Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เล่ห์รักร้าย นายลูกหนี้
TGpegasus
ตอนที่ 9
10
21/11/2554 21:36:09
224
เนื้อเรื่อง
ตอนที่ 9
                “เฮ้อออ!สองวิชาผ่านไปแล้ว ตอนบ่ายเหลืออีกหนึ่งวิชาใช่มั้ยรัน” เผือกวางกระเป๋าแล้วถามขึ้น
                “อืม...ทำไมคราวนี้มาดามออกข้อสอบภาษาฝรั่งเศสยากจังเลยนะ” รันทำตาลอยๆ
                “ฮ่าๆๆ เป็นเพราะแกไม่อ่านมาต่างหากข้อสอบมันก็อยู่ในหนังสือนั่นแหละ”
                “ก็ฉันไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหนนี่ อะไรว้า ‘ข้อสอบออกทุกอย่างที่เรียนมา’” แล้วรันก็เลียนเสียงมาดามครูสอนฝรั่งเศสของเรา
                “แต่ฉันว่าก็ยังดีกว่าข้อสอบเลขแหละว้า อะไรอ่ะสูตรนั่นสูตรนี่ เหอะ!ใครเป็นคนคิดขึ้นมานะ ขอถามหน่อยเถอะทฤษฎีบ้าบออะไรพวกนั้นในชีวิตประจำวันมันสั่งข้าวกินได้รึเปล่า ก็ไม่เห็นจะได้ใช้”
                “เออใช่!ถูกของแกเฟรช บางสาระก็ไม่เห็นจำเป็นสำหรับสายศิลป์อย่างเราด้วยซ้ำ ทำไมไม่เอาไปสอนพวกสายวิทย์ สายอะไรพวกนั้นล่ะ ฉันอุตส่าห์หนีมาเรียนภาษาแล้วยังตามมารังควานอีก” เผือกเอาตาม
                “ใช่ๆ สอนแค่การบวก ลบ คูณ หารให้ฉันไว้คิดเงินก็ดูดีแล้วล่ะ โฮ๊ะๆๆๆ” รันพูดติดตลกแบบงกๆ
                “ถ้าเป็นแบบนั้นคงดี คิๆ พวกแกอยากทดสอบมั้ยล่ะ” ฉันยักคิ้ว เผือกกับรันยังทำหน้างง
                “ไปร้านก๋วยเตี๋ยวกัน”
                ยัยสองคนนั้นรีบตามมาทันที เราสามคนรีบแทรกตัวเข้าไป ดีนะที่บางชั้นปี หรือบางห้องยังสอบภาคเช้าไม่เสร็จเลยไม่ค่อยมีคน พอป้าคนขายเห็นแล้วก็รีบยิ้มเรียกลูกค้าทันที
                “ป้าคะเอาก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กสามส่วนสี่ของหนึ่งซอง หารด้วยน้ำใสหนึ่งส่วนสามของน้ำในหม้อ แล้วก็บวกเนื้อหมูสามยกกำลังสามคูณด้วยลูกชิ้นเนื้อเจ็ดบวกสามวงเล็บคูณสองลูก เอ่อ ถอดรูทให้มันด้วยนะคะ แล้วผักเอาอินฟินิตี้ไปเลยค่ะ อ้อ!ชามสี่เหลี่ยมมีมั้ยป้า ที่ไม่ใช่พายอาร์กำลังสองอ่ะ ถ้ามีรบกวนใส่ให้ด้วยนะคะ”
                ฉันยิ้มหน้าบานเมื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวจบ เผือกกับรันทำหน้าเหวอ นักเรียนที่สั่งข้าวอยู่แถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียวส่วนป้าคนขายงงรับประทานไปเลยค่า และกว่าจะตั้งสติได้ฉันต้องยืนยิ้มรอไปอีกสามชาติเศษ
                “แบบนั้นร้านป้าไม่มีหรอกหนู”
                “อืม...งั้นเอาตามที่ป้าขายเหมือนปกติสามชามก็ได้ค่ะ” ป้าคนขายเริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์สายตาที่ส่งมาบอกว่า สั่งแบบนี้ตั้งแต่ทีแรกก็ได้กินแล้ว
                “เห็นมั้ยบอกแล้ว ว่าทฤษฎีพวกนั้นสั่งข้าวกินไม่ได้”
                “เออ!พวกฉันเชื่อแกเลยล่ะ ไปหยิบช้อนมาสิ” รันทำหน้าแหยๆ แบบว่าอายแทน
                “แล้วมันมีจริงมั้ยยะสูตรแบบนั้นอ่ะ”
                “ไม่รู้สิ ฮิๆๆ”
