Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Black Floral
Secret เด็กข้างบ้าน
Black Floral 22
25
21/11/2554 20:05:27
713
เนื้อเรื่อง

22
เปราะบาง
 

 
 
            “…”
            “นาร์ล? ” เดย์อยู่ในช่วงซลึมซลือหลังจากที่ถูกปลุก เดย์ยังกอดฉันไว้หลวมๆ พิงกับต้นไม้ หน้าเขาเต็มไปด้วยเหงื่อแต่พอสายตาเขาเห็นฉันได้เต็มตา รอยยิ้มบางๆ ก็ผุดขึ้นเพียงไม่กี่วิก่อนที่มันจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
            “แก้ม…”
            “แค่เล็กน้อยน่ะ เดย์ยั้งมือนาร์ลไม่ทัน”
            ฉันเงียบไปซักพักเอาแต่มองบาดแผลที่เป็นรอยเล็บบนหน้าของเขา
            “นาร์ล เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
            ฉันส่ายหัว
            “งั้นก็ดี”
พลั่ก!
            “นาร์ล!? ”
            “น…นายต้องการอะไร” ฉันถามขณะที่มือยังคงเล็งกระบอกปืนไปที่เดย์ ฉันยืนอยู่ทั้งๆ ที่แทบจะไม่มีแรงทรงตัวด้วยซ้ำ มือฉันสั่น เสียงฉันแหบพร่า ตาก็แทบเปิดไม่ไหว แต่เพราะความโกรธ ความกลัว สับสน ทุกสิ่งทุกอย่างกดดันให้ฉันแทบบนี้โดยไม่รู้ตัว
            “นาร์ลทำอะไร วางปืนลงเดี๋ยวนี้”
            “ตอบ! ”
            “…”
            “ต้องการอะไรจากฉันอีก! ”
            ดูเหมือนคนตรงหน้าจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เขาทำได้แค่เบิกตากว้างมองฉันโดยไม่พูดอะไรอีก และทันทีที่หยดน้ำใสได้ไหลลงมาจนร่วงลงพื้นดิน ความอดกลั้นบางอย่างก็มาจนถึงปลายทางซักที
            “อะไรอีก นายต้องการอะไรจากฉันอีก องค์กรนาย กรมตำรวจบ้าพวกนั้น หรือกระทั่งคนทั้งโลกต้องการอะไรจากคนอย่างฉันอีก!! ” ฉันตวาดออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลหนักขึ้น เดย์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองฉัน
            ขอร้องเถอะ สายลม ฝน หรืออากาศช่วยบอกฉันที
            ว่าตอนนี้เขารู้สึกยังไง เขาต้องการอะไร ต้องให้ฉันแลกอะไรอีก
            “นาร์ล…”
            “เดย์ทำแบบนั้นได้ยังไง…ดะ..เดย์” ฉันพักหายใจพยายามควบคุมสติมองหน้าร่างสูง พยายามบังคับตัวเองไม่ให้สะอื้นอีกทั้งยังบังคับไม่ให้คิดว่าเขาต้องการที่จะเข้ามากอดและปลอบฉันอย่างที่เคยทำ
            “หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาฉันก็ยังถามตัวเองทุกวินาทีว่าเหตุผลนั้นคืออะไร นายทำไปได้ยังไง ทั้งๆ ที่…ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนสำคัญของนาย! ฉันเป็นคนรักของนาย แต่ทำไมนายถึงกล้าทำ!! ”
            “…”
            “สองปี ฉันซื่อสัตย์รอผู้ชายคนนึงอย่างอดทน จนเมื่อเจอกันอีกครั้ง ฉันก็สัญญากับตัวเองว่าชาตินี้คงไม่ต้องหาใครอีกแล้ว เพราะฉันมีพ่อแม่ที่แสนดี มีเพื่อนสนิทที่แสนดี เพื่อนๆ ในมหาลัยที่ดี และนายอีกคน มันก็พอแล้ว”
            “…”
            “แต่สองปีที่ผ่านมา อะไรเปลี่ยนนายไปได้ขนาดนั้น นายเคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่านายต้องการอะไร ความฝันของนาย ฉันยอมแลกสิ่งเหล่านั้นเพื่อความฝันของนาย แต่สิ่งที่ฉันได้รับคืออะไร ฉันเห็นแก่ตัวมากใช่มั้ยที่อยากจะให้นายทดแทนสิ่งที่ฉันแลกไปด้วยการดูแลและรักฉัน เหตุการณ์ในวันฝึกที่ประเทศไทย คนที่ฉันหวังว่าจะช่วยมันสมควรจะเป็นนายไม่ใช่หรือไง ห้าวันก่อนที่น้ำตก คนที่นายควรจะเชื่อใจมากที่สุดสมควรจะเป็นฉันไม่ใช่หรือไง และคนที่นายควรจะให้ความสำคัญมันควรจะเป็นฉันไม่ใช่หรือไง!! ”
ซ่า..
            ทันทีที่ตะโกนจนเสียงดังก้อง สายฝนก็โหมกระหน่ำตกลงมาเหมือนรู้ใจ ฉันร้องไห้อย่างหนักอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ฉันสะอื้นจนร่างกายแทบทนไม่ไหว หัวใจฉันเจ็บปวดในทุกคำพูดที่เปล่งออกไป ขอเพียงแค่ว่าสิ่งที่ฉันทำลงไปจะซึมเข้าไปในจิตใจที่เย็นชาของผู้ชายตรงหน้าได้
            เลิกซักทีกับใบหน้าเย็นชาไร้จิตใจ ผู้ชายคนที่ชื่อมิดเดย์มีแต่รอยยิ้มให้ฉัน ไม่ใช่ คนที่ไร้จิตใจ!
 
