Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Carthage War สงครามรักทำลายกำแพงใจ
PiggyBank^^
เรเนส วิสิกอธ วิทยานุวัฒน์
1
02/11/2554 22:31:10
375
เนื้อเรื่อง

 1.
เรเนส วิสิกอธ วิทยานุวัฒน์~!!

อ่า...ฉันหล่ะชอบอากาศยามเช้าที่สุดเลย^^การเปิดหน้าต่างออกมาชื่นชมกลิ่นดอกไม้และธรรมชาติยามเช้านี่มันดีจริงๆเลย จะมีใครใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเท่ากับ “เรเนส” คนนี้อีกไหมนะ ฉันมองออกไปข้างบ้านซึ่งเป็นหมู่บ้านจัดสรร ไฮโซตกแต่งพร้อมเสร็จ แต่ละหลังนี่ 50 ล้านขึ้นไปทั้งนั้น ความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีนานาชนิด ถูกใจกับเฟอร์นิเจอร์ที่สั่งbuilt in  เพื่อความสวยงามของบ้านแต่ละหลังโดยเฉพาะ สวนที่ถูดจัดแต่งจากนักแต่งสวนมืออาชีพที่ส่งตรงจากอิตาลี ทำให้หมู่บ้านนี้ถูกยกย่องให้เป็นหมู่บ้านในฝันประจำปีได้อย่างไร้คู่แข่งขันที่ทัดเทียม-3-หมู่บ้านนี้คือหมู่บ้านวิทยานุวัฒน์ ใช่ค่ะ...นี่คือนามสกุลฉันเอง “เรเนส วิสิกอธ วิทยานุวัฒน์”ทายาทนายกสมาคมค้าเพชรแห่งประเทศไทย ทุกคนในแวดวงไฮโซรู้กันว่าครอบครัวฉันเป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าที่ขนาดเจียดที่ดินซัก 10% ย่านสุขุมวิท ทำหมู่บ้านจัดสรรให้กรรมการบริษัทคนสำคัญๆอยู่ด้วยกันได้ทั้งหมดหล่ะค่ะแล้วก็...
          “คุณหนูเรเนสคะ...คุณหนูเรเนส คุณหนูเรเนสตื่นรึยัง??”
หมดอารมณ์!! คนกำลังชื่นชมแสงแดดยามเช้าเพลินๆอยู่ก็ดันมีเสียง”มัมผ่อง”เมดผู้ขัดขวางความสุขของฉันได้ทุกวัน  ไม่งัดฉันจากเตียงในวันที่นอนเพลินๆ ก็เรียกฉันให้เสียอารมณ์อย่างนี้มันทุกเช้าหล่ะนะ ช่างเป็นเมดที่ดีจริงๆ ฉันลุกจากโซฟาแล้วเดินไปเปิดประตูด้วยความรู้สึกเสียอารมณ์เล็กๆ
         “ตื่นแล้ว...มัมผ่อง วันนี้วันเสาร์นี่คะ รีบปลุกเรเนสทำไม??”
         “เอ่อ...คือว่าคุณเคลล์กับคุณนิท่านวานให้นมมาบอกคุณหนูให้ช่วยเป็นธุระไปเซ็นเอกสารสั่งซื้อที่ร้านที่สยามพีเรกอนให้หน่อยหน่ะค่ะ”
          “เซ็นเอกสารสั่งซื้อ??...อ่าว ทำไมไม่ให้เรไปหล่ะคะ!!”
          “เอ่อ...คุณเรเธอบอกว่าเธอจะไปทำธุระกับเพื่อนหน่ะค่ะ และ...”
          “และเขาก็ออกไปแล้วใช่ไหมคะ...==*”
          “คะ...ค่ะ”
          “เห้อ...ทุกทีสิน่า ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเรเนสออกไปให้ ที่พีเรกอนใช่ไหม??”
          “ค่ะ...ขอบคุณนะคะคุณหนู เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณหนูจะใช้รถคันไหนคะ??”
          “อืม...เอาเป็นซินญอริตาแล้วกันค่ะ”
          “ซินญอริตา...เอ่อ...อ้อ ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวมัมลงไปเตรียมอาหารเช้าให้นะคะ”
เนี่ยแหละค่ะชีวิตลูกสาวนักธุรกิจ...
