Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ลิขิตรักสะกดหัวใจ
แก้วขวัณ
Chapter 2
2
19/12/2554 13:33:57
475
เนื้อเรื่อง

-2-
 

            ณ เมืองกรุงเทพฯ  โลกมนุษย์
          รถตู้คันเก่าเลี้ยวออกจากอู่เข้าสู่ถนนสายหลักที่มีรถคับคั่งอีกครั้ง  หลังผ่านการซ่อมเป็นครั้งที่สามในรอบเดือน  ความเร็วของรถถูกจำกัดด้วยอายุการใช้งานที่มากกว่าอายุคนขับเกือบเท่าตัว  และคงจะดีกว่านี้หากมันสามารถแซงรถสักคันให้บุคคลที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้พอใจชื้นขึ้นมาบ้างในเวลาเร่งรีบแบบนี้
            “ พี่เหนือ  เมื่อไหร่พี่จะซื้อรถคันใหม่สักทีเนี่ย ”  กี่ซึ่งเป็นคู่หูคู่ทำงานถามขึ้นอย่างตัดพ้อ  เขาเบื่อเหลือเกินที่ต้องเข้าอู่ซ่อมรถเกือบทุกอาทิตย์และแปดสิบเปอร์เซ็นต์คือช่วงที่ที่ต้องเดินทางออกไปทำงานข้างนอก
            “ แล้วรถพ่อฉันไม่ดีตรงไหน  มันก็ยังวิ่งได้อยู่ไม่เห็นหรือไง ”  ชายหนุ่มรุ่นพี่ใช้มือตบพวงมาลัยเป็นการยืนยันคำพูด
            “ นี่พี่เรียกว่าวิ่งหรอ  ผมว่ามันคลานมากกว่า  ที่สำคัญพวกเรามีนัดสัมภาษณ์ลูกสาวท่านนายกรัฐมนตรีเวลาบ่ายสามโมง  แต่นี่มันบ่ายสองโมงยี่สิบห้าแล้วนะพี่ ”  กี่ร่ายยาวถึงภาระหน้าที่การงานที่กำลังเสียเวลาอยู่กับการเดินทาง  หากเขาพอมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง  สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการซื้อรถคันใหมม่  ติดอยู่ที่ว่าเขาเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่หลังจากเรียนจบได้ไม่ถึงปี  ด้วยเคมีสารบางตัวทำให้เขาสามารถทำงานเข้าขากับเหนือได้เป็นอย่างดีในเวลาไม่นาน  ทั้งสองจึงสนิทกันจนเหมือนรู้จักกันมานานหลายปี
            “ กำลังรีบอยู่นี่ไง  รู้งี้ฉันน่าจะเอากระดูกมาให้คาบไว้ก็ดี  จะได้หยุดเห่าซะบ้าง ”  เหนือว่าพลางชี้นิ้วไปทางชายหนุ่มข้างๆ อย่างเอาเรื่อง
            “ โห้  เล่นงี้เลยหรอพี่  ด่าซะขนาดนี้เงียบก็ได้ ” 
            “ นั่นแหละที่แกควรทำ ”  เหนือตอบอย่างห้วนๆ  แม้จะเป็นคำพูดที่ฟังดูแรง  แต่บทสนทนาก็จบลงโดยไม่มีใครโกรธใคร        
            กี่ก้มลงอ่านสคริปท์สัมภาษณ์ที่เตรียมไว้ฆ่าเวลา  ความจริงเขาอยากจะทำงานที่ท้าทายมากกว่านี้  แต่ทำไงได้ในเมื่อบรรณาธิการมอบหมายให้เขาและเหนือรับผิดชอบคอลัมน์บุคคลต้นแบบ  การทำงานในแต่ละครั้งจึงซ้ำซากจนน่าเบื่อ
            กี่อ่านคราวๆ  เสร็จแล้วจึงพับกระดาษในมือเป็นสองทบยกขึ้นพัดไปมาไล่ควาร้อนแทนแอร์รถยนต์  นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนให้เหนือถอยรถคันใหม่มาใช้ได้แล้ว
            รถแล่นไปยังจุดมุ่งหมายปลายทางนั่นคือบ้านนายกรัฐมนตรีด้วยความเร็วคงที่ที่ไม่สามารถมากไปกว่านี้ได้  ขณะที่ทั้งเหนือและกี่ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีเรื่องซวยซ้อนถึงสองครั้งในวันเดียวกันแบบนี้  เมื่อจู่ๆ มีร่างของใครบ้างคนวิ่งออกมาจากข้างทางตัดหน้ารถที่กำลังแล่นอยู่  เหนือเหยียบเบรกจนสุดเท้าหมายให้รถหยุดก่อนจะชนกับร่างนั้น  แต่ไม่ทันเสียแล้ว
          พลั๊ก!  เสียงกระแทกดังขึ้นพร้อมกับที่ล้อหยุดหมุน  เหนือรีบลงจากรถออกไปดูทันที  ขณะที่กี่เปิดประตูตามลงมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ  และสิ่งที่เห็นทำให้เขาหน้าซีดเผือดลงในทันใด
