัติการรักษาในมือของพยาบาลชุดขาว
 
 
                “คุณหมอนัทสึต้องไปดูคนไข้ห้อง 208 ไม่ใช่เหรอคะ?”   คนไข้เป็นเจ้าเด็กจอมป่วนที่ไม่ยอมรับการรักษาง่ายๆ  เพราะความเป็นเด็กดื้อดึงเบื่อง่าย...
 
                “พาไปห้องทำกายภาพบำบัดแล้วครับ แต่งอแงจะเอาของผมเลยกลับมาแล้วผ่านมาทางนี้พอดี”   สายตากวาดมองอ่านอย่างคร่าวๆ... ปัญหาคือการไม่ยอมฟื้นฟูร่างกายของตัวเองนั่นล่ะ...ขาที่ไม่ได้เดินและไม่ได้สารอาหารจะฟื้นฟูตัวเองได้ยังไง 
 
                “ไม่ยอมทานอาหารสินะครับ..อืม....”   ตัวร่างสูงนั้นมิใช่ศัลยแพทย์แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าการรักษาควรจะเป็นไปอย่างไร..  เพราะมันเป็นเรื่องพื้นฐานในวิชาการแพทย์
 
 
                ชายหนุ่มนั้นได้ยินเรื่องอาการจากพวกพยาบาลมาหลายครั้งเมื่อแวะเวียนไปที่แผนกศัลยกรรม   เมื่อมองด้วยตาร่างกายนั้นซูบผอมไปกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน...ขาสองข้างที่เจ็บอยู่ก็ลีบลง   ภาพในวันงานอาลัยแสนเศร้านั้นทำให้เขายากจะทำใจมาเจอหน้าได้...  เพราะคำพูดของหญิงสาวนั้นวนเวียนไปมาในสมอง...
 
 
                “เดี๋ยวก็โดนคุณหมอคนอื่นว่าอีกหรอกค่ะ”  หญิงสาวเพื่อนร่วมงานปรามถึงนิสัยชอบออกนอกลู่นอกทางมายุ่งเกี่ยวกับงานนอกความรับผิดชอบของตัวเองของคุณหมอคนนี้
 
                “มีแต่อากิคุงคนเดียวล่ะครับที่พูดแบบนั้น”    ส่งแฟ้มคืนให้กับมือเรียวและขยับก้าวเดินไปหยุดข้างเตียง  ส่งรอยยิ้มให้กับผู้เหม่อลอย  แต่เธอมิยอมหันมาหรือทักทายอย่างเคย....
 
 
“พวกคุณน่ะ.....เป็นคนโกหก.....”  
โกรธเคืองงั้นเหรอ....  ไม่ยอมให้อภัยงั้นหรือ....
 

“...คืนฮารุมานะ......” 
ต้องทำอย่างไร... จึงจะกลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม..

 
 
                คนรักของเพื่อนร่วมงาน.. คนรู้จักซึ่งมิได้คุ้นเคยกัน...  ความรู้สึกสงสารและเห็นใจทำให้มิอาจละความสนใจไปได้...   ที่ผ่านมามีคนเจ็บหรือคนป่วยมากมายซึ่งต้องประสบอุบัติเหตุและเสียคนรักหรือคนสำคัญของตัวเองไป.... ไม่ใช่รายแรก.... แต่เป็นคนแรกที่เป็นคนรู้จัก..... รู้ดีว่าให้ความสำคัญมากเกินไปไปกว่าคนไข้คนอื่นมันไม่ดี  แต่ว่า....
 
 
                “อาการเป็นยังไงบ้างครับ  เจ็บหรือว่าขยับขาได้รึเปล่า?”   เนตรคมจ้องมองระบายรอยยิ้มจริงใจ  กลับไร้สุรเสียงตอบ... ไร้ซึ่งความสนใจ...
 
                แม้ไม่มีการตอบรับ แต่ใบหน้าคมนั้นไม่ลดละประดับรอยยิ้มอ่อนโยน และเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อจับแขนตรวจดูกล้ามเนื้อ  รวมทั้งขาทั้งสองที่เข้าเฝือก   “เฝือกโล่งๆแบบนี้ น่าเอาปากกามาเขียนเล่นเหมือนเวลานักเรียนแกล้งกันเลยนะครับ~” พูดจาติดตลกอย่างอารมณ์ดี...
 