            “นายยิงฉัน ยิงคนที่นายรัก คนที่นายอยากจะปกป้อง คนที่นายห่วงใย คนที่นายอ้อนวอนให้เธอไม่เป็นอะไร เหตุผลบ้าอะไรฮะ บอกมาสิ!! ”
            “…”
            “หรือแค่หลักฐานบ้าๆ พวกนั้นที่ถูกปั้นขึ้นจนชี้ชัดว่าฉันเป็นคนเลว แค่คำพูดไม่กี่คำทำให้นายเชื่อสนิทใจขนาดนั้นเชียว และผู้หญิงที่อยู่กับนายมาตลอดสองปีมันไม่มีความหมายเลยใช่มั้ย ถึงเธอจะบอกและอธิบายจนกระอักเลือดตาย เซลล์สมองนายก็คงไม่มีวันรับมันเข้าไปเลยใช่มั้ย!!! ”
            “…”
            “ฉันก็แค่ผู้หญิงคนนึงที่รักคนเป็น ไม่ใช่หุ่นยนต์ มีหัวใจที่เจ็บเป็น เสียใจเป็น นายอยากจะให้ฉันเสแสร้งยิ้มให้นายทั้งๆ ที่ใจเจ็บเจียนตายมั้ยล่ะ ฉันจะได้ทำ! หรือนายอยากจะเห็นฉันร้องไห้มั้ยล่ะ ฉันก็ทำให้เห็นอยู่นี่ไง!! แต่ขอบอกไว้เลยนะว่าที่ฉันร้องไห้เจ็บเจียนตายแบบนี้มันไม่มีความเสแสร้งเลยซักนิด…คนที่เข้มแข็งมาตลอดใช่ว่าจะล้มไม่เป็น ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนกัน ถึงปากจะด่า สีหน้าจะแสดงว่าเก่งแค่ไหนแต่ใจมันก็เปราะบางอย่างกับอะไรดี มันคงทนได้ไม่นานพอในเมื่อคนรักทำร้ายขนาดนี้”
            ในที่สุดฉันก็ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับกระบอกปืนที่วางลงข้างตัว ร้องไห้สะอื้นจนแทบหายใจตามไม่ทัน หยาดน้ำตาถูกสายฝนชะล้างหายไป รู้สึกว่าท้องฟ้าคงจะมืดครึ้มเหมือนจิตใจที่กลายเป็นสีเทาของตัวเอง
            “…”
            “แต่ถ้ามันลำบากมากนัก ขอแค่บอกมาคำเดียวว่าเดย์หมดรักนาร์ลแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องแสดงว่ารักกันอีกต่อไป นาร์ลจะไม่ยื้อ ไม่รั้ง ไม่อ้อนวอนอะไรทั้งสิ้น นาร์ลจะไป แค่คำเดียว นาร์ลไม่ใช่คนพูดยาก คำๆ เดียวนาร์ลคงเข้าใจ”
            “…”
            “ถ้าสิ่งที่เราสองคนมีอยู่มันไปขวางความฝันของเดย์ขนาดนั้นละก็ ไม่ต้องฝืนมีมันไว้ทั้งสองอย่างจะดีกว่า”
            “…”
            “…”
            “…”
 