            ร่างของเด็กสาวชุดดำนอนไม่ได้สติอยู่หน้ารถ  กี่ได้แต่ยืนทำอะไรไม่ถูก  กลัวนั้นกลัวนี้จนไม่กล้าทำอะไร  โชคดีที่เหนือซึ่งตกใจไม่แพ้กันเรียกสติกลับมาได้เร็วกว่า  ชายหนุ่มเข้าไปนั่งข้างๆ ร่างสาวน้อยคนนั้นแล้วสัมผัสไหล่เขย่าเรียกสติเบาๆ
            “ คุณ  คุณ ” 
            “ เป็นไงบ้างพี่ ”  กี่ที่ไม่กล้าเข้าไปถามขึ้น  เหนือส่ายหน้าแทนคำตอบ 
            เหนือก้มหน้าพลางดึงไหล่ในมือเข้ามาตัวอย่างเบามือที่สุด ใบหน้าที่ถูกผมสั้นประบ่าปิดอยู่เผยให้เห็นใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้มีรอยฟกช้ำตรงแก้ม  มุมปาก  และคางอีกนิดหน่อย
            “ คุณ  คุณครับ ”  เหนือลองเรียกดูอีกครั้งเมื่อเห็นท่าไม่ดี  แต่ทว่าคราวนี้ดวงตาที่ปิดสนิทกลับค่อยๆ เคลื่อนไหวและลืมขึ้น 
                จาร์ไมก้าพยายามเปิดเปลือกตาสู้แสงอาทิตย์  แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อสิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกตรงหน้าคือใบหน้าของชายที่เธอไม่รู้จัก  ร่างเล็กดันตัวเองลุกขึ้นยืนอย่งรวดเร็ว แต่เพราะอุบัติเหตุเมื่อครู่ทำให้ขาข้างขวาไม่สามารถทรงตัวได้  เหนือรีบลุกขึ้นคว้าร่างนั้นไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลง
            “ ปล่อยข้า ”  จาร์ไมก้าสลัดมือชายหนุ่มออก  แล้วพยายามยืนด้วยแรงของตัวเอง
            เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่มีอาการบาดเจ็บมากมายอะไรอย่างที่กลัว  แถมยังแสดงกิริยาอวดเก่งถือดีอย่างไม่มีมารยาทอีกทั้งที่ตัวเองเป็นคนผิดวิ่งออกมาไม่ดูรถให้ดีแท้ๆ  กี่จึงอดทนยืนอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป
            “ นี่ยัยตัวแสบ  ไม่มีใครเคยสั่งเคยสอนหรือไงว่าการวิ่งตัดหน้ารถน่ะมันอันตรายแค่ไหน  ถ้าเกิดเธอเป็นอะไรขึ้นมาจะว่าไง  ห๊ะ ”  กี่เดินเข้าไปชี้หน้าต่อว่าหญิงสาวอย่างโมโห  เขาไม่สามารถใจเย็นไม่โกรธอะไรเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหนือได้         
             จาร์ไมการ์เดินถอยหลังหนีอย่างไม่ทันตั้งตัว  ขณะที่สายตายังจ้องมองใบหน้ากี่อย่างไม่เกรงกลัว  ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครพูดว่าเธอแบบนี้มาก่อน  แม้แต่ท่านย่า  แล้วบุคคลตรงหน้าเธอเป็นใครกัน  ถือดียังไงมาชี้หน้าด่าเธอแบบนี้  เธอไม่ยอมเด็ดขาด
              จาร์ไมก้าก้าวถอยอีกก้าวหมายตั้งหลักตอบโต้  ไม่ทันมองข้างหลังว่ามีใครอีกคนยืนอยู่  ร่างเล็กชนเข้ากับแผ่นอกแข็งแรงของชายหนุ่มอย่างจังจนทำท่าจะล้มลงอีกครั้ง  เหนือจึงจับไหล่ทั้งสองพยุงไว้จากข้างหลังอีกครั้ง 
             “ พอแล้วน่า  เด็กมันกลัวแล้วเห็นไหม ”  เหนือตำหนิรุ่นน้อง
             “ พอไม่ได้หรอกพี่  เกิดตายขึ้นมาจะทำไงล่ะ ”  กี่สวนขึ้นมาทันควันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอย่างที่พูด 
             เหนือตัดปัญหาโดยการเดินไปยืนอยู่ระหว่างทั้งสองที่ยังคงจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร  ดูท่าว่าหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายจะเอาจริงขึ้นมาบ้างแล้ว
             “ ว่าแต่เราเป็นอะไรมากหรือเปล่า ”  เหนือโน้มหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาวที่ตัวเล็กกว่า  จาร์ไมก้าเขยิบตัวหนีอย่างไม่ชอบใจ
