Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Unlovable...รักไม่ได้เเต่หัวใจอยากรัก
Luktarn
ตอนที่ 7 : ผู้ชายในอดีต
8
07/11/2554 23:12:41
445
เนื้อเรื่อง
       หลายวันต่อมา มีข่าวกอซซิปตามหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวบันเทิงถึงเรื่องของสลิลา  นางแบบสาวไฮโซ คู่ควงของอลงกต  มีสื่อสัมภาษณ์หล่อนเกี่ยวกับข่าวคราวที่เธอมีเรื่องระหองระแหงกับชายหนุ่ม หญิงสาวให้สัมภาษณ์ว่าไม่เป็นความจริง เธอยังคบกับชายหนุ่มอยู่ แต่ก็ออกมายอมรับว่ามีมือที่สามพยายามเข้ามาทำให้เธอกับแฟนหนุ่มมีปัญหากันอยู่เนืองๆ ซ้ำยังให้สัมภาษณ์อีกว่า เธอเองก็จนปัญญาที่จะไปคอยตามดูแลแฟนหนุ่มตลอดเวลา ด้วยต่างคนต่างก็ต้องทำงานของตน อีกทั้งชายหนุ่มเป็นคนเนื้อหอม งานของเขาก็มีโอกาสเจอคนเยอะแยะไปหมด จะมี “มือที่สาม” ทั้งคนนอกคนในจ้องทำลายความสัมพันธ์ของเธอกับอลงกต มันก็คงไม่แปลกอะไร
ด้วยบทความที่หล่อนให้สัมภาษณ์นี้เองทำให้เกิดการคาดเดาและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานาว่า อลงกตกำลังแอบนอกใจเธอ โดยมีมือที่สามเป็นคนใกล้ตัว มิฉะนั้นสลิลาคงไม่เจาะจงพูดถึงคำว่า “คนใน” แน่ๆ หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายๆฉบับบ้างก็ลงข่าวว่าชายหนุ่มกำลังคบหาดูใจกับสาวไฮโซคนอื่นที่รู้จักกันในวงสังคม บ้างก็ลงข่าวว่าเขาแอบคุยกับนางแบบคนอื่นที่เคยมาร่วมงานอีเวนท์ของทางบริษัท  และล่าสุดก็มีนิตยสารแนวกอซซิปฉบับหนึ่งที่ลงข่าวว่า เขาแอบสานสัมพันธ์กับพนักงานสาวของบริษัทตนเอง ถึงขั้นไปรับไปส่งกันที่บ้าน  ลลิตภัทรไม่ได้อ่านข่าวนี้ด้วยตัวเอง แต่บังเอิญได้ยินพนักงานคนอื่นๆในฝ่ายเดียวกับเธอพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นนี้กันอย่างสนุกปาก และพากันควานหาหญิงสาวในบริษัทที่อาจจะเป็นคนในข่าวดังกล่าว  ลลิตภัทรอดรู้สึกร้อนๆหนาวๆไม่ได้ หล่อนหวังว่าบุคคลในข่าวคงไม่ได้หมายถึงตัวเธอ จากเหตุการณ์ที่เธอเคยเกือบมีเรื่องกับสลิลาเมื่อวันที่เธอประสบอุบัติเหตุกระดูกขาร้าวในคืนนั้น
                เย็นวันหนึ่งระหว่างที่ลลิตภัทรกำลังนั่งรอศตายุอยู่ที่ร้านกาแฟซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างของบริษัท  เธอดันตาดีเหลือบไปเห็นอลงกตที่เดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกับสลิลา ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะกำลังทะเลาะกันอยู่ เพราะหญิงสาวทำสีหน้าโกรธเกรี้ยวและดึงแขนเสื้อของชายหนุ่มเป็นระยะๆ  พอดีกับจังหวะที่ศตายุโทร.เข้าหาเธอพอดี  ดูเหมือนชายหนุ่มจะมาถึงแล้ว  ลลิตภัทรให้ชายหนุ่มจอดรถรอที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ไม่ต้องเดินออกมารับเธอ ด้วยเกรงว่าจะมีคนเห็นแล้วเอาไปพูดในทางที่ไม่ดี ตั้งแต่ที่อลงกตเตือนเธอในวันนั้น เธอก็ขอร้องศตายุให้รักษาระยะห่างกับเธอ ด้วยเกรงว่าจะเป็นข่าวในทางเสียหายได้ อันจะส่งผลต่อโปรเจ็คงานใหญ่ของบริษัทชายหนุ่มเอง  ศตายุเข้าใจหญิงสาวอย่างง่ายๆ ด้วยเขารู้ถึงพื้นฐานทางสังคมของตัวเองดีว่าข่าวลือต่างๆเกิดขึ้นง่าย และอยู่ในความทรงจำของทุกคนนานกว่าที่ใครหลายๆคนประเมิน
ลลิตภัทรเดินออกมาบริเวณลานจอดรถ เห็นสลิลายืนอยู่ข้างๆรถมินิคูเปอร์สีแดง ลลิตภัทรคาดว่าคงเป็นรถของหล่อนเอง ดูสลลิลากำลังหัวเสียอย่างหนัก ทว่าอลงกตกลับยืนทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่รับรู้อะไร  หญิงสาวเดินเข้าหาเขาพร้อมกับเขย่าเสื้อสูทตัวนอก
           “ คุณมีคนอื่นใช่ไหมคะซัน? คุณบอกแพงมาตรงๆเลยดีกว่า อย่ามาทำเงียบแบบนี้ได้ไหม ? ” สลิลาเขย่าเสื้อของเขาแรงขึ้น กระทั่งชายหนุ่มอดรนทนไม่ได้อีกต่อไป
          “ คุณหยุดทำแบบนี้ได้แล้วแพง ผมไม่ชอบ  เลิกโวยวายเหมือนคนบ้าแบบนี้ซักทีได้ไหม? ผมมีใครที่ไหน คุณเคยเห็นเหรอ? ผมก็อยู่ของผมดีๆ  ผมไม่คุณเลยจริงๆว่าไปให้ข่าวที่ไม่มีมูลความจริงแบบนั้นกับนักข่าวทำไม”
         “ ไม่มีมูลงั้นหรอ? แพงไม่เคยเห็นงั้นเหรอ? ก็ยัยผู้หญิงคนนั้นที่คุณเคยพาขึ้นรถไง แล้วยังจะมีหน้ามาพูดอีกว่ามันไม่มีมูลความจริง” ลลิตภัทรที่ยืนหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ในลานจอดรถถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินสลิลาพูดพาดพิงถึงเหตุการณ์ในวันนั้น  ดูเหมือนสลิลาจะเป็นคนปล่อยข่าวลือต่างๆด้วยตัวเอง ลลิตภัทรคาดเดาว่าหญิงสาวจงใจปล่อยข่าวลือหลอกๆเกี่ยวกับสาวไฮโซ หรือข่าวที่ชายหนุ่มแอบคั่วนางแบบสาวออกมา ข่าวที่เธอต้องการจะเล่นจริงๆคงเป็นข่าวของเธอนั่นเอง
         “ คุณบ้าไปแล้วจริงๆนั่นแหละแพง  ผมบอกคุณแล้วว่านั่นเป็นพนักงานของผม เขาได้รับบาดเจ็บ  หยุดกุข่าวบ้าๆนี่ซักที ถ้าคุณไม่หยุด เราก็จบกัน” อลงกตพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดก่อนจะเดินหนีหญิงสาว 
         “ หยุดนะคุณซัน! อย่าเดินหนีแพงอย่างนี้นะ!!! หญิงสาวกรีดร้องตะโกนไล่หลังชายหนุ่มมา  อลงกตยังคงไม่หันหลังกลับไปมองหล่อน  เขาเดินตรงมาเรื่อยๆจนกระทั่งผ่านเสาต้นที่ลลิตภัทรยืนหลบอยู่  ชายหนุ่มปรายหางตาหันมาเห็นเธอยืนหลบอยู่ก็หันมามองด้วยอารามตกใจ  เพราะหล่อนคงได้ยินบทสนทนาทุกอย่างระหว่างเขากับสลิลาแล้ว  สลิลาเดินตามเขามาเมื่อเห็นท่าทางผิดปกติของชายหนุ่มที่อยู่ๆก็หยุดยืนและมองอะไรบางอย่าง พอหล่อนเดินมาถึง เห็นลลิตภัทรยืนหน้าเสียหลบอยู่ตรงหลังเสาก็ฉุดขาดในทันที ด้วยเข้าใจว่าหล่อนนัดหมายกับอลงกตเพื่อที่จะมาเจอกันที่ลานจอดรถ แต่บังเอิญสลิลามาหาชายหนุ่มที่บริษัทโดยไม่ได้นัดหมาย
           “ นี่เธอ...เธอแอบฟังฉันกับคุณซันคุยกันมาตลอดเลยใช่ไหม?  เธอมาแอบอยู่ตรงนี้เพราะกำลังรอให้ฉันไป จะได้ออกมาหาคุณซันใช่ไหมหา!!!!? ” สลิลาปรี่เข้าไปหาลลิตภัทรที่ยืนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทั้งๆที่เธอแค่ตั้งใจว่าจะรอให้ทั้งสองคนขึ้นรถออกไปแล้วค่อยเดินไปหาศตายุที่รถจอดอยู่บริเวณใกล้ๆกับสลิลา  เพราะถ้าลลิตภัทรเดินออกไปตอนนั้น เกรงว่านางแบบสาวเห็นหล่อนแล้วจะเกิดอาการหึงขึ้นหน้าอีก ทว่าความตั้งใจดีของลลิตภัทรก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ซ้ำยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายหนักกว่าเดิม ลลิตภัทรถูกผลักจนเซ ทั้งกระเป๋าและไม้ค้ำของหญิงสาวร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น สลิลาไม่ได้คำนึงถึงความจริงแม้แต่น้อยว่าหญิงสาวกำลังถือไม้ค้ำยันและใส่เฝือกอ่อนเอาไว้ แสดงถึงอาการ“บาดเจ็บจริง”  ดูเหมือนในเวลานี้ทุกสิ่งที่เธอมองเห็นจะกลายเป็นเรื่องโกหกไปเสียหมดในสายตาหล่อน  อลงกตรีบวิ่งเข้ามาประคองลลิตภัทรในทันที
          “ หยุดเดี๋ยวนี้นะแพง! ” อลงกตหันไปตะคอกใส่สลิลาด้วยน้ำเสียงและใบหน้าโกรธจัดอย่างที่เขาไม่เคยใช้กับใครมาก่อนเลยในชีวิต เขากำลังเกิดอาการที่เรียกว่า “ฟิวส์ขาด” จริงๆเสียแล้วในเวลานี้  สลิลาเองก็ดูเหมือนจะตกใจกับการตอบสนองเช่นนั้นของชายหนุ่ม จนหล่อนถึงกับหน้าเสียในทันที ระหว่างนั้นมีพนักงานบริษัทสองสามคนเดินออกมาจากตัวอาคาร แต่ละคนหันมามองยังสลิลา ลลิตภัทร และชายหนุ่มด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนก็มองตรงๆอย่างไม่เกรงใจ บางคนก็ทำเป็นไม่สนใจ ทว่าแอบชำเลืองมองเป็นระยะๆ สลิลาพยายามทำสีหน้าเรียบเฉย เพราะเกรงว่าจะถูกพูดถึงในแง่ที่ไม่ดี  ถ้าหากหล่อนจะต้องเป็นข่าว หล่อนขออยู่ในฐานะนางที่ถูกมือที่สามแย่งคนรัก ไม่ใช่เป็นนางอิจฉาที่ทำร้ายคนอื่น  ตอนนั้นเองเสียงสายเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของลลิตภัทรดังขึ้น  หญิงสาวรู้ในทันทีว่าต้องเป็นศตายุอย่างแน่นอน แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ลลิตภัทรไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวทำอะไร เป็นอลงกตเองที่หยิบกระเป๋าของลลิตภัทรขึ้นมา ก่อนจะควานหยิบโทรศัพท์ของหญิงสาว เขาดูที่หน้าจอ ปรากฏว่าเป็นสายจากศตายุ  ชายหนุ่มกดรับสายแทนลลิตภัทรในทันที
