Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
แผนร้ายวุ่นรัก
ooJampoOoo
ตอนที่ 4 ความลับของ ลีซุนฮยอน
5
25/11/2554 23:09:08
186
เนื้อเรื่อง
                ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างโผล่ขึ้นมา  มีขอทานสองคนกระโดดออกจากบ้านร้าง  จากนั้นเดินถัดจากตลาดการค้า  ก็เข้าสู่ทางเดินม้า  ลัดเลาะผ่านป่าทึบไปด้วยเกรงว่าจะมีชาวบ้านมาพบเข้า  แต่พอตัดผ่านป่านั้นไปก็จะเห็นจวนขุนนางใหญ่โตล้อมรอบด้วยกำแพงหนาและสูงใหญ่  ขอทานทั้งสองเดินไปยังทิศใต้  และเข้าไปยังประตูหลังของจวน
                คนในจวนเห็นขอทานทั้งสองไม่เพียงไม่ไล่ให้จากไป  ทั้งยังสีหน้ายินดีปลื้มปิตินักอีกด้วย  ส่วนอีกคนตะโกนให้คนในจวนรู้  “คุณหนูกลับมาแล้ว!” 
                พอได้ยินเสียงบอก  คนในจวนต่างตื่นเต้นทั้งยังเตรียมตัว  วิ่งไปหอบข้าวของที่ตัวเองมุ่งหมายไว้นำไปให้ ‘คุณหนู’  ทั้งจ้าวบ้าน  คือเสนาบดีกระทรวงศึกษา  บิดาของนาง มารดาผู้เป็นนายหญิงของบ้าน  น้องชายผู้กำลังอยู่ในวัยเรียนและสอบไล่  ต่างกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่ห้องพักของ ‘คุณหนู’   
                ขอทานน้อยเดินหายเข้าไปในห้องพักปิดประตูเงียบ  เห็นแต่เงาของพวกนางที่ชำระช้างคราบสกปรกออกแล้วเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอยู่ด้านใน  พอผู้คนทยอยมาถึงหน้าห้อง  พวกเขาก็ส่งสายตาให้กันอย่างหวาด ๆ และในที่สุดก็กดดันให้จ้าวบ้านผู้เป็นผู้นำ  ออกหน้าก่อนใครเพื่อนอย่างไม่มีทางเลือก
                “ซุนฮยอน.... นี่พ่อเองนะ” 
                คนในห้องพัก  กำลังสางผมเงาสลวยของนางอยู่  ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดประตูออกมา 
                “วันนี้พ่อต้องไปเข้าประชุมกับองค์จักรพรรดิ  ทรงให้เพิ่มหลักสูตรเข้าไป  เสริมเรื่องของขงจื้อเข้าไปอีก....  ข้าไม่รู้จะเอาเรื่องใดมา...” 
                “ขงจื้อ?”  ได้ยินเสียงลอดออกมา  สีหน้าของท่านจ้าวบ้านดูดีขึ้นไม่น้อย 
                “ถูกต้อง...ขงจื้อ...” 
                คนในห้องเงียบไปสักพัก  ประตูก็เปิดแง้มออกช้า ๆ  สาวใช้หน้านวลก้าวออกมาพร้อมกับนำกระดาษคำตอบมายื่นให้ 
                “ขอบใจมากนะ...  พรุ่งนี้ข้ารอดแล้ว...”  ท่านจ้าวบ้านจากไปอย่างดีอกดีใจ  คราวนี้ถึงตานายหญิงบ้าง
                “เอ่อ....ซุนฮยอน  พรุ่งนี้งานเลี้ยงของท่านเจ้ากรม  แม่ไม่รู้จะจัดแบบจีน  หรือแบบเกาหลี  เจ้าว่าแบบไหนดี”
                “จีน...” 
                “แบบจีน  มีอาหารตั้งร้อยกว่าชนิด  ไม่รู้ว่า....” 
                ประตูถูกเปิดออกมา  ลีซุนฮยอนแต่งกายเรียบร้อยสมเป็นลูกขุนนาง  แต่แววตารูปเมล็ดอัลมอนด์ของนางดูเย็นชานัก
                “ตามรายการนี้...”  นางยื่นกระดาษคำตอบให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
                “ดียิ่ง...ขอบใจนะ” 
                ถัดจากมารดาก็เป็นน้องชายของนางงั้นรึ....  ซุนฮยอนคิดพลางถอนหายใจ
                “เรื่องอะไร...” 
                “เอ่อ...”  น้องชายของนางขี้กลัว  แต่ก็รักและชื่นชมนางนัก  “การบ้าน...”
                “ติดใจตรงไหน...” 