             “ ข้าไม่เป็นไร ”  แม้จะไม่ชอบที่ผู้ชายตรงหน้าอยู่ใกล้และถูกเนื้อต้องตัว  แต่เขาก็ยังดีกว่าผู้ชายอีกคนที่ไม่ถามอะไรเธอสักคำ  นอกจากต่อว่าสารพัด
              “ แน่ใจหรอ ”  เหนือเดินเข้าไปหาแล้วจับไหล่ของร่างบาง  จาร์ไมก้าพยายามสะบัดไหล่ออก  ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อยเธอเหมือนครั้งที่ผ่านมา  ชายหนุ่มเอื้อมมือขึ้นแตะบริเวณหน้าผากขวาของจาร์ไมก้าเบาๆ เพื่อพิสูจน์อะไรบ้างอย่าง  และสิ่งที่เขาสัมผัสได้คือของเหลวอุ่นๆ ใต้เรือนผมม้าดำขลับ      “ เลือดออกขนาดนี้ไม่เป็นไรไม่ได้แล้วมั้ง ”  เหนือยื่นมือขึ้นตรงหน้าหญิงสาวเป็นหลักฐาน
            จาร์ไมก้ามองเลือดสีแดงสดบนนิ้วของชายหนุ่มอย่างแปลกใจ  ตั้งแต่เกิดเธอไม่เคยประสบอุบัติเหตุหรือเล่นซนจนบาดเจ็บอย่างนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
 
 
            เหนือให้กี่ล่วงหน้าไปทำงานก่อน  ส่วนเขาเป็นฝ่ายพาจาร์ไมก้ามาหาหมอเอง  หากไม่ทำเช่นนี้มีหวังทั้งคู่ได้ทะเลาะกันจนได้นอนโรงพยาบาลทั้งสองคนแน่ 
            ความจริงแล้วที่จาร์ไมก้ายอมมาโรงพยาบาลนั้นเพราะเธอเองก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน  ไม่รู้ว่าการที่มีของเหลวสีแดงออกจากร่างกายหรือที่เรียกว่าเลือดนั้นมันจะอันตรายร้ายแรงขนาดไหน  จาร์ไมก้าที่ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้จำต้องยอมทำตามที่ชายหนุ่มบอกแต่โดยดี 
            จาร์ไมก้านอนให้พยาบาลสาวทำแผลโดยไม่แสดงท่าทางอาการเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย  มีเพียงรู้สึกคันขยุกขยิกเวลาเส้นดายเย็บผ่านเท่านั้น 
เหนือที่เข้ามาหวังจะคอยเป็นกำลังใจให้เวลาเย็บแผล  เพราะคิดว่าหญิงสาวคงต้องเจ็บมากแน่นอน  แต่เขากลับต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก  เมื่อเธอยังคงนอนแน่นิ่งไม่แสดงอาการใดเลย  นอกจากกลอกตาไปมาเหมือนอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
             ทั้งสองเดินไปยังที่จอดรถด้วยกันหลังจากทำแผลเสร็จ  เหตุการณ์ที่เหนือเห็นเมื่อครู่ยังคงค้างคาใจเขาอยู่  ชายหนุ่มจึงถามขึ้นระหว่างที่กำลังเดิน
            “ เมื่อกี้เราไม่รู้สึกเจ็บบ้างหรือไง ”  เหนือหันมองหน้าจาร์ไมก้าที่เดินตามมาข้างๆ  เมื่อเห็นเธอทำหน้างง  เขาจึงจิ้มไปที่หน้าผากของตัวเองแล้วชี้ไปยังแผลของเธอแทนคำพูด
            จาร์ไมก้าที่เริ่มเข้าใจยกมือขึ้นจับบาดแผลที่ตอนนี้มีผ้าก็อตปิดอยู่ 
            “ ต้องเจ็บด้วยหรอ ”  หญิงสาวหยุดเดินทำหน้าแปลกใจ  ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกอะไรเลย
             เหนือยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำตอบที่คาดไม่ถึง  จะมีใครสักกี่คนในโลกนี้ที่ถามแบบนี้หลังจากหัวแตกแล้วผ่านการเย็บแผลมา 
             จาร์ไมก้ามองใบหน้าที่เปื้อนยิ้มแล้วยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่  เหนือเห็นเช่นนั้นจึงสงบอารมณ์ทำหน้านิ่งอีกครั้ง  แล้วหันไปอธิบายให้หญิงสาวที่รอฟังอยู่ 
             “ มนุษย์ทุกคนก็เป็นกันทั้งนั้นแหละ  แต่ฉันยกเว้นเธอไว้คนหนึ่งแล้วกัน ”  เหนือเขย่าศีรษะเธอเบาๆ อย่างเอ็นดูแล้วเดินต่อไป 