                “คุณหมอคะ.....”  มิจิโยะยืนอยู่เบื้องหลังส่งเสียงปรามก่อนที่เจ้าของคำพูดจะคิดทำจริงๆ...   เรื่องความเหลวไหลล้อเล่นไม่เข้าเรื่องมันเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว
 
                “อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ จะให้พวกพยาบาลเปลี่ยนอาหารให้  แถมบริการพิเศษมาป้อนให้ด้วย”  พยายามหว่านล้อมให้สนใจ...  ฉับพลันริมฝีปากเรียวสีอ่อนนั้นพลันขยับ....
 
                แต่มิใช่คำตอบที่คาดหวัง...  “.......อย่ายุ่งกับฉันได้มั้ย......”    ฟุยุมิไม่แลมองใบหน้าคมหล่อเหลา  ไม่มีแม้แต่ความสนใจและต้องการสนทนา... รักเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ...  นัทสึได้แต่ครุ่นคิดในใจ
 
                “.....ฉันอยากเจอฮารุ......”    รักมากถึงขนาดหัวใจปิดตายและตัดสินใจจะไม่ก้าวเดินต่อไปอีก....
 
 

เจ้าทานตะวันตัดสินใจแห้งเหี่ยวไป...เมื่อมันไม่อาจเบ่งบาน...

 
 
                “คุณฮารุฮิโกะไม่อยู่แล้วนะครับ....”  ใบหน้าคมนั้นแสนลำบากใจที่ต้องย้ำความจริงนั้นให้ร่างบางได้เข้าใจอีกครั้ง..   มันเป็นรอยแผลที่บาดลึกยากจะสมานให้เป็นดังเดิม
 
                “.....ฉันไม่อยาก....ได้ยิน....”   น้ำเสียงใสนั้นราวกับกลั้นสะกดความโศกเศร้าของตัวเองไว้...  ช่างแห้งผากทรมานใจ
 
                “ฟุยุมิจัง.....”  จะพูดคุยกันอย่างเดิมอย่างที่เคยเป็นก็ไม่ได้..   เธอคงโกรธเคืองพวกเขามากนัก..  มากเสียจนไม่อยากเห็นหน้า...
 
 
ภาพรอยยิ้มเขินอายเปี่ยมด้วยความสุข....ภาพแรกในวันที่ได้พบกันนั้น.....  คงไม่อาจกลับคืนมาได้อีกแล้วหรือไร..   ร่างสูงซอยผมรากไทรเดินไปหยิบไดอารี่บนโต๊ะเล็กๆข้างเตียงส่งให้    ฉับพลันร่างเล็กผมดำยาวตรงนั้นเริ่มตอบกลับ.. ค่อยๆเบี่ยงมองหันมาช้าๆ  จ้องมองสมุดปกสีน้ำตาลในมือแกร่งนั่น....
 
 
“ตอนนี้คุณยังไม่อยากทานข้าวก็ไม่เป็นไร   ไม่บังคับหรอกครับ”   ยื่นส่งมันให้กับมือเรียวซึ่งดูไร้เรี่ยวแรงจากการไม่ได้พักผ่อน
 
เนตรคมสะท้อนภาพของคนไร้จิตวิญญาณ  “คุณนึกดูดีๆนะครับ ว่าคุณจะทำอย่างไรต่อไป”   ฟุยุมิรับสมุดของตัวเองมาถือเอาไว้... อย่างน้อยการตอบรับแบบนั้นก็ไม่เลวร้าย 
 
“อย่างน้อยคิดเรื่องออกโรงพยาบาลไปออกเดทกับผมอะไรแบบนั้นก็ได้นะครับ คิๆ~”   สิ้นคำแฟ้มประวัติคนไข้ในมือสาวชุดขาวนั้นตรงมาตบหลังให้เลิกเล่นเสียที... 
 
“ตอนนี้ปล่อยให้ฟุยุมิจังพักผ่อนเถอะครับ”   แพทย์ผู้อ่อนโยนใจดีหันไปบอกนางหญิงสาวแต่งหน้าจัดให้ออกไปพร้อมกัน... ควรจะให้เวลากับคนเจ็บเพื่อฟื้นฟูด้วยตัวเองเสียบ้าง....
 