                “ตรงนี้...”  เขารีบยื่นให้นางดูหน้าที่ใช้กระดาษคั่นไว้
                “แปลไม่ออกหรือ...” 
                “ใช่....  ข้าไม่เข้าใจ” 
                “นี่คือปรัชญา  เรื่องความกตัญญู” 
                “อาจารย์บอกว่า  เป็นคติสอนขุนนางได้ด้วย”
                “เป็นขุนนาง  สิ่งใดสำคัญต้องรู้ลำดับก่อนหลัง  หากในยุ่งเหยิงก็ต้องเอานอกเข้าไปช่วย  นางนอกหย่อนยาน  ต้องต้องเอาในมาตีกรอบ  เข้าใจหรือไม่” 
                “ข้าเข้าใจแล้ว...”  ใบหน้ายิ้มแย้มของน้องชายเป็นสิ่งที่ทำให้นางมีความสุขและช่วยให้จิตใจชุ่มชื้นได้บ้าง  ก่อนที่จะต้องรับภาระหนักต่าง ๆ ในบ้านหลังนี้ 
                “เอาล่ะ  พวกเจ้ามีอะไร  มาฝากไว้ให้ข้า  ข้าจะให้คุณหนูช่วยบอกพวกเจ้าทีหลัง!”  สาวใช้ของนางรีบสั่งการ  วันนี้คุณหนูของนางเหนื่อยมามากแล้ว 
                ส่วนคุณหนูก็หันไปมองนางอย่างผ่อนคลาย  จิยอนเป็นสาวใช้ผู้รู้ความอย่างยิ่ง  พวกนางโตมาด้วยกัน  สนิทกันและรู้ใจกันยิ่งกว่าพี่น้อง  ยามนั้นที่นางต้องรับภาระเรื่องของบิดา  ตอนที่เพิ่งอายุเพียง 12  บิดารับคนยากคนจนมาดูแล  บางรายก็ตกอับเพราะถูกขุนนางกลั่นแกล้ง  บางรายก็เป็นเหยื่อสงคราม  บางรายก็ต้องโทษถูกใส่ความ  บิดาเป็นคนใจอ่อนอย่างยิ่ง  และชอบช่วยเหลือคนตกยาก  ดังนั้นที่ดินทรัพย์สิน  ก็ยกให้คนเหล่านี้อยู่และทำมาหากิน  จนการเงินในบ้านติดขัดอย่างยิ่ง  ตระกูลขุนนางห้าชั่วคนของนางเกือบจะต้องสูญไปเพราะการกระทำไม่ยั้งคิดของบิดา  ซุนฮยอนจึงเอาเงินจำนวนที่เหลือกับที่ดินทรัพย์สินที่มีมาบริหารจัดการ  นางปลอมตัวออกไปเป็นขอทานเพื่อควบคุมคนยากไร้พวกนั้นให้เป็นกลุ่มก้อน  นางเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาได้รับ  แต่การช่วยเหลือคนมิใช่ให้ทรัพย์สินให้ของกิน  นั้นเป็นการช่วยเพียงชั่วคราว  สิ่งที่นางจะทำคือช่วยให้พวกเขามีกินไปตลอด  นางจึงรวมกลุ่มขอทานทั้งหลายและกำหนดกฎระเบียบ  เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ  นางตั้งแผงค้าขายในที่ดินที่อยู่นอกเมืองหลวงซึ่งเป็นของครอบครัวโดยให้พวกเขาผ่อนใช้ตามอัตรา  ส่วนนางก็เอาสินค้ามาหมุนเวียนเปลี่ยนมือกระทั่งผ่านมาสองปี  ตอนนี้ครอบครัวมีกำไรและกลับมามั่งคั่งได้อีก  พวกขอทานก็ช่วยเหลือคนเองได้  บางรายกลับมั่งมีขึ้นไม่ต้องขอทานต่อไป  ทว่าขอทานกลับเพิ่มขึ้นมาอีก  จนนางอดแค้นเคืองราชสำนักไม่ได้ 
                ส่วนมารดาก็เป็นคนที่ไม่เด็ดขาดอย่างยิ่ง  ฝีมือการทำอาหารของมารดาเป็นที่เลื่องลือกระทั่งในวังยังเชิญให้นางไปเป็นแม่งานในการจัดเลี้ยงหลายต่อหลายครั้ง  พอเริ่มเบื่ออาหารซ้ำ ๆ พวกนั้นก็ร้องขอสิ่งใหม่ ๆ ทำให้นางอับจนหนทางยิ่ง  แต่จะเสียหน้าก็ไม่ได้  ทุกครั้งจึงต้องมาขอความเห็นของนางอยู่เสมอ  นางไม่ได้มีฝีมือในการทำอาหาร  แต่เรื่องศิลปะในการจัดการ  นางเก่งกาจอย่างยิ่ง  
                เพราะแบบนี้  แม้แต่คนใช้ในบ้าน  การจัดการในบ้านก็ต้องเอาทุกเรื่องมาให้นางตัดสิน  ถือว่า ‘คุณหนู’  เป็นคนที่กุมอำนาจในบ้านและเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนนายท่านไปเสียแล้ว
                “คุณหนูเจ้าคะ....  ท่านน่ะชอบทำให้ข้าอกสั่นขวัญหายอยู่เรื่อยรู้ตัวหรือไม่” 
                “เรื่องอะไร?”  นางคิ้วขมวดเมื่อเห็นสาวใช้หน้าซีดเอามือทาบหน้าอก
                “ก็ท่านชายพาร์คจะมาเป็นคู่หมั้นของคุณหนูอยู่แล้ว...ทำไมถึงไปทำแบบนั้น  ถ้าหากเขาจับได้ว่าคุณหนูเป็นหัวหน้าขอทานพวกนั้น...” 