             จาร์ไมก้าลูบผมม้าตัวเองอย่างรู้สึกแปลกๆ  อาจเพราะมีผ้าก็อตปิดอยู่เธอจึงรู้สึกไม่คุ้น  จาร์ไมก้าวิ่งตามไปโดยไม่สงสัยอะไร  ในเมื่อเธอเป็นแม่มดนี่น่าแล้วเธอจะเหมือนพวกมนุษย์อย่างพวกเขาได้ยังไงกัน
             “ แล้วบ้านเราอยู่แถวไหน  เดี๋ยวฉันไปส่ง ” 
             “ ไม่กลับ!”  จาร์ไมก้าปฏิเสธทันทีอย่างเสียงดังจนเหนือหยุดเดินแล้วหันมามองอย่างตกใจ 
             “ ก็...ไม่มีจะให้กลับได้ยังไงล่ะ ”  จาร์ไมก้าทำเป็นหาเรื่องเพื่อหลบหลีกสายตาที่มองมาราวกำลังเค้นเอาความจริงจากเธอจนหญิงสาวรู้สึกอึดอัด  อีกอย่างที่เธอพูดก็ไม่ได้เป็นเรื่องโกหกซะหน่อยในเมื่อเธอไม่มีบ้านอยู่ที่โลกมนุษย์นี้จริงๆ   
            “ ไม่มีแล้วฉันจะไปส่งเราถูกได้ไง ”
             “ บอกเจ้าไปเจ้าก็ไม่รู้จักหรอก  แต่ถ้าเจ้าอยากให้ข้ากลับเจ้าก็ต้องรออีกสี่สิบเก้าวัน  ข้าถึงจะกลับได้ ”  แม่มดสาวพูดความจริง  เธอรู้ดีว่าชายหนุ่มไม่มีทางไล่เธอกลับได้แน่นอน  เพราะประตูมิติได้ปิดลงแล้ว  ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องอยู่ที่นี่อยู่ดี 
            “ อย่าพูดเล่นได้ไหม  บอกมาว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน ”  เหนือเริ่มไม่สบอารมณ์กับคำพูดของหญิงสาว  เมื่อคิดว่าเธอกำลังพูดจากวนประสาท  ต้องการยืดเยื้อให้เสียเวลา  ขณะที่เขาต้องรีบไปทำงาน  จนอดคิดไม่ได้ว่าเธออาจเป็นนักต้มตุ๋นหรือเด็กเร่ร่อนอะไรทำนองนั้น  แต่ด้วยหน้าตาที่ใสซื่อแล้วทำให้เขาไม่อาจเชื่อเช่นนั้นได้เต็มร้อย
            “ ก็บอกแล้วไงว่ากลับไม่ได้  ถึงกลับได้ข้าก็ไม่กลับ ”  จาร์ไมก้าเองเริ่มมีอารมณ์เหมือนกันเมื่อยังได้ยินคำพูดคาดคั้นทั้งที่พูดความจริงไปหมดแล้ว
              เหนือได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นอารมณ์โมโหพุ่งปรี๊ดทันที  แต่ด้วยไม่ต้อง การให้เป็นเรื่องใหญ่และไม่อยากทำร้ายจิตใจเด็ก  หากว่าเธอเป็นเด็กมีปัญหาจริงๆ  เขาจึงได้แต่สะกดกลั้นโทสะนั้นไว้
             “ ถ้าเราไม่ยอมบอก  ฉันจะให้เรากลับเองเข้าใจไหม  ทีนี้จะบอกได้หรือยังว่าบ้านอยู่ไหน ”
            “ ทำไมมนุษย์ถึงได้เข้าใจอะไรยากอย่างนี้นะ ”  จาร์ไมก้าเหนื่อยใจเหลือเกิน  เมื่อไหร่เขาถึงจะยอมฟังเธอสักที
            “ ตกลงว่าจะไม่บอกใช่ไหม ”  เหนือไม่รู้จะต้องทำยังไงแล้ว  ไม่ว่าจะพูดีหรือพูดขู่เธอก็ยังไม่ยอมบอกสักที
            “ ก็บอกแล้วไงว่าเจ้าไม่รู้จัก  มันเป็นที่ที่ไกลมากอยู่อีกมิติหนึ่งนู้น  เจ้าจะไปส่งข้าหรือไง  แต่ก็คงต้องอีกสี่สิบเก้าวันเจ้าจึงจะทำได้ ”
            “ งั้นกลับเองแล้วกัน ”  เหนือหมดความอดทนลงทันที  นอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว  เขายังต้องฟังเรื่องโกหกไร้สาระอีก  เขาไม่น่าเสียเวลาพูดดีกับเด็กคนนี้เลย
            เหนือเดินไปขึ้นรถโดยไม่หันมาสนใจหญิงสาวอีก  จาร์ไมก้าได้แต่ยืนมองอยู่อย่างนั้น  เธอรู้ดีว่าชายหนุ่มคนนั้นกำลังทิ้งเธอตามที่พูดจริงๆ  เธอเองก็ไม่อยากสนใจอะไรมาก  อยากทำอะไรก็เชิญ  โลกนี้คงไม่ได้มีเฉพาะมนุษย์หัวสมองตื้อเข้าใจอะไรยากแถมยังใจร้ายเหมือนสองคนที่เธอพบเจอมาหรอก  อย่างน้อยก็มีผู้หญิงชุดขาวที่ทำแผลให้เธอคนนั้นหนึ่งคน