            สมองฉันมึนและเบลอพอที่จะรอเวลาอันแสนอึดอัดถูกฆ่าด้วยการที่มองละอองของฝนที่ลดน้อยลง หยดน้ำจากปลายผมที่ย้อยตามการก้มลงมาถูกดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องเอาไว้เนิ่นนาน นานพอจนไม่ทันตั้งตัวกับคำบางคำที่ถูกพูดขึ้นในเวลาต่อมา
            หัวใจฉันกระตุกแรงจนเหมือนหยุดเต้นไปหลายวิ
            ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
            ฉันล่ะโกรธกับตัวเองจริงๆ ทำไมกะอีแค่คำพูดกำกวม…
 
            “ถ้าอยากจะทำอะไร ก็ทำไปเหอะ”
 
            แค่คำพูดกำกวมพวกนี้ยังทำให้ฉันเจ็บได้ถึงขนาดนี้
            ดีเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่พูดตรงๆ ออกมา เพราะถึงเวลานั้น ฉันก็ไม่รู้…
            ก็ไม่รู้ว่าหัวใจจะเป็นยังไงเหมือนกัน
 
 
 
 
 
            1 เดือนต่อมา…
 
ฟิ้ววว~
            อากาศแจ่มใสในฤดูใบไม้ผลิ อีกไม่กี่เดือนฉันก็จะจบมหาลัยแล้วว!!! แต่ฉันคงต้องเรียนซ่อมตอนซัมเมอร์แหงๆ เพราะตอนที่โผล่ไปให้อาจารย์เห็นหน้าอีกที พวกเขาก็เกือบจะลิสรายชื่อฉันออกจากการเป็นนักศึกษาแล้ว =_= ถ้าไม่มียัยไนท์ไปช่วยบอกก่อนว่าฉันมีงานด่วนต้องไปถ่ายบงถ่ายแบบที่ประเทศไทยและเป็นงานใหญ่ละก็ มีหวังทางมหาลัยคงได้เฉดหัวฉันจริงๆ แต่ก็อย่างว่า T^T กลับมาวันแรกก็ถูกใช้งานอย่างหนัก เพราะลิฟท์ ( ที่เป็นหัวหน้ากรุ๊ป GOTIC’s หากยังจำกันได้ ) แทบจะบ้าตายในช่วงที่ฉันไม่อยู่ เขาต้องแบกหน้าไปขอนางแบบคนอื่นๆ มาถ่ายเสื้อผ้าแฟชั่นแทนฉัน ก็ใช่สิ ตั้งแต่เกิดเรื่องฉันก็หายหน้าไปเฉยๆ -_-;; เป็นใครก็คงโกรธ แต่เพราะสไตล์การถ่ายแบบของฉันมีที่เดียวในโลก ความสามารถแปลกๆ เหล่านั้นจึงยังสามารถยื้อลมหายใจฉันอยู่มาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณพระเจ้า T^TO
โป๊ก!!
            “โอ้ยยย!! ”
            “คิดจะอู้หรือไง! มายืนอมจันทร์อยู่ได้ เธอเหลืออีกหลายชุดนะ รีบไปแต่งตัวใหม่ได้แล้ว!! วันนี้เลิกตีสองนะจ๊ะ”
            “-O-!! ตีสอง!! ฉันต้องไปหาอาจารย์เรื่องซ่อมพรุ่งนี้นะ”
            “ไม่สน! งานของพวกเราเป็นภูเขาเนื่องจากเธอนั่นแหละ! เถียงอีกทีฉันจะจับเธอยัดเข้ารูตูดกระทิงแน่ๆ ไปแต่งตัว!! ”
            “โอ้ย!! หยาบคายทำไมต้องตูดวัวด้วยยย >O<”
            ฉันตะโกนโวยวายวิ่งหนีเทียร์เพื่อนสาวเป็นว่าเล่น ก่อนที่สุดท้ายก็โดนจับไปแต่งตัวอยู่ดี โอยยย หน้าจะพังหมดแล้ว T^T เดี๋ยวแต่งนู่นเสริมนี่ เมคอัพทำพิษษษษ ฉันล่ะเกลียดไอ้สตูดิโอเฮงซวยแห่งนี้ TT__TT
 