                “เป็นเพราะแกสั่งไม่รู้เรื่องต่างห่าง มีอย่างที่ไหนไปสั่งผักเขาอินฟินิตี้ ถ้าป้าคนนั้นฟังแกทันคงยกมาให้ทั้งสวนแล้วล่ะเฟรช แล้วถ้าฉันเป็นคนยืนขายอยู่ตรงนั้นนะแกคงโดนน้ำก๋วยเตี๋ยวสี่ส่วนสี่ไปแล้วล่ะ” เผือกค้อน
                “ฮ่าๆๆ ก็ฉันเรียนไม่รู้เรื่องนี่ ที่พวกแกได้ยินน่ะสั่งมั่วๆ ไป ถ้ามีแบบนั้นจริงคนขายคงขาดทุน ไปหาที่นั่งกันเถอะ หิวแล้ว”
                “แล้วมันเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย” รันพึมพำ
                “นั่นสิ ฉันก็งงไปกับมัน สงสัยคงอ่านหนังสือสอบจนเป็นบ้าไปแล้ว” สองเพื่อนเกลอของฉันส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเดินตามมา
 
                “เฮ้อออ!ในที่สุดการสอบวันแรกก็สิ้นสุดลง”
                “อืม เพิ่งบ่ายสองโมงครึ่งเองนะ”
                “แล้วแกจะไปไหนต่อเผือก ยัยรันยังไม่ออกมาเลยเนี่ย”
                “ฮะๆๆๆ ยัยนั่นมันจะเอาท๊อปสังคมรึไงว้า”
                “มาแล้วๆๆๆ พวกแกทำได้มั้ยอ่ะ” พอรันออกจากห้องสอบมา เสียงแจ๊ดๆ ของมันก็ทำหน้าที่ทันที
                “เรียกว่าได้ทำเถอะ”
                “พอเลยเผือกเน่า แกอ่ะเฟรช”
                “เหมือนเผือกแหละ” 
                “เออดีเนอะ เฮอะ!” รันทำเสียงประชด
                “ฮ่าๆๆ ไปกันเถอะ ป้าเหม่งกำลังจ้องเรา” เผือกกระซิบ
                “แกก็ว่าไป เดี๋ยวโดนล้างส้วมอีกจะทำไง คราวก่อนไม่เข็ดเหรอ”
                “หรือแกว่าไม่จริงอ่ะ”
                ฉันเถียงเพื่อนไม่ออกเลยค่ะ ก็ป้าเหม่งหัวฟูที่เผือกว่าคืออาจารย์จอมโหดประจำหมวดภาษานี่นา ไหงวันนี้มาคุมสอบพวกเราได้เนี่ย เอามาดามสุดที่รักที่ปรึกษาของพวกเราไปไว้ที่หนายยยย
                “นี่พวกแกส่งฉันไปห้องน้ำหน่อยดิ อั้นไว้ตั้งแต่สอบสิบนาทีแรกแล้ว”
                “ยัยรันบื้อ!ทำไมไม่ขอไปล่ะ”
                “แกจะบ้ารึไงเผือก เดี๋ยวโดน ‘จารย์เหม่งตะเพิดไล่ออกมาทำไง เชอะ!ใครจะไปเหมือนแกยะ”
                “พวกแกหุบปากกันได้แล้วน่า นี่มันหน้าตึกสอบนะเสียงก็ไม่ใช่เบาๆ ดูโน่นสิพวกสามสาวแมลงวันนี่นา แล้วอีกคนใครกันล่ะ” เสียงของฉันสนุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ก่อนที่เผือกกับรันจะมองตาม
                “ฮุๆ ไม่เจอพวกมันนานเลยนะ มัวไปตอมอะไรอยู่ที่ไหนเนี่ย”
                “แกก็พูดซะเห็นภาพเลยอ่ะ ไปทักทายหน่อยมั้ย” แล้วเผือกก็เดินนำไป เหอะ!หาเรื่องมาให้อีกแล้วยัยนี่
                “ว่าไงยะ เสนอหน้ามาทำไมตรงนี้” แมลงวันตัวหนึ่งเก็บบรัชออนลงกระเป๋าก่อนจะทักทายพวกเรา
                “อ้าว!ไม่เห็นจะมีป้ายห้ามเดินผ่านนี่” เผือกเอ่ยกวนๆ
                “พวกแกไม่รู้หรือไงว่าบริเวณนี้มันที่ของพวกฉัน” ชะนีที่มีเชื้อแมลงวันตัวที่สองเก็บลิปสติกบ้างด้วยใบหน้าหาเรื่อง
                “อ้าวเหรอ!พวกเรานึกว่าที่สำหรับฉี่ซะอีก ขอโทษนะรันแกอั้นไว้ก่อนเถอะ พวกฉันมาส่งผิดที่แล้วล่ะ”
                “เดี๋ยวฉันมานะ อยู่ต่อไปได้ราดใส่หน้ายัยแมลงวันพวกนี้แน่ๆ” แล้วรันก็วิ่งออกไป
                “นังพวกนี้!วอนแล้วมั้ยล่ะ คุ้กกี้จับมัน!!!”
