Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Unlovable...รักไม่ได้เเต่หัวใจอยากรัก
Luktarn
ตอนที่ 5 : ข่าวลือ
6
07/11/2554 23:20:27
536
เนื้อเรื่อง
ลลิตภัทรกลับมาทำงานตามปกติในเช้าวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดมา หลังจากที่เธอเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศส
หญิงสาวได้รับทราบจากสุทธิดา หัวหน้างานของเธอว่า งานต่างๆที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเธอได้รับการสะสางและติดตามงานโดยอลงกต  เขาใช้เวลาตอนสัปดาห์ในช่วงที่เธอไม่อยู่ในการไปพบลูกค้าทั้งรายเก่า และรายใหม่ เพื่อทำความรู้จักและเปิดตัวในฐานะผู้บริหารคนใหม่ของบริษัท  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้รับงานใหม่จากลูกค้าเหล่านั้นมาถึงสี่งาน ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่  สุทธิดาชื่นชมความสามารถของชายหนุ่มอย่างไม่ขาดปาก
                ลลิตภัทรมาพบอลงกตที่ห้องเพื่อนำของฝากมาให้  บัวเลขาหน้าห้องโทรศัพท์แจ้งเจ้านายเพื่อขออนุญาตก่อนจะปล่อยให้เธอเข้าไปในห้อง  ดูเหมือนชายหนุ่มจะตอบรับมาจากปลายสาย บัวหันมายิ้มให้หญิงสาว
                “ เชิญเลยค่ะคุณอัยย์ ” ลลิตภัทรพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปยังประตูห้องชายหนุ่มด้วยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆอย่างบอกไม่ถูก  เพราะไม่รู้ว่าจะโดนเขาพูดจาประชดประชันอะไรใส่บ้างจากการขอลาพักร้อนในช่วงที่งานกำลังยุ่งของเธอ ลลิตภัทรต้องสูดหายใจลึกเหมือนเคย ก่อนจะรวบรวมความกล้าเปิดประตูเข้าไปในห้องของอลงกต
                “ สวัสดีค่ะคุณซัน ” ลลิตภัทรเอ่ยทักทายเสียงอ่อย  ชายหนุ่มละแผนผังการจัดงานของโปรเจ็คอะไรสักอย่างที่กำลังวางอยู่ตรงหน้า
                “ สวัสดีคุณอัยย์...กลับมาแล้วรึ ” เขาทักตอบเธอ สีหน้าเหมือนไม่ได้แยแสการมาของเธอนัก ลลิตภัทรแอบถอนหายใจเล็กๆด้วยความไม่สบอารมณ์กับท่าทีเช่นนั้นของฉายหนุ่ม ทว่าเธอก็พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ เพราะก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเสียเวลามาพูดคุยอะไรกับเขานานนักเช่นกัน
                “ ค่ะ... อัยย์เอาของฝากมาให้คุณน่ะค่ะ ” หญิงสาวยื่นถุงที่มีกล่องช็อคโกแลตอย่างดีบรรจุอยู่ด้านในให้แก่เขา ชายหนุ่มรับมันมาพร้อมกับเปิดดู ก่อนจะวางมันเอาไว้ข้างๆอย่างไม่ใส่ใจ ลลิตภัทรรู้สึกขุ่นเคืองกับท่าทีของชายหนุ่ม แต่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้