“พักผ่อนเยอะๆนะครับ”   ผู้มีหน้าที่รักษาทั้งสองก้าวออกไปนอกห้อง..   ยามเมื่อประตูปิดลง มือทั้งสองของร่างเล็กพลันขยับเพื่อเปิดไดอารี่ของตัวเองตั้งแต่หน้ากระดาษแรก...
 
 
หวนรำลึก... ย้อนภาพความทรงจำ...
ร่องรอยภาพความหลังอันแสนหวาน.....
 

คนที่เธอรักมากที่สุด

 
 
                ชายหนุ่มผู้เป็นอายุรแพทย์มีสีหน้าอารมณ์ดีตลอดเวลา... เธอมักจะได้เจอและได้อยู่ด้วยกันในยามที่ใส่ชุดกาวน์สีขาวจนเป็นภาพติดตา...   ภาพเค้าร่างของโรงพยาบาลสำหรับเธอ  มันคือสถานที่ทำงานของคนที่เธอรัก  มีคนๆนั้นคอยดูแลรักษาคนเจ็บทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่    หากเธอป่วยและไม่สบายก็จะปลีกเวลามาหา.. มารับและไปส่ง....
 
 

ไดอารี่ซึ่งรวมเรื่องราวยามแรกของเรา....

 
 
                เขียนถึงเรื่องราวของการพบพานกันในวันแรก... การพบกันที่แสนเคอะเขินเมื่อชายหนุ่มเลิกงานและมารับตนที่โรงเรียนอนุบาล     เพื่อนร่วมงานหยอกล้อให้ได้อาย ตนเองนั้นก็มิได้คุ้นชินแต่ก็มีความสุข   มีความสุขเมื่อคิดว่ามีคนหนึ่งอยู่ในชีวิตที่แสนอ้างว้างนี้ด้วยกัน
 
 
                “ทำไมเธอถึงตอบรับคำขอคบของฉันง่ายๆล่ะ?”   วันหนึ่งระหว่างเดินทางกลับบ้านด้วยรถของแฟนหนุ่ม   เขาคนนั้นเอ่ยถามระหว่างหยุดรอไฟแดง
 
                คุณครูสาวผมดำยาวก้มลงมองกระเป๋าบนหน้าตัก  “ไม่รู้สิ....เดาเอาเองก็แล้วกัน...”   ชายหนุ่มผมทองจึงยิ้มและเริ่มคาดเดา
 
                “เพราะว่าฉันใช้ลูกตื้อเยอะ เลยเริ่มติดใจและก็เหงาเวลาที่ไม่ได้เจอรึเปล่าใช่มั้ยล่ะ?”  การเดาใจที่ตรงกับความคิดของตัวเธอเข้า...  เธอสะบัดใบหน้ามองออกไปภายนอกเพื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเองไว้... กระนั้นแล้วบนกระจกก็สะท้อนภาพให้คนมองได้เห็นอยู่ดี..
 
                “ยิ้มแบบนั้นซ่อนฉันไม่ได้หรอก  เธอนี่เดาง่ายจัง”  มือแกร่งเคลื่อนมาสัมผัสปอยผมอ่อนนุ่ม.... สัมผัสที่ยามนี้เธอ
นั้นคิดถึงเหลือเกิน.....
 
                “ฉันชอบเธอมากๆเลยนะฟุยุมิจัง  เราอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ”   อ้อมกอดที่รับรู้และสัมผัสได้ถึงความรัก...    สิ่งที่เราสองคนมีให้กันเสมอมาไม่ว่าวันไหน...
 
 

ยังคงรู้สึกได้จากส่วนลึกหัวใจ......

 
 
                จากวันนั้นจนถึงวันที่ประสบอุบัติเหตุ...  ทุกๆวันที่ได้ใช้เวลาร่วมกันตั้งแต่วันแรกถึงวันนั้น...  อาจจะทะเลาะกันบ้างแต่ชายหนุ่มอารมณ์ดีนั้นรู้วิธีทำให้ปรองดองกันได้อย่างดี... เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่คิดว่างานของนายแพทย์ที่แสนยุ่งนั้นเป็นอุปสรรคอะไรอย่างที่คนอื่นว่าไว้..  เธอกลับรู้สึกชอบที่เห็นภาพของคนรักทำงานเพื่อคนอื่นแบบนั้น...
 