            แม่มดสาวหันมองรอบตัวเพื่อหาอะไรทำตามประสาเด็กซน  แต่ไม่ว่าเธอจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คนเดินไปมา  อีกทั้งวัตถุแปลกประหลาดที่เคยชนเธอแล่นกันขวักไขว่จนมองดูตาลาย  ไหนจะเสียงที่ดังเอะอะมาจากรอบทิศทางน่าหนวกหูอีก  แม่มดสาวถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนล้า  มันจะมีอะไรสนุกให้เธอทำจริงหรอ  จาร์ไมก้าชักไม่แน่ใจ  แต่เธอก็ไม่เคยถอดใจไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม  เธอเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองเสมอ  และครั้งนี้ก็เช่นกัน
            จาร์ไมก้ายกมือขึ้นทาบหน้าผากแล้วหลับตาลง  ความคิดฟุ้งซ่านมากมายในหัวถูกลบออกทีละเหตุการณ์จนแน่ใจว่าไม่มีอะไรที่สามารถรบกวนเธอได้อีก  แม่มดสาวจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับความรู้สึกใหม่  เธอสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอดเรียกความสดชื่น  แต่กลับต้องสำลักเมื่อรับอากาศที่เป็นพิษเข้าไปมากเกิน
            “ จาร์ไมก้า ”  แม่มดสาวเรียกชื่อตัวเองเบาๆ พลางลูบผมม้าสามครั้งเรียกความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง  จาร์ไมก้าก้าวเดินไปตามทางฟุทบาทตรงหน้า  ทันใดนั้นเสียงแหลมเสียดแก้วหูก็ดังขึ้น
            ปี๊ดดด!!!!  ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก  จาร์ไมก้ารู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงกลับเข้าไปในจังหวะเดียวกับที่บางสิ่งบางอย่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดร็วจนสัมผัสถึงแรงลมนั้นได้
            “ เดินไม่ระวังเดี๋ยวก็ได้เข้าโรงพยาบาลอีกรอบหรอก ”
            แม้น้ำเสียงที่ได้ยินจะแสดงถึงความไม่พอใจ  แต่จาร์ไมก้ากลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  เธอไม่คุ้นชินกับโลกมนุษย์ที่แสนวุ่นวายนี้เลย
            เหนือรีบปล่อยร่างจาร์ไมก้าออกจากอ้อมแขนเพราะกลัวใครจะมองไม่ดี  ขณะที่จาร์ไมก้าเพิ่งรู้สึกตัวจึงได้แต่ยืนลูบผมม้าอย่างเก้กัง  วันนี้ถือเป็นวันที่เธอทำเช่นนี้บ่อยที่สุดเท่าที่ผ่านมาเลยจนเจ้าตัวเองยังแปลกใจ
            “ ไป ”  เหนือเอยขึ้นห้วนๆ  เขาไม่รู้ว่าควรเอยชวนคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักด้วยอย่างไรดี
            “ ไม่ไป  ข้าไม่กลับบ้านหรอกนะ ”  จาร์ไมก้าหน้าเสียทันที    
            “ แล้วใครบอกล่ะว่าฉันจะพาเรากลับบ้าน ”  เหนือทำหน้านิ่งไม่ให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาใจอ่อนยอมอ่อนข้อให้  ที่เขายอมวกกลับมาก็เพราะสงสารเธอต่างหาก
            จาร์ไมก้าไม่สนใจสีหน้าอาการของเหนือสักนิด  เพราะสิ่งที่ได้ยินทำให้เธอรู้สึกสับสนจนตัดสินใจไม่ถูก  เมื่อสัณชาตญาณบอกว่าไม่ควรเชื่อใจมนุษย์อีกแล้ว  แต่ที่แปลกก็คือจิตใจของเธอกลับบอกให้เชื่อแววตาคู่นั้นที่กำลังมองมา 
 

            “ อือ  อือ  ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ  เออ  ขึ้นรถแล้วเนี่ย  อืม  แค่นี้นะ ”  เหนือกดวางสายเมื่อเดินออกมาถึงประตูรั่วหน้าบ้านอย่างรีบร้อน
            “ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ ”  ประไพที่เดินตามมาส่งหลานชายถามขึ้นอย่างไม่สบายใจนัก  การที่พาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาอยู่ที่บ้านอาจนำปัญหามาให้ได้ในภายหลัง  ประไพจึงต้องการทราบว่าหลานชายคิดจัดการเรื่องนี้ไว้อย่างไร