                “ ขอบคุณสำหรับของฝากนะ ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ก่อนจะเริ่มพูดเรื่องงาน “ งานแต่งของคุณอดิศร  ตอนนี้ก้าวหน้าไปเกือบ 50% แล้ว รอแค่การสร้างเวที แบ็คดร็อป แล้วก็การออกแบบตกแต่งสถานที่เล็กๆน้อยๆ ต้นเดือนหน้าเราจะไปคุยงานกับทางลูกค้าอีกที แล้วก็มีโปรเจ็คใหม่ๆเข้ามาอีกหลายงาน  แต่ผมมอบหมายให้คนอื่นรับผิดชอบไปแล้ว ” ลลิตภัทรถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยินอลงกตพูดเช่นนั้น เธอรู้สึกเหมือนโดนเขาพูดตอกใส่หน้าตรงๆว่า เขาไม่ไว้วางใจให้เธอรับผิดชอบงานของบริษัทอีกต่อไป  เพียงแค่เพราะการที่เธอลาพักร้อนไปในช่วงที่มีงานเข้ามาในบริษัทค่อนข้างเยอะ ลลิตภัทรรู้สึกไม่พอใจชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เพราะรู้สึกถึงความไม่มีเหตุผลของเขา เธออยากจะรู้นักว่าถ้า ณ ตอนนี้เป็นพนักงานคนอื่นลาพักร้อน เขาจะหาเรื่องแบบนี้หรือไม่ ลลิตภัทรไม่เข้าใจเลยว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มไม่ชอบเธอมากถึงขนาดที่จะต้องจ้องจับผิด และหาเรื่องเธอตลอดเวลาเช่นนี้
                “ ค่ะ เข้าใจแล้ว อัยย์ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ มีงานส่วนที่อัยย์ยังต้องดูอีกมาก  ไม่รบกวนเวลาของคุณซันแล้ว ”
ลลิตภัทรจงใจพูดประชด  และเสแสร้งยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างเต็มที่ 
                “ เดี๋ยวคุณ แล้วสนุกไหมล่ะทริปยุโรปน่ะ? ” อยู่ๆอลงกตก็ถามขึ้นด้วยรอยยิ้มกวน ราวกับจะหาเรื่องอะไรเธออีก ทว่า
ลลิตภัทรก็ไม่ใช่คนที่ยอมคนนัก เวลาที่มีใครมาหาเรื่องเธอ
                “ สนุกสิคะ  สนุกมากจนลืมงานที่นี่เลยล่ะค่ะ ” ลลิตภัทรหันไปยิ้มหวานให้อลงกต จงใจกวนประสาทและท้าทายชายหนุ่ม ก่อนจะหันหลังเดินเชิดออกจากห้องไป ทิ้งให้อลงกตได้แต่มองตามเธอด้วยความหงุดหงิดที่หาเรื่องเธอไม่สำเร็จ ซ้ำยังถูกเธอพูดตอกกลับอย่างไม่แยแสบ้าง 
 
                ถึงวันครบกำหนดเดินทางกลับเมืองไทยของคณะทัวร์ บริษัท อินฟินิตี้ อินชัวรันซ์  ลลิตภัทรไม่สามารถไปรับอินทุอรได้ เพราะกำหนดการถึงเมืองไทยคือช่วงบ่ายของวันศุกร์ ซึ่งเธอไม่สามารถลางานได้  ซ้ำยังต้องอยู่ทำโอที เพื่อคิดเกี่ยวกับรูปแบบงานอีเวนท์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังแห่งหนึ่งที่กำลังจะเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุง
                ขณะที่ลลิตภัทรกำลังนั่งคิดงาน อยู่ๆโปรแกรมสนทนาว็อทแอปส์ในโทรศัพท์ไอโฟนของเธอก็ดังขึ้น  ลลิตภัทรยังคงไม่สนใจ กระทั่งมันดังขึ้นอีกประมาณสามครั้งติดต่อกัน เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู  ตัวของเธอดีดออกจากพนักเก้าอี้ในทันที เพราะมันคือชื่อ “K. Rome” ซึ่งเธอเมมเบอร์โทรศัพท์ของชายหนุ่มเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย  ลลิตภัทรรีบเปิดดูข้อความสนทนาที่เขาส่งมาให้เธอในทันที
ศตายุ      :          ‘ Hi! K. Ai, I’m back’  (สวัสดีครับคุณอัยย์ ผมกลับมาแล้ว)
                          ‘ Are u busy?’ (คุณยุ่งอยู่หรือครับ?)