มีเงินทองใช้มากมาย มีความสะดวกสบายให้ทุกอย่างของชีวิต เพียงแค่ร้องขอคุณพ่อคุณแม่ก็จัดการให้ ฉันยอมรับเลยว่าท่านให้ได้ทุกอย่างจริงๆ ยกเว้นเสียแต่...เวลา หนึ่งเดือนฉันได้เจอคุณพ่อคุณแม่แทบนับครั้งได้ บางครั้งท่านก็ทำงานจนลืมไปเลยว่าที่บ้านมีลูกชายลูกสาวรออยู่ แต่พวกเราก็ไม่ได้น้อยใจอะไร(มั้ง) เพราะเราถูกเลี้ยงมาแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เห็นหน้ามัมผ่องมากกว่าคุณพ่อคุณแม่ด้วยซ้ำ นี่ถ้าท่านไม่กลัวคิดถึงเราบ้างคงส่งเราไปเรียนที่ฝรั่งเศสบ้านเกิดของคุณพ่อแล้วหล่ะมั้ง พูดถึงคุณพ่อ  “คุณเคลล์กับคุณนิ”หรือ เคลล์ วิสิกอธ และ นิรภา วิทยานุวัฒน์ ก็คือคุณพ่อคุณแม่ของฉันกับเร หรือ“เร วิสิกอธ วิทยานุวัฒน์”พี่ชายฝาแฝดของฉันเองค่ะ ถึงเราจะเป็นแฝดแต่เราหน้าตาไม่เหมือนกันนะคะ เพราะเราเป็นแฝดที่เกิดจากการทำกิฟฟ์แม้ราคาค่าตัวเราจะแพงแสนแพง แต่ท่านก็มีอันจะจ่ายจากธุรกิจค้าเพชรของบริษัทวิสิกอธ จิวเวอร์รี่แอนด์บลูไดม่อน ที่พวกท่านช่วยกันก่อตั้งและบริหารจนกิจการรุ่งเรืองมีสาขากระจายอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯและเขตปริมณฑล จนได้ตำแหน่งนายกสมาคมค้าเพชรแห่งประเทศไทยไปครองในที่สุด...ใช้เวลาไม่นานฉันก็มาถึงพีเรกอน วันนี้ฉันหิ้วHermes Lindy Havanne Togo leather กระเป๋าหนังสีขาว ที่ดูเรียบง่าย แต่เรียบหรู ราคาก็ครึ่งแสนปลายๆ แหมไปพีเรกอนทั้งที!!คนที่ไปเนี่ยก็ไปเดินอวดๆกันทั้งนั้นแหละ จริงไม่จริงไม่รู้ขอให้แบรนด์นิดนึงหล่ะนะและทายาทร้านเพชรอย่างฉันจะถือกระเป๋าno name ให้พวกชอบสอด...เอ้ย อยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านเอาไปเม้าท์ถึงคุณพ่อคุณแม่ให้เสียหายเนี่ย ฉันก็ไม่เอาหรอก!! อีกใจหนึ่งฉันก็คิดว่านี่ก็คืออีกด้านหนึ่งของพวกเราที่หลายๆคนไม่รู้ การทำอะไรที่ต้องนึกถึงหน้าตาทางสังคมก่อน จนไม่เป็นตัวของตัวเองคงยากที่จะหาความจริงใจจากคนในสังคมแบบนี้ได้ สังคมที่มองเห็นเงินทองเป็นเรื่องใหญ่ วัดคุณค่าของคนจากฐานะไม่ใช่ความดี ความคิดนี้เสมือนเป็นความคิดที่แตกต่างจากหลายๆคนในระดับเดียวกัน แต่อย่างไรฉันก็ยังคงคิดแบบนั้น...