            “ ผมตั้งใจว่าจะพาเธอไปแจ้งความที่โรงพักเย็นนี้  แต่ตอนนี้คงต้องฝากให้ย่าช่วยดูแลไปก่อน  ย่าไหวนะครับ ”  เหนือถามอย่างเป็นห่วง  แม้เขาจะวางแผนทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบแล้ว  แต่หากเกิดอะไรขึ้นในตอนที่เขาไม่อยู่มันก็ไร้ประโยชน์  เขากลัวว่าหญิงสาวจะทำอะไรที่ย่าของเขาคาดไม่ถึง  ยิ่งดูเป็นคนแปลกๆ อยู่ด้วย 
            “ ไหวซิ  ขนาดหลานชายตัวแสบย่ายังเลี้ยงดูจนโตป่านนี้ได้  ทำไมเด็กผู้หญิงคนเดียวย่าจะดูแลไม่ได้ ”  ประไพตอบอย่างยิ้มแย้มเมื่อเห็นท่าทางหนักใจของเหนือ  หล่อนไม่รู้ว่าทำไมหลานชายต้องกังวลขนาดนั้นด้วย  แต่คำตอบที่พูดออกไปก็ทำให้เหนือคลายกังวลไปได้บ้างตามที่คาด
            “ งั้นผมไปก่อนนะครับ ”  เหนือก้มศีรษะลงไหว้ลาผู้เป็นย่าอย่างงนอบน้อม  ประไพยกมือขึ้นลูบเรือนผมหลานชายอย่างรักใคร่           
            “ ขับรถดีๆ ล่ะ ”
            “ ครับ ”  เหนือน้อมลงกอดเอวย่า  ก่อนเงยหน้าขึ้นหอมแก้มเหี่ยวย่นฟอดใหญ่อย่างชื่นใจ  แล้วจึงขึ้นรถขับออกไป
            ประไพยืนส่งหลานชายจนรถเลี้ยวลับตาไป  หญิงชราเดินเข้ามาในบ้านที่บัดนี้ไม่ได้มีเพียงหล่อนคนเดียว  หญิงสาวหน้าตาน่ารักนั่งนิ่งบนเก้าอี้  ขณะที่สายตามองไปรอบบ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ  เมื่อเห็นเจ้าของบ้านดวงตาคู่โตพลันหลุบมองต่ำในทันที  เธอไม่รู้ว่ามนุษย์ผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่หรือบางทีอาจกำลังจะพูดต่อว่าเธออีกก็เป็นได้
            “ ไม่ต้องกลัวย่าหรอกนะ ”  หญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล  จาร์ไมก้าจึงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
            “ ไม่ว่าใช่ไหม ”  แม่มดสาวยังคงไม่ไว้ใจ
            “ แล้วย่าจะว่าเราทำไม  เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ”  ประไพพูดให้อีกฝ่ายสบายใจด้วยรอยยิ้ม
            “ จริงนะ ”  จาร์ไมก้าถามย้ำความมั่นใจ  เมื่อเห็นหญิงชราพยักหน้าโดยที่ยังคงยิ้มใจดี  จาร์ไมก้าจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
            “ เดินดูก็ไม่ว่าใช่ไหม ”  แม่มดสาวถามด้วยสีหน้าสดใสกว่าเมื่อกี้  ประไพพยักหน้าอีกครั้งแทนคำตอบ  จาร์ไมก้าถึงกับลูบผมม้าแล้วยิ้มสดใสให้กับหญิงชราอย่างสบายใจ
             จาร์ไมก้าเดินสำรวจรอบบ้านอย่างตื่นเต้น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนแปลกตาไปซะหมด  สิ่งของบางอย่างก็มีในโลกแม่มด  แม้จะมีลักษณะแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม  ส่วนบางอย่างเธอเพิ่งเคยเห็นที่นี่เป็นครั้งแรกหรือเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้  ทั้งเครื่องอะไรก็ไม่รู้ที่หมุนไปมาอยู่กลางห้อง  ไหนจะรูปวาดของหญิชราและหลานชายที่ดูสมจริงจนเหมือนไม่ใช่ใช้พู่กันวาดเหมือนที่เคยพบเห็นและอีกมากมาย  แต่ที่สร้างความสนใจให้กับจาร์ไมก้ามากเป็นพิเศษก็คือวัตถุสีดำที่มีกระจกแก้วทึบสีดำตรงกลาง  ทั้งสองข้างมีช่องเล็กๆ มากมายขนาบลงไป  ที่สำคัญคือมันมีก้านยาวโผล่ออกมาทางด้านบนอีกสองก้านเหมือนพวกสัตว์  หรือว่ามันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่บนโลกมนุษย์
             “ เจ้านี่มันอะไรหรอ ”  แม่มดสาวถามขึ้นด้วยความอยากรู้ 
