Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH VII
7
05/11/2554 02:09:22
426
เนื้อเรื่อง

ดอกทานตะวันเติบโตสูงกว่าตัวเรา...
อยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้าไม่เคยบ่นถึงความลำบาก...
 
 

บุปผชาตินี้ช่างแตกต่าง...
มันกลับเบ่งบานในฤดูร้อนแทนที่จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ..

 
 

“จะรอวันนั้นนะ  จะตั้งใจรอเลยล่ะ”
ทำไมยามนี้.... จึงไม่เบ่งบานล่ะ....

 
 
                โรงพยาบาลในยามเย็นวุ่นวายผิดจากบรรยากาศและความเย็นของอากาศ   รถพยาบาลคันแล้วคันเล่าเข้ามาส่งคนบาดเจ็บและกลับออกไป  บ้างย้ายคนเจ็บไปยังโรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียงเมื่อมิอาจรับไว้ได้ทั้งหมด  พยาบาลหรือแพทย์ที่ออกกะไปแล้วล้วนกลับมาเมื่อได้รับโทรศัพท์ตามให้มาช่วยงาน  ตามทางเดินและนอกห้องฉุกเฉินเต็มไปด้วยคนบาดเจ็บ บ้างมีแผลน้อย
 
 
                “เดี๋ยวผมกับพวกหมอแผนกอื่นจะทำแผลทั่วไปเองครับ  คนที่เจ็บหนักมากก็พาไปที่ห้องผ่าตัดกับห้องฉุกเฉินเลยนะครับ”   นัทสึสั่งความกับพยาบาลและหยิบเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลมาช่วยดูแลผู้บาดเจ็บตามทางเดิน
 
 
                ศัลยแพทย์ล้วนเข้าไปดูแลเคสที่มีอาการหนัก  รักษาแผลทั่วไปจึงเป็นหน้าที่ของหมอแผนกอื่นซึ่งไม่มีงานด่วน  ยามเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินมักเป็นเช่นนั้น  เสียงร้องไห้... เสียงโอดโอย กลิ่นยา น้ำยาฆ่าเชื้อ กลิ่นโลหิตชาดคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณของห้องโถง  ผู้คนต่างภาวนาเพื่อบรรเทาความเจ็บของตัวเอง  บ้างภาวนาเพื่อให้คนใกล้ชิดนั้นปลอดภัย บรรยากาศที่แสนสับสน..
 
 
                “คุณหมอคะ  ลำเลียงคนเจ็บรอบสุดท้ายมาแล้วค่ะ!”   เสียงใสของพยาบาลสาวหน้าตาจัดจ้านเข้ามาแจ้งภายในเพื่อให้จัดระเบียบการรักษา  ทั้งรถเข็น และเตียงขนย้ายคนเข้ามาอย่างเร่งรีบ
 
                “นี่เคลียร์เร็วกว่าที่คิดเลยนะเนี่ย   อย่างกับโชคดีที่อากิคุงเข้าเวร”  เสียงทุ้มเอ่ยขำขันไร้ความตึงเครียดเพื่อผ่อนคลายคนรอบตัว  
 
                “ไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ  โรงพยาบาลเราใครเข้ามา ก็กลับออกไปแบบครบ 32 ทั้งนั้นล่ะ”  นายแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเอ่ยติดตลกให้คนเจ็บรู้สึกผ่อนคลาย  หากไม่มีป้ายชื่อบอกคงไม่คนเชื่อเป็นแน่ว่าเป็นถึงหัวหน้าแผนก  กระนั้นแล้วคนรอบกายนั้นรู้สึกดีขึ้นบ้าง... ห่วงก็แต่คนบาดเจ็บหนักภายในห้องฉุกเฉินกับห้องผ่าตัดเท่านั้น
 
 

งานของผู้รักษาชีวิตคนอื่น
มีทั้งการป้องกัน รักษา ฟื้นฟู... ทั้งร่างกายและจิตใจ...

 
 
                ยามจิตใจตึงเครียด ความเจ็บปวดล้วนแล่นริ้วขึ้นมาเมื่อคิดในแง่ลบ  ใบหน้าของชายหนุ่มประดับรอยยิ้มเพื่อสร้างบรรยากาศดีๆนั้น...    ยามนั้นเองดวงเนตรคมของแพทย์พลันเหลือบเห็นเตียงขนย้ายคนเจ็บเคลื่อนผ่านมา..   เสียงล้อเสียดสีพื้นเรียกให้เบี่ยงกายหันมองไป... 
 
 
                สายตาจดจ้องตรงไปอย่างไม่เชื่อสายตา  “นั่นมัน...?”  เคลื่อนผ่านเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน...   ภาพซึ่งติดตาเมื่อไม่นานนี้... ราวกับเรื่องโกหก....
 
                ร่างสูงเกศาสีเข้มอย่างขนกาเงาวาวตวัดหันไปหาพยาบาลใกล้ๆนั้น     “ในหมู่คนเจ็บที่เข้ามา มี.....”   หากมีคนรู้จัก.... คนรักษาจะมีความรู้สึกอย่างไรกัน....
 
                มิจิโยะเองถึงกับมือสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ประทังเข้ามาในใจ   “.......ค่ะ....”  เธอตอบรับด้วยคำตอบสั้นๆ   สะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอไว้ไม่ให้ล้นออกมาได้...
 
 
จังหวะที่เร่งรีบ เสียงที่รวดเร็วรุนแรงในดนตรี
เสียงสัญญาณการเต้นของหัวใจในโรงพยาบาลนั้น....
 

ไม่อาจเชื่องช้าอย่างเพลงวอลซ์... ที่สะกดความทรงจำ..

 
 
                ขวดยาฆ่าเชื้อถูกโยนลงในถังขยะพร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว   การผ่าตัดด่วนในห้องฉุกเฉินผ่านไปคนแล้วคนเล่าเนื่องจากห้องผ่าตัดนั้นไม่ว่างพอ    ร่างสูงสวมแว่นตาทอดสายตาอันแสนเย็นชานั้นไปยังหมอผู้ร่วมการผ่าตัดให้ทำการเย็บแผล   ศัลยแพทย์ในห้องล้วนมีงานเต็มมือรับมือกับเหล่าเคสหนักสามารถเป็นตายได้หากชักช้า   มือแกร่งยกขึ้นป้องปากหาวไม่ได้สนใจความวุ่นวายภายนอกมากมายนัก..  ทุกอย่างราวกับเรื่องธรรมดาที่รับมือได้...ไม่มีทางผิดพลาด...
 
 
                “คุณหมอคะ!  เคสด่วนค่ะ!”   พยาบาลและแพทย์ผู้ช่วยพาร่างของคนเจ็บคนใหม่เข้ามา  ใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อประทังอาการให้คงตัว ปลายตาเหลือบหันมองก่อนนิ่งงันไป...
 