          “ฮัลโล...อืม!! ตอนนี้ถึงแล้ว แล้วนี่อยู่ไหน อืมๆ แกรอที่นั่นแหละ”
ฉันเอาซินญอริตาหนึ่งในพาหนะคู่ใจของฉันขึ้นมาจอดที่ลานจอดรถเสร็จขณะที่คุยกับเพื่อนที่นัดไว้เสร็จพอดี รถ Ferrari รุ่นSA Apertaสีแดงคันนี้ฉันตั้งชื่อให้ว่าซินญอริตาแปลว่าหญิงสาวในภาษาสเปน เพราะเป็นรถที่ฉันขอให้พ่อซื้อให้ในงานเปิดตัวที่สเปนเมื่อปีก่อน สักพักหนุ่มที่ฉันโทรนัดก็เดินมาถึงที่รถ รถของเขาคงจอดอยู่ใกล้ๆนี่แหละเพราะชั้นนี้เป็นลานจอดรถVIPสำหรับลูกค้ากิตติมาศักดิ์หรือเจ้าของร้านแบรนด์ดังต่างๆเท่านั้นและเขาก็คงมาดูกิจการที่สาขานี้เหมือนกัน
          “ถึงแล้วหรอยะ...เพื่อนมาร์ช”
          “เออ...ถ้าไม่มาจะเห็นไหมเนี่ยแก -*-!!”
เพื่อนมาร์ช หรือ มนัธภัทร นฤนาถวรเมธี หนึ่งในเพื่อนสนิทของฉัน เขาเป็นลูกชายคนโตของบ้านนฤนาถวรเมธี ที่เปิดร้านทองชื่อห้างทองวรเมธีมีสาขาทั่วไปในกรุงเทพฯ แถวเยาวราชก็เป็นสาขาของเขาสัก50%ภายใต้การดูแลกิจการของนายกอปรกิตติ์และนางจินตญา นฤนาถวรเมธี คุณพ่อคุณแม่สุดที่รักของนายนี่ ทั้งคู่เป็นนักธุรกิจเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ของฉัน ไม่แปลกที่เราทั้งสองครอบครัวจะสนิทสนมกันมากทั้งด้านธุรกิจและมิตรภาพ ความจริงใจที่มีให้กัน ทำให้พวกเราเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกันไปในที่สุด และสำหรับฉัน มาร์ชคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน เราไม่เสแสร้ง ไม่เอาผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆมาวัดค่าของเพื่อนทำให้พวกเราคบกันมาได้นาน เรายอมรับในตัวของกันและกัน เข้าใจกันชนิดที่เรียกว่ามองตาก็รู้ใจ อะไรที่ช่วยรักษามิตรภาพนี้ไว้ให้อยู่ยงพวกเราก็สัญญาว่าจะทำ...
          “แหม...พูดดีๆด้วยทำเป็นอารมณ์เสีย นี่แกไปโมโหอะไรมาแล้วมาลงที่ฉันเนี่ย!!”
          “จะไม่ให้อารมณ์เสียได้ไง...ก็พอยัยเมย์มันคุยกับแกเรื่องชวนมาพารากอน มันก็โทรยกเลิกนัดสาวๆของฉันทิ้งซะหมดเลย แถมยังบังคับให้ฉันมากับแกเนี่ย!!”
          “สรุปนี่โกรธเพื่อนเพราะซิ้วนัดสาว อืมดี ==*...อ่าว แล้วยัยตัวการไปไหนหล่ะทำไมไม่มา”
          “โอ้ย...รายนั้นไม่มาหรอก เพราะอยากให้เราอยู่กันสองคน ไม่รู้จะเชียร์ไปไหน บอกกี่ครั้งว่าแกหน่ะคือเพื่อนเลิฟ ไม่มีทางเป็นแฟนได้หรอก และอีกอย่างอย่างฉันต้องอึ๋มๆ เอ็กซ์ๆ เว้ย!!”