 
ในยามที่เธอเจ็บ... เธออยากให้อยู่ข้างๆ...
ในยามที่คนๆนั้นเหนื่อยล้า.... เธออยากเป็นที่ให้พักผ่อน...
 

จนกระทั่งวันนั้นมาถึง......

 
 
                มือเล็กดึงเอารูปถ่ายภายในไดอารี่ออกมาเมียงมอง... ภาพของเราสองคนเคียงคู่กัน  ยามนี้เธอคิดถึงบ้านที่จะอยู่ด้วยกัน... คิดถึงคำสัญญาระหว่างกัน.. ถนน... ร้านค้า.. ร้านอาหาร... สถานที่ซึ่งมีความทรงจำของเรา.... สองมือโอบกอดไดอารี่แสนสำคัญเอาไว้แนบอก   หากวันนั้นเธอไม่บอกให้เขาลงจากรถไปทำหน้าที่ของหมอก็ดีหรอก
 
 
                “...ฮารุ......”  หยาดน้ำใสหยดหลั่งรินไหลผ่านใบหน้าขาวซีด...   ความหลังระหว่างเราทั้งสอง.... ความทรงจำที่ไม่สามารถหามาทดแทนได้
 
                ช่างแสนคิดถึง  ไม่อยากให้ลบเลือน... อยากจะอยู่ด้วยกัน...    “....อยาก...เจอ....”    ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีกแล้ว....เพราะว่ารักแสนรัก...
 
 

หรือจริงๆแล้ว... เธอเป็นคนฆ่าคนรักของตัวเองกันนะ....

 
 
                ในห้องพักแผนกศัลยกรรม   อาซากิริ นัทสึตรงเข้าไปยังห้องของแพทย์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นมือหนึ่งในการผ่าตัดของโรงพยาบาล    ภายในนั้นชายหนุ่มสวมชุดกาวน์และแว่นตานั่งถือหนังสือการแพทย์พร้อมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้หลับอย่างไม่สนใจใคร   ทั้งๆที่เวลานี้ควรจะไปตรวจร่างกายหรือดูความคืบหน้าในการรักษาของตัวเองเสียบ้าง...  เพื่อนร่วมงานเห็นแล้วรู้สึกขุ่นเคือง...
 
 
                “อากิคุงตื่นได้แล้วครับ  ผมมีเรื่องต้องคุย”   คว้าหยิบเอาหนังสือเล่มหนาออกจากมือแกร่งเพื่อดึงให้คู่สนทนาตื่นจากการนิทรา 
 
                ผู้ที่นั่งอยู่แสดงท่าทางไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด   อัญมณีสีนิลทอประกายเกรี้ยวกราดยามมีคนมารบกวนเวลาพักผ่อน   “มาทำอะไรที่แผนกศัลยกรรม  นายไม่มีงานงั้นเหรอ”
 
                “มาดูอาการคนไข้ในตึกน่ะสิครับ”    มือแกร่งของคนฟังยกขึ้นป้องปากหาวไม่สนใจต่อความ   กลับเบี่ยงความสนใจไปหาตารางงานผ่าตัดต่อไป...
 
                “มีอะไรก็ว่ามา  ฉันไม่มีเวลา”  อากิเหล่มองด้วยหางตา   ตนนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่ามาเพราะเรื่องอะไรแต่มิอยากไปใส่ใจคล้อยตาม
 
                เพราะเป็นเพื่อนร่วมงานกันมานานจึงเข้าใจนิสัยของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี...  “ฟุยุมิจังไม่ยอมทานข้าว  ไม่ยอมฟื้นตัว  นั่นล่ะครับธุระของผม” 
 
                “แล้วไง?  ฉันไปตรวจแล้วไม่มีอาการอะไรเพิ่มเติม”   เพียงแค่การไปตรวจดูตามหน้าที่ในยามเช้า ซึ่งเป็นการกระทำที่สมควรเป็นของหมอเจ้าของไข้   
 
                “คุณน่ะควรจะดำเนินการรักษาให้ดีกว่านี้หน่อยนะครับ”   นายแพทย์หนุ่มผู้ใส่ใจในเรื่องคนไข้มิอาจทนเห็นการปล่อยปละละเลยอีกต่อไป
 
                “แล้วไง?”  หยิบเอกสารคนไข้รายอื่นขึ้นมาอ่าน   การฟังเรื่องของผู้ไม่เกี่ยวข้องในแผนกมันเสียเวลา และไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจ..
 
                “ก็อย่างไปสืบว่าชอบทานอะไร  แนะนำหว่านล้อมให้มีกำลังใจขึ้นอะไรแบบนั้นน่ะสิครับ”   นัทสึแนะนำวิธีการรักษาในแบบของตัวเองให้  หากแต่ปลายตาคมเหล่มองเย็นชา
 
                “มันไม่ใช่หน้าที่ของฉัน”   มือแกร่งของคนฟังกำแน่นทุบลงบนโต๊ะไม้นั้นอย่างรุนแรง  ความแตกต่างกันในเรื่องมุมมองการรักษาชวนให้ความโกรธแล่นริ้ว   จริงอยู่ที่ว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของศัลยแพทย์ หากแต่มันคือพื้นฐานที่เริ่มต้นเรียนมาตั้งแต่ยามแรกที่ตัดสินใจเป็นผู้รักษาชีวิตคนอื่นมิใช่หรือ....
 
 
หากคนเป็นหมอละเลยเสียเอง....
คนไข้ที่ไม่มีกระทั่งที่ยึดเหนี่ยวจะทำอย่างไร...
 

บางคนใช่ว่ารอดชีวิตมาได้จะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

 
 
                “ถ้ามันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ ก็จัดการออกคำสั่งโยกย้ายคนไข้เพื่อรักษาขั้นอื่นต่อไปได้แล้วครับ!”  นัทสึแสดงท่าทีไม่พอใจและแสดงวาจาโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างเหลืออด
 
                “คุณอยากให้คนไข้ตายรึยังไงกัน!”   ยามสภาพจิตใจไม่ตอบรับสิ่งใด.. แรงใจที่จะมีชีวิตอยู่พลันหายไปด้วย...เธอคนนั้นเป็นคนรู้จัก  เป็นคนรักของเพื่อนที่ตายไปนะ...
 
                “หึ... เสียใจด้วย  มันยังไม่ถึงระยะที่ต้องทำกายภาพบำบัด ยังอยู่ในช่วงรอดูอาการแทรกซ้อน  อากิหยิบเอาแฟ้มเอกสารการผ่าตัดในช่วงบ่ายเดินผ่านหน้าร่างสูงอีกคนไปโดยไม่สนใจใยดี...   ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปสนใจดูแลมากเกินคนอื่น... ต่อให้เป็นคนรู้จัก...
 
 

มีคนอีกมากมายที่ต้องการแพทย์...
ไม่ใช่คนเพียงคนเดียวที่เอาแต่ปิดตาย...

 
 
                “ไม่ต้องคิดขยันรับงานเพิ่มตอนนี้หรอก ไปจัดการงานค้างที่เรื่องมากไม่ยอมทำให้เสร็จซะเถอะ  แล้วค่อยกลับมาพูดเรื่องนี้”   มนุษย์ทุกคนล้วนมีความเป็นไปในตัวเอง..  อยู่ที่ตัวเองไม่ใช่คนอื่น...
 
                “ฉันจะรักษาในแบบของฉัน”   ดวงเนตรสีขนกาช่างทอประกายมั่นใจในตัวเอง   มั่นใจในฝีมือของตัวเอง ไม่ต้องการแนวทางของคนอื่น...
 
 
                เพื่อนร่วมงานคนละแผนกกำหมัดแน่นเมื่อการเกลี่ยกล่อมแพทย์เจ้าของไข้ไม่สำเร็จ...  เพราะเป็นคนรู้จักจึงไม่อาจละเลยไปได้... สภาพแบบนั้นจะปล่อยไปได้อย่างไรกัน...   การพบพานครั้งแรกที่ลานจอดรถ  รายล้อมด้วยเสียงเพลงจังหวะวอลซ์... วันนั้นและวันนี้แตกต่างกัน....
 
 
เจ้าดอกทานตะวันมิคิดเบ่งบานก่อนเวลา....
มันจะบานเพียงเวลาที่มีแสงแดดเจิดจ้าเท่านั้น....
 

ใยต้องยึดติดมากมายขนาดนั้น....

 
 
                ห้องพักคนไข้ในยามบ่ายคล้อยท้องฟ้าเปลี่ยนสี... แสงสีส้มเริ่มก่อร่างวาดภาพบนท้องฟ้าเบื้องบน...  ผ่านเข้ามาย้อมห้องกว้างสีขาวให้เป็นสีเดียวกับมัน   พยาบาลวัยกลางคนและบุรุษพยาบาลเข้ามาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม   ระหว่างรอก็ให้หญิงสาวนั่งบนรถเข็น... เผื่อเธอจะมีความคิดอยากออกไปสูดอากาศนอกห้องบ้าง... 
 
                ยูกิชิโร่ ฟุยุมินั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างในขณะที่คนทั้งสองในห้องทำหน้าที่ของตัวเอง..  ไม่นานนักจิตใจที่ว่างเปล่าได้พาให้ร่างเล็กถอดสายน้ำเกลือออก และเคลื่อนรถเข็นออกไปนอกประตูห้องซึ่งเปิดกว้างเอาไว้...  ออกไปตามทางเดินทอดยาวอาบสีแสดส้ม...  คล้ายกับหลากหลายวันที่ต้องนั่งรอ....ยาวนานเสียจนน้ำแข็งเกาะกุมหัวใจ  ภาพความทรงจำบนเส้นทางเดินนี้ได้แล่นผ่านในใจ
 
 
                “ขอโทษที คนไข้ด่วนน่ะเลยมาช้า~”  เสียงทุ้มที่เพรียกเรียกตนพร้อมกับเดินโบกมือมาหา  หมอหนุ่มผู้มีภาพลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงา
 
                “ทำไมฮารุถึงมาเป็นอายุรแพทย์ล่ะ”  ตนเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ...   มือแกร่งนั้นฉุดดึงจับจูงให้เดินตามเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน...
 
                “มันไม่น่าเบื่อนี่  มีอะไรแปลกๆใหม่ๆเข้ามาเสมอ  โรคเดี๋ยวนี้เกิดใหม่ไวมากเลยนะ แทบจะมีโรคใหม่กันทุกวัน”  อายุรแพทย์หนุ่มผมสีงาช้างมีนิสัยแบบนั้น  ไม่ชอบหยุดนิ่ง มองหาอะไรสนุกๆทำเสมอ....
 
                “ที่เคยบอกว่าเหมือนเกมส์น่ะเหรอ?”   แม้เป็นทัศนคติที่ไม่น่าชอบใจเท่าไหร... แต่สำหรับคนที่ทุ่มเทเพื่อเอาชนะ คนที่ได้ผลดีตอบกลับไปก็คือคนที่มารักษา...
 
                “ถ้าการค้นคว้าหาทางรักษาโรคใหม่ๆเหมือนเกมส์  การที่ได้เจอเธอตอนนั้นก็คือการเจอโพชั่นล่ะมั้ง”   เอ่ยอย่างอารมณ์ดีและโอบไหล่บอบบางเอาไว้... คนรักของเธอเป็นคนแบบนั้น..  อารมณ์ดี  ใส่ใจกับงาน แม้จะดูเหมือนล้อเล่นอยู่เสมอๆ...
 
 
ห่างออกไป.... คนๆนั้นห่างออกไปเรื่อยๆ....
เดินห่างจากตัวเธอไป... โดยที่ไม่หันกลับมามอง....
 

เหลือเพียงเธออยู่ตามลำพัง...

 
 
                ภาพในอดีตและภาพทางเดินในปัจจุบันซ้อนทับ...  มันเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของความทรงจำอันเสมือนภาพลวงตา... ในความเป็นจริงยามนี้มีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น....  รถเข็นเคลื่อนตัวไปช้าๆบนทางเดินที่แสนเงียบเหงา  อาการบาดเจ็บบนร่างกายมันชินชาเสียแล้ว  แต่หัวใจมันเจ็บ...เจ็บอยู่เสมอ...
 
 

เจ็บและไม่อยากเจ็บอีกต่อไป.....

 
 
                เพราะอะไรสิ่งที่เธอรักมักจากเธอไป... ครอบครัว.. คนที่รักมากที่สุด  ล้วนออกห่างจากเธอไป เหลือเธอเอาไว้คนเดียวเพียงลำพัง...  ทุกคนห่างออกไป ไปในที่ๆไกลแสนไกล  จะมีทางใดบ้างที่ได้เจอกันอีกครั้ง  ในเมื่ออยากพบมากมายถึงเพียงนี้....
 
 

เธอเป็นคนผลักดันให้ชายหนุ่มเดินออกไป....
ในวันที่เราทั้งสองควรจะเปลี่ยนใจ....

 
 
                รถเข็นโลหะหยุดลงตรงหน้าบันไดสูง  สีขาวของโรงพยาบาลเปลี่ยนเป็นสีส้มจากแดดภายนอกช่างเหมือนอยู่ในเปลวไฟ  เปลวไฟที่ร้อนระอุราวกับบรรยากาศในวันที่เกิดเหตุ    มือที่จับต้องของเหลวขุ่นกลิ่นเหม็นคาว.. อ้อมกอดที่รัดรึง.. คำพูดกระซิบแผ่ว...
 
 
                “...ฮารุ......”    ในวันนั้นทำไมจึงทิ้งเธอเอาไว้....  ในวันนั้นทำไมเราจึงไม่จากไปพร้อมกัน... อยู่ด้วยกันจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย....
 
 

ไม่มีกระทั่งโอกาสที่จะได้เห็นในช่วงเวลานั้น

 
 
                “…....ทำไม.....”   ดวงตาเลื่อนลอยมีน้ำใสร่วงหล่น  ธาราแห่งความโศกเศร้า  เธอไม่อยากเจ็บปวดอีกต่อไป.. ในวันที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างกัน....
 
 

คืนคนรักของเธอมาเถอะ....

 
 
                “....รอก่อนนะ......”  ให้เราได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิมเถอะนะ...  จบไปเสียทีเถอะความเจ็บปวดในหัวใจนี้... พอเสียทีเถอะ...
 
 
“....ฟุยุมิจัง....ได้ยินเสียงฉันรึเปล่า...?”  
ได้ยินอยู่ทุกวินาที.... แม้ลืมตาหรือหลับตาลง...
 
 

“...ดีแล้ว... อย่าเพิ่งหลับนะ...”  
อยากจะหลับใหลไป... ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก...

 

ไปยังอ้อมกอดแสนคะนึงหา...

 
 
                เลื่อนเคลื่อนรถเข็นตรงไปยังบันไดซึ่งอาบไปด้วยแสงสีส้ม.. ความตายไม่น่ากลัวหรอกนะเมื่อมีคนสำคัญรออยู่ ที่นั่น   ไม่มีอะไรน่ากลัวเพียงนิดเดียว ภาพของคนที่อยู่ในห้วงหัวใจ  อยู่ในความคิดทั้งมวลในสมองยามนี้แจ่มชัด...  หลับตาลงเพื่อสัมผัสถึงภาพนั้น.... พร้อมกับทิ้งตัวลงไป..... 
 
 
ไม่มีฤดูร้อนของเราสองคนอีกแล้ว....
ไม่มีคำสัญญาของเราอีกแล้ว.....
 

ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว......

 
 
                เสียงโลหะกระทบพื้นดังก้อง....   คล้ายกับภาพร่างของวันที่เคยเกิดอุบัติเหตุใหญ่พรากคนสองคนให้แยกจากกัน...   แสงสีส้มซึ่งลอดผ่านทางเดินมาช่างคล้ายกับภาพเปลวไฟที่แผดเผารถและถนนในความหลัง...  ยามไร้ความคิดในการมีชีวิตอยู่... ยามไร้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ....  ตนไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปอีกแล้ว....
 
 
กลีบดอกทานตะวันร่วงหล่นเมื่อถึงเวลา...
บ้างแห้งเหี่ยวก่อนถึงเวลาเบ่งบานอันสมควรของมัน...
 

ความรักที่แสนห่างไกล....ไกลเหลือเกิน....
คนที่สำคัญที่สุดคนนั้นอยู่ที่ไหน....

 
 

เธอรอจนกว่าทานตะวันจะบานเถอะ”
เธอไม่อาจก้าวเดินต่อไปคนเดียวได้อีกแล้ว... 

 
 
 
To Be Continue
 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 358 ท่าน