                “แต่น้ำหวาน พวกเราเพิ่งครบกำหนดล้างห้องน้ำเองนะ”
                “พูดมากน่า พวกมันก็โดนเหมือนแกสองคนนั่นแหละ โอ๊ะโอ!ออกจะมากกว่าด้วยซ้ำยังไม่เห็นบ่นอะไรเลย” ยัยลิ้นจี่หุ่นกระป๋องเอ่ยขึ้น
                “ใช่ๆ จัดการมันเลยดีกว่า” นางเอกลิเกถลกแขนเสื้อขึ้น อ๊ะ!ยัยนี่มันจิณน์คู่ขาดรากอนนี่นา
                “นี่แกมาอยู่ที่นี่ได้ไงน่ะ” จิณน์ทักฉัน
                “ก็มันโรงเรียนฉันนี่ เธอนั่นแหละหลุดมาจากหลุมไหนล่ะ” ฉันทักตอบ
                “กรี๊ดดดดดด!แกว่าให้ฉันงั้นเหรอยัยเตี้ย!!!”
                “จัดการมันเลยจิณน์ ไม่เจอกันนานฉันอยากเห็นฝีมือเธอเหมือนกันว่าจะระดับไหนแล้ว” ลิ้นจี่ยุ
                “อ้าว!ลิ้นจี่เหรอเนี่ย แกออกจากโรง’บาลเมื่อไหร่กัน ได้ข่าวว่าโดนแฟนเก่าของแฟนแกพาพวกมารุมกระทืบไม่ใช่เหรอ หุๆ เนี่ยน๊าโทษฐานที่ไปแย่งของเขามาล่ะ” รันวิ่งจากห้องน้ำมาก็เริ่มทันที
                “กรี๊ดดดด!นังรันแกอยากตายคนแรกใช่มั้ย ได้เลย!” แล้วยัยลิ้นจี่ก็เดินเอามือที่เปื้อนสีแต่งหน้าฟาดลงบนหน้ารัน
                “แกตบฉันเหรอ มาเล้ย” รันของขึ้นแล้วอ่า อย่าทำเสียงดังนะแก ฉันไม่อยากขัดส้วมอีกแล้วนะ
                “นี่ๆๆ สี่กับสามมันจะยุติธรรมเหรอเดี๋ยวพวกแกแพ้ขึ้นมาแล้วจะยุ่งนะ”
                “ไม่ต้องมาฟอร์มเลยคุ้กกี้ ถ้าแกอยากบริหารร่างกายแกเข้ามา”
                “เฮ้ยเผือกเน่า! แกไปท้าพวกมันทำไมเนี่ย”
                “แกเอาปากของแกไปเฉือนยัยน้ำหวานเลยเฟรช” แล้วก่อนที่ฉันจะทำอะไรยัยจิณน์ก็วิ่งโล่เข้ามา
                ตอนนี้ฉันโดนจิณน์จับให้น้ำหวานฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้า ฉันใช้แรงช้างสารถองศอกใส่จิณน์กระเด็นไปทางเผือก แล้วน้ำหวานก็ฟาดฝ่ามือมาอีกสองครั้ง ฉันก็ตอบกำปั้นไปหนึ่งหมัดเหมือนกัน อ้อ!ฝ่ามืออีกสอง ฮิๆ ยังได้เปรียบๆ หันไปมองรัน ยัยนั่นจับหัวลิ้นจี่กดลงบนโต๊ะไปแล้ว ส่วนจิณน์ที่โดนเผือกถีบออกมาก็ถลาเข้ามาช่วยลิ้นจี่แต่ก็ต้องล้มลงพร้อมกับร่างของลิ้นจี่ที่ถูกรันผลักใส่ ส่วนคุ้กกี้ที่ตบเผือกเอาๆ สุดท้ายก็โดนเพื่อนฉันใช้กำปั้นพิฆาตลงไปแหมะกับพื้น ฉันหันกลับมาใช้แรงที่เหลือรีบจัดการน้ำหวานบ้าง เหอะ!ที่ของพวกแกอยู่ตรงพื้นเนี่ยแหละ ดีแล้ว
                “ไปกันเถอะ” รันเอ่ยเยาะๆ
            “เฮ้ออ!ฝีมือเหมือนเดิมเลยนะ อุตส่าห์ต่อให้ตั้งหนึ่งคน” เผือกปัดมือ
                “ฝากไว้ก่อนเถอะ!!!” พวกแมลงวันตะโกนมา
“อ้อ!บอกไว้ก่อนนะจิณน์ ว่าน้ำหวานก็คิดจะงาบดรากอนเหมือนกัน แต่ฉันไม่ปล่อยให้หรอก ฮิๆๆ”
                “กรี๊ดดดดดดด!” เสียงยัยสองคนนั่นดังประสานกันไล่หลังมา
                “แกนี่ก็ร้ายใช่เล่นนะเฟรช” เผือกว่าพร้อมกับเช็ดเลือดที่มุมปาก
                “ก็มีบ้างอะไรบ้าง ฮิๆๆ อ๊ากกก!เจ็บๆๆๆ”
                “โฮกกกก!ฉันก็เจ็บอ่ะ มือยัยบ้านั่นหนักไม่เบาเลยแฮะ” รันสูดปาก
                “ฮะๆๆทำเป็นโอด ทีเมื่อกี้ยังทำฟอร์มนะแก ซี้ดดด”
                “หุบปากเจ่อๆ ของแกไปเลยเผือก เอ้อ!ตอนที่แกโยนยัยน้ำหวานไปกองกับพื้นอ่ะ เท่ห์ไปเลยนะเฟรชไปฝึกมาจากไหนเนี่ย” รันยื่นยาแก้ฟกช้ำให้