           “จ้า...พ่อคนหล่อ พ่อรถไฟชนกัน...งั้นวันนี้ให้เกียรติเป็นแฟนฉันหนึ่งวันนะคะ!! คุณชายมนัธภัทร”
ยัยเมย์ที่พูดถึงนี้คือ เมติยา นฤนาถวรเมธี ลูกสาวคนเล็กของบ้านนฤนาถวรเมธี แต่เมย์ก็เรียนเกรดเดียวกับเรา เพราะเรื่องราวของเธอในอดีตที่มีเพียงกี่คนที่รู้แล้วทุกคนก็ตกลงกันว่าจะให้เรื่องนี้เป็นความลับ แต่กับเมย์เธอรู้ความจริงแล้ว เพราะไม่มีใครเห็นด้วยว่าการปิดปังจะเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง และด้วยความรักความอบอุ่นจากครอบครัวที่อธิบายทุกๆอย่างให้เธอฟัง ทำให้เมย์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนเด็กสาวทั่วๆไป และก็กลายมาเป็นหนึ่งสมาชิกก๊วนของพวกเราในที่สุด เมย์ชอบฉันมาก จนอยากได้เป็นพี่สะใภ้ ยุให้นายมาร์ชจีบฉันอยู่ตลอด... เห้อ!!ก็บอกแล้วว่าจะรักษามิตรภาพอย่างนี้ไว้เพื่อนรัก(แอบ)รักเพื่อนไม่ดีหรอก แฟนกันแล้วเลิกก็มองหน้ากันไม่ติด เพราะฉะนั้นเป็นเพื่อนกันทุกวันอย่างนี้ดีกว่า น้องเมย์จ๋าเลิกหวังได้เลย!!
          “แกกินเยอะมากมาร์ช...”
          “แหม...ก็คุณหนูเรเนสผู้งกเงิน...เอ้ย ประหยัดเลี้ยงอาหารกลางวันทั้งทีนี่ครับ จะปฏิเสธได้ยังไง”
          “หย่ะ...อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่ากินแล้ว เขาเรียกเขมือบ ไอ้งูเหลือม!!”
          “ยัยบ้า...แกว่าฉันเป็นงูเหลือมหรอ!!”
หลังจากที่ทำธุระเสร็จ ฉันก็พานายมาร์ชไปเลี้ยงข้าวกลางวันเป็นการตอบแทนที่มาเป็นเพื่อนควงแขนให้หนึ่งวันเต็มๆ นายนี่ก็กินเข้าไปซะจนขับรถไม่ไหว(ยัดมากกว่า!!) จนต้องนั่งรถฉันกลับบ้านแล้วให้คนขับรถที่บ้านมารับรถทีหลัง พวกฉันพูดคุยแซวกันไปมาอย่างสนุกสนานจนไม่ทันได้ระวังว่าขณะที่รถออกตัวมีคนเดินผ่านมา!!...
        “เอ้ย!!...”
        “กรี๊ดดดดดดดด....”
        “เอี๊ยด~!!”
        “...”
ในความเงียบฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมามองข้างหน้ากระจกหลังจากที่หลับตาเหยียบเบรกไปเมื่อครู่….
ไม่มีเสียงชนใช่ไหม...ฉันคิดในใจและเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่ามีผู้ชายหนึ่งยืนหลบอยู่ข้างๆไม่ไกลจากตรงนั้นนัก นี่แสดงว่าฉันไม่ได้ชนเขาสินะ เห็นอย่างนั้นฉันกับมาร์กรีบลงไปจากรถทันที
          “เอ่อ...คุณเป็นอะไรไหมคะ??”
          “...”
          “...”
ฉันลงไปจากรถแล้วถามคนที่เขา(เกือบ)ถูกฉันเฉี่ยว แต่แทนที่เขาจะตอบหรือต่อว่าอะไรฉัน เขากลับจ้องหน้าส่งสายตาขุ่นเคืองมาที่ฉัน ฉันนิ่งและสบตาสีเขียวเข้มนั่น พยายามมองว่าเขาจะสื่ออะไร เราจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่งจนมีหนึ่งเสียงทำให้ฉันเบนความสนใจไปและพบว่าเจ้าของเสียงนั่นก็คือ”เร”พี่ชายของฉันเอง
          “เห้ย!! คาร์เธจเป็นไงบ้าง??”
         ควับ~
         “O{}o / O.o”หน้าฉันกับเร
         “เห้ย...เร ทะ...ทำไม นายมาอยู่ที่นี่??”
          “ก็ฉันมากับเพื่อน...เห้ย!! นี่เธอคือคนที่เฉี่ยวเพี่อนฉันหรอเรเนส!!”
          “พะ...พะ เพื่อนนายหรอ??”
          “อืม...นี่คาร์เธจเพื่อนฉัน!! เห้ยลืม...ไอ้เธจ นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
          “...”