           “ แกอยู่ไหนโรม ? แกไม่ต้องถามหรอก เอาเป็นว่าแกอยู่ไหน?  โอเค...ฉันกับคุณอัยย์อยู่ตรงโซน C ยืนอยู่ตรงเสาต้นแรกเลย  ไม่ห่างจากที่แกจอดรถอยู่หรอก  เออ...ไม่ต้องถามมาก แค่นี้นะ ”ชายหนุ่มกดวางสาย ก่อนจะเอาโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋าแล้วส่งให้หญิงสาว สลิลากลับมากราดเกรี้ยวอีกครั้ง 
          “ คุณตามใครมาคะซัน? คุณนึกว่าคุณจะช่วยแม่นี่ได้หรอ?  คุณทำแบบนี้กับแพงอย่านึกว่าจะจบสวยนะ ถ้าคุณจะเขี่ยแพงทิ้งเพื่อมาหาผู้หญิงพรรค์นี้ล่ะก็ แพงไม่มีวันยอมแน่! ”
          “ พอกันทีแพง ผมทนคุณไม่ได้แล้ว คุณไม่เคยมีเหตุผลอะไรเลย วันๆเอาแต่ตามหึงผม ตามระรานคนที่เค้าไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย  ผมพูดอะไรไปคุณก็ไม่เคยเชื่อ ไม่เคยไว้ใจ ผมทำงาน ต้องเจอคนวันๆเท่าไหร่  ถ้าคุณเอาแต่มาตามจับผิดบ้าบออยู่แบบนี้  เราคงอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก ผมต้องการผู้หญิงที่เข้าใจผม อยู่ด้วยแล้วสบายใจ  ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่เคยไว้ใจผมเลย” อลงกตพูดเสียงกร้าวอย่างตัดขาดเยื่อใยกับสลิลา หญิงสาวน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความรู้สึกโกรธและเจ็บปวดในขณะเดียวกันศตายุเดินมาถึงบริเวณที่ลลิตภัทรยืนอยู่  เขาทำสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นสลิลายืนอยู่ที่นั่นด้วย ชายหนุ่มมองหน้าอลงกตที สลิลาที ลลิตภัทรที ก่อนจะเห็นไม้ค้ำยันของลลิตภัทรที่ลงไปกองอยู่กับพื้น ในที่สุดเขาก็พอจะประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้  ชายหนุ่มเดินตรงไปหาลลิตภัทร ก่อนจะก้มลงเก็บไม้ค้ำยันแล้วยื่นส่งให้หญิงสาว
         “ คุณโรม...” ลลิตภัทรเอ่ยปากพูดเป็นคำแรกตั้งแต่เกิดเรื่องเรื่องขึ้นเมื่อสักครู่  หญิงสาวทำสีหน้าคล้ายกับจะร้องไห้ ทว่าก็ไม่มีน้ำตาร่วงลงมาจากดวงตาของเธอ ลลิตภัทรไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ว่ารู้สึกดีใจมากมายเพียงใดที่เห็นศตายุอยู่ที่นี่ ในเวลานี้
        “ คุณโรม...คุณโรมที่เป็นลูกเจ้าของบริษัทเจ็มเวลล์ใช่ไหมคะ?” สลิลาเอ่ยถาม  หล่อนคุ้นหน้าชายหนุ่ม จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเขาในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับพวกคนในวงสังคมชั้นสูง แม้ศตายุจะไม่ค่อยออกงานสังคมบ่อยเท่าศรุตา ทว่าด้วยใบหน้าอันโดดเด่นของเขา มีน้อยคนนักที่เห็นแล้วจะลืมลงได้ ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไร  เขาหันไปหาลลิตภัทรด้วยสีหน้าเป็นห่วง
        “ คุณอัยย์เจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ?”  หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆก่อนจะก้มลงมองดูที่เท้าของเธอโดยไม่ได้พูดออกมาเป็นคำพูด  ศตายุเข้ามาช่วยประคองเธอ ก่อนจะหันไปพูดกับอลงกต
       “ ฉันพาคุณอัยย์ไปจากที่นี่ก่อนแล้วกันนะ  ถ้าอาการเธอแย่เดี๋ยวฉันจะพาไปหาหมอเอง” อลงกตพยักหน้ารับ
       “ ฝากเธอด้วยละกัน” ชายหนุ่มสบตากับลลิตภัทร เธอรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงในแววตาคู่นั้น หญิงสาวยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างเข้าใจ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับศตายุ
       “ นี่มันอะไรกัน? ผู้หญิงคนนี้นี่ร้ายกว่าที่ฉันคิดนะ กะจะจับพวกไฮโซให้หมดทุกคนเลยรึไง?” สลิลามองตามหลังลลิตภัทรไปด้วยความริษยาที่มีแต่คนปกป้องเธอ  อลงกตได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความเอือมระอา เขาถือสูทพาดบ่าแล้วเดินหนีไป สลิลาหันมาเห็นเข้าก็โวยวายใส่เสียงดัง
      “ คุณซัน! หยุดนะ!!!! อย่ามาเดินหนีฉันแบบนี้ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง ” อลงกตหยุดเดินและหันกลับมามองดูอดีตคู่ควงของเขาด้วยความรู้สึกรังเกียจเป็นครั้งสุดท้าย
      “ เราไม่จำเป็นต้องคุยกันให้รู้เรื่องหรอกแพง เพราะคนที่ผมไม่ได้คบน่ะ ผมไม่สนใจเรื่องที่เค้าจะพูด และผมก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องอะไรของคุณอีกแล้ว ” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายเอาไว้แล้วเดินจากไป ทิ้งให้สลิลายืนร้องไห้พร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธ ตะโกนด่าเขาไล่หลังอย่างไม่มีชิ้นดี
 
       ศตายุขับรถพาลลิตภัทรออกมาจากบริษัท  หญิงสาวยังคงนั่งเงียบไม่พูดไม่จา จนชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน
      “ คุณอัยย์...คุณโอเครึเปล่า? หรือว่าเจ็บขาครับ? ”ชายหนุ่มสีหน้าเป็นกังวล  เมื่อถูกชายหนุ่มถามขึ้นด้วยประโยคนั้น น้ำตาของลลิตภัทรก็ค่อยๆเอ่อล้นออกมา
      “ คุณอัยย์... ” ศตายุตกใจที่เห็นลลิตภัทรร้องไห้ เขาแน่ใจว่าเธอไม่ได้ร้องไห้ออกมาเพราะเจ็บขา  ชายหนุ่มตัดสินใจวกรถกลับ พาลลิตภัทรมาที่ออฟฟิศ สตูดิโอส่วนตัวของเขาที่แยกออกมาจากบริษัทแม่อีกที ซึ่งชายหนุ่มมักจะมานั่งคิดงานหรือนำงานกลับมาทำที่นี่ ซึ่งตัวออฟฟิศแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริษัทของอลงกต ชายหนุ่มเดินประคองหญิงสาวสเข้ามานั่งในออฟฟิศของตน  ก่อนจะเดินไปชงกาแฟมาให้เธอ หญิงสาวรับมันไปด้วยอาการซึมเศร้า
        “ คุณอัยย์...คุณคิดอะไรอยู่ครับ?” ศตายุนั่งยองๆเพื่อจะมองดูใบหน้าของลลิตภัทรให้ถนัด เธอร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ศตายุหยิบผ้าเช็ดหน้าของเขาขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆบรรจงเช็ดน้ำตาให้เธอ
         “ ปกติคุณอัยย์ที่ผมรู้จักไม่ใช่คนขี้แยนี่ครับ คุณเป็นอะไรไป บอกผมได้ไหม?” ศตายุถามเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ลลิตภัทรมองหน้าชายหนุ่มแล้วน้ำตารื้น ชายหนุ่มจับมือของหญิงสาวเอาไว้แล้วยิ้มให้เธอ
         “ ร้องไห้ออกมาให้พอเลยนะครับ ไม่เป็นไร ผมรู้ว่าคุณอัยย์กำลังรู้สึกแย่มากๆ ” ด้วยคำพูดนั้นของศตายุทำให้ลลิตภัทรถึงกับปล่อยโฮออกมา ชายหนุ่มกอดปลอบเธอด้วยความรู้สึกสงสาร  เธอไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้เลย
       “ คุณโรม อัยย์เพิ่งเคยเจอคนมาหาว่าอัยย์แย่งแฟน  อัยย์ไม่เข้าใจว่าอัยย์ทำอะไรผิดถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้  แล้วข่าวในนิตยสารพวกนั้นอีก ทำไมเขาต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยคะ กุข่าวที่มันไม่เป็นจริงขึ้นมา แล้วเวลาที่เค้าเข้ามาทำร้ายอัยย์ อัยย์ก็ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ปล่อยให้เค้าด่าว่าในสิ่งที่อัยย์ไม่ได้ทำ อัยย์ไม่เคยไปหาเรื่องใครก่อน แต่ถ้าใครมาหาเรื่องอัยย์ อัยย์ก็ไม่ยอมเหมือนกัน แต่หนนี้อัยย์กลับทำอะไรไม่ได้เลย อัยย์กลัวจะทำให้คุณซันต้องเดือดร้อนเพราะข่าวในทางที่เสียหาย แล้วอัยย์ก็พลอยรู้สึกกลัวว่าจะเป็นข่าวกับคุณไปด้วย ไม่รู้ว่ามีใครจับตาดูอัยย์กับพวกคุณบ้าง ตอนนี้อัยย์รู้สึกอึดอัดไปหมดเลย ไม่รู้ว่าควรจะต้องวางตัวยังไง เพราะอัยย์เองก็ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้กับตัวมาก่อน” ลลิตภัทรระบายกับชายหนุ่ม เขารับฟังเธอด้วยความเข้าใจ ศตายุลูบศีรษะของเธอเบาๆเพื่อปลอบโยนหญิงสาว ก่อนจะผละออกจากเธอ
        “ คุณอัยย์ฟังผมนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดทั้งสำหรับผมและไอ้ซัน คือการที่คุณเป็นตัวของตัวเองอย่างที่เป็นมา  ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน  และไม่ว่าคุณอัยย์จะตกเป็นข่าวกับผมหรือไอ้ซันก็ตาม พวกเราก็พร้อมที่จะอยู่ข้างๆคุณเสมอ  มันอาจเป็นเรื่องที่คุณไม่เคยชิน เพราะคุณไม่ได้อยู่ในสังคมที่จะต้องมาเจอกับเรื่องพวกนี้ แต่ไม่ว่ายังไงพอเวลามันผ่านไปคนก็จะลืม คุณไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองมากขนาดนั้นเพื่อพวกเราหรอกครับ คุณอัยย์เป็นเพื่อนสนิทของผม ส่วนสำหรับไอ้ซัน คุณก็เป็นลูกน้องคนสำคัญ  ไม่ว่าไอ้ซันมันจะพูดอะไรก็ตาม  มันอาจจะปากร้าย พูดจาแรง แต่เชื่อเถอะว่ามันหวังดีกับคุณ คุณเลิกคิดมากได้แล้ว คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีผม มีไอ้ซัน มีคุณควีน เพื่อนสนิทคนอื่นๆ และคนในครอบครัวที่เข้าใจ แค่นั้นผมว่าก็น่าจะพอแล้วนะ...ใช่ไหมครับ? ” ศตายุมองหน้าเธออย่างรอคอคำตอบ ลลิตภัทรค่อยรู้สึกดีขึ้น เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าของชายหนุ่มซับน้ำตา และค่อยๆหยุดร้องไห้ เธอพยักหน้าแทนคำตอบให้ชายหนุ่ม
       “ อีกอย่างนะคุณอัยย์ ผมพูดจริงๆ  ข่าวพวกนี้น่ะ มันดังแค่ในสังคมไฮโซเท่านั้นแหละ คนธรรมดาทั่วไปมีซักกี่คนกันเชียวที่จะมาสนใจคนในสังคมของผม  เพียงแต่อย่างกรณีไอ้ซันทีเกิดขึ้น มันอาจจะเป็นข่าวอยู่ช่วงนึง เพราะแพงน่ะเป็นนางแบบด้วย คนทั่วไปก็อาจจะรู้เรื่องเยอะ  ผมอยากให้คุณเตรียมใจกับข่าวที่อาจจะเกิดเอาไว้บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเก็บมาเครียดหรอก เดี๋ยวกระแสมันก็ซาไปเอง ยังไงคุณก็ยังมีพวกเราอยู่ข้างๆนะ” ชายหนุ่มยิ้มให้ความมั่นใจกับลลิตภัทร เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจจากคำพูดของเขา ความเข้มแข็งกลับมาหาเธออีกครั้ง
       “ ขอบคุณคุณโรมมากนะคะ อัยย์รู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ”
       “ งั้นเดี๋ยวเรากลับบ้านกันดีไหมครับ?”
       “ ค่ะ ” หญิงสาวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
ศตายุประคองร่างของลลิตภัทรเดินมาขึ้นรถของเขาที่จอดอยู่ด้านหน้าออฟฟิศของชายหนุ่ม ศตายุปิดประตูให้หญิงสาว ก่อนจะเดินอ้อมไปทางฝั่งคนขับเพื่อขึ้นรถบ้าง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตู ก็มีร่างของคนคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเขา ศตายุเงยหน้าขึ้นมองด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ คนที่เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะได้เจออีกนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เจอเมื่อหกปีก่อน บัดนี้มาปรากฏตัวตรงหน้าเขา และยืนจ้องมองมายังชายหนุ่ม ราวกับช่วงเวลานั้นเมื่อหกปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
“ ภูมิ...”  ศตายุพูดชื่อที่เขาไม่ได้เรียกมานานหกปี  ภูมิบดินทร์เดินก้าวเข้ามาหยุดอยู่ที่ด้านหน้ารถหรูของศตายุ ลลิตภัทรมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากในรถ  เธอมองไปยังใบหน้าของศตายุ หญิงสาวบอกได้ทันทีว่ากำลังเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับชายหนุ่ม เขาทำสีหน้าเหมือนกำลังช็อคกับการได้เจอกับชายแปลกหน้าคนนี้ ลลิตภัทรเปิดประตูรถออก ก้าวออกจากรถด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเพราะความปวดบริเวณเท้า  ภูมิบดินทร์และศตายุต่างก็หันมามองที่เธอ
        “ คุณโรม...” ลลิตภัทรเรียกชื่อเขา  ศตายุเหมือนตื่นจากอารามตกใจ เขาหันหน้ากลับมามองยังภูมิบดินทร์อีกครั้ง
        “ นาย...มาที่นี่ได้ยังไง...ภูมิ”  ชื่อนั้นเตือนความทรงจำของลลิตภัทรขึ้นมาในทันที  หญิงสาวหันไปจ้องหน้าภูมิบดินทร์ ชายผู้นี้คือ “ภูมิ”  เพื่อนในสมัยเรียนของลลิตภัทร ซึ่งลลิตภัทรแน่ใจว่าศตายุต้องมีปมอะไรบางอย่างในอดีตกับเขา หล่อนนึกถึงเรื่องข่าวลือในวงสังคมชั้นสูงที่อินทุอรเคยเล่าให้หล่อนฟังขึ้นมาในบัดดล  หญิงสาวได้แต่พยายามสลัดความคิดนั้นทิ้งไปจากหัว หวังว่ามันคงจะไม่ใช่อย่างที่หล่อนกลัว
       “ ฉันเพิ่งกลับมาจากอเมริกา ฉันได้ทุนจากบริษัทที่ฉันทำงานไปเรียนต่อระดับปริญญาโทกับปริญญาเอกที่อเมริกา และฉันเพิ่งกลับมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันติดต่อนายไปเบอร์เก่า แต่ดูเหมือนนายจะเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว ฉันเลยลองไปหานายที่บริษัท แต่นายกลับแล้ว  โอเปอเรเตอร์เลยให้ที่อยู่ออฟฟิศนายที่นี่มา ” ภูมิบดินทร์อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบ  ศตายุยืนฟังเขา ทว่าลลิตภัทรไม่แน่ใจนักว่าชายหนุ่มได้ยินสิ่งที่ภูมิบดินทร์พูดจริงๆหรือไม่ เพราะแววตาของเขาช่างดูเลื่อนลอยและสับสน เหมือนคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ชายหนุ่มหันมาทางเธอ ก่อนจะแนะนำให้เธอรู้จักกับภูมิบดินทร์
       “ คุณอัยย์ครับ...นี่ภูมิบดินทร์ เพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัยของผมครับ เรียกว่าภูมิก็ได้ ”
      “ สวัสดีค่ะ อัยย์นะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ”
     “ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”ภูมิบดินทร์พยักหน้าให้หญิงสาวด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก เขาดูสุภาพไม่ต่างจากศตายุ  ลลิตภัทรมองดูใบหน้าของเขาชัดๆ  ภูมิบดินทร์เป็นชายรูปร่างสูง แต่ยังสูงน้อยกว่าศตายุเล็กน้อย หุ่นสมส่วนและดูเป็นคนมีกล้ามเนื้ออย่างคนออกกำลังกาย ผิวของเขาออกไปทางสีน้ำผึ้ง แต่ยังคงดูสะอาดสะอ้าน เขาเป็นคนใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่ง และมีฟันที่เรียงสวยงาม ภาพลักษณ์โดยรวมดูเป็นผู้ชายที่มีลุคดูค่อนข้างแข็งแรงสมชาย  ผิดกับศตายุที่ภาพลักษณ์ออกไปทางผู้ชายสำอางตามสไตล์ทั่วไปของพวกหนุ่มไฮโซ  ถ้าดูจากภายนอก ลลิตภัทรไม่คิดว่าเขาจะเป็นพวกรักร่วมเพศแต่อย่างใด เพราะเขาดูเหมือนผู้ชายทั่วไปมาก ดังนั้นเธอจึงตัดความคิดที่ว่าเขาเป็นพวกไบเซ็กส์ชวลออกไปจากสมอง บางทีภูมิบดินทร์กับศตายุอาจจะมีเรื่องขัดแย้งกันบางอย่างในอดีตเกี่ยวกับเรื่องอื่น ซึ่งหญิงสาวไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็นเรื่องอะไร
       “ นี่คุณอัยย์  เพื่อนของฉันเอง เขาทำงานอยู่ที่บริษัทออร์แกไนซ์ของเพื่อนฉันอีกคน ตอนนี้ฉันจ้างบริษัทของเพื่อนฉันมาทำงานแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรคอลเลคชั่นใหม่ของบริษัท” ศตายุกล่าวแนะนำหญิงสาว หญิงสาวยิ้มให้ภูมิบดินทร์อย่างเป็นมิตรอีกครั้ง ชายหนุ่มยิ้มอย่างเดียวกันตอบกลับมา
      “ ฉันต้องไปส่งคุณอัยย์กลับบ้าน อาจจะแวะพาเธอไปทานข้าวก่อน นาย...จะไปด้วยกันไหม?” ศตายุออกปากชวน
ภูมิบดินทร์ ชายหนุ่มยิ้มให้เขาพร้อมกับพยักหน้ารับ
     “ เอาสิ  เพราะฉันตั้งใจจะชวนนายไปทานข้าวอยู่แล้ว” ภูมิบดินทร์จ้องหน้าศตายุนิ่งราวกับกำลังจะมองค้นหาอะไรบางอย่างในแววตาของเขา ทว่าศตายุหลบตาของชายหนุ่ม หันมามองเธอแทน
     “ คุณอัยย์สะดวกนะครับ?” ลลิตภัทรพยักหน้ารับ
     “ อัยย์ยังไงก็ได้ค่ะ” ศตายุยิ้มให้เธอก่อนจะหันมาทางภูมิบดินทร์อีกครั้ง
     “ นายขับตามมาก็แล้วกัน ฉันจะขับนำ” ภูมิบดินทร์พยักหน้ารับ ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเอง
 
       บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นบรรยากาศที่ทำให้ลลิตภัทรรู้สึกแปลกๆ  ศตายุนั่งนิ่งโดยไม่พูดอะไรเลย เช่นเดียวกับ
ภูมิบดินทร์  ลลิตภัทรกลายเป็นคนที่ต้องเปิดฉากสนทนาให้กับคนทั้งคู่
      “ คุณภูมิไปเรียนต่อด้านอะไรที่อเมริกาหรอคะ?” หญิงสาวหันไปถามภูมิบดินทร์
      “ ก็ต่อทางด้านสถาปัตย์นี่แหละครับ  ตอนอยู่ไทย ผมเรียนด้านออกแบบภายในกับโรม เรียนจบผมก็ทำงานที่บริษัทรับออกแบบบ้านและตกแต่งภายในของอเมริกาที่เข้ามาตั้งในไทยประมาณสองปี แล้วทางบริษัทก็มีให้สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็เลยลองสอบ ปรากฏว่าได้ ก็เลยเรียนทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกต่อกันเลย  ตอนต่อโท ผมเลือกเรียนสาขาออกแบบภายในอีก แต่ตอนต่อปริญญาเอก ผมเลือกเรียนสาขาธุรกิจระหว่างประเทศครับ”
       “ แล้วตอนนี้กลับมาทำงานต่อที่บริษัทเดิมหรอคะ?”
       “ ใช่ครับ ผมมีแพลนว่าอาจจะหุ้นกับเพื่อนทำบริษัทรับออกแบบภายในของตัวเองด้วย แต่ถ้าจะทำ ผมคงจะลาออกจากบริษัทก่อน  คงต้องเก็บเงินอีกซักพักด้วยล่ะครับ ผมไม่ได้รวยอย่างโรมมัน” ภูมิบดินทร์พูดอย่างอารมณ์ดี ลลิตภัทรพลอยหัวเราะไปด้วย ทว่าศตายุไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับบทสนทนาเลยแม้แต่น้อย เขาทำสีหน้าเครียดนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้าน
       “ นายมีธุระอะไรกับฉันรึ?  ไม่ได้เจอกันตั้งหกปี อยู่ๆก็โผล่มา ทั้งๆที่ฉันไม่เคยติดต่อนายได้เลย”ศตายุเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าลลิตภัทรรับรู้ได้ถึงแววประชดบางอย่างในคำถามนั้น  ภูมิบดินทร์ยิ้มจางๆให้เขาบนใบหน้า ก่อนจะตอบคำถามนั้น
      “ ฉันก็แค่อยากเจอนาย ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันพร้อมจะมาเจอแล้ว” ทั้งสองต่างก็มองจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่ง จนลลิตภัทรดูเหมือนเป็นส่วนเกินที่อยู่ร่วมโต๊ะ อยู่ๆมืออุ่นๆของศตายุก็เลื่อนมาจับแขนของเธอที่วางอยู่บนหน้าตัก หญิงสาวหันไปจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความตกใจ เขาหันมาสบตาเธอพร้อมกับยิ้มให้บางๆ สิ่งที่เขาแสดงออกก็เพื่อต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างให้เธอรู้ ชายหนุ่มดูเหมือนต้องการจะให้เธอรู้ว่าไม่ต้องรู้สึกอึดอัดใจอะไร เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเธอ ไม่ต้องกังวล หญิงสาวค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา เธอจึงยิ้มตอบชายหนุ่มโดยไม่คิดเกินเลยอะไรกับเขาด้วยเข้าใจเจตนาของชายหนุ่มดี  ภูมิบดินทร์ชำเลืองมองท่าทีที่ศตายุมีต่อเธอ และสังเกตอากัปกิริยาของเธอที่มีต่อเพื่อนของเขาเช่นกัน  อยู่ๆชายหนุ่มก็เอ่ยถามลลิตภัทรขึ้น ราวกับจงใจขัดจังหวะ
        “ แล้วคุณอัยย์รู้จักกับโรมได้ยังไงเหรอครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเธอ ทว่าสายตาจ้องมองไปยังศตายุ  เขาก้มหน้าก้มตาทานสปาร์เก็ตตี้ในจานตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
       “ อัยย์ไปเที่ยวทริปฝรั่งเศสกับเพื่อนอัยย์ที่ทำงานอยู่ที่บริษัทประกันชีวิตน่ะค่ะ  บ้านคุณโรมเค้าเป็นลูกค้าวีไอพีของเพื่อนอัยย์ เพื่อนอัยย์เค้าก็เลยชวนคุณโรมกับคุณโรสไปด้วยกัน ก็ไปเจอกันที่โน่น พอกลับมาที่ไทยก็ได้มีโอกาสติดต่อกันอยู่ ประจวบเหมาะกับที่ทางบริษัทคุณโรมเค้ากำลังจะเปิดตัวเครื่องเพชรคอลเล็คชั่นใหม่ ส้มก็เลยหล่นใส่อัยย์ เพราะคุณโรมมาจ้างบริษัทอัยย์จัดงาน แถมยังให้อัยย์เป็นคนรับผิดชอบโครงการด้วยค่ะ แต่พอดีอัยย์ประสบอุบัติเหตุที่ขานิดหน่อยจากตอนที่อยู่ทำโปรเจ็คนี้นอกเวลางาน คุณโรมเค้าเลยอาสามารับมาส่งอัยย์น่ะค่ะ เพราะบ้านเรากับบริษัทเราไปทางเดียวกัน” ลลิตภัทรอธิบายให้ชายหนุ่มฟัง เขายิ้มออกมาหลังจากฟังจบ
        “ คุณอัยย์น่ารักดีนะครับ เป็นผู้หญิงสไตล์ที่เจ้าโรมชอบเลย คุยดูก็รู้”ศตายุเงยหน้าขึ้นสบตาภูมิบดินทร์  ใบหน้าของเขาบ่งบอกว่าไม่ค่อยพอใจนัก  ลลิตภัทรได้แต่ทำหน้าเหวอกับคำชมแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนั้น ทำเอาหล่อนเขิน แสดงสีหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว
       “ ยังจำได้รึว่าฉันชอบคนแบบไหน? ” ศตายุถามพร้อมกับจงใจแค่นเสียงคล้ายกับคนกำลังจะหัวเราะ
      “ จำได้สิ...ทำไมฉันจะจำไม่ได้ล่ะ ฉันไม่เคยลืมเลยมากกว่า” ภูมิบดินทร์ตอกกลับ  พร้อมกับจ้องหน้าชายหนุ่มนิ่งอีกครั้ง ลลิตภัทรเริ่มรู้สึกอึดอัดกับบทสนทนาแปลกๆ ท่าทีแปลกๆของคนทั้งสองมากขึ้นทุกที  ในที่สุดหล่อนก็อดทนไม่ไหว ขอตัวไปเข้าห้องน้ำในที่สุด
     “ เอ่อ...อัยย์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ ”
    “ คุณอัยย์ครับ เดี๋ยวผมไปรอคุณที่ทางเข้าห้องน้ำด้วยเลยครับ เพราะผมกะว่าจะกลับแล้ว มีงานต้องกลับไปทำอีกมากคืนนี้ ” ศตายุลุกขึ้นยืนตามหญิงสาว ก่อนจะเข้ามาช่วยประคองเธอ ภูมิบดินทร์ได้แต่มองตามหลังทั้งสองไปโดยไม่ได้ลุกออกมาจาโต๊ะด้วยอีกคน  ศตายุพาเธอเดินกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งเพื่อร่ำลามิบดินทร์ ชายหนุ่มดูเหมือนจะยังคงรับประทานอาหารต่อ ยังไม่กลับพร้อมเธอและศตายุ
     “ ฉันกลับล่ะ ” ชายหนุ่มกล่าวลาเพื่อนเก่าเพียงสั้นๆ
     “อื้ม เอาไว้ค่อยนัดเจอกันใหม่วันหลัง ฉันขอเบอร์นายหน่อยได้ไหม? ”
ภูมิบดินทร์ยื่นโทรศัพท์ของตนให้ศตายุกดเบอร์ แต่ชายหนุ่มไม่รับ
     “ เอาเบอร์นายมาดีกว่า ฉันจะยิงไป ” ศตายุยื่นโทรศัพท์ของตนให้ภูมิบดินทร์แทน เขารับไปกดเบอร์โทรศัพท์ของตนให้ศตายุ พร้อมกับกดโทร.ออกอย่างรู้ทันเขารู้ว่าศตายุจะไม่ยิงเบอร์มาหาเขา เขาจึงชิงลงมือทำเอง ศตายุทำสีหน้าไม่พอใจ ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ภูมิบดินทร์ส่งมือถือคืนให้เพื่อนเก่า
      “ กลับดีๆล่ะ ไว้เจอกันโอกาสหน้าครับคุณอัยย์” ภูมิบดินทร์หันมายิ้มให้เธอ ลลิตภัทรยิ้มตอบกลับ ศตายุประคองเธอเดินออกไปจากร้าน ทิ้งให้ภูมิบดินทร์มองตามเธอกับเขาอยู่เบื้องหลัง  ศตายุหันมามองเขาอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากร้านไป ภูมิบดินทร์ได้แต่มองดูภาพชายหนุ่มดูแลลลิตภัทร และเดินขึ้นรถของตน ก่อนจะขับออกไปจากร้านด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เหลือแสน  ช่วงเวลาหกปีที่จากกันสร้างช่องว่างมากมายระหว่างเขากับศตายุ ราวกับมันจะไม่มีวันถมได้เต็มเหมือนเดิม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขช่วงเวลาในอดีตระหว่างตนกับเพื่อนรัก
       ลลิตภัทรนั่งอยู่บนรถข้างๆศตายุโดยไม่ได้ถามอะไรมาตลอดทาง กระทั่งชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามหญิงสาวขึ้นก่อน
       “ คุณอัยย์มีอะไรอยากถามผมไหมครับ?” หญิงสาวหันกลับไปมองชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ
      “ แล้วทำไมอัยย์จะต้องมีอะไรอยากถามคุณโรมด้วยล่ะคะ ? ” ลลิตภัทรถามเขาด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไร เขาได้แต่ยิ้มให้เธอ
     “ หรือคุณโรมมีเรื่องอะไรที่อยากเล่าให้อัยย์ฟังคะ?” หญิงสาวถามกลับบ้าง ทว่าศตายุก็ยังคงไม่ตอบอะไรเช่นเคย นอกจากยิ้มแบบแฝงความนัยตามสไตล์ของเขา  รอยยิ้มนั้นช่างดูเศร้าเหลือเกินในความคิดของลลิตภัทร แต่หล่อนไม่อยากจะถามอะไรชายหนุ่ม เพราะคิดว่ามันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา ที่บางทีคงไม่อยากจะให้ใครได้รับรู้ ถ้าเขาอยากระบาย เขาคงจะเป็นฝ่ายเล่าเอง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นเธอก็พร้อมรับฟัง    
       “ ขอบคุณที่คุณอัยย์มาทานข้าวมื้อนี้กับผมนะครับ”ชายหนุ่มหันมาพูดกับเธอ   
      “ ไม่เห็นต้องขอบคุณนี่คะ ก็แค่ทานข้าวธรรมดาเอง” ลลิตภัทรตอบกลับ เธอคาดหวังว่าชายหนุ่มอาจจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ทว่าเขาก็ได้แต่ยิ้มให้เธอเหมือนทุกทีโดยไม่ได้พูดอะไร
      “ เดี๋ยวเจอกันวันพรุ่งนี้นะครับคุณอัยย์ ” ลลิตภัทรหันไปยิ้มให้เขาอีกครั้ง
     “ ค่ะ”ลลิตภัทรเดินกลับเข้าบ้านไป โดยไม่รู้เลยนอกจากศจากศตายุ ยังมีชายอีกคนหนึ่งกำลังเฝ้ามองเธออยู่จากนอกบ้าน  อลงกตที่นั่งอยู่ฝั่งที่นั่งคนขับในรถเล็กซัสของตนมองดูลลิตภัทรที่เพิ่งเดินเข้าบ้านไปด้วยความรู้สึกสับสน เขาทำให้เธอต้องถูกดึงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องไม่เป็นเรื่องระหว่างเขากับสลิลา ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่ได้ก่อ  ในใจนึกเป็นห่วงหญิงสาว และอยากเอ่ยคำขอโทษ แต่วันนี้ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะพูด  อลงกตรู้สึกอยากเจอหน้าเธอเหลือเกิน แต่ก็ทำได้เพียงเฝ้ามองหลังคาบ้านของหญิงสาว ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเองในเวลานี้คืออะไรกันแน่  ศตายุขับรถออกไปจากบริเวณหน้าบ้านของลลิตภัทร  ชายหนุ่มมองตามรถของเพื่อนไป ความรู้สึกเจ็บแปลบท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ เขาไม่สามารถทำอะไรเพื่อเธอได้เหมือนอย่างที่ศตายุทำเลยแม้แต่น้อย เขาทำไม่ได้แม้แต่การปกป้องเธอในฐานะของเจ้านาย หรือแม้แต่ผู้ชายคนหนึ่ง...
 
       อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น เรื่องของสลิลาที่ยุติความสัมพันธ์กับอลงกต กลายเป็นข่าวทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์อีกครั้ง  ไม่ว่าจะทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือหน้าจอโทรทัศน์  สลิลาให้สัมภาษณ์สื่อทุกฉบับว่าสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองต้องจบความสัมพันธ์ลง เพราะนิสัยบางอย่างที่เข้ากันไม่ได้  แม้จะยังรักชายหนุ่มอยู่ก็ตาม แต่อย่างไรเสียทั้งสองก็จบกันด้วยดี  ทว่าเมื่อสื่อหลายฉบับถามเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องมือที่สาม สลิลากลับบีบน้ำตาออกมา  พร้อมกับแถลงข่าวว่าตนได้อธิบายถึงสาเหตุของการเลิกราไปแล้ว ไม่ขอพูดถึงประเด็นอื่น เพราะเธอเองก็ไม่ทราบ เป็นเรื่องส่วนตัวในส่วนของอลงกต แต่สำหรับเธอไม่มีแน่นอน ขอให้ไปถามจากชายหนุ่มเอง  ด้วยคำสัมภาษณ์นี้เองทำให้สื่อทุกฉบับและทุกแขนงล้วนพาดหัวข่าวว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเลิกราระหว่างสลิลาและอลงกต มีสาเหตุมาจากมือที่สาม
         ลลิตภัทรมาทำงานตามปกติ ทว่าตั้งแต่เธอก้าวขาเข้ามาในบริษัท พนักงานหลายๆคนก็ดูเหมือนจะมองหน้าเธอแปลกๆ พร้อมกับทำท่าทางเหมือนซุบซิบนินทาอะไรบางอย่างกัน ไม่ว่าลลิตภัทรจะมองไปทางใด ก็ล้วนแต่เห็นพฤติกรรมเช่นนี้ จนหญิงสาวรู้สึกอึดอัด ตอนที่เธอเดินเข้าไปถึงฝ่ายครีเอทีฟ  กิ่งกาญจน์ เพื่อนร่วมงานในแผนกของเธอก็เดินปรี่เข้ามาหาหญิงสาว พร้อมกับเปิดประเด็นเรื่องข่าวลือในบริษัท ซึ่งทำให้ลลิตภัทรหายสงสัยเกี่ยวกับท่าทีของผู้คนรอบๆตัวเธอที่เปลี่ยนไปในทันที  
      “ อัยย์ แก...พูดกับฉันมาตามตรงนะเว่ย พูดกันตรงๆในฐานะเพื่อน  แกกำลังแอบกิ๊กกับคุณซันหรอวะ?” กิ่งกาญจน์ถามหญิงสาวด้วยใบสีหน้าจริงจัง    
     “ เฮ้ย! แกจะบ้าหรอวะ? ฉันกับคุณซันเนี่ยนะ?  ฉันจะไปกิ๊กกับเขาได้ยังไงกันเล่า?  ฉันกับเค้าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันแกก็รู้ไม่ใช่เหรอ?  ไม่ใช่แนวเลย ไม่เคยสนิทชิดเชื้ออะไรกับเค้าด้วย จะมีก็ตอนที่ฉันขาเจ็บเนี่ยที่เค้าเป็นคนอุ้มฉันไปส่งโรงพยาบาล ”
    “ แล้วที่เค้าลือกันว่าเมื่อสองสามวันก่อน แพงมาหาคุณซันที่บริษัทเรา แล้วเค้าจับได้ว่าแกแอบนัดเจอกับคุณซันที่ลานจอดรถ เลยบอกเลิกคุณซันวันนั้นล่ะ?” ลลิตภัทรหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ลานจอดรถในวันนั้น มีพนักงานสองสามคนที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์เข้า เธอพอจะคาดเดาได้แล้วว่าข่าวลือต่างๆหลุดรอดมาถึงหูพนักงานคนอื่นๆในบริษัทได้อย่างไร ลลิตภัทรส่ายหัวอย่างเอือมระอา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกเห็นจะเป็นนิสัยขี้นินทาของมนุษย์ สิ่งที่พูดออกจากปากคนเพียงไม่กี่คน กลายเป็นข่าวลือที่พูดกันปากต่อปากจนรู้กันไปทั่ว รวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ลลิตภัทรเริ่มเห็นพ้องกับสิ่งที่อลงกตเคยเตือนเธอเอาไว้ แต่วันนี้มันกลับย้อนมาเข้าตัวชายหนุ่มเสียเอง
     “ แก เอาความจริงไหม? ฉันน่ะไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย  ตั้งแต่วันที่ฉันบาดเจ็บอะ  คุณสลิลาเค้าดันมาเห็นคุณซันอุ้มฉันมาขึ้นรถเพื่อจะไปโรงพยาบาล ชีก็ออกมาเหวี่ยงวีนฉันตั้งแต่วันนั้นแล้ว คุณซันเค้าก็ออกโรงปกป้องฉันในฐานะพนักงาน แต่ชีก็ไม่ฟัง  แล้วเมื่อสองวันก่อนที่มีเรื่องน่ะ ฉันก็ไม่รู้เค้าทะเลาะอะไรกันมาหรอกตอนแรก  เห็นเค้าทะเลาะกันตั้งแต่บนตึกแล้วมั้ง เพราะฉันเห็นตอนพวกเค้าออกมาจากลิฟต์ ยัยแพงก็ทำล้งเล้งใส่คุณซันไปตลอดทางจนถึงลานจอดรถนั่นแหละ  ฉันน่ะนัดกับคุณโรม ลูกค้ารายใหญ่ โปรเจ็คของบริษัทเจ็ม.เวลล์.เอาไว้  เค้ามาจอดรถรับฉันอยู่ลานจอดใต้ดิน ปรากฏฉันดันเดินออกมาเจอคุณซันเค้าทะเลาะกับแพงอยู่  ให้ฉันทะเล่อทะล่าเดินออกไปตอนนั้นฉันก็กลัวเดี๋ยวเป็นเรื่องอีก เลยหลบอยู่ตรงหลังเสากะให้เค้าเคลียร์กันให้จบ  ก็ดันซวยอีก...คุณซันเดินหนียัยแพงมาเจอฉันพอดี  พอชีเห็นก็ปรี่เข้ามาผลักฉันน่ะสิ  ฉันโมโหจะตายแก แต่ทำอะไรไม่ได้” 
      “ เฮ้ย...จริงหรอวะเนี่ย แพงแรงขนาดนี้เลยหรอ?”
      “ ก็ใช่น่ะสิ แล้วเธอรู้ไหมว่าข่าวที่มันออกๆมาเนี่ย แพงก็เป็นคนให้ข่าวเอง เพราะฉันได้ยินคุณซันเค้าทะเลาะกับแพงเรื่องนี้ แล้วสาเหตุที่เค้าเลิกกันจริงๆก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ ผู้หญิงคนนั้นน่ะขี้หึงไม่มีเหตุผล พอทำอะไรไม่ได้ ก็ออกมาสร้างกระแสข่าวให้นักข่าวปั่นข่าวเกี่ยวกับเรื่องมือที่สาม แล้วใครซวยล่ะ ก็ฉันเนี่ยไง แล้วไอ้ข่าวลือบ้าๆที่ออกมาช่วงนี้ก็เพราะวันที่ทะเลาะกันวันนั้นดันมีพนักงานบางคนมาเห็นเข้า ฉันโคตรเซ็งเลยแก แต่ละคนนี่มองฉันอย่างกับเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้  นี่ถ้าจินตนาการเห็นภาพได้แม่งคงเห็นฉันปีนต้นงิ้วอยู่มั้ง น่ารำคาญชะมัด พวกที่สงสัยอะไรแล้วไม่เอามาถามกันตรงๆเนี่ย ตีความอะไรกันเอาเอง เอาไปพูดกันต่างๆนานา แล้วก็มองฉันเป็นคนไม่ดี ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับฉันเลยด้วย ซวยตลอด” ลลิตภัทรฟาดกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะเสียงดังอย่างใส่อารมณ์จนกิ่งกาญจน์ตกใจ พนักงานคนอื่นๆก็พากันหันมามองเธอ
                “ เฮ้ย ใจเย็นๆเว่ย ข่าวลือแม่งอยู่ไม่นานหรอก ฉันเชื่อแกอยู่แล้ว คนในฝ่ายเราส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อข่าวลือพวกนั้นหรอก เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าแกเป็นคนยังไง แล้ววันที่ทะเลาะกัน ตกลงแกออกไปจากบริษัทได้ยังไงวะ?”
                “ ก็ไปกับคุณโรมน่ะสิ เค้าจอดรถรออยู่ตรงชั้นใต้ดินอยู่แล้ว สงสารเค้าที่ต้องเข้ามาเกี่ยวด้วยอีกคนเนี่ยแหละ นี่ถ้าไม่ได้เค้าฉันก็คงจะแย่เหมือนกัน ยัยแพงเล่นผลักฉันซะเซ ไม้ค้ำ กระเป๋าหล่นหมด  บอกตามตรงฉันก็ช็อคไปเหมือนกัน เจออย่างนั้นใครจะไม่ตกใจ เกิดมาไม่เคยเจอ และไม่คิดว่าจะต้องมาเจอด้วยกับข้อหาแย่งแฟนชาวบ้านเนี่ย ”
                “ คุณโรมก็น่ารักนะแก ฉันเคยเห็นแวบๆ ตอนเค้ามาคุยงานกับคุณซันที่บริษัทเราน่ะ ” กิ่งกาญจน์แซว
                “ หยุดเลยไอ้กิ่ง ความวัวยังไม่ทันหายเดี๋ยวความควายจะเข้ามาแทรกฉันอีก ขอร้องอย่าพูดอะไรมาก ฉันกับคุณโรมเป็นแค่เพื่อนกัน เจอกันตอนไปทริปที่ปารีสเมื่อเดือนที่แล้ว และตอนนี้เค้าก็เป็นลูกค้าบริษัทเรา ฉันไม่อยากให้มีข่าวลือในทางที่เสียหายเกี่ยวกับเขาหรือบริษัทเรา เข้าใจไหม?”
                “ เออๆ เข้าใจแล้วแก เคลียร์ค่ะ จบข่าว!! ไม่ต้องห่วงนะแก เดี๋ยวข่าวมันก็หายไปเองล่ะ งานน่ะไม่เข้าแกหรอก เพราะแกไม่ใช่คนดังอะไร คนที่งานเข้าคงเป็นคุณซันมากกว่า เมื่อเช้าเห็นนักข่าวมารุมแต่เช้าเลย”  ลลิตภัทรฟังกิ่งกาญจน์แล้วก็รู้สึกเป็นห่วงอลงกตขึ้นมา ตั้งแต่วันนั้นเขาต้องรับเรื่องราวต่างๆมากมาย หญิงสาวไม่อาจรู้ได้ว่าหลังจากที่ศตายุพาเธอออกไปจากที่ลานจอดรถในวันนั้นแล้ว อลงกตได้คุยอะไรกับสลิลาอีก กระทั่งหญิงสาวออกมาแถลงข่าวแบบวางระเบิดลูกใหญ่ให้ชายหนุ่มต้องรับภาระในการตอบคำถามนักข่าวแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้  เธอเองก็ไม่มีโอกาสได้คุยกับอลงกตอีกเลยนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องวันนั้น ลลิตภัทรนึกเห็นใจเจ้านายหนุ่มของเธอ เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้พยายามกันเธอให้พ้นจากปัญหาในครั้งนี้อย่างเต็มที่ การเป็นห่วงอยู่ห่างๆดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ลลิตภัทรพอจะทำได้ในเวลานี้ เพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะสามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้ มิหนำซ้ำถ้าเธอยังเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ มันอาจจะทำให้อลงกตตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายลง
                ผ่านไปอีกหลายวันจนเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ ดูเหมือนข่าวคราวระหว่างสลิลากับอลงกตจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหญิงสาวยังคงให้สัมภาษณ์ไปในทางชี้เป้าเกี่ยวกับประเด็นมือที่สาม ซ้ำร้ายข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องของลลิตภัทรก็เริ่มแพร่ไปทั่วบริษัทอย่างรวดเร็ว จนเธอรู้สึกอึดอัดกับสายตาของผู้คน  ลลิตภัทรเริ่มไม่รู้สึกว่าอยากมาทำงานเลยในช่วงเวลาเช่นนี้  และที่ยิ่งแย่มากไปกว่านั้น ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ลลิตภัทรกำลังจะขึ้นตึกไปทำงาน ก็มีนักข่าวสองสามคนจดๆจ้องๆเธอจากในระยะไกล ก่อนจะเดินปรี่เข้ามาเธอ คล้ายกับต้องการจะพูดคุยด้วย ลลิตภัทรรีบเดินจ้ำอ้าวไปหลบมุมบริเวณห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดของแม่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบันไดหนีไฟ  นักข่าวเข้าใจว่าหญิงสาวเดินขึ้นลิฟต์ไปแล้ว จึงล่าถอยไปในที่สุด เพื่อความปลอดภัยหญิงสาวจึงตัดสินใจเดินขึ้นบันไดหนีไฟไปประมาณสามชั้น ก่อนจะกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปห้องทำงานตามปกติ  ในระหว่างที่ลลิตภัทรอยู่ในลิฟต์  อยู่ๆก็มีสายเรียกเข้าจากอลงกต แต่ภายในลิฟต์ไม่มีสัญญาณ หญิงสาวจึงกดเลขลิฟต์ที่ก่อนถึงชั้นทำงานของเธอ เพื่อจะเดินออกจากลิฟต์มาคุยโทรศัพท์กับเจ้าหน่ายหนุ่มของเธอ
                “ คุณซันว่าไงคะ ? ”
                “ คุณช่วยมาหาผมที่ห้องประชุมที่ชั้นแปดหน่อยได้ไหม? มีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย ”
                “ ค่ะ...ได้ค่ะ ว่าแต่...เรื่องอะไรคะ? ” ลลิตภัทรถามด้วยความสงสัย
                “ ขึ้นมาหาผมเถอะ ผมไม่อยากคุยทางโทรศัพท์”
                “ เข้าใจแล้วค่ะ ” หญิงสาวกดวางสายพร้อมกับความคลางแคลงใจ หล่อนเดินขึ้นบันไดต่อไปอีกหนึ่งชั้น เนื่องจากขณะนี้เธออยู่ที่ชั้นเจ็ด  อลงกตนั่งรอหญิงสาวอยู่ในห้องประชุม ดูเหมือนเขามีเจตนาที่จะไม่ให้ใครเห็นหรือรับรู้เกี่ยวกับการนัดผมระหว่างเขากับเธอในครั้งนี้  แม้กระทั่งบัว เลขาหน้าห้องของเขาเอง  นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ที่ลานจอดรถในวันนั้น ที่ลลิตภัทรมีโอกาสได้คุยกับอลงกต
                “ คุณมีอะไรกับฉันหรอคะ?” ลลิตภัทรเอ่ยถาม อลงกตจ้องหน้าเธอนิ่งอยู่พักใหญ่ จนหญิงสาวรู้สึกอึดอัด ด้วยเธอไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่
                “ คุณอัยย์ ผมอยากให้คุณงดทำโอทีที่บริษัทชั่วคราว แล้วถ้าเป็นไปได้ช่วงนี้ผมไม่อยากให้คุณมาทำงาน”
                “ ว่าอะไรนะคะ?...ทำไมล่ะคะ? ลลิตภัทรนิ่วหน้า หญิงสาวไม่เข้าใจเหตุผลในการออกคำสั่งแบบไม่ทันตั้งตัวของเจ้านาย
                “ คุณพอจะรู้สถานการณ์ในตอนนี้ใช่ไหม?” ชายหนุ่มถามเธอด้วยสีหน้าเครียด ลลิตภัทรพยักหน้ารับ
                “ ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมโดนนักข่าวจี้ถามเรื่องแพงและข่าวมือถือสามหนักมากๆ และตอนนี้เริ่มมีนักข่าวถามคำถามผมเกี่ยวกับเรื่องของคุณแล้วด้วย”  อลงกตหันมาพูดกับลลิตภัทร ความรู้สึกเครียดถาโถมเข้ามาหาหญิงสาว  ดูเหมือนว่าเรื่องที่เธอกลัวกำลังเกิดขึ้นเสียแล้ว
                “ ทำไมพวกเขาถึงพุ่งประเด็นมาที่ฉันได้ล่ะคะคุณซัน?” ลลิตภัทรถามด้วยความสงสัย
                “ ผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวแพงเองที่ปล่อยข่าว หรือไม่ก็อาจจะมีนักข่าวสัมภาษณ์พนักงานของบริษัทเรา อาจจะมีใครคนใดคนนึงที่ปากสว่างเอาไปพูด  ซึ่งมันก็คงจับมือใครดมไม่ได้  เรื่องพวกนี้มันไปไว แล้วกว่าจะถึงหูนักข่าวก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันถูกต่อเติมเสริมแต่งไปแค่ไหนแล้ว ทางที่ดี คุณควรจะหยุดงานไปซักสองสามวัน เพราะนักข่าวจ้องหาตัวคุณอยู่  ผมคุยเรื่องนี้กับไอ้โรมแล้วเมื่อเช้า มันยินดีจะให้คุณไปทำงานที่ออฟฟิศส่วนตัวของมันในช่วงนี้ และก็จะให้คุณเข้าร่วมทำเวิร์คช็อปกับที่บริษัทมันด้วย  ผมว่าไอเดียมันก็ดี เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเครียดกับสายตาของคนในบริษัทกับข่าวไร้สาระช่วงนี้  แล้วก็จะได้คุยงานกับเจ้าโรมมันได้โดยตรงเลยด้วย บ่ายวันนี้โรมมันจะให้เลขามันส่งจดหมายเชิญเข้าร่วมเวิร์คช็อปกับทางบริษัทเจ็ม.เวลล์.มา คุณจะได้ไปพัทยากับพวกพนักงานที่เกี่ยวข้องกับโปรเจ็คนี้ของเจ็ม.เวลล์ คุณเตรียมตัวเอาไว้ได้เลย อาทิตย์หน้านี้ ” ลลิตภัทรรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนเธอตั้งรับไม่ทัน แม้อลงกตจะหาทางออกทื่ดีเอาไว้ให้เธอ แต่หญิงสาวก็ยังอดเป็นห่วงเกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในบริษัทไม่ได้
                “ คุณซันคะ แล้วคนเขาจะไม่เอาไปลือหนักกว่าเดิมหรอคะ ถ้าอยู่ๆฉันหายหน้าไปแบบนี้ เดี๋ยวก็เอาไปพูดกันอีกอยู่ดีว่ามันประจวบเหมาะเกินไป หรือไม่ก็พูดว่าคุณจงใจให้ฉันไปเก็บตัวอะไรทำนองนั้น”
                “  ไม่ต้องห่วง ผมจะส่งผู้ติดตามไปกับคุณด้วยสามคน  คือหัวหน้าฝ่ายศิลป์ ฝ่ายสถานที่ และก็จะส่งคุณฝ้ายไปกับคุณด้วย อย่างน้อยก็จะได้ช่วยกลบกระแสของพวกปากหอยปากปูไปได้บ้างเกี่ยวกับประเด็นที่ผมจงใจให้คุณไปเก็บตัวกลบกระแสข่าว เพราะยังไงคนส่วนใหญ่ก็รู้ว่าเรารับโปรเจ็คใหญ่ของเจ็ม.เวลล์.มา  ต่อให้สงสัย แต่พวกเขาก็จะไม่มีข้อกังขาอะไรมากนัก ” อลงกตอธิบายเหตุผลจนลลิตภัทรเข้าใจ และเริ่มคลายความกังวล  หญิงสาวนึกชื่นชมชายหนุ่มสำหรับการแก้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น และรู้สึกขอบคุณเขาอยู่ไม่น้อยในความห่วงใยเกี่ยวกับสวัสดิภาพทางด้านจิตใจและการใช้ชีวิตของเธอต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
                “ คุณต้องทำโอทีรึเปล่าช่วงนี้?” อลงกตหันมาถามเธอ หญิงสาวพยักหน้า
                “ ช่วงนี้ฉันต้องยอมรับตามตรงค่ะว่าฉันคิดงานไม่ค่อยออกจริงๆ เพราะไอ้ข่าวบ้าๆพวกนี้ งานหลายๆอย่างที่ฉันต้องมาเช็ค ต้องคิดใหม่ยังไปไม่ถึงไหนเลย มันต้องใช้สมาธิพอสมควร ซึ่งฉันแทบไม่มีช่วงเวลาให้ได้ใช้สมาธิทำงานเลย ต้องอาศัยช่วงทำโอทีเนี่ยแหละค่ะถึงจะได้งานหน่อย”
                “ ไอ้โรมมันฝากผมบอกคุณว่าถ้าจะทำโอทีให้บอกมันได้เลย มันจะรับคุณไปที่ออฟฟิศ สตูดิโอของมัน คุณจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการเจอพวกนักข่าวด้วย เผื่อคุณอยู่คนเดียว พวกนี้หาทางหนียาก ผมไม่แน่ใจด้วยว่ามีพวกปาปารัสซี่อยู่บ้างรึเปล่า มันไม่ค่อยปลอดภัย ผมเป็นห่วง ” เป็นครั้งแรกที่ลลิตภัทรเคยได้ยินเจ้านายหนุ่มจอมวางมาดพูดกับหล่อนแบบนี้ หญิงสาวจ้องหน้าเขาคล้ายกับจะไม่เชื่อหู แต่ชายหนุ่มกลับจ้องมองเธอกลับมาด้วยสีหน้าจริงจัง จนลลิตภัทรรู้สึกเขินขึ้นมาวูบหนึ่งด้วยความไม่คุ้นเคย
                “ เข้าใจแล้วค่ะ....ยังไงก็...ขอบคุณคุณมากนะคะที่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆให้ ” ลลิตภัทรเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มด้วยความรู้สึกขัดเขิน
                “ผมขอโทษนะที่ผมดึงคุณเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องบ้าๆนี่ด้วย ” อลงกตได้มีโอกาสกล่าวขอโทษหญิงสาวเป็นครั้งแรก สีหน้าของเขาดูแย่อย่างที่ลลิตภัทรไม่เคยเห็น เธอเชื่อว่าในช่วงเวลาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาคงสะสมความเครียดเอาไว้ไม่ใช่น้อยจากการที่ต้องตอบคำถามซ้ำๆกับกองทัพนักข่าว และการพยายามหาทางจบปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างสวยงาม
                “ มันไม่ใช่ความผิดของคุณนี่คะ ไม่เห็นจะต้องมาขอโทษฉันเลย คิดซะว่ามันเป็นเรื่องดีๆที่สอนให้คุณได้บทเรียนอะไรหลายๆอย่างจะดีกว่า ฉันเองก็คิดแบบนั้นนะคะ ถ้าเราคิดได้แบบนี้ สมองมันก็จะไม่คิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับปัญหา ” ลลิตภัทรยิ้มอย่างให้กำลังใจ อลงกตเผยรอยยิ้มน้อยๆให้เธอเห็นเป็นครั้งแรก
                “ ขอบคุณนะคุณอัยย์ แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องขอโทษจริงๆ ผมจะพยายามให้ข่าวพวกนี้มันจบให้เร็วที่สุด ” อลงกตพูดกับเธอด้วยสีหน้าจริงจังคล้ายกับให้คำสัญญา ลลิตภัทรไม่ได้ตอบอะไร เพียงยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความเชื่อว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี
 
                ลลิตภัทรขึ้นมาทำงานตามปกติหลังจากการสนทนาอย่างลับๆกับอลงกต หญิงสาวโทรศัพท์หาศตายุ เพื่อที่จะขออนุญาตไปทำงานที่ออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งเป็นสตูดิโอที่เธอเคยไปที่นั่นมาแล้วครั้งหนึ่ง
                “ คุณโรมคะ อัยย์เองค่ะ ”
                “ ครับคุณอัยย์ ได้คุยกับไอ้ซันแล้วใช่ไหมครับ เรื่องที่ผมคุยกับมันเอาไว้ ”
                “ ค่ะ คุยแล้วค่ะ ขอบคุณคุณโรมมากนะคะที่หาทางช่วยอัยย์ ”
                “ เป็นหน้าที่ของเพื่อนอยู่แล้วครับคุณอัยย์  ผมเองก็ไม่อยากให้ข่าวลือพวกนี้มันมากระทบกับการทำงานของคุณ เพราะนอกจากคุณจะแย่แล้ว ผมก็จะแย่เอาเหมือนกันนะครับ ฮะๆๆ” ศตายุหัวเราะอย่างอารมณ์ดี หญิงสาวจึงพลอยหัวเราะตามไปด้วย
                “ นี่อัยย์จะโทร.มาถามคุณโรมน่ะค่ะ ว่าอัยย์ขออนุญาตไปทำโอทีที่ออฟฟิศคุณได้ไหมคะ? ”
                “ ได้สิครับคุณอัยย์พอดีเลย วันนี้เดี๋ยวพี่โรสเค้าจะเข้ามาคุยเรื่องฉากเวทีกับผังที่นั่งของผู้ชมตอนดูแฟชั่นโชว์ด้วย แต่วันนี้ผมอาจจะไปรับคุณอัยย์ไม่ได้นะครับ เพราะว่าผมติดคุยกับเจ้าของช็อปร้านเพชรที่อเมริกาที่เขาจะมาทำแบรนด์ร่วมกับเรา แต่เดี๋ยวผมจะให้คนขับรถของบริษัทไปรับคุณ เดี๋ยวคุณไปรอผมที่ออฟฟิศผมได้เลย หรือบางทีผมอาจจะถึงก่อนก็ได้ถ้าผมคุยงานเสร็จก่อนเวลา ยังไงวันนี้ขอวันนึงละกันนะครับคุณอัยย์ ” ศตายุพูดอย่างรู้สึกผิด ทำเอาลลิตภัทรถึงกับรู้สึกเขินแปลกๆ เพราะเขาทำราวกับทุกวันนี้การทำหน้าที่สารถีรับ-ส่งเธอกลายเป็นกิจวัตรประจำวันในชีวิตของเขาไปเสียแล้ว ดูๆไปคล้ายกับพฤติกรรมของชายหญิงที่คบกันอยู่  หญิงสาวส่ายหัวสลัดความคิดนั้นทิ้ง ก่อนจะพูดตอบชายหนุ่ม
                “ คุณโรมเชิญทำงานตามสะดวกเลยค่ะ อัยย์เคยบอกแล้วไงไม่ต้องมาเกรงใจ หรือมาขอโทษขอโพยอัยย์เลย  มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้วที่จะต้องมารับมาส่งอัยย์ แค่คุณมีน้ำใจกับอัยยย์มากขนาดนี้ ก็ถือว่ากรุณามากแล้วค่ะ ในฐานะของนายจ้าง ฮะๆๆ ” ลลิตภัทรหัวเราะเสียงใส
                “ ฮะๆๆๆ อย่าเรียกนายจ้างสิคุณอัยย์ ขอเป็นในฐานะเพื่อนเพื่อนที่ดีได้ไหมครับ? ผมว่าผมจะรู้สึกภูมิใจกว่านะ”
ชายหนุ่มต่อรอง
                “ โอเคๆค่ะ ในฐานะเพื่อนที่ดีก็ได้ค่ะ อัยย์จะให้รางวัลเพื่อนดีเด่นคุณแทนยัยควีนแล้วนะคะเนี่ย ” ศตายุหัวเราะร่วนจากปลายสาย “ งั้นเอาไว้เจอกันเย็นนี้นะคะคุณโรม ”
                “ โอเคครับ...เจอกัน” ลลิตภัทรกดวางสายชายหนุ่ม หล่อนยิ้มแก้มปริหลังจากวางสายเมื่อนึกถึงช่วงเวลาทำโอทีที่ออฟฟิศของชายหนุ่มเย็นนี้  ก่อนจะเริ่มรวบรวมสมาธิแล้วเริ่มทำงานที่คั่งค้างอยู่จากเมื่อวานซึ่งวางกองอยู่บนโต๊ะของตนอย่างมีความสุข ลืมเรื่องข่าวคราวที่สร้างความปวดหัวให้เธอไปชั่วขณะ
 
                ลลิตภัทรเดินทางมาถึงออฟฟิศของอลงกตในเวลาเลยหกโมงเย็นไปเล็กน้อย หญิงสาวกล่าวขอบคุณคนขับรถ ก่อนจะก้าวลงจากรถอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย ด้วยเท้าของเธอยังไม่ถึงกับหายดี แม้จะถอดเฝือกอ่อนและไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำแล้ว
ลลิตภัทรหันไปมองที่ลานจอดรถขนาดเล็กหน้าออฟฟิศ เห็นรถจอดอยู่สองคัน คันหนึ่งคือรถของศตายุที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ชายหนุ่มคงเดินทางมาถึงแล้ว ทว่ารถโตโยต้าแคมรี่สีขาวอีกคันที่จอดอยู่ข้างกันนั้น หญิงสาวรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาหมายเลขทะเบียนรถเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่งมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นรถของใคร บางทีอาจจะเป็นรถของศรุตาก็เป็นได้  หญิงสาวคิดในใจ ถึงแม้ว่ามันออกจะธรรมดาเกินไปถ้าหากเป็นรถของหล่อนจริงๆ เมื่อเทียบกับรถบีเอ็มดับบลิว Z4ของศตายุ น้องชายของหล่อน
                หญิงสาวเดินเข้าไปด้านในออฟฟิศที่ศตายุเคยพาหล่อนเข้ามานั่ง เธอไม่พบชายหนุ่มอยู่ที่นั่น  ลลิตภัทรจึงคิดว่าชายหนุ่มอาจจะออกไปข้างนอก ทว่าหญิงสาวก็เหลือบไปเห็นแสงไฟในห้องทำงานด้านในสุดถูกเปิดอยู่ ลลิตภัทรจึงเดินตรงไปยังห้องห้องนั้น ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเอื้อมมือไปเคาะประตู เธอก็ถึงกับกระพริบตาถี่ด้วยความช็อคกับภาพที่เธอเห็นผ่านกระจกห้องทำงานของศตายุตรงหน้า...
                ศตายุนั่งอยู่ในท่าพิงพนักเก้าอี้ ซึ่งถูกดันไปชิดกำแพง ภูมิบดินทร์ใช้มือข้างหนึ่งเท้ากำแพง ล็อคไม่ให้ศตายุได้มีโอกาสเลื่อนหนี ส่วนมืออีกข้างเชยคางของชายหนุ่มขึ้น และริมฝีปากกำลังประกบอยู่กับริมฝีปากบางของศตายุ  ลลิตภัทรเอามือปิดปากที่แห้งผากของตัวเอง ตัวของเธอชาไปทั้งตัวเหมือนจะไม่มีความรู้สึกใดๆอีกแล้ว หัวใจเต้นถี่จนแทบจะลงไปกองอยู่แทบเท้า หญิงสาวหัวสมองว่างเปล่าราวกับถูกปิดกั้นไม่ให้มีการประมวลผลใดๆเกิดขึ้นภายในนั้น เธอค่อยๆเดินถอยหลังออกมาจากประตูบานนั้น รู้สึกหมดสิ้นเรี่ยวแรง
                “ คุณอัยย์...” เสียงศรุตาดังขึ้นที่ด้านหลังลลิตภัทร หญิงสาวถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจสุดขีด เพราะขณะนั้นเธอเหมือนคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ลลิตภัทรตื่นจากอาการช็อคในทันที หัวสมองของเธอในขณะนั้นตะโกนสั่งเธอเพียงอย่างเดียวว่า ห้ามให้ศรุตารู้เรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โชคดีที่จุดซึ่งศรุตายืนอยู่ ยังเป็นจุดที่มองไม่เห็นภายในห้อง
                “ คุณโรสคะ คุณโรสช่วยพาอัยย์ไปเข้าห้องน้ำหน่อยได้ไหมคะ? อัยย์คลื่นไส้มากเลย”ลลิตภัทรจงใจเหวี่ยงกระเป๋าสะพายของตนให้ไปกระแทกประตูห้อง หวังให้ศตายุที่อยู่ด้านในกับภูมิบดินทร์รับรู้ว่ามีคนเข้ามาในออฟฟิศแล้ว ศรุตาซึ่งอยู่ในอารามตกใจกับอาการคลื่นไส้กลางอากาศของลลิตภัทร รีบกระวีกระวาดดึงมือหญิงสาวตรงดิ่งไปทางห้องน้ำ ซึ่งอยู่สุดฝั่งทางเดินอีกด้านหนึ่ง  ลลิตภัทรต้องเสแสร้งทำเสียงอ้วกให้สมจริงสมจัง  ศรุตายืนรอหญิงสาวอยู่ข้างหน้าด้วยความเป็นห่วง คอยถามไถ่อาการเธอตลอดเวลา  กระทั่งผ่านไปราวๆห้านาที ลลิตภัทรจึงยอมออกมาจากห้องน้ำในที่สุด
                “ เป็นยังไงบ้างคุณอัยย์?  ดีขึ้นไหมคะ? ไปโรงพยาบาลดีไหมคะ?”  ศรุตามีสีหน้าวิตกกังวล
                “ ไม่เป็นไรค่ะคุณโรส อัยย์รู้สึกดีขึ้นแล้ว คงจะทานอะไรผิดสำแดงมาน่ะค่ะ อัยย์รู้สึกคลื่นไส้ตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว ปวดมวลในท้องด้วย  พออ้วกออกมาก็รู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ” ลลิตภัทรพูดปด
                “ แน่ใจนะคะว่าไม่เป็นอะไร หน้าซีดเชียว  มาค่ะ ไปนั่งในที่อากาศโปร่งก่อนดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำมาให้  แล้วนี่โรมทำอะไรอยู่นะ ไม่เห็นออกมาจากห้อง มีแขกรึ เห็นมีรถมาจอดหน้าออฟฟิศ ”
                “ ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อัยย์มาถึงก็ยังไม่ได้เข้าไปหาคุณโรมเลย พอดีรู้สึกคลื่นไส้ แล้วคุณโรสก็มาถึงพอดี ” หญิงสาวยังคงโกหกต่อไปเพื่อปกป้องศตายุ 
                ศตายุเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย  เขาจ้องมองไปทางลลิตภัทรด้วยแววตาที่ดูเศร้า แม้จะเพียงแวบเดียวแต่ลลิตภัทรก็สังเกตเห็นถึงความรู้สึกปวดร้าวที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักอย่าง
                “ โรม นี่ทำอะไรอยู่เนี่ย? มีแขกมารึไง?” ศรุตาหันไปถามน้องชาย
                “ เปล่านี่ครับ ผมมาถึงก่อนพี่แป๊บเดียวเอง นั่งทำงานอยู่ เปิดเพลงเสียงดังไปหน่อย เลยไม่ได้ยินเสียงรถใครเลย ห้องผมมันห้องเก็บเสียงอยู่แล้วด้วย” ศตายุจำต้องสวมหน้ากากแสดงละครเช่นเดียวกัน  ซึ่งมันใช้ได้ผลเสมอกับศรุตา แต่ไม่ใช่กับลลิตภัทร เพราะชายหนุ่มไม่เคยสามารถปิดซ่อนความรู้สึกภายในดวงตาของเขาได้จากสายตาของหล่อน
                “ แล้วข้างนอกนั่นรถใครน่ะ ? หายไปแล้วด้วย ”
                “ ออฟฟิศข้างๆเราเค้ามาขอฝากจอดแป๊บนึงน่ะพี่โรส  นี่คงมาเอารถไปแล้วล่ะมั้ง ผมก็ไม่ได้ยินเสียงเหมือนกัน” ศตายุโกหกอีกครั้ง ชายหนุ่มหันไปมองหน้าลลิตภัทร ทว่าเธอรู้สึกหดหู่ใจเกินกว่าจะสามารถมองหน้าเขาได้ เป็นครั้งแรกที่เธอสร้างความเสียใจให้กับชายหนุ่ม ศตายุรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาจากข้างใน ทว่าเขาจำต้องข่มความรู้สึกนั้น และเล่นละครต่อไปให้จบ
                “ คุณอัยย์เค้าไม่สบายเนี่ย ยังจะคุยไหวเหรอ? ดูสิ...” ลลิตภัทรดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาคลอ  แค่เพียงมันยังไม่ได้ไหลออกมาเท่านั้น  “ พี่ว่าพาเธอกลับไปพักดีกว่า เดี๋ยวเรานัดคุยกันอีกทีก็ได้ พี่ไม่ได้ซีเรียส เพราะจริงๆวันนี้คุณสิโรจน์ที่เค้าดูแลเรื่องสถานที่ก็ไม่ว่างมา เอาไว้รอคุยพร้อมกันทีเดียวก็ได้  เอาอย่างนี้ดีกว่านะคะคุณอัยย์ ” ศรุตาหันไปถามลลิตภัทร บีบไหล่ของเธอเบาๆ  หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับด้วยแววตาที่ดูเลื่อนลอย
                “ เดี๋ยวผมไปส่งคุณอัยย์เองครับพี่โรส” ชายหนุ่มอาสา หันไปมองหน้าลลิตภัทร เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
                “ โอเค ดูแลเธอดีๆล่ะ ถ้าอาการไม่ดี พี่ว่าก็พาไปหาหมอจะดีกว่า ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเอาไว้เราเจอกันนะคะคุณอัยย์ ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ” ศรุตาหันมากล่าวกับลลิตภัทร ก่อนจะเดินออกไปจากออฟฟิศ  ศตายุเดินเข้าไปหยิบเสื้อสูทที่พาดเอาไว้กับพนักเก้าอี้ ก่อนจะเดินกลับออกมาหาลลิตภัทร ที่ยังคงนั่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่ที่เดิม
                “ คุณอัยย์...กลับกันแถอะครับ” ชายหนุ่มพูดกับเธอ ทว่าหญิงสาวกลับถามสวนขึ้น
                “ มันนานแค่ไหนแล้วคะ?...”  คำถามนั้นของลลิตภัทรทำให้ชายหนุ่มนิ่งอึ้งพูดไม่ออก  ใบหน้าของหญิงสาวกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องเบือนหน้าหนี ดังเช่นความจริงที่ที่เขาพยายามหนีมาตลอดหกปีเต็ม  โลกของเขาคล้ายกับกำลังจะหยุดหมุน ชายหนุ่มไม่รู้จะเริ่มต้นจากที่ใด เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยความรู้สึกคล้ายกับคนที่กำลังจมน้ำ
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 116 ท่าน