                “พามาทางนี้เลย!”   แพทย์คนอื่นกวักมือให้รีบพามาทำการรักษา...  หากแต่ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเฉยชากลับขวางและจดจ้องมองอยู่แบบนั้น...
 
 
                เรือนผมสีดำยาวยวงเหยียดตรงราวกับตุ๊กตาเปื้อนโลหิตสีชาด  ใบหน้าเปื้อนคราบแดง  ปัญหาคือขาทั้งสองซึ่งชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงสดชวนให้น่าหวั่นใจ  กระนั้นแล้วก็ยังมีลมหายใจแผ่วให้เห็นขับให้โล่งใจไปได้บ้าง  อีกทั้งมีร่องรอยของการปฐมพยาบาลและห้ามเลือดมาก่อน  คงเดาได้ไม่ยากว่าใครกันที่ทำให้....
 
 
                “พาไปที่ห้องผ่าตัด ฉันจะผ่าตัดเอง”   คุโรวาชิ อากิก้าวเดินออกไปจากห้องฉุกเฉินอันแสนวุ่นวาย   ให้นายแพทย์คนอื่นและแพทย์ฝึกหัดรับผิดชอบเคสผ่อนเบาลงมา
 
                พยาบาลและคนรับคำสั่งงุนงงกับสถานการณ์  หนุ่มดวงตาดุสวมแว่นตาจึงหันกลับมาย้ำความ  “อยากให้ผู้หญิงคนนี้ต้องตายเพราะความชักช้าของพวกแกรึไง”   เพียงเท่านั้นสติของคนรับงานจึงกลับมาครบถ้วน.. สิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือการรักษา....
 
 
ดอกซากุระ... ในฤดูใบไม้ผลิ... ผู้คนชื่นชมความสวยงาม
เปิดม่านเรื่องราวอันแสนวุ่นวาย....
 

ดอกทานตะวันยังคงหุบรอวันของมัน...

 
 
                ไฟหน้าห้องผ่าตัดดับลงพร้อมกับเตียงขนย้ายคนไข้เคลื่อนออกไป  หลายชั่วโมงผ่านไปภายนอกนั้นเริ่มเงียบสงบลง...   ศัลยแพทย์หนุ่มถอดถุงมือและผ้าปิดปากทิ้งลงในถังขยะ   อุปกรณ์ล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวข้นสีแดงสดและน้ำยาฆ่าเชื้อ  เครื่องแบบจากชุดกาวน์เปลี่ยนเป็นชุดสำหรับงานผ่าตัดให้ความรู้สึกแปลกตาไป   ร่างสูงเดินออกมาจากห้องพลันพบกับอีกคนซึ่งรออยู่ 
 
 
                “ผมได้ยินจากพยาบาลว่าคุณมาผ่าตัดให้ผู้หญิงคนนั้นเอง”   เจ้าของเรือนผมรากไทรสีเข้มเดินตรงเข้ามาหาคู่ปรับ  เพราะงานในวันนี้ของตนนั้นหมดแล้ว...
 
                “มีปัญหาอะไร  ทำไมฉันจะลงมือเองไม่ได้?”  อากิป้องปากหาวนอนอีกครั้ง   ทำงานซ้ำๆซากๆมาหลายชั่วโมง  ตามวิสัยของคู่สนทนาคงไม่บอกอาการหรือทุกข์สุขให้ได้รับรู้หรอก..
 
                คิ้วคมเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ  น่าแปลกนักที่คนไม่สนใจคนอื่นอย่างชายตรงหน้าจะสนใจคนรู้จักของคนอื่น...  “แล้วแกจะมาคุยอะไร ฉันจะกลับไปนอน”  เข็มบนนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม  คนไข้ซึ่งพักผ่อนภายในต่างหมดเวลาเยี่ยม..
 
                “ตอนที่ผู้หญิงคนนนั้น...เอ๊ย...  ยูกิชิโร่จังรู้สึกตัว  ให้หมอคนอื่นดูแลแทนที่จะเป็นคุณเถอะครับ”   เจ้าของงานผ่าตัดเมื่อครู่หันมองด้วยสายตาเย็นชาจ้องเขม็ง   ไม่ใช่สายตาเป็นมิตรเลย  
 
                “อะไรของแก  นี่ไม่ใช่แผนกแกไม่ต้องมายุ่ง”   ตวัดก้าวเดินไปอีกทางไม่สนใจคำพูดเลื่อนลอยไม่มีสาระของคู่สนทนา  กฎระเบียบของโรงพยาบาลและสิ่งที่ควรจะเป็นจะดำเนินต่อไป  ไม่เกี่ยวกับคนอื่น..
 
                “ยังไงผมก็ต้องรับช่วงต่อทีหลังอยู่ดี ก็ควรจะฟังความเห็นของผมนะครับ!”   อาซากิริ นัทสึเร่งฝีเท้าเดินตามไป  คนตรงหน้าไม่ยอมสนใจกดลิฟต์และก้าวเข้าไปไม่รอให้ก้าวตามมาก็กดปิด....  ช่างดื้อดึง....
 
 
                ใบหน้าคมมองประตูลิฟต์อย่างระอา...   เพราะเป็นนายแพทย์ไร้หัวใจแบบนี้จึงไม่อยากให้เป็นเจ้าของไข้... ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อไม่มีการรับฟัง  เรื่องบางเรื่องการตรงไปตรงมาไม่ใช่เรื่องดี...   ความตึงเครียดและความคิดด้านลบไม่ได้ช่วยให้การบำบัดฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วหรอกนะ... 
 
 
ความแตกต่างของแต่ละคน
ทำให้รูปแบบการตอบรับความเจ็บปวดนั้นไม่เท่ากัน
 

จิตใจคนนั้นบ้างเหมือนดอกไม้.... ต่างชนิด ต่างความอดทน

 
 
************************************
 
 
แสงแดด... สิ่งที่ทำให้ดอกไม้สีเหลืองส้มเข้มแข็งได้...
คือแสงอาทิตย์อันแสนเจิดจ้านั้น....
 

ยามเมื่อเวลานั้นยังไม่มาถึง... มันก็จะ....

 
 
                เปลือกตาบางปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า.. และหลับตาลงเพียงไม่นานเมื่อมองเห็นแสงสว่างภายในห้องส่องเข้ามาแยงดวงตา  ดวงเนตรซึ่งไม่ได้ต้องแสงเป็นเวลานานค่อยๆปรับสภาพให้เข้ากับแสง  ปรับภาพที่เลือนรางให้ชัดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย...  ทั้งโสตประสาทเริ่มได้ยินเสียงการสนทนาภายในห้อง..  พยายามเบนศีรษะหันไปมองจึงแลเห็นภาพจางๆของนางพยาบาลและแพทย์ในชุดขาว... 
 