คาร์เธจคนนั้นไม่ตอบอะไร ได้แต่ส่ายหน้าแล้วจ้องตาเรกลับแทนคำตอบที่ว่าเขาไม่เป็นอะไร...แล้วหันกลับมาจ้องหน้าฉันเหมือนเดิม เขาคงโกรธฉันจริงๆสินะ ก็แหงแหละฉันเกือบชนเขาตายนี่T^T!!
          “ยืนบื้ออยู่ทำไม!! ขอโทษเขาสิ”
          “เออรู้แล้ว...ทำไมต้องตะคอกด้วยเนี่ย!!  นายไม่เป็นไรใช่ไหม?? เจ็บตรงไหนบอกฉันนะ ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ให้ฉันพาไปเช็คกระดูกไหมว่าตรงไหนหักหรือร้าวหรือเปล่า??”
          “...”
คาร์เธจไม่ตอบหรือพูดอะไรทั้งสิ้น ได้แต่เงียบและเหมือนเดิมจ้องหน้าฉันตาไม่กระพริบ ฉันหล่ะสงสัยจริงๆว่าเขาได้ยินที่ฉันพูดไหม หรือเขาจะโกรธซะจนจะจำหน้าฉันไว้แล้วส่งมือปืนมาตามเก็บฉันที่หลังนี่ToT...
          “แล้วนี่ขับรถกันยังไงเกือบชนเพื่อนฉันนี่”
          “ก็ขับธรรมดาแหละเร ไม่ได้กระโดดตีลังกา...”
          “มาร์ช!! เอ่อ...คือว่าฉันมัวแต่คุยกันหน่ะเลยไม่ได้มองทาง...ยังไงก็ขอโทษนะ!!”
ฉันรีบตอบเรและส่งสายตาขอโทษไปยังคาร์เธจ เพราะถ้าให้มาร์ชตอบมีหวังได้ต่อยกันแน่ ดูแล้วมาร์ชคงหมั่นไส้นายคาร์เธจที่เขาทำท่าหยิ่ง ไม่พูดไม่เสวนาใช้สายตาแทนคำตอบต่างๆ ซึ่งมันก็ดูน่าหมั่นไส้มากในสายตาฉันเช่นกัน แต่เราเป็นคนผิดนี่นะ อะไรยอมได้ก็ยอมๆไปก่อน
          “สรุปว่าเม้าท์...ไปไอ้เธจกลับบ้านกัน อย่าไปใส่ใจเด็ก!!”
          “...”
เรชวนคาร์เธจขึ้นรถของเขาที่อยู่ถัดจากฉันไปอีก2คัน พวกเขาเดินผ่านหน้าฉันที่พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้วีนแตกไปกับคำพูดกวนประสาทของพี่ชายตัวเองแล้วรีบเดินกลับไปขึ้นรถ แต่กลับมีเสียงหนึ่งที่ทำให้เส้นความอดทนของฉันขาดสะบั้น~!!...
          “หึ...คุยกับผู้ชายจนเสียสมาธิสินะ”
          “นะ...นายว่าไงนะ!!”
          “...”
นั่นไม่ใช่เสียงเร แต่นายคาร์เธจ!!นายเงียบนั่น อ๋อ...ที่เขาไม่พูดเพราะรอด่าฉันที่หลังสินะ คนอุตส่าห์ขอโทษดีๆ ไม่เหวี่ยงไม่วีนแล้วนะ อ๊าก!! เสียความรู้สึกที่สุด ฉันตะโกนกลับไปเพื่อเรียกเขากลับมาทำให้คาร์เธจหยุดชะงักไปเล็กน้อย หันหน้ากลับมาแต่แทนที่จะขอโทษกลับเป็นยืดไหล่เล็กน้อยและหันหน้ากลับไป ก้าวเท้าเดินต่อและไม่หันกลับมามองฉันที่ยืนอึ้งด้วยอารมณ์โมโหจนอยากวีนผสมความรู้สึกงุนงงกับท่าทางกวนประสาทที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากคนอย่างเขา  ขอที...ชาตินี้อย่าได้เจอกันอีกเลย >_<!!
 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 306 ท่าน