             ประไพมองหน้าหญิงสาวอย่างแปลกใจ  หล่อนไม่คิดว่าจะมีใครในยุคนี้ไม่รู้จักของสิ่งนี้  คงเป็นอย่างที่เหนือบอกจริงๆ ว่าเด็กคนนี้มีอาการผิดปกติไม่เหมือนกับคนอื่น  หรือบางทีเธออาจถูกจับมาจากชุมชนห่างไกลความเจริญเพื่อมาใช้แรงงานตามที่ออกข่าวอยู่บ่อยครั้งก็เป็นได้  หญิงชราคิดไปต่างๆ นานาจนเป็นเรื่องเป็นราว       
            “ นั้นน่ะเขาเรียกว่าโทรทัศน์ ”  ประไพตอบอย่างรู้สึกสงสารและเห็นใจ  ยังเด็กอยู่แท้ๆ ไม่น่าต้องมาพบเจออะไรแบบนี้เลย
            “ แล้วมันใช้ทำอะไรหรอ  มันมีชีวิตหรือเปล่า ”
             ยิ่งเห็นแววตาและใบหน้าใสซื่อด้วยแล้ว  ประไพถึงขั้นปรารถนาอยากทำให้หญิงสาวลืมเรื่องร้ายทั้งหมดและมีความสุขสดใสแบบนี้ตลอดไป  และหล่อนยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นอย่างนั้น  แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม
             “ เราอยากลองดูไหมล่ะ ”
             “ ข้าลองได้ด้วยหรอ ”  แม่มดสาวถามเสียงแจ้วอย่างตื่นเต้น
             “ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ”  ประไพเดินไปเสียบปลั๊กแล้วกดสวิตซ์เปิด  เสียงดังขึ้นหร้อมกับภาพที่เริ่มชัดเจน  ร่างคนมากมายนับสิบอยู่ในตู้สี่เหลี่ยมอย่างนั้นได้ยังไงกัน  จาร์ไมก้ามองอย่างสงสัย
             ตลอดเวลาที่ดูจาร์ไมก้าเอาแต่ถามคำถามมากมายและประไพเองก็ไม่เหนื่อยเลยที่จะตอบคำถามเหล่านี้  ในทางกลับกันหล่อนรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูโทรทัศน์กับเด็กช่างสงสัยคนหนึ่ง  จนอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นหลานสาวหล่อนก็คงจะดีไม่น้อย
 
 
             เสียงหัวเราะดังออกมานอกบ้านจนเหนือที่เพิ่งกลับจากทำงานรู้สึกแปลกใจ  เขาตั้งใจรีบปั่นงานให้เสร็จก่อนห้าโมงเย็น  แต่หัวหน้ากลับเรียกประชุมพนักงานทุกคนเรื่องคอลัมท์ใหม่ที่จะเปิดจนกินเวลาไปเกือบสามชั่วโมง 
            เหนือรีบเดินเข้าบ้าน  เขากลัวว่าหญิงสาวจะก่อเรื่องจนย่ารับมือไม่ไหว  แต่ที่ไหนได้ภาพที่เขาเห็นเป็นภาพแรกเมื่อก้าวเข้ามาคือร่างเจ้าปัญหากำลังนอนหนุนตักย่าของเขาดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างสนุกสนาน  จนไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองคนจะสนิทกันเร็วขนาดนี้ 
            ท่ามกลางเสียงหัวเราะ  สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นอีกอย่างหนึ่งคือรอยยิ้มของย่า  รอยยิ้มที่ไม่แฝงไปด้วยความทุกข์โศกเหมือนทุกครั้ง  รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
            “ กลับมาแล้วหรอลูก ”  เสียงทักของประไพดึงชายหนุ่มออกจากห้วงความปิติ
            “ ครับ ”  เหนือเดินเข้าไปหาย่าตั้งใจจะกอดและหอมเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ติดอยู่ที่บุคคลที่สามซึ่งนอนดูโทรทัศน์ไม่ขยับเขยื้อน  เธอคงไม่รู้ด้วยซ้ำล่ะมั่งว่าเขากลับมาแล้ว
            “ ทานอะไรมายังล่ะ  เดี๋ยวย่าไปเตรียมให้ ”  หญิงชราทำท่าจะลุกขึ้น  เหนือจึงรีบปฏิเสธ
            “ ไม่เป็นไรครับย่า  เดี๋ยวเหนือจัดหารเอง ”  เหนือนั่งลงข้างประไพ  ในใจอดรู้สึกเคืองหญิงสาวผู้อาศัยชั่วคราวไม่ได้ที่นอนนิ่งไม่รู้จักเกรงใจเจ้าของบ้าน  แต่เพราะไม่อยากให้เสียบรรยากาศเขาจึงไม่พูดอะไรจะดีกว่า
             “ ว่าแต่ดูเรื่องอะไรกันอยู่หรอครับ ”  เหนือถามเพราะอยากรุ้ว่าหนังเรื่องอะไรกันที่ทำให้ย่าอารมณ์ดีได้ขนาดนี้  ครั้งหน้าเขาจะได้ดูกับย่าบ้าง
             “ นินจาเต่า ” เสียงที่เหนือไม่คิดว่าจะได้ยินตอบขึ้นเสียงใสเหมือนกับเด็กกำลังอวดของเล่นใหม่ 
            “ ท่านย่าบอกว่าเจ้าชอบดูเรื่องนี้มาก  และชอบแปลงร่างเป็นเต่าตัวนี้มากที่สุดด้วย ”  จาร์ไมก้าลุกขึ้นชี้ไปที่เต่าตัวหนึ่งในห้าตัวบนปกซีดีแล้วหัวเราะ
             “ หัวเราะอะไร ”  เหนือถามอย่างไม่ชอบใจที่มีใครมาหัวเราะตัวเองแบบนี้
             “ ก็หัวเราะเจ้านะซิ  เต่าตัวนี้ชอบใช้กำลังจะตายไปไม่เห็นเหมือนเจ้าเลย  เจ้าน่ะต้องเป็นเต่าตัวนี้  ชอบทำหน้าบึ้งตลอดเวลา  แบบนี้ไง ”  จาร์ไมก้าทำหน้าเลียนแบบสีหน้าของเขานับตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลอย่างชอบใจ  จนคนที่ถูกล้อเลียนทนไม่ไหว
             “ ตลกมากใช่ไหม  เอามานี่เลย ”  เขาเอื้อมมือไปดึงแผ่นซีดีมาจากหญิงสาวแล้วชี้ไปยังเต่าตัวซ้ายสุด   “ ถ้าฉันเป็นตัวนั้นนะ  งั้นเธอก็ต้องเป็นตัวนี้  คนอะไรซุ่มซ่ามได้ตลอดเวลาเหมือนเจ้าตัวนี้ไม่มีผิด ”  เมื่อลองนึกถึงบุคลิกในหนังกับหญิงสาวแล้ว  เขาถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง  ไม่คิดว่าทั้งคู่จะบังเอิญเหมือนกันขนาดนี้  ยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจของอีกฝ่าย  เหนือก็ยิ่งหัวเราะดังเข้าไปอีก 
             “ ไม่  ข้าเป็นตัวนี้ ”  จาร์ไมก้าแย่งแผ่นมาอีกครั้งแล้วชี้ไปยังเต้าตัวขวาสุด
            “ ใครบอกล่ะ เป็นตัวนี้ต่างหาก   ”
            “ ตัวนี้  ตัวนั่นนะคือเจ้า ”
            “ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันเป็นตัวนี้ ”
            “ ไม่ให้เป็น ”
            ทั้งคู่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร  ประไพจีงต้องเข้ามาห้ามแล้วบอกให้เหนือรีบขึ้นไปอาบน้ำนอน  ส่วนหล่อนจะพาจาร์ไมก้าขึ้นไปพักผ่อนเอง  แผนการทุกอย่างจึงต้องเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้แทน 
            ประไพพาหญิงสาวขึ้นมาพักที่ห้องของวรรณวิสา  ลูกสาวคนเดียวที่เสียชีวิตไปของหล่อน  เมื่อหัวถึงหมอนแม่มดสาวก็หลับสนิททันที  ประไพที่เดินไปปิดม่านหันกลับมาอีกทีเห็นหญิงสาวหลับอยู่จึงเดินเข้าไปจัดการห่มผ้าให้เรียบร้อย
            “ แกคงเหนื่อยมากถึงได้หลับปุ๋ยแบบนี้ ”  ประไพพูดกับหลานชายที่เพิ่งเดินเข้ามา
            “ สมควรแล้วล่ะครับ ”  ประไพหันมาส่งสายตาดุหลานชายที่พูดจาเหน็บแนมหญิงสาว  ก่อนจะทอดมองใบหน้านวลขาวอีกครั้ง
            “ เห็นเด็กคนนี้ร่าเริงสดใส  ทำให้ย่าอดคิดถึงน้องไม่ได้  ตอนนี้ก็คงอายุไล่เลี่ยกันนี่แหละ ”
            “ ย่าครับ ”  เหนือโอบเอวย่าจากข้างหลังอย่างมาสบายใจ  “ เรื่องมันผ่านมาสิบหกปีแล้วนะครับ  ผมไม่อยากให้ย่าคิดถึงมันอีก ”
            ประไพตบมือหลานเบาๆ  เพื่อให้สบายใจ  “ ย่าไม่เป็นอะไร ”  แม้จะพูดไปแบบนั้น  แต่ความจริงแล้วประไพไม่เคยลืมเรื่องที่ผ่านมาเลยสักวินาทีเดียว 
 
 

………………………………………………
 
 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
สนุกมากกกกกกกกก 
จาไมก้าน่ารักมาก ปลื้มม 
มาอัพต่อไวๆนะค่ะ 
จากคุณ hapless/(hapless) อัพเดตเมื่อ 04/12/2554 11:40:23
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 145 ท่าน