                “แล้วยังไง...”  นางเอ่ยเสียงเรียบเรื่อยไม่ใส่ใจ
                “คุณหนูเจ้าคะ...  อย่าทำเป็นเมินเฉยได้ไหม  นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้วนะ”  จิยอนเป็นห่วงสวัสดิภาพของนางยิ่ง  แต่ก็เพราะว่านางไม่รู้เรื่องอะไรจึงเป็นเช่นนี้  ซุนฮยอนไม่โกรธนางหรอก
                ตอนนั้นที่จักรพรรดิทรงสัญญาเอาไว้...  นางจำได้... 
                ‘ข้าจะให้เจ้าพิสูจน์ด้วยตาตนเอง’
                นางไม่เข้าใจที่ทรงตรัสเลยสักนิด  ทรงคิดจริง ๆ หรือว่าที่นางพูดประชดขนาดนั้นพระองค์ยังคงเชื่อว่านางจะเชื่อถือได้อีก  กษัตริย์ผู้นี้..  เสแสร้งเก่งเสียจริง
                ‘ข้าเป็นขอทาน  มีความผิด  อะไรที่ท่านต้องการจากคนของข้างั้นหรือ’  นางถามออกไป
                ‘ถ้าเจ้าช่วยเรา  เราจะช่วยเจ้า’ 
                ทุกวันนี้  นางเก็บความลับของขุนนางมากมายเอาไว้ในมือ  เพื่อเป็นสิ่งค้ำประกัน  จักรพรรดิหลอกใช้พวกนาง  ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ ไม่ว่าเรื่องอะไรที่ทรงออกหน้าไม่ได้  ก็ทรงโยนให้พวกขอทานอย่างนางทำหมด  เรื่องเก็บความลับของขุนนางก็เพื่อจะได้สั่งให้พวกมันทำประโยชน์บางอย่าง  จักรพรรดิน่ะชาญฉลาดและทรงอำนาจเกินไป  นางไม่อยากจะยุ่งด้วย  สิ่งที่นางคิดคือการเอาตัวรอดเท่านั้น  เมื่อใดที่ทรงเปลี่ยนเป็นเสือร้ายขึ้นมา  นางกับพวกของนางจะต้องรอด  และที่สำคัญเมื่อใดที่ถึงเวลานั้นขึ้นมา...  นางก็มีแผนที่จะรับมือ 
                ‘เมื่อยามนั้นมาถึง  เจ้ากับคนของเจ้าจะได้กลับเข้าเมืองหลวง’ 
                แค่ทรงตรัสแต่ปากนางก็ไม่เชื่อหรอก  แต่ทรงยื่นราชโองการให้  นางจึงจะยอมทำตามที่พระองค์ต้องการ  และพาร์คชองกีก็มักจะทำตัวเป็นแมวขโมย  ทำให้นางต้องหวาดผวาอยู่บ่อย ๆ  เพราะแบบนี้นางจึงระมัดระวังตัวมาก  ยามที่ต้องปลอมตัวเป็นขอทาน  ราชโองการที่ไม่อาจทำให้สูญหายไปได้  มันเป็นสัญญาเลือดระหว่างนางกับจักรพรรดิ
                อีกเรื่องที่นางสงสัย  เรื่องสำคัญยิ่ง...  สำคัญยิ่งกว่าการกบฏของขอทาน...  หากไม่ใกล้ชิดกับพวกราชสำนักสักหน่อย  คงจะไม่มีทางรู้แน่....
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 356 ท่าน

Line PM