 
                “.......ฮารุ?”  เสียงจากร่างเล็กในชุดคนไข้บนเตียงนอนเรียกให้ศัลยแพทย์หนุ่มสวมแว่นตาหันมอง   นางพยาบาลสาวแต่งหน้าจัดรีบเดินไปตรวจสายเลือดและน้ำเกลือ
 
                หากแต่น้ำเสียงและภาพที่แจ่มชัดกลับบ่งบอกว่ามิใช่คนที่เรียกหา  “ตื่นแล้วงั้นเหรอ ยูกิชิโร่ ฟุยุมิ”  ไม่ใช่คนที่เธอนึกถึงหรอกหรือ...  เป็นคนอื่น...
 
                “ฟุยุมิจังหมดสติไปตั้ง 4 วันเลยนะ  พวกเรากังวลแทบแย่เลยว่าเธอจะไม่ฟื้น....”   นางฟ้าในชุดขาวคลี่รอยยิ้มหลังตรวจเช็คสายอุปกรณ์ช่วยเหลือเรียบร้อยและกลับมารายงานให้แพทย์เจ้าของไข้ทราบ    เสร็จเรื่องก็เดินมากุมมือนิ่มของหญิงสาวไว้แน่น  แน่นเสียจนรับรู้ได้ว่าห่วงมากเพียงใด 
 
                “... ฉันหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอคะ....”  ฟุยุมิพยายามขยับร่างกาย... หากแต่ช่วงขาของเธอมิอาจขยับได้....เจ็บ... ความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมา.... 
 
                “ไม่แปลกสำหรับคนประสบอุบัติเหตุหนัก  ถ้านานกว่านี้จะได้พาไปตรวจสมอง”    ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าเย็นชาเดินมาตรวจอาการคร่าวๆ   ปฏิกิริยาตอบกลับและสภาพแผลทั่วไป..    ในความทรงจำของเธอแม้ยังคงมึนงงจากการหลับไปนาน แต่เธอจำใบหน้าของชายคนนี้ได้...  เคยพบกันครู่หนึ่ง...
 
                “....ฮารุ...เป็นอะไรรึเปล่า?   ตอนนี้ทำงานอยู่เหรอคะ...?”    เสียงใสเอ่ยถามถึงคนรักของตน   คนทั้งสองในห้องนิ่งไปในครู่หนึ่ง  ริมฝีปากคมคล้ายจะตอบคำถามนั้น...
 
                แต่เสียงของนางพยาบาลที่เหมือนพี่สาวได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน   “คุณหมอฮารุฮิโกะตอนนี้.....”   
 
 

ในใจนั้นรู้สึกอยากย้อนเวลา.....
หากวันนั้นไม่ได้ไปที่นั่นก็คงจะดี....จะได้ไม่ต้องเจ็บ...

 
 
                จู่ๆเด็กเล็กสวมเฝือกที่แขนขวาได้เปิดประตูและวิ่งเข้ามารบกวนคนไข้ในห้อง   ส่งเสียงเอะอะโวยวายให้คิ้วคมขมวดคิ้วไม่พอใจ   พร้อมกันนั้นร่างของนายแพทย์หนุ่มในชุดฟอร์มขาวต่างจากคนอื่นที่สวมชุดกาวน์ก็ตรงเข้ามาไล่จับต้นเหตุของเสียง   เรือนผมซอยรากไทร  บุคลิกร่าเริงเด่นชัดให้จดจำได้อีกคน...   ตอนนั้นที่ลานจอดรถ...
 
 
                “ขอโทษทีครับ พอดีคนไข้ผมไม่ยอมให้พาไปกายภาพบำบัด”   มือแกร่งทั้งสองคว้าเอาร่างของเด็กน้อยเอาไว้ได้ เร่งจับมารัดคว้าไว้ไม่ให้หนีไปไหนอีก 
 
                ศัลยแพทย์หนุ่มจดจ้องมองเย็นเยียบ...  การมีคนเขามารบกวนเวลางานมันช่างขัดตา  ที่สำคัญคนที่เข้ามากลับเป็นคนไม่เอาการเอางานเสียด้วย...  “แก......”
 
                “.....พี่มิจิโยะ..  เรียกฮารุให้หน่อยได้รึเปล่าคะ....”  แม้เหนื่อยล้าและระบมจากอาการบาดเจ็บ  ใบหน้าใสยังคงทอประกายกังวลในเรื่องของคนอื่น
 
                “คุณฮารุฮิโกะรักษาตัวอยู่ห้องอื่นน่ะครับ  เดี๋ยวก็มาเยี่ยมคุณได้”   นัทสึเปล่งแทรกขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด  ดวงเนตรกลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น
 
                “นายนี่...!!!”   มิจิโยะขุ่นเคืองตบไหล่ของคุณหมอที่ปากมากเกินไป  เวลาแบบนี้ควรจะพูดเรื่องแบบนี้งั้นเหรอ...
 
                “ฮารุบาดเจ็บเหรอคะ!?   เขาเป็นอะไรรึเปล่า!?  พาฉันไปหา......”  เนตรสีนิลจ้องเขม็งมาคุณครูอนุบาลผู้มิอาจใช้ขาทั้งสองเดินได้จึงเงียบเสียงลงไป...หากแต่แววตานั้นไม่ได้สงบลงไปด้วย... ยังคงดื้อดึงขอคำตอบของตัวเอง...
 
                “ห่วงตัวเองก่อนเถอะ  ทำตัวดีๆให้สมเป็นคนป่วย”  นายแพทย์เจ้าของไข้ยื่นเอกสารจดรายละเอียดอาการของผู้ป่วยให้กับพยาบาลข้างกายและก้าวเดินออกไปไม่สนใจอะไรอีก  ไม่มีแม้กระทั่งคำแนะนำหรือเล่าบอกความอะไร.. ทำเพียงหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น....
 
                สายตากังวลของหญิงสาวยังคงจ้องมองตามไปยังแผ่นหลังนั่น...  เธออยากจะออกไป... แต่ขาของเธอนั้น.. “อากิคุงก็เป็นหมอแบบนั้นล่ะครับ คนไข้กลัวกันจะตาย ก็เลยรับแต่งานผ่าตัด  ถ้าไปอยู่แผนกเด็กล่ะก็นะ.... เหมือนฝันร้ายเลยล่ะครับ”   จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนเหมือนโดนผีหลอก 
 
 

นายแพทย์สองคน.. งานสองรูปแบบ... บุคลิกที่แตกต่าง...

 
 
                “ทวนความจำอีกทีเผื่อจะจำไม่ได้  ผมชื่ออาซากิริ นัทสึ   เป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูของโรงพยาบาลนี้ครับ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้ง”   แนะนำตัวอย่างเป็นทางการไปพร้อมกับรับมือร่างของเด็กน้อยที่กำลังดิ้นหนีเพื่อออกไปวิ่งเล่นไม่ต้องการเข้ารับการรักษาที่น่าเบื่อ 
 
                “..อ่ะค่ะ... ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะคะ....”   ร่างกายยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะลุกขึ้นนั่งหรือขยับตัว  ฟุยุมิแลมองเจ้าเด็กน้อยพลางแย้มยิ้มจางๆ... 
 
                “ศัลยแพทย์ผู้ดูแลของคุณเมื่อกี้ชื่อคุโรวาชิ อากิ   พวกเราเป็นหมอที่เข้ามาทำงานรุ่นเดียวกับคุณฮารุฮิโกะ  เขาคงเคยเล่าให้คุณฟังแล้วล่ะมั้ง”  ร่างเล็กกว่าตั้งใจฟังการสนทนาของอีกฝ่ายในยามที่พูดถึงคนสำคัญของตัวเอง  คล้ายกับจิตวิทยาดึงความสนใจออกไปจากเรื่องบางอย่าง...
 
                ริมฝีปากคมระบายยิ้มพร้อมกระชับจับแขนเจ้าเด็กดื้อเอาไว้เตรียมจะออกไป  “ขาสองข้างของคุณหัก ตอนนี้ยังให้ใช้รถเข็นไม่ได้  ยังไงอีกซักวันสองวันคุณก็ได้คุณฮารุฮิโกะล่ะครับ”   ให้กำลังใจอย่างอบอุ่น...แต่ร่างของหญิงสาวในชุดขาวเหลือบมองอย่างลังเล
 
                “คุณหมอนัทสึ.... ไปพูดแบบนั้น...”   เธอจะเอ่ยต่อ แต่มือแกร่งยกบอกให้นิ่งไว้ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรทั้งนั้น   มันไม่ใช่เวลา...
 
                ผู้ฟังตอบกลับคำพูดนั้นด้วยการวาดระบายสีหน้าสดใสขึ้น  "ขอบคุณนะคะคุณหมอ   ได้ยินว่าฮารุไม่เป็นไร ฉันก็สบายใจ...  ถ้าเขาบาดเจ็บแล้วมีผลกับงานของเขาก็คงไม่ดี...”   ความห่วงใยที่แม้คนนอกนั้นรู้สึกได้....
 
 
ดอกทานตะวันจะไล่ตามมองดวงอาทิตย์เสมอ...
แม้มันจะมีแสงแดดเจิดจ้า... หรือไกลแค่ไหน...
 

อดทนได้...เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญ....

 
 
                การฟื้นฟูร่างกายนั้นจะเป็นไปได้ด้วยดีและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมเมื่อสภาพจิตใจนั้นเข็มแข็ง  บางคนเป็นโรคร้ายแต่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวนานอย่างคาดไม่ถึงเมื่อคนๆนั้นมีความเข้มแข็งทางจิตใจ  วันแล้ววันเล่าค่อยๆผ่านไป หนึ่งวัน สองวัน สามวัน... อยู่ด้วยใจที่เฝ้าหวังว่าจะได้พบกับคนที่ตัวเองรักเสียที...
 
 

คิดถึง...อยากจะเจอ.... เมื่อเคยอยู่ด้วยกันตลอด....

 
 
                การตรวจอาการในยามค่ำเสร็จสิ้น...  มิจิโยะเดินเข้ามาเปลี่ยนน้ำเกลือถุงใหม่..  ส่วนถุงเลือดนั้นไม่มีความจำเป็นต้องให้เมื่อสภาพร่างกายฟื้นฟูสร้างเลือดชดเชยได้เองแล้ว    ดวงเนตรกลมโตนั้นยังคงมองไปภายนอกหน้าต่าง...   พระจันทร์เสี้ยวนั้นช่างดูเหงาหงอย...  คล้ายกับรอให้ซักวันมันจะเต็มดวงและส่องแสงสว่างไปทั่วท้องฟ้า... ไม่ต่างอะไรกับการรอคอยดอกทานตะวันเบ่งบาน...
 
 
                “นี่กระเป๋าของฟุยุมิจังจ้ะ  เปื้อนไปหน่อยเพราะยังไม่ได้ทำความสะอาดให้”   พยาบาลสาวสวยยื่นกระเป๋าของร่างเล็กให้   มันเปื้อนไปเสียหน่อยหากแต่ของข้างในยังคงอยู่ครบถ้วน
 
                “ขอบคุณค่ะพี่มิจิโยะ.....เกือบลืมไปแล้วเชียว..”   สิ่งแรกที่หยิบออกมาคือไดอารี่.. แม้ภายนอกกระเป๋าจะเปรอะฝุ่นและไอควันดำ..  ของภายในยังคงอยู่ในสภาพปกติ.. ทั้งไดอารี่ กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์... หรืออุปกรณ์อื่นๆ..
 
 
                หญิงสาวประคองให้เจ้าของเกศายาวตรงนั่งพิงหมอนนุ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงไม่อยากนอนหลับ  มือเรียวของร่างบอบบางเปิดอ่านไดอารี่จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้ายที่เขียนเอาไว้... วันที่เกิดอุบัติเหตุ... วันที่เขาคนนั้นบอกว่ามีเรื่องอยากจะบอกกับเธอ... แต่กลับเกิดเรื่องเลวร้ายนั้นขึ้น...
 
 
                “พี่มิจิโยะคะ....ฉันอยากไปเยี่ยมฮารุ   ตอนนี้ฉันลุกขึ้นนั่งได้แล้วก็น่าจะใช้รถเข็นได้นี่คะ”   ดวงตาใสของหล่อนมองตรงมายังผู้ป่วยซึ่งสนิทสนมกันเหมือนน้องสาวอย่างลังเล..
 
                “ไว้ก่อนดีกว่ามั้ยฟุยุมิจัง  น่าจะรอให้ดีขึ้นกว่านี้ก่อน”   มิจิโยะจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน  พยายามโน้มน้าวให้เข้าใจสภาพร่างกายของตัวเอง...
 
                แต่มันช่างคล้ายกับข้ออ้าง   “ทำไมล่ะคะ... ทำไมฉันถึงไปเยี่ยมไม่ได้...”  หัวใจเต้นระรัวเมื่อคิดถึงสถานการณ์ที่มิอาจไปหาได้... เจ็บหนักงั้นเหรอ?   ห้ามเยี่ยมงั้นเหรอ?....  เพราะอะไรกัน....
 
                “เอ่อคือ....  คุณหมอยังไม่อนุญาตให้ฟุยุมิจังออกไปไหนน่ะ”   ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อาจฝ่าฝืนคำแนะนำและสั่งการเพื่อการรักษาคนป่วย...  
 
                คิ้วสีดำเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ... เพราะอะไร... เพราะอะไรทุกคนจึงเลี่ยงแบบนั้น   “ให้ฉันไปเถอะนะคะ...... ถ้าฮารุเจ็บหนัก.....ยิ่งอยากไปหา....”   ดวงเนตรกลมสั่นไหวเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา...  เพราะว่าเธอนั้นเป็นคนผิด...  หากเธอรั้งเอาไว้ตอนนั้น..ไม่ให้ไปไหน...และไม่ไปต่อ...ก็คงจะดี...
 
                “ไม่ได้หรอกนะ   นี่เลยเวลาที่ให้เยี่ยมคนป่วยแล้วด้วย  ต้องทำตามกฏนะ”  สิ้นเสียงใสของหญิงสาวสูงวัยกว่า   มือบางทั้งสองดันร่างตัวเองเพื่อให้ขยับลงจากเตียงแม้ขาทั้งสองนั้นยังคงเจ็บและมิอาจเคลื่อนไหว.. 
 
 

การรอคอยเพียงฝ่ายเดียว.... มันว่างเปล่าเหลือเกิน...

 
 
                “ไม่ได้นะฟุยุมิจัง!  ขายังไม่หายดีเลย!  อย่าฝืนเลยนะ เดี๋ยวจะเจ็บ!”    สตรีในชุดขาวตรงเข้ามาหยุดและพยายามดันให้อีกฝ่ายกลับไปนอนลงกับเตียง   แต่ความดื้อดึงของเธอก็ยังคงบิดเร้าไม่ยอมอยู่นิ่งๆ  
 
                “ฉันไม่สน!!   ทำไมพวกพี่ถึงไม่ให้ฉันออกไป!!”   หัวใจที่เต้นเร็วและแรง... ความกังวลทวีเพิ่มพูนขึ้น...  ห้วงคิดนึกถึงเรื่องเดียวเท่านั้นไม่คิดจะฟังใครอื่นอีก...
 
                เมื่อเห็นว่าไม่อาจควบคุมคนเจ็บเพียงลำพังได้  มือบางจึงเอื้อมไปกดเรียกนางพยาบาลคนอื่นและนายแพทย์ให้เข้ามาช่วย   แม้จะเจ็บปวดในใจที่ต้องทำแบบนี้ก็ตาม...   “ปล่อยฉันนะ!!”   น้ำตาร่วงหล่นลงมา.... ผ่านดวงหน้าหยดซึมไป....
 
 
ไม่ว่าต้องทนเห็นภาพคนรักเจ็บมากแค่ไหน....
เธอก็ทนได้....
 

เวลานี้เธออยากเจอ....อยากจับมือนั้นไว้....
หรือเพียงเห็นหน้าไกลๆ...ก็ได้....

 
 
                หนุ่มร่างสูงเรือนผมสีดำขลับสวมแว่นตาใสเข้ามาพร้อมกับพยาบาลอีกคนซึ่งเข้ามาช่วย   ออกคำสั่งให้กดดันอีกฝ่ายไว้กับเตียงไม่ให้ขยับขัดขืนใดๆ...  ในมือแกร่งนั้นถือหลอดฉีดยาระงับประสาทเพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างขณะนี้...    เขากดข้อมือเล็กกว่าเอาไว้เพื่อฉีดมัน...
 
 
                “ถ้าดิ้นมากเธอจะเจ็บเอง”   เรี่ยวแรงมิอาจขัดขืนได้แม้พยายามปัดสะบัดให้หลุด...  อยากจะเจอ.... อยากจะเห็นหน้าคนๆนั้น.....
 
                “....ฉันอยากออกไป....อยากเจอฮารุ.....”     หยดน้ำใสพรั่งพรูน่าสงสารและเห็นใจ...   สายตาคมสีขนกาใต้กรอบแว่นนั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก....
 
                “พรุ่งนี้เช้า  เธอตื่นแล้วฉันจะพาไป”   นั่นคือน้ำเสียงสุดท้ายที่ได้สดับผ่านเข้ามา... ก่อนที่สติจะเลือนลอยหายไปและหลับใหล....  คำพูดของศัลยแพทย์หนุ่มผู้เป็นคนแปลกหน้าแต่คุ้นเคย.... จากการพบเจอเพียงไม่กี่ครั้ง...
 
 

ในความมืด.... เธอนั้นฝันถึงเรื่องสวยงาม.....

 
               
                “ฟุยุมิจัง”
 
                เสียงทุ้มเปล่งเพรียกยามค่ำคืน...  สองร่างในชุดนอนลายคู่รักนอนเคียงกันบนเตียงนอนสีขาวในห้องนอนกว้าง... พระจันทร์นอกหน้าต่างทอแสงสีเหลืองอร่าม    วันหนึ่งในฤดูหนาวใกล้วันวาเลนไทน์  .. ในวันนั้นที่เธอไม่หวังอะไรมากมายเพราะอาชีพแพทย์รักษาคนป่วยห้องฉุกเฉินนั้นคงไม่มีเวลาว่าง   แต่เขากลับมารับให้ไปทานข้าวด้วยกัน.. ด้วยมื้ออาหารที่ทำด้วยตัวเองทั้งที่ไม่เวลาซักเท่าไหร...
 
                “..อืม...มีอะไรเหรอ...ง่วงแล้วนะ....”  ร่างเล็กขยับตัวดึงผ้าห่มหลบความเย็นของเครื่องปรับอากาศ   มือแกร่งเกลี่ยผมอ่อนนุ่มนั้นอย่างเบามือ
 
                “เธอย้ายมาอยู่ด้วยกันสิ”  ความง่วงพลันหายไป.. ดวงตากลมกระพริบปริบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน  สายตาอ่อนโยนจ้องมองเธออย่างจริงจัง..
 
                “แต่ฮารุต้องทำงาน แล้วมีงานด่วนบ่อยๆไม่ใช่เหรอ?”   ไม่อยากรบกวน.. ให้ต้องกังวลถึงเรื่องอื่นมากกว่างานของตัวเอง... อีกอย่างทั้งสองคนก็ยังไม่ได้แต่งงานกันด้วยซ้ำไป...
 
                “หรือเธอไม่อยากให้มีคนอยู่ที่บ้าน   กลับจากทำงานแล้วเจอคนอยู่ด้วย เป็นความฝันของเธอนี่?” เขาแย้มยิ้มสดใส  เพราะเขารู้ดีว่าเธอต้องโดดเดี่ยวมาตลอด...
 
“จริงๆอยากขอแต่งงานนะ  แต่อะไรๆยังไม่พร้อมซะที  แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ  อยากให้มาอยู่ด้วยกันจนถึงวันที่ฉันจะพูดคำนั้นกับฟุยุมิจังจะได้มั้ยนะ?”     ยามนั้นเธอแย้มยิ้มออกมา.... ยิ้มตอบ.... และโอบกอดร่างสูงใหญ่อันแสนอุบอุ่นของอีกฝ่ายไว้....
 
 

เธอไม่ต้องการความเหงา.... ไม่ต้องการอยู่เพียงลำพัง...
ไม่ต้องการมันอีกแล้ว....

 
 
                เราสองคนเดินจูงมือกัน.. ยิ้มให้กัน...  เดินไปตามถนนเส้นเดียวกัน.... ความฝันที่ขาดหายไปค่อยๆถมเต็มขวดแก้ว... สิ่งที่เธอหวังเอาไว้หลังจากบิดามารดาได้จากไป  ความฝันนั้น....  จากคนรักธรรมดา...  แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต.. ไม่อยากให้ขาดหายไปจากหัวใจ...
 
 

ความรักอันแสนสำคัญยิ่ง

 
 
ชีวิตประจำวันในห้องกว้าง.... เราสองคนอยู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน …แสงจันทร์สาดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ภาพของเราสองคนวนซ้ำไปซ้ำมา...  ทั้งยามหลับและยามตื่นเราทั้งสองนั้นอยู่เคียงข้างกัน...    ยามเหงา ยามเศร้า ยามมีความสุข...  เราทั้งสองไม่เคยห่างกันไปไหน.....
 
 
ทานตะวันรักดวงอาทิตย์....
ไม่อาจขาดไปได้... เพราะมันคงมิอาจเติบโต....
 

แม้มันต้องรอเวลาเบ่งบานในหน้าร้อน....
ช้ากว่าบุปผชาติอื่นก็ตามที....

 
 
                รุ่งอรุณวันใหม่...   แสงแดดของฤดูใบไม้ผลิยังคงมีความเย็นอยู่น้อยๆ...  มิจิโยะเข้ามาเปลี่ยนชุดกระโปรงขาวให้กับคนเจ็บราวกับมันเป็นชุดพิธีการ...  จะให้ออกไปไหนตัวเธอยังคงมิอาจเข้าใจ.... ดวงตายังคงทอดมองออกไปภายนอกหน้าต่าง...  ก่อนหันกลับมาสนใจเมื่อต้องมีคนประคองให้นั่งบนรถเข็น  การไม่ได้เดินด้วยสองขาของตัวเองนั้นช่างรู้สึกแปลก...   เข้าใจถึงความลำบากของคนที่ต้องเสียขาหรือบาดเจ็บคนอื่นขึ้นมา...
 
 
                “จะไปที่ไหนเหรอคะพี่มิจิโยะ?  ให้แต่งตัวซะเต็มยศเลย”    ฟุยุมินึกหวังถึงคำพูดของคุณหมอหนุ่ม.. นั่นคือคำสัญญาหรือเปล่านะ...
 
                “ฟุยุมิจัง....”   มิจิโยะนั่งลงข้างๆรถเข็นพร้อมกับกุมมือเล็กที่แสนบอบบางเอาไว้...  สีหน้าของเธอโศกเศร้า.. แทบจะเก็บเอาความเศร้าภายในใจไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นสีหน้าของคู่สนทนา
 
                เจ้าของผมทรงรากไทรไร้ระเบียบแต่งชุดสูทสีดำขลับเดินเข้ามา   คล้ายกับว่ายังไม่ถึงเวลาทำงานของตัวเอง  “ผมได้ยินจากพวกพยาบาล  อากิคุงจะให้คุณออกไปข้างนอกสินะครับ”
 
                สีหน้าของฟุยุมิสดใสขึ้นทันตาเมื่อความหวังของตนจะได้เป็นจริง  “ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ”  วาดระบายรอยยิ้มซึ่งมักมีให้เพียงเรื่องบางเรื่องเท่านั้น...
 
                “เรียกผมว่านัทสึเถอะครับ  แล้วก็พูดแบบไม่เป็นทางการก็ได้”  ดวงตาคมมองนางพยาบาลสาวสวยเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าจะเป็นคนพาออกไปเอง 
 
“งั้นไปกับคุณหมอนัทสึนะฟุยุมิจัง  ฉันอยากไปด้วยแต่ว่าติดงานนี่สิ”  โบกมือลาคนทั้งคู่    ร่างสูงก้าวอ้อมไปด้านหลังรถเข็นก่อนพาออกไปจากห้องพักคนไข้ซึ่งมีกลิ่นของโรงพยาบาล... 
 
                “บอกให้พูดไม่เป็นทางการ  แต่คุณหมอเองพูดสุภาพตลอดแบบนี้  ฉันก็ลำบากใจสิคะ”   ชายหนุ่มฟังแล้วหัวเราะออกมา... 
 
                “มันเป็นวิธีการพูดของผมน่ะครับ  แต่คุณพูดธรรมดาๆกับผมได้เลย”  ร่างเล็กบางผงกศีรษะตอบ... มองจากเบื้องหลังนี้มิอาจคาดเดาสีหน้าและแววตา....
 
 

คงกำลังแย้มยิ้มอย่างมีความสุขและความหวัง....
เมื่อจะได้เจอคนที่ตัวเองรักเสียที.....

 
 
                สีหน้าที่แสนสดใสนั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นสงสัยและประหลาดใจเมื่อมายังศาลเจ้า   ความเงียบของชายหนุ่มที่พาตนมานั้นยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด  ศาลเจ้าซึ่งมีเสียงหมองหม่น...  เหล่าผู้คนในชุดสีดำขลับนั้นผ่านไปมา... เธอไม่อาจเข้าใจอะไรได้...  ได้เพียงมองไปรอบๆเท่านั้น...
 
 
                “พามาที่นี่ทำไมเหรอนัทสึ?”   น้ำเสียงใสเปล่งถาม ..  ตัวเธอนั้นมิได้ชอบความรู้สึกหมองหม่น และเต็มไปด้วยบรรยากาศเศร้าสร้อยแบบนี้เลย... 
 
                “เพราะว่าคุณอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย ก็เลยพามาน่ะครับ”  คำพูดของอีกฝ่ายเรียกให้ศีรษะน้อยผงกรับรู้   คล้ายกับวันรำลึกถึงวันที่มีอุบัติเหตุใหญ่สินะ.... ภาพฝันร้ายในวันนั้น...
 
                “อืม เข้าใจแล้วล่ะ”  ความหมายของการออกมาข้างนอก...  คืองานของโรงพยาบาลสินะ...   คงมีโอกาสได้เจอกับคนๆนั้น...
 
                “ซากุระสวยดีนะ...”  ยื่นมือออกไปรับกลีบดอกไม้สีชมพูที่ร่วงหล่นตามแรงลม....  ซากุระในศาลเจ้า... ไม่เข้ากับงานอาลัยแบบนี้นักหรอก....
 
 
มันผลิดอกสวยออกมาให้คนได้ชื่นชม....
เธอชอบ.... หากแต่มีสิ่งที่ชอบยิ่งกว่า....
 

ดอกไม้ซึ่งคอยเฝ้ามองไปยังท้องฟ้าไกล...

 
 
                ซากุระร่วงโรยตามสายลมนอกหน้าต่าง.. มันช่างดูเหงาหงอย...ภายในห้องโถงกว้าง... แขกเหรื่อเดินเข้าออกพร้อมกับเสียงสะอื้นและบทสนทนาแสนเศร้า...  บางคนนั้นเธอรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคล้ายกับเคยเจอกันที่โรงพยาบาลมาก่อน.... บางคนก็เป็นคนแปลกหน้า... หากแต่ส่วนใหญ่กลับเป็นคนที่เคยผ่านมาในสายตา... เพราะอะไรกันนะ....
 
 
                “ฟุยุมิ!   ฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่น่ะ!”    ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจอกับเพื่อนวัยใกล้เคียงกันซึ่งทำงานในโรงเรียนอนุบาลที่เดียวกันมางานนี้ด้วย 
 
                “ฉันเสียใจด้วยจริงๆนะ.....”  มือทั้งสองของเพื่อนร่วมงานกอบกุมมือของเธอเอาไว้แน่น  เสียใจ..?   เรื่องอะไรกัน...? 
 
                “รอตรงนี้นะครับ  เดี๋ยวผมมา”   นายแพทย์ละกายออกไปจากห้องโถงกว้างซึ่งเป็นห้องพิธี   ดวงตากลมโตเลื่อนลอยทอดมองไป...  รูปถ่าย... ที่อยู่ตรงนั้น...
 
 

ความรู้สึก...ราวกับบางอย่างค่อยๆสูญสลาย.....

 
 
                ภาพตรงหน้านั้น....   คำพูดของคนรอบกายนั้น... เสียงทั้งมวลมิได้ไหลผ่านเข้ามาให้รู้สึก   มือทั้งสองของเธอนั้นสั่นไหว     ดวงตามิอาจเคลื่อนจากไปจากภาพร่างตรงหน้าได้...   นี่คือความฝัน?   เธอนั้นกำลังนอนหลับและฝันสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...?    ความทรงจำหลากหลายไกลออกไป... ไกลออกไปเรื่อยๆ  เขาคนนั้นค่อยๆห่างออกไป...
 
 
                ความเจ็บปวดที่ร่างกายไม่เท่ากับความเจ็บปวดที่แล่นมาจากหัวใจ...   หยาดหยดความโศกเศร้าก่อร่างร่วงหล่นมา  “.....ทำไมกัน.....”    ในวันนั้นเป็นวันที่เราควรจะมีความสุข...
 
                “หมายความ.......ว่ายังไงกัน.......”  หัวใจนั้นกำลังแหลกสลาย..... เป็นผงธุลี....
 
                “ตั้งสติดีๆนะฟุยุมิ...  คุณฮารุฮิโกะเค้า....เสียแล้วนะ....”  คำพูดนั้นของคนข้างกายบาดลึกไปถึงในจิตใจ...  ไม่อาจหนีความจริงตรงหน้าไปได้...
 
 
                ดอกไม้ประดับตกแต่งด้วยบุปผชาติสีขาวบริสุทธิ์  แซมด้วยดอกไม้อีกหลากสีสันราวกับหมายถึงฤดูใบไม้ผลิ.. ชื่อของชายคนนั้น  ร่างเล็กบอบบางไม่อาจละสายตาไปได้แม้น้ำตาหลั่งรินออกมาไม่ขาดสาย....  แม้ไหล่ทั้งสองจะสั่นเครือ...  ร้องไห้หนักอย่างเงียบงันอยู่ตรงนั้น....  การร่ำไห้โดยไร้สุรเสียงหมายถึงความเจ็บปวดอย่างหนัก...เกินจะทนไหว....
 
 
ซากุระร่วงหล่นลงแล้ว...
ความรักของเธอ.... ร่วงหล่นลง..... ก่อนดอกไม้ที่รักจะผลิบาน...
 

มันเกินจะทานทนไหว.....

 
 
                “......ฮารุ......ฮารุ.......”   หยาดน้ำใส.. ทำนบน้ำตาแตกพ่าย... สะอึกสะอื้นหากแต่ไม่ฟูมฟายออกมา... อึดอัดข้างในอก...   แต่มิอาจละสายตาไปได้....
 
 

ฉันรักคุณ.....

 
 
                ภาพความหลังมากมายอัดแน่นทุกอณูของหัวใจ  วันแรกที่ได้พบ วันแรกที่เอ่ยบอกคำรัก วันแรกที่ได้คบหากัน... ร่องรอยความทรงจำสถิตตราตรึงมิอาจลบเลือนไปไหน...   เสียงที่แสนคุ้นเคยยังคงดังก้องในโสตประสาท... ไปพร้อมกับทุกภาพร่างอันแสนสวยงามนั้น.....
 
 

อยากจะตะโกนออกมาดังๆ... ว่ารัก....มากแค่ไหน.....

 
 
                ดอกทานตะวันสูงใหญ่นั้น  ยามเมื่อมันยังไม่ผลิบานมันช่างคล้ายกับไม้ดอกสูงที่ไม่มีดอก...  ร่างเล็กสวมชุดวันพีซรดน้ำให้มันพร้อมกับฮัมเพลงสดใส...   อดไม่ได้ที่จะเข้ามาให้ความชุ่มชื้นกับมันในยามที่เธอเสร็จภารกิจตรวจร่างกาย  แต่วันนี้ต่างออกไป..เพราะเป็นวันที่เธอเรียกชื่อเขาห้วนๆเป็นครั้งแรก...
 
 

อย่าไป.... อย่าห่างออกไปเลยนะ....

 
 
                “มาแล้วเหรอคะ  ฉันรอตั้งนานน่ะ”    ตวัดหันไปมองแม้ไม่ต้องเห็นก่อนว่าใครเป็นคนที่หยุดอยู่เบื้องหลัง...  ปิดกั้นหัวใจที่เต้นตึกตักของตัวเองไว้...
 
                “โทษทีที่มาช้า   พอดีงานเข้านิดหน่อย  โทษทีนะ”   น้ำเสียงทุ้มสดใส.. เส้นผมสีทองอร่ามไม่เข้ากับอาชีพ..  เป็นนายแพทย์ที่แปลกเสมอๆ...
 
                “ช่างเถอะค่ะ  รดน้ำเสร็จพอดีเลย”  วางบัวรดน้ำลงใกล้ๆนั่น..  เป็นเรื่องธรรมดาๆที่คนสวนจะว่างงานใน 1 วัน...   หากแต่เดือนหน้าคงจะไม่ได้มา....
 
                “เดือนหน้า คงไม่ได้มา มารดน้ำให้ด้วยนะคะ”   ออกคำสั่งพร้อมกับจ้องมอง...  ไม่อยากให้มันแห้งเหี่ยวไป..   คนฟังทำหน้าราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นชวนให้หัวเสีย 
 
                “ทำไมไม่เรียกชื่อของฉันเฉยๆล่ะ   เมื่อวานก็เรียกทางโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอ?”  คำถามเปล่งกลับมาชวนให้หัวใจไหววูบ...   ดวงตาเคลื่อนหลบไปมาไม่กล้าสบตา...  การกระทำเช่นนั้นวาดรอยยิ้มสดใสบนริมฝีปากคม
 
 

หยุดนิ่งตรงนี้...เพื่อรอให้ใครเอ่ยปากก่อน....

 
                “...อ่ะ...ฮะ....ฮารุ......”  พวงแก้มสีชมพูอ่อนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเมื่อต้องพูดต่อหน้าเจ้าตัว    คนฟังถึงกับหุบยิ้มไม่ได้ในทันที...
 
                “ถ้าให้ดี ฉันอยากได้ยินเธอบอกรักฉันเร็วๆจัง”     ช่วงเวลานั้นเธอตกตะลึง... ใบหน้าซับสีระเรื่อเขินอายเมื่อถูกไล่ต้อน  เธอจะพูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้ยังไงกัน... ในเมื่อยังคบกันได้ไม่กี่วัน...
 
 
                ความฝันของเธอคือการมีใครสักคน... ที่เธอยอมรับและอยากให้อยู่ข้างๆ...  คนๆนั้นที่ให้ความอบอุ่น... ตัวเธอเหมือนดั่งดอกทานตะวัน... ดอกไม้ซึ่งคอยมองตามบางสิ่งห่างไกล... สิ่งที่ไม่อาจะไขว่คว้ามาได้..   ตัวเธอน่ะ...คงไม่มีวันเอื้อมถึงสินะ... ทั้งๆที่.... ใกล้กันมากมายเพียงนี้...  ทั้งๆที่... คว้าจับมันได้.. สัมผัสถึงมันได้แท้ๆ...
 
 

หลังจากนั้น... คือวันที่เราต้องจากกัน...
ใช่ไหม....?

 
 
                นายแพทย์หนุ่มอายุน้อยทั้งสองเข้ามาในงานพร้อมกับช่อดอกไม้สีขาว...    ภาพตรงหน้าของคนทั้งสองสะกดให้ยืนนิ่งงันไป... แผ่นหลังที่สั่นเครือของร่างเล็กในชุดกระโปรงขาว... สีขาวที่แตกต่างจากทุกคน...  ตัวตนซึ่งต่างไปจากผู้คนมากมายในห้องนี้...
 
 
                ใบหน้าเนียนใสหันกลับมามองเมื่อรู้สึกถึงคนเบื้องหลัง  ภาพเค้าดวงหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตาช่างบาดลึก...   “เสียใจด้วยนะครับ”   หากบอกให้รู้ตั้งแต่แรกจะเป็นเช่นนี้ไหม...
 
 

เกลียดสีชมพูของซากุระที่ร่วงหล่น...

 
 
                ชายหนุ่มผู้แสนเย็นชายื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวของตัวเองส่งให้....  ดวงตาอันไร้ประกายจ้องมองนิ่ง... รับมันไป... แต่มิได้เอ่ยขอบคุณ... ไม่มีความรู้สึก... มันชาไปหมดทั้งตัวและหัวใจ....  ชายทั้งสองเดินผ่านไปวางดอกไม้...  ในขณะที่คนข้างหลังนั้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว...
 
 

ความรักที่ร่วงหล่นไป.....

 
 
                หากแต่เมื่อร่างเล็กราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่นนั้นพยายามจะลุกขึ้นจากรถเข็น  ชายทั้งสองจึงเร่งหันกลับมามอง  เธอพยายามจะลุกเดินไป... จะไปหาคนที่รักกลับทำไม่ได้.....  ช่างไกลแสนไกล....   “จะลุกทำไม...”   มือแกร่งของชายผู้เย็นชาจับรถเข็นและดันเธอไม่ให้ลุกไปไหน
 
“พวกคุณ.....”  ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา...  ให้ความหวัง... และมอบความเจ็บปวดเจียนตาย....
 
 

เพราะว่ารักแสนรัก....  คนทั้งสองคงไม่เข้าใจ.....

 
 
                “พวกคุณน่ะ.....เป็นคนโกหก.....”   เสียงใสรวดร้าว.. แววตาของคนหัวใจแตกสลาย...  ไร้แววประกายอย่างที่ควรจะเป็น...  สายตานั่นจ้องตรงมายังชายหนุ่มทั้งสองคน...
 
 

ทำไมฤดูใบไม้ผลิ.... ต้องพราก....สิ่งที่เธอรักไปด้วย.....
ทำไมฤดูใบไม้ผลิของเธอ...จึงต้องจากไปด้วย....

 
 
                ยามนั้นคนทั้งสองมิอาจโต้เถียงและเอ่ยคำปลอบใจหรือคำแก้ตัวใดๆได้...   ชุดสูทสีดำทะมึนในงานอาลัยอันแสนโศกเศร้า... การจ้องมองของหญิงสาวทั้งน้ำตานั้นราวกับมีดดาบที่ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจ..  การปิดบังนั้นมันผิด.. จะช้าจะเร็วคนๆนั้นก็ได้จากไปแล้วนั่นคือความจริงที่แสนเจ็บปวด.....  เสียงเพลงวอลซ์อันเชื่องช้าในวันแรกของการพบกัน.. ยังคงบรรเลงอย่างโศกเศร้า...   ไม่มีแสงแดด   จะไม่มีทานตะวัน...
 
 
                สายธาราแสนเศร้า...   “.....เอาคืนมา.......”   แม้เข้าใจดีว่าต้องโกหกเพื่อสิ่งใด....   ตัวเธอมิอาจยอมรับได้.... ไม่อยากจะจดจำเรื่องในวันนี้เอาไว้....
 
                “...คืนฮารุมานะ......”  พวกหมอน่ะ.... ช่วยคนอื่นได้แล้วทำไม..... ไม่ช่วยคนรักของเธอกัน....
 
 

คืนห้วงฝันที่สวยงามมานะ....

 
 
                ฤดูใบไม้ผลิในปีที่โลกพัฒนาไปไกล   การแพทย์เจริญก้าวหน้า... แม้นทุกคนจะเข้าใจดีว่าผู้ประกอบอาชีพแพทย์นั้นไม่ใช่เทวดา... แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อว่าจะต่อชีวิตให้ใครหลายคนได้....  ฤดูใบไม้ผลินี้ความสดใสยังคงหลบซ่อนอยู่ไม่ยอมผลิบานออกมา.... ดอกทานตะวันไร้การเบ่งบานต้องลมเต้นรำเชื่องช้า....  การเต้นรำที่ขาดชีวิตจิตใจ...
 
 
ความเจ็บปวดมันมากเกินทานทนไหว.....
เจ้าดอกทานตะวันมิอาจผลิบานได้เมื่อไร้สิ่งสำคัญในการเติบโต...
 

หัวใจรวดร้าวแตกสลาย.....
ยามเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังเพียงคนเดียว....

 

“ฉันชอบเธอมากๆเลยนะ”
ทุกอย่างถูกแผดเผา...
คำสัญญาที่มิอาจเป็นจริง

 
 
 
To Be Continue….
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 336 ท่าน

Line PM