                “ไม่รู้อ่ะ เหอะๆ มันเท่ห์เหรอ” ฉันส่องกระจกดูหน้าตัวเอง อ๊ากก!ทำไมแดงเงี้ย
                “อืม...ดูดีไปเลยล่ะ...” ก่อนที่รันจะพล่ามอะไรต่อไปเสียงโทรศัพท์ของเผือกก็ดังขึ้น
                “อะไร” เผือกเน่ากรอกเสียงไปอย่างไม่สบอารมณ์
                “อืม...วันนี้เวรนายเหรอ...อยู่แถวๆ นี้แหละ...สวนข้างโรงเรียนเนี่ย จะมารึไง...เฮ้ย!ไม่ต้องๆๆ จะกลับแล้ว” เผือกวางโทรศัพท์
                “ใครอ่ะ” ฉันถาม
                “คิน”
                “นี่พวกแกคบกันจริงเหรอเนี่ย ฉันนึกว่าวันนั้นคินแค่ขู่แกซะอีก” รันทำหน้าเสียดาย
                “ช่างเถอะ คบกันแค่ข้อตกลงน่ะ” เผือกบอกปัด
                “จริงเหรอว้า ไม่ใช่ว่าคบๆ ไปแกดันไปแอบหลงรักเขาข้างเดียวน๊า”
                “หุบปากไปเลยรัน” เผือกดุรัน หน้าแดงเป็นปื้น ฮ่าๆๆ ถ้าไม่ใช่รอยตบฉันว่ามันต้องแดงเพราะอายแน่ๆ
                “กรี๊ดๆๆๆ นี่พวกแกฉกอาหารตาอาหารใจทั้งหลายแหล่ของฉันไปกินหมดแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย!”
                “แกจะกรี๊ดทำไมฮะรัน”
                “แกเอาเทพบุตรช้านปายยย ซิกๆ ฉันมองมาตั้งนานแล้วนะ! หมดกันๆ โอ้วว! ป้อจายในรายชื่อของฉัน”
                “เบื่อเมื่อไหร่ฉันคืนให้ย่ะ” เผือกเอ่ยอย่างปลงๆ
                “ขอให้มันจริงเถอะ คินน่ะเห็นอย่างนั้นก็รักใครรักจริงนะ แต่ดรากอนนี่ตามประวัติแล้วไม่เคยคบใครเป็นแฟนนานๆ เลยอ่ะ อย่างมากก็แค่อาทิตย์เดียว แกอย่าไปหลงคารมเข้าล่ะเฟรช”
                “เหอะ!ช่างมันเถอะ ขอให้ฉันได้เงินคืนเป็นพอ”
                “แต่ฉันดีใจจริงๆ เลยอ่ะ อยู่ๆ เพื่อนของฉันก็ได้ผู้ชายอันดับหนึ่งกับอันดับสามมาครองอย่างง่ายดาย ถ้าฉันไม่ได้แต่พวกแกได้ไปก็ไม่เป็นไร ฮิๆ เอาให้อยู่หมัดเลยนะยะ”รันยิ้มอย่างมีความสุข
                “ผู้ชายคนหนึ่งทั้งหล่อทั้งเท่ห์ กับอีกคนที่หน้าหวานยังกับผู้หญิง ปากแดงยังกะลูกเชอร์รี่แต่กลับต่อยชนะได้ในหมัดเดียว เจ้าชายสองคนนี้เป็นของเพื่อนฉัน ฮิๆ”
“ปล่อยมันบ้าไปเถอะ เหอะ!”ฉันเอากระจกส่องดูปาก...แตกเลย ฮือๆๆ
เผือกหยิบหลอดยาที่รันพกอยู่เป็นประจำมาทาหางคิ้ว ส่วนรันยังพล่ามต่อไป แถมยังเอาปากกาไฮไลท์สีสะท้อนแสงที่มันเคยบอกว่าใช้สำหรับคนที่โดนฉกไปแล้วมาร์คไปที่หน้าชื่อของสองคนนั่น
“ฉันว่ามันบ้าไปจริงๆ แล้วนะเผือก”
                “เหอะๆ เดี๋ยวก็เป็นปกติเองแหละ...นี่รัน! แกอยากได้ก็รีบทายาสิ เดี๋ยวหมอนั่นจะมาที่นี่”ประโยคหลังเผือกบอกพร้อมกับทายาตรงหัวไหล่ให้รัน
                “ฉันไม่เอาแฟนเพื่อนหรอกน่า ซี๊ดดดด ให้สองคนนั่นได้พวกแกก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าปล่อยให้หญิงอื่นงาบเอาไป ฮิๆ เฮ้ย!ว่าแต่เมื่อกี้แกพูดว่าไงนะเผือก คินจะมาที่นี่งั้นเหรอ” รันทำหน้าตกใจ
                “เออดิ”
                “มากี่คน เพื่อนคินมารึเปล่า สุดกะล่อนห้อง Cนั่นน่ะ” รันไม่สนใจคำตอบของเผือกยังถามต่อไปอย่างรวดเร็ว
                “ไม่รู้อ่ะ แหมๆ ทีเมื่อกี้ยังทำท่าเสียดายนายสองคนนั่นอยู่เลยนะ” เผือกส่ายหัว
                “เออเนอะ!แหะๆ ยังไงฉันก็ไม่เสี่ยงอยู่หรอก ผู้ชายจะมาเห็นสภาพแบบนี้ของฉันไม่ได้”
                “ชิ!ต้องดูดีตลอดงั้นสิ แล้วทีเมื่อกี้ฟัดกับยัยพวกนั้นล่ะ กุลสตรีของแกจะเหลือเรอะรัน”
                “มันก็จริงของแกนะเฟรช แต่เราจะปล่อยให้พวกนั้นหยามได้ไง เอาเป็นว่าละเรื่องนั้นไปเรื่องนึงแล้วกัน แต่หลังจากนั้นต้องดูดีตลอดอย่างที่แกว่า ฮุๆ ฉันไปล่ะ” แล้วรันก็ติดกระดุมมือหยิบกระเป๋าเดินหน้าระรื่นออกไป
                “เฮ้อ! ยัยนี่เนี่ยน๊า ฉันล่ะใจอ่อนกับมันจริงๆ”
                “ความสุขของมันน่า โฮ๊ะๆ ฉันก็ไปล่ะนะ ไม่อยากเป็น ก ข ค” ฉันหยิบกระเป๋าบ้าง
                “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไปดิ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนไม่ได้รึไง”
                “แหงะ!แกอยู่กับคินไปสองคนเถอะ”
                “วันนี้เวรคินอยู่กับหมูหย็อง หมอนั่นแค่มาเอาของเล่นที่ฝากให้ฉันซื้อเมื่อเช้าน่ะ เดี๋ยวเราค่อยกลับด้วยกันนะเฟรช”
                “อ้าว!ทำไมแกไม่กลับกับคินอ่ะ มันจะไปเอาหมาบ้านแกไม่ใช่เหรอ”
                “ก็…ฉันยังไม่อยากเข้าบ้านตอนนี้นี่” เผือกพูดเสียงอ่อยๆ
                “ฮั่นแน่” อยากจะเลี่ยงให้คินไปส่งน่ะสิ
                “แกอย่ามาจับผิดฉันนะ”
                “ยังไงฉันก็ไม่อยู่หรอก เผื่อคินมีแผนจะชวนเธอเที่ยวพร้อมหมา...”
                “แกอยู่เป็นเพื่อนฉันแค่นี้ไม่ได้รึไง” เผือกแทรกเสียงงอนๆ เอาไงดีน้ออออ
                “ว่าไงล่ะ”
                “ก็ได้ๆ แล้วค่าตอบแทนอ่ะ”
                “ยัยงก แกจะงกไปถึงไหนฮะ แค่นั่งอยู่เฉยๆ เป็นเพื่อนฉันเนี่ย ไม่ได้ใช้แรงซะหน่อย”
                “แต่ฉันใช้เวลาและลมหายใจนะ” เฮอะ!มาว่าฉันงก แกน่ะยิ่งกว่าอีก
                “งั้นก็ตามใจแก ฉันไปล่ะ” ฉันทำท่าหยิบกระเป๋า
                “ เออๆ เลี้ยงไอติมถ้วยนึงอ่ะ”
                “ถ้วยเดียวจะพออะไรเล่า” ฉันพูดแบบไม่สนใจ ทำฟอร์มไว้ก่อนดีกว่า ฮุๆ
                “บวกน้ำกีวีของโปรดแกด้วยเอ้า”
                “แค่นั้นเหรอ”
                “งั้นตามใจแก ไปไหนก็ไปเลยไป” ว้ายๆๆ คงเล่นตัวมากไปหน่อยแล้วล่ะ
                “เออๆ ไอติมกับน้ำปั่นก็ได้ เห็นว่าอยู่คนเดียวหรอกนะเผือกเน่า”
                “งกไม่พอยังฟอร์มจัดอีก”
                “เชอะ!ฉันงกสู้แกไม่ได้หรอกย่ะ กับเพื่อนกับฝูงนี่จ่ายยากจริ๊ง ทีกับหมานี่ควักเอาจ่ายเอา”
                “บ่นไรของแกเนี่ย”
                “ช่างเถอะน่า ว่าแต่แกจะเลี้ยงฉันเมื่อไหร่”
                “รอหมอนั่นเอาของเล่นหมูหย็องไปก่อน”
                “งั้นตกลง” ฮุๆ ของฟรีอีกแล้ว ฉันกะว่าจะรีบกลับไปท่องหนังสือสอบพรุ่งนี้ซะหน่อย
                “เฮอะ!ไม่ค่อยเลยนะแก”
                “ก็งี้แหละ จะได้กินอะไรจากแกทั้งทีมั้นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม”
                ฉันกับเผือกสลับกันใส่ยาบนหน้าไปสักพักผู้หญิงร่างสูงก็เดินมากับ อืม...คงเป็นแฟนล่ะมั้ง เฮ้ย!พอเดินเข้ามาใกล้ๆ กลับไม่ใช่ผู้หญิง แต่คนๆ นั้นคือคินนี่นา แล้วผู้ชายอีกคนที่ฉันตู่ว่าเป็นแฟนคินก็คือนายลูกหนี้ของฉันนั่นเอง มังกรร้ายกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยหน้าตาที่เซ็งซะเต็มประดา คงไม่ได้เซ็งที่มาเห็นหน้าฉันหรอกนะ
                “ว่าไงคุณหนูเผือก…คุณนายซาตาน” เอิ่มมม…คินเรียกฉันว่า คุณนายซาตาน งั้นเหรอ
                “บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกแบบนี้” เผือกที่คุ้ยกระเป๋าอยู่เงยหน้าขึ้นมาต่อว่าคิน ใช่ๆๆ สนับสนุน
                “เฮ้ย! หน้าเธอไปทำไรมา” คินทำหน้าตกใจยื่นมือไปจับแก้มเผือก
                “อ๊า~~~ยุ่งน่า ไม่ต้องมาจับเลย” เผือกปัดมือคินออก
                “คงไม่ใช่เรื่องที่รุ่นน้องฮือฮากันเมื่อกี้หรอกนะ...ใช่มั้ย”
                “เออ!นายเป็นสารวัตรนักเรียนรึไงถามอยู่ได้”
                “โธ่เอ้ย!แล้วเจ็บมั้ยนั่น” คินถอดเสื้อนอกคลุมทับเสื้อสีขาวตัวเดิมที่ทั้งขาดและเปื้อนให้เผือก
                “เรื่องของฉันน่า อ่ะ เอาไปได้แล้ว อ้อ!เอาหมูหย็องมาส่งเร็วๆ นะ”
                เผือกยื่นสิ่งที่มันเรียกว่าของเล่นหมาให้คิน แหมๆ ทำยังกับพ่อจะพาลูก(หมา) ไปส่งโรงเรียนงั้นแหละ ว่าแต่ดูหน้าคินแล้วคงห่วงเพื่อนฉันใช่เล่นเลยแฮะ
                “เฮ้!คิน เสร็จยังวะ อ้าว!ยัยบื้อนั่นอยู่นี่ด้วยเหรอ เฮ้!หน้าเธอทำไมแดงเหมือนเนื้อหมูโดนเฉือนแบบนั้นอ่ะ”
                ฉันนั่งดูเผือกกับคินปะทะฝีปากกันอยู่นานจนลืมไปเลยว่านายลูกหนี้คุยโทรศัพท์อยู่ และพอวางปุ๊บ ก็เรียกคินปั๊บ แถมยังเสนอหน้ามาทักฉันอีกแหนะ อ้อ! หรือว่าเพิ่งเห็นฉัน งั้นที่ทำหน้าเซ็งก็ไม่ได้เป็นเพราะฉันสินะ โฮ๊ะๆๆ อ่า แล้วเราจะดีใจทำไมเนี่ย ลืมฟาดฝีปากกับมังกรร้ายไปเลย
                “ฉันถามเธออยู่นะ”
                “แล้วคุณลูกหนี้จะมาเกี่ยวอะไรด้วยคะ”
                “ทักทายให้มันดูดีหน่อยไม่ได้รึไง ฉันแฟนเธอนะ” หน็อย!ดูดีงั้นเหรอ แล้วที่ทักฉันบื้อนี่มันยังไงยะ
                “ช่างเถอะ!อ่ะ เอาไป”
                สิ่งที่ฉันยื่นให้ลูกหนี้ไปคือกระดาษประมาณสามคูณสี่นิ้วแผ่นหนึ่ง ซึ่งข้างในมีคำว่า ‘นายเป็นลูกหนี้ฉันนะ อย่าลืม!’เขียนไว้ ฮ่าๆๆ ฉันเพิ่งคิดได้เองแหละว่าจะเลิกแปะกระดาษพวกนั้นแล้วหันมาเขียนโน้ตกันลืมให้หมอนี่ทุกครั้งที่เราเจอกันแทน ฮุๆ ฉลาดได้อีก
                “อะไรของเธอเนี่ย ฉันว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ” ดรากอนทำหน้างง
                “เรื่องของฉันน่า นายมีหน้าที่รับโน้ตกันลืมนี่ไว้อย่างเดียว จากนั้นจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของนาย”
                “นี่หมายความว่าเธอจะส่งไอ้นี่มาให้ฉันแทนงั้นเหรอ” ดรากอนชูสิ่งที่อยู่ในมือไปด้วยหน้าตาเหวอๆ
                “ช่วยไม่ได้ โน้ตกันลืมนี่อาจจะช่วยเตือนความจำนายได้ไงล่ะ”
                “ฉันไม่ได้สมองเสื่อมนะ”
                “เอาเถอะน่า นายก็แค่รับไว้ไม่เสียหายอะไร แต่ฉันต้องเสียกระดาษรีไซเคิล เสียน้ำหมึกปากกาอีกนะ อ้อ! เสียเวลาด้วย”
                “เฮ้อออ!ยัยนี่น่ารำคาญชะมัด ฉันล่ะเชื่อเธอเลยล่ะ” แล้วมังกรลูกหนี้ก็ไม่เถียงอะไรอีก
                “ธุรกิจเงินพันของแกเสร็จรึยังเฟรช ไปกันเถอะ”
               
                อ้าว!ฉันลืมเผือกไปเลยแฮะ มันเดินกลับมายังม้านั่งหลังจากที่โดนคินลากไปริมสระเมื่อกี้ โฮ๊ะๆ คงจะสู้เสียงของฉันกับลูกหนี้มังกรไม่ได้ล่ะสิ
                “อะไรของเธออ่ะ...ธุรกิจเงินพัน”
                “อ๋อ!ชื่อธุรกิจของฉันเอง อย่าสนใจเลยคิน” ฉันตอบคินยิ้มๆ แต่ดรากอนทำหน้าระอาเหมือนกับว่า ‘เธอมันประสาทแดก’ฮะๆ ยอมรับย่ะ
                “งั้นก็ไปกันเถอะ ไปกินข้าวกันฉันเลี้ยงเอง”
                “พวกฉันจะกลับแล้วล่ะ เชิญนายสองคนเถอะ” เผือกปฏิเสธคินไป
                “ได้ไง เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่บ้านเองไปรับหมูหย็องด้วยไง” คินยังไม่ยอม
                “แต่ฉันมีธุระนี่”
                “ค่อยไปวันอื่นแล้วกัน ดูสภาพเธอสิ” เผือกยังไม่สนใจ
                “เอาเถอะๆ เธอไม่ได้จ่ายสักหน่อย แค่ไปนั่งกินจะเป็นไรไป…นะเฟรชนะ ไปด้วยกัน” คินยังคงไม่ยอมแพ้หันมาพูดกับฉัน เผือกจึงลากฉันออกมาประชุมลับ
                “แกจะไปกับพวกนี้มั้ยเฟรช”
                “ไม่อ่ะ นานทีปีหนแกจะเลี้ยงไอติม ฉันจะกินไอติมแกก่อน” ฉันบอกมัน
                “ฮ่าๆๆ ไว้ก่อนก็ได้”
                 “ได้ไงยะ ถ้าผัดไปวันอื่น ฉันก็ไม่ได้กินพอดีน่ะสิ แกขี้งกจะตาย เดี๋ยวก็เบี้ยวอีกแน่”
                “แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้วอ่ะ เราไปฟัดอาหารให้หมอนั่นเจ๊งไปเลยดีกว่า เราไม่ได้จ่ายนะ”
                “ข้ออ้างของแกอ่ะดิ ฉันจะกินไอติมของแก”
                “แกเลือกเอาแล้วกัน ไอติมถ้วยเดียวกับอาหารทั้งโต๊ะเชียวน๊า อะไรมันจะคุ้มกว่ากัน” ให้ตายเถอะ!ฉันอยากจะควักลูกตาเจ้าเล่ห์ของยัยนี่จริงๆ
                “เออๆ ก็ได้ๆ แต่วันหลังแกต้องเลี้ยงไอติมฉันนะ”
                “ได้ไงอ่ะ สัญญาวันต่อวันแหละ”
                “งั้นก็ไปกินไอติมกัน อาหารคินฉันไม่กินก็ได้”
                “ตามใจแก ฉันก็ไม่อยากไปกินอาหารมื้อเดียวกับหมอนั่นเหมือนกัน”
                “เฮ้ยๆๆ ถ้าตามใจฉันงั้นเราไปกินอาหารของคินก่อนแล้วค่อยไปกินไอติมแกเป็นของว่าง ตกลงนะ”
                ฉันรีบผละมาก่อนที่เผือกจะได้เอ่ยแย้งอะไร เพื่อนฉันเดินตามมาอย่างเสียที โฮ่ๆ แกไม่มีวันเบี้ยวไอติมฉันหรอก นานทีปีหนเผือกเน่าจะเลี้ยงทั้งที ฮิๆ ว่าแต่ทำไมฉันเจอนายดรากอนทีไรต้องจบด้วยการไปกินอาหารด้วยกันตลอดเลยนะ ยัยคนเขียนกะจะให้ฉันน้ำหนักขึ้นรึไงเนี่ย
                “เอ้อ!พวกฉันกินเยอะนะ” ฉันเอ่ยดักไว้ก่อนเป็นการไว้เชิง
                “ไม่เป็นไรหรอกน่า” คินเอ่ยยิ้มๆ
                “ จะไปกันได้รึยัง ฉันหิวแล้วนะ” ไม่ต้องบอกว่าเสียงที่แทรกขึ้นมานั้นของใคร
                “นั่นน่ะเหรอ นายดรากอนปากจัดของแก”
                “อือ ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย”
                “แต่หมอนั่นก็เหมาะกับแกดีนะ แถมยังโคตรหล่ออีกต่างหากเนอะ”
                “เชอะ!หุบยิ้มได้แล้วน่า พวกเรากำลังไปกินข้าวกับศัตรูอยู่นะ”
                “เออก็จริง คอยดูนะ เดี๋ยวฉันจะสั่งอาหารมาให้หมดร้านเล้ย” เผือกทำหน้าจริงจัง เชื่อมันเลยล่ะ
               
            20 นาทีต่อมา
                “อาหารที่สั่งได้แล้วค่ะ”  ฉันมองหน้าตาอาหารที่ทยอยมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ
                “ทะ ทั้งหมดนี่เลยเหรอครับ”
                ฉันว่าฉันเห็นเหงื่อบนขมับคินล่ะ ฮ่าๆๆ ก็ตอนที่เผือกเน่ากับฉันช่วยกันสั่งอาหารคินเดินไปเข้าห้องน้ำนี่นา เหลือแต่ลูกหนี้บางคนที่นั่งอ้าปากค้างยิ่งกว่าเห็นของแปลกๆ ซะอีก
                “ใช่!เชิญพวกนายตามสบายเลยนะ” เผือกยังคงยิ้มร่าพูดต่อไป
                “อ้อ!คุณชายภาคิน ช่วยเช็ดเหงื่อด้วยนะคะ เดี๋ยวจะตกลงในอาหารของดิฉันค่ะ ฮิฮิ”
                “หุบปากเธอไปเลยยัยบ้า!อาหารแต่ละอย่างไม่ใช่น้อยๆ นะ เล่นสั่งมาเยอะแบบนี้ใครจะไปกินหมดกัน” คินเอ็ดเบาๆ พอให้รู้กัน
                “ก็นายจะเลี้ยงไม่ใช่รึไง เอาน่าๆ มากินข้าวทั้งทีทำหน้าให้มันสดใสหน่อยสิเรื่องกินหมดไม่หมดนี่อย่าห่วงเนอะเฟรชเนอะ”
                “เชื่อพวกเธอเลย”
                ผ่านไปชั่วครู่อาหารที่เห็นเต็มโต๊ะเมื่อกี้ก็หมดเกลี้ยงไปแล้วค่ะ ฮุๆ หนังท้องเริ่มตึงแล้วล่ะ ฉันว่ายัยเผือกก็เช่นกันแหละ ไม่งั้นมันจะสั่งผลไม้มากินเหรอ
                “นี่เธอยังกินได้อีกเหรอ” คินทึ่ง
                “ผลไม้น่า ไม่เป็นไรหรอก ยังไงขนหน้าแข้งนายก็ไม่ร่วงอยู่แล้ว” เผือกตอบไป ปากยังไม่หยุดกิน งั้นขอแจมหน่อยเถอะ
                “เฮ้อ!ฉันยังไม่เคยเห็นใครตะกละแบบพวกเธอเลยซักคน”
                “ก็ดูซะสิ อ้อ! อย่างนี้เค้าไม่เรียกว่าตะกละหรอกนะ เค้าว่าคนที่เห็นคุณค่าของอาหารย่ะ ง่ำๆๆๆ” เผือกยังเถียงคินต่อไปส่วนฉันก็ช่วยจิ้มสับปะรดเข้าปากตัวเองด้วย
                “พอได้แล้วยัยเตี้ย เธอไม่สงสารไอ้คินบ้างรึไง” ดรากอนแขวะฉันทันทีที่มองเหมือนมีของแปลกมานั่งอยู่ข้างๆ
                “ถ้าสงสารนายก็ช่วยคินจ่ายดิ ถ้าปากฉันไม่เจ่อแบบนี้นะคงกินได้สะดวกกว่านี้อ่ะ” ฉันคาบส้อม
                “เฮ้อออ!กินยังกับหมู ยังไม่สำนึกอีกใครจะเลี้ยงไหวเนี่ย”
                “ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณคินอยู่แล้ว” แต่ตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ เพราะหมอนั่นลากเผือกออกไปจ่ายตังค์ และเดินออกจากร้านไปแล้ว อ้าว! แล้วไอติมของฉันล่ะ แงๆๆๆ
                “กลับเถอะ พรุ่งนี้เธอมีสอบไม่ใช่รึไง”
                “อื้อ!แล้วโรงเรียนนายสอบวันไหนอ่ะ” ฉันยังนั่งไว้อาลัยให้กับไอติมของเผือกวันนี้
                “สอบเสร็จแล้ว” ดรากอนยังตอบเรียบๆ เหมือนเคย
                “เหรอ ดีเนอะถ้าเป็นฉันคงดีใจมากเลยล่ะ”
                “อือ แต่บังเอิญไม่ใช่เธอ”
                “-_-“
                “ฮะๆๆ ยัยบ๊องเอ้ย ป่ะ ฉันจะไปส่ง…นี่เธอกินจนลุกไม่ขึ้นเลยรึไงฮะ” ดรากอนจับแขนฉันให้ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่ายังนั่งอยู่ที่เดิม
                “ฉันกลับเองได้น่า”
                “ไม่ได้!เดี๋ยวเจอเจ้าบ้าไซโคลนกลางทางจะทำไง”
                “ฉันเอาตัวรอดได้น่า อืม แต่ช่วงนี้ก็ไม่เห็นหมอนั่นเลยแฮะ”
                “ทำไม คิดถึงมันรึไง” เสียงขุ่นๆ ดังออกมาจากปากดรากอน
                “เปล่าสักหน่อย นายหึงรึไง”
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 94 ท่าน