 
 
            “เฮ้ออ เมื่อคืนเหนื่อยเป็นบ้าเลยย ฉันนอนไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ T_T”
            “วันนี้ถ่ายอีกสองชุด กลับบ้านนอนสิ พรุ่งนี้ก็วันเสาร์นิ” เทียร์ยักคิ้วพลางดูดหลอดดูดแก้วน้ำส้มไปปึ๊ดใหญ่ ฉันเห็นอย่างนั้นทำได้แค่ถอนหายใจ ที่จริง ฉันกะจะโดดไม่ถ่ายเลยด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้แค่หนังตาจะเปิดรับแสงตะวันแทบจะเอาไม่อยู่แล้ว -_- แค่ไปหาอาจารย์ตอนเช้าก็ทำฉันคลั่งเต็มที โดนสวดยับอีกมากมาย ให้ตาย ชีวิตนาร์ชาแสนเย่อหยิ่งอาภัพได้ขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย TTOTT
ติ๊ง ต่อง ติ๊งง
            เอ๊ะ เสียงประสาทกินแบบนี้มันดังในห้องอาหารจริงๆ น่ะเหรอ หรือว่าฉันเพลียจนหูฝาด -___-
ติ๊ง ต่อง ติ๊งง
            ฟังไปฟังมาก็คุ้นหูสุดๆ แฮะ แต่แปลกที่ว่ามันเริ่มจะเพราะมากขึ้นจนต้องฉันยกหัวจากโต๊ะขึ้นมองและนั่นก็คือ เสียงของเปียโนที่มีผู้ชายคนนึงเล่นอยู่นั่นเอง =.,=
            “ใช่ๆ ฉันลืมบอก มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมาด้วย! ”
            “แลกเปลี่ยน? ” ฉันเลิกคิ้วถามเทียร์อย่างแปลกใจ ยัยเพื่อนสาวเอาแต่ดี๊ด๊ากว่าจะตอบกลับอีกที ฉันก็เกือบหลับคาโต๊ะอาหารไปแล้ว
            “ช่ายยยย จากอีกมหาลัยนึงน่ะ >..<”
            “ไม่มีงานการทำหรือไงมาแลกเปลี่ยน =_=”
            “เขาจบแล้วต่างหากยัยบ๊อง อัจฉริยะทางดนตรีน่ะ ไม่เห็นเหรอ” เทียร์ยิ้มหน้าแดงชี้ไปทางฟลอร์ยกสูงนิดนึงที่มีผู้ชายที่ฉันกำลังกล่าวถึงเล่นเปียโนอยู่
            “River flows in you”
            “เอ๋ เธอว่าไงนะนาร์ชา”
            “…เปล่าน่ะ” ฉันส่ายหัวหลังจากที่ลืมตัวพึมพำชื่อเพลงออกมา “แล้วหมอนั่นมาโชว์เปียโนเอาเกียรติบัตรในห้องอาหารหรือไง”
            “นี่เธอไม่รู้อะไรเลยสินะ! เขามาซ้อมต่างหาก เพราะจะขึ้นโชว์ที่หอประชุม แต่ตอนนี้ที่หอประชุมไม่ว่างเปียโนก็ต้องถูกย้ายมาที่ห้องอาหารซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่รองลงมา เขาก็ติดดินน่าดูเลยนะ ซ้อมได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารหรือห้องเรียน”
            “…”
            ฉันพยักหน้าแล้วหันไปจ้องมือเรียวที่บรรจงเล่นเปียโนอย่างนุ่มนวลอยู่เงียบๆ
            ฉันรู้จักเพลงนี้ เพราะไนท์เคยเล่นกับซีนิคให้ฉันฟังครั้งนึง เพลงเศร้า เหงา ซึ้งกินใจ ฟังทีไรก็ไม่เคยผิดหวัง ไม่ว่าใครจะเล่นก็ตาม
          ‘ตำรวจสากลได้ทำการจับอาชญาการข้ามชาติที่มีแผนทำลายอำนาจของสหรัฐ ทั้งนี้ได้ยึดอาวุธ…’
 
            เสียงจากโทรทัศน์ที่ดังขึ้นทำเอาฉันชะงักไปนิดนึงต่างจากคนอื่นๆ ที่มัวแต่เคลิ้มกับเสียงเพลง ฉันหันไปมองผู้ประกาศข่าวในทีวีพร้อมจ้องเขม็งฟังข่าวอย่างตั้งใจ
            ‘แต่เพราะสาเหตุบางอย่างทำให้การจับกุมหัวหน้าจึงล้มเหลว ล่าสุดทางกรมตำรวจกำลังหาทางจับกุมอาชญกรรายนี้ให้เร็วที่สุด แล้วยังทราบอีกว่าหนึ่งในนั้นที่อาชญากรหัวหน้าพาหลบหนีก็คือลูกสาวของเขาเอง แต่ทางการกล่าวว่า เขาไม่ได้พาลูกสาวหนี เขาจับลูกสาวไปเป็นตัวประกันเพื่อไม่ให้ทางการใช้วิธีรุนแรงกับเขานั่นเอง’
เคร้ง!!~
            ช้อนหลุดจากมือฉันตกไปอยู่บนโต๊ะเสียงดังจนเทียร์หันมาด้วยความตกใจ ฉันเบิกตากว้างมองข่าวในทีวีอย่างตกตะลึง
            “เฮ่นาร์ล! ”
            “O_O หืม…”
            “เหนื่อยจนถือช้อนไม่ถูกเลยหรือไง”
            “เอ่อ…เดี๋ยวฉันมา”
            ฉันพูดรัวจนยัยเทียร์ไม่ทันจะถามอะไร ตัวฉันก็หายไปกับประตูห้องอาหารที่ถูกปิดลงแล้ว
            สองเท้าฉันวิ่งไปตางทางจนหยุดอยู่หน้าห้องน้ำหญิง ฉันล็อคกลอนประตูไม่ให้ใครเข้ามา ก่อนที่จะวิ่งไปหยุดอยู่หน้าอ่างล้างหน้า มือทั้งสองข้างค้ำยันอ่างแล้วกำแน่น
ซ่า!!
            น้ำถูกเปิดจังหวะเดียวกันที่ฉันหันไปพร้อมฝ่ามือที่เกร็งแน่น แต่แล้วมันก็ถูกหยุดไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด
            “เฮ่!! ทำไมไวอย่างนี้เนี่ยถ้าหยุดไม่ทันฉันตายไปแล้วนะ”
            “…”
            “-_-^ มองหน้าฉันอย่างนั้นหมายความว่าไง ยัยถึก”
            “พวกนายปล่อยให้เรื่องบ้านี่เกิดขึ้นได้ยังไงฮะ!! ”
            “เฮ่! หยุดก่อน!! ” เทลรีบคว้ามือฉันข้างซ้ายทันทีที่มันถูกง้างแล้วเหวี่ยงฝ่าอากาศลงมา
            “ปล่อยให้ยัยนั่นถูกจับไปได้ยังไงฮะ!!! ”
            “นาร์ชา!!! ”
            “…”
            “…”
            ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบเมื่อมือทั้งสองข้างถูกอีกฝ่ายจับไว้แน่นโดยไม่ปล่อย จนกระทั่งเขาตะโกนใส่หน้าเต็มๆ
            “CIA FBI กรมตำรวจ!รัฐบาล พวกนั้นไม่รู้อะไรหรอกเชื่อฉัน! ข่าว ใช่มันคือความจริง แต่เหตุผลที่ฉันมาหาเธอในวันนี้ มันคือความจริงที่โคตรจริง ฉันต้องการให้เธอช่วย และเธอเท่านั้นที่จะช่วยฉัน! ”
            “ช่วยอะไร! ฉันช่วยเท่าที่ช่วยได้ไปแล้ว! และถ้ายังไม่ลืมละก็ฉันจะขอย้ำอีกทีว่าสิ่งที่ฉันทุ่มไปทั้งตัวนั้น คือการที่จะเอาตัวเองไปตายทั้งสิ้น!! ”
            “แต่ นาร์ชา! พวกเราต้องการเธอ”
            “นายลืมไปแล้วหรือไง ฉันก็แค่ตัวแทน ของแถม อะไรก็ช่างที่ดันไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกนาย แต่ตอนนี้ฉัน quit แล้ว! ”
            “งานนี้ไม่มีเธอ มันไม่สำเร็จแน่”
            “ฉันไม่สน”
            “เธอไม่สนงั้นเหรอ” น้ำเสียงที่ดูไม่เชื่อดังจนเผลอจะทำให้ฉันตระหนักอะไรบางอย่าง เจ้าของมือที่เอื้อมมาจับแขนฉันทั้งสองข้างถอนหายใจแล้วหมุนตัวฉันให้หันไปมองเขา
            “ถึงแม้มันจะขึ้นอยู่กับความเป็นความตายของพี่เดย์น่ะนะ”
            “มิดเดย์แล้วไง? ”
            แต่คำตอบของฉันกลับทำให้อีกฝ่ายผิดหวังโดยสิ้นเชิง
            “เธอไม่รักเขาแล้วหรือไง”
            “ถ้ารักแล้วฉันจะกลับมาหรือไง แหกตาดูสิมองความจริงบ้าง!นี่โลกของฉัน ชีวิตของฉันอย่างที่มันควรจะเป็นตั้งนานแล้ว นั่นโลกของนาย ชีวิตเฮงซวยของพวกนาย! ”
            “เธอเลิกตะโกนแล้วเปิดใจฟังฉันบ้างได้มั้ยฮะ”
            “นายกล้าถามฉันงั้นเหรอ!นายเคยหันไปถามตัวเอง หันกลับไปคิดบ้างมั้ยว่าพวกนายเคยฟังผู้หญิงคนนึงอธิบายบ้างหรือเปล่า วันนั้น! วันที่ผู้หญิงคนนั้นแหกปากจนคอแทบแตกมีใครหัดเปิดใจฟังบ้างมั้ยฮะ!! ”
            “แต่วันนั้นฉันไม่อยู่!! ฉันไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น! ไม่ได้ยืนอยู่ข้างหลังเพื่อปกป้องเธอ!! ฉันขอโทษ! นาร์ชา ฉันขอโทษ!!...”
            แรงที่จับแขนฉันแล้วกระชากเขย่าอย่างแรงนั้นทำให้สติสตังฉันหายชั่วขณะนึง
            “…”
            “ฉันโทษตัวเองทุกวันที่วันนั้นไม่ได้อยู่กับเธอ จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังละอายใจที่ยังกล้ามาให้เธอเห็นหน้าแล้วขอร้องให้เธอช่วย”
            “…”
            “แต่เธอเป็นคนเดียวที่รู้ทุกอย่างทั้งหมด รวมถึงเรื่องของเด็กผู้หญิงคนนั้น ถ้าเธอไม่ช่วย เด็กคนนั้นไม่มีทางรอด พวกเราจะไม่มีทางเข้าถึงพวกนั้นได้แน่”
            “…”
            “…”
            “นายเชื่อฉัน อย่างนั้นเหรอ”
            “ฉันเชื่อเธอตลอดยัยเหวี่ยงถึงแม้ฉันจะไม่แสดงอาการก็เหอะ”
            “…ถ้างั้นแล้วจะให้ฉันช่วยอะไร”
            “ง่ายมาก เธอถนัดแน่นอน”
            “และฉันจะได้อะไรจากกงานนี้”
            “ความจริง”
            “ความจริง? อะไร…”
            “งานแรกของเธอตอนนี้คือหลีกเลี่ยงผู้ชายที่เล่นเปียโนในห้องอาหาร พยายามทำตัวให้พ้นจากสายตาของหมอนั่นก็พอ”
            “นี่ นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ”
            “และสามวันพอหลังจากนี้ เธอไปเจอฉันที่ร้านไอติม U โต๊ะในสุด 2 ทุ่ม อย่าเลท ^_^”
            “วัว! ”
            ฉันคว้าแขนเทลไม่ให้ไปไหน แต่หมอนี่ทำแค่หันกลับมายิ้มให้เฉยๆ
            “เธอถูกฝึกมาให้อดทน ฉะนั้นรอไปก่อนละกัน”
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 193 ท่าน