                          ‘ I wanna send some pics in Switzerland and Italy to u’  (ผมแค่อยากจะส่งรูปบางรูปในประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับอิตาลีให้คุณดู)
                           ‘ I really hope  you were there with us,so beautiful. Next time you should go to see by youraelf ’(ผมหวังจริงๆว่าคุณจะอยู่กับเราที่นั่น  มันสวยมาก ครั้งหน้าคุณควรจะไปเห็นด้วยตัวคุณเอง)
            ลลิตภัทรรู้สึกดีใจจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ที่เขาเมมเบอร์ของเธอเอาไว้ในโทรศัพท์แล้วเช่นกัน เธอรีบกดรับรูปถ่ายที่ชายหนุ่มส่งมาให้ ความรู้สึกคิดถึงท่วมท้นในหัวใจ  ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับการติดต่อจากชายหนุ่มเร็วมากขนาดนี้   ลลิตภัทรกดพิมพ์ข้อความสนทนาตอบกลับไป แต่พิมพ์ตอบกลับเป็นภาษาไทย
ลลิตภัทร:               ‘ ขอโทษทีนะคะคุณโรม พอดีอัยย์ยังนั่งทำงานอยู่ที่บริษัทอยู่เลยค่ะ เลยไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู กลับมาถึงกี่โมงคะ?’หญิงสาวรอคอยข้อความตอบกลับจากชายหนุ่ม
ศตายุ      :              ‘ Our flight arrived at 14.30 kub, but  we wasted time to wait for our luggage so  we departed from the airport almost  15.30. So tired.’ (เที่ยวบินของเรามาถึงเวลา 14.30 น. แต่พวกเราเสียเวลารอคอยกระเป๋าของพวกเรา กว่าพวกเราจะได้ออกจากสนามบินก็เกือบ 15.30 น.ครับ เหนื่อยมากเลย)
ลลิตภัทร:               อัยย์เปิดดูรูปแล้วนะคะคุณโรม สวยมากๆเลยค่ะ  น่าอิจฉาชะมัด แต่อัยย์ลางานไม่ได้แล้วค่ะ  :’(
ศตายุ      :               ‘ hahaha, next time you must come together. If Sun fire you from his company because  you have a vacation, please tell me. I will hire you instead of him, I promise. OK? (ฮะๆๆ เอาไว้คราวหน้า คุณต้องมาด้วยกันนะครับ ถ้าซันมันไล่คุณออกจากบริษัท เพราะคุณขอลาพักร้อนล่ะก็ มาบอกผมนะครับ ผมจะจ้างคุณแทนเขาเอง ผมสัญญา โอเคไหม? )
                ลลิตภัทรหัวเราะร่วนเมื่ออ่านข้อความของศตายุ  เธอไม่สามารถหุบยิ้มได้เลยในระหว่างสนทนากับเขา เธอรีบพิมพ์ต่อ
ลลิตภัทร:               งั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ สบายใจละ ถึงโดนไล่ออกก็ไม่แคร์สื่อ :P
ศตายุ      :              hahahaha OK krub.  I have to go now. Have dinner  with mom krub. Talk to you later K.Ai (ฮะๆๆๆ  โอเคครับ ผมต้องไปแล้ว ไปทานมื้อค่ำกับคุณแม่ครับ แล้วไว้คุยกันนะครับคุณอัยย์)
ลลิตภัทร :               เคค่ะ ไว้คุยกันใหม่ค่ะ
                “ อ๊าย~” ลลิตภัทรร้องกรี๊ดใส่โทรศัพท์ไอโฟนของตัวเอง พร้อมกับลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นไปมา อย่างคนมีความสุขล้นอก
เธอลืมความเครียดจากเรื่องงานไปโดยปริยาย  ระหว่างที่ลลิตภัทรกำลังคิดถึงศตายุอยู่นั้น เสียงว็อทแอปส์ของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง หล่อนรีบดูโทรศัพท์ของตนทันที  แต่ก็ต้องผิดหวังเล็กน้อย เพราะครั้งนี้เป็นอินทุอรที่ส่งข้อความสนทนามา
อินทุอร   :               แก  อยู่ไหนวะ?
ลลิตภัทร:               ยังอยู่ออฟฟิศอยู่ มีไร? แล้วนี่แกกลับถึงบ้านยัง?
อินทุอร   :               ถึงแล้ว  นี่ซื้อของฝากจากสวิตฯกับอิตาลีมาให้แกด้วย เดี๋ยวจะเอาไปให้ แกว่างวันเสาร์หรือวันอาทิตย์?
ลลิตภัทร:               ก็ว่างทั้งสองวันอะแหละ  กะจะไปช่วยแม่ที่ร้าน  มาเจอที่ร้านก็ได้นะ วันอาทิตย์ก็ได้ แกจะได้พักซักวันพรุ่งนี้
อินทุอร   :               เคๆ เจอกันวันอาทิตย์ ซักบ่ายโมงละกันนะ
ลลิตภัทร :               โอเคจ้ะ เจอกัน
 
                วันอาทิตย์ ลลิตภัทรออกมาช่วยเดือนมาสที่ร้านขายอาหาร วันหยุดสุดสัปดาห์ ลูกค้าที่ร้านจะค่อนข้างเยอะหลังจากช่วงเที่ยงเป็นต้นไป เพราะร้านของเธอตั้งอยู่ใกล้สถาบันกวดวิชา  มีเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายทยอยลงมาทานข้าวกันเรื่อยๆ บ้างก็ลงมาทานขนมช่วงพักเบรก  ซึ่งร้านของแม่เธอก็มีโซนเบเกอรี่เล็กๆที่เพิ่งทำเพิ่มขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้
                อินทุอรมาถึงสายกว่าเวลาบ่ายโมงเพียงเล็กน้อย  ลลิตภัทรเห็นเพื่อนสนิทถือถุงมาด้วย 2-3 ถุง คาดเดาว่าคงเป็นของฝากอินทุอรพูดถึง  เมื่อหล่อนเดินเข้ามาในร้านก็เข้ามาทักทายแม่ของลลิตภัทรเป็นอันดับแรก
                “ คุณแม่สวัสดีค่ะ ” เดือนมาสที่เพิ่งเสิร์ฟอาหารเสร็จเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักของลูกสาว
                “ มาแล้วเหรอจ๊ะหนูควีน มาๆ มานั่งก่อน  นี่ทำกับข้าวไว้ตั้งหลายอย่าง เห็นยัยอัยย์บอกว่าจะมา”
                “ โหย...จริงหรอคะเนี่ย? จริงๆไม่ต้องก็ได้นะเนี่ย หนูกะมาอุดหนุนคุณแม่เต็มที่เลย เกรงใจแย่”
                “ เกรงใจอะไร เดี๋ยวตีตาย ไปจ้ะ ขึ้นไปทานข้าวกัน ไอยัยอัยย์ ขึ้นไปช่วยกันเตรียมจัดโต๊ะชั้น 2 ไป”
                “ หนูมีของฝากจากสวิตฯกับอิตาลีมาฝากคุณพ่อคุณแม่ กับน้องแอลด้วยนะคะ เดี๋ยวหนูฝากอัยย์ไว้ละกันค่ะ”
                “ ตายจริง ทีหลังไม่ต้องนะ เปลืองเงินเปลืองทอง ” เดือนมาสเอามือตีไหล่อินทุอรที่เธอรักเหมือนลูกสาวอีกคนเบาๆ
                “ นิดหน่อยเองค่ะ  ไว้ดูที่บ้านแล้วกันนะคะ  เดี๋ยวหนูไปช่วยยัยอัยย์ถือของก่อน” อินทุอรตัดบทเมื่อลลิตภัทรกวักมือเรียกให้ไปช่วยถือจานชามในครัว
                ลลิตภัทรถือถาดอาหารที่แม่ของตนเตรียมไว้ให้เดินนำอินทุอรขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งโดยปกติจะเปิดรองรับลูกค้าในวันธรรมดา ซึ่งมีจำนวนมาเกือบ 3 เท่าของวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนใหญ่เป็นพวกพนักงานบริษัทต่างๆที่ตั้งอยู่รอบๆบริเวณร้าน  แต่ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ลูกค้าไม่ได้เยอะขนาดนั้น โซนที่นั่งชั้น 2 นี้จะถูกปิดไว้ 
                “ เป็นไงบ้างแก สวิตฯกับอิตาลี  เห็นรูปแล้ว โคตรสวยเลย” ลลิตภัทรหันไปถามอินทุอร
                “ เห็นที่ไหนวะ? ” อินทุอรสงสัย เพราะเมื่อวานกลับมาถึงเธอก็สลบเหมือด  ไม่ได้ทันลงรูปที่ถ่ายจากการไปทริปในเฟซบุคของตนเลยด้วยซ้ำ ลลิตภัทรทำสีหน้าเขิน หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย อินทุอรจึงพอจะเดาได้ตั้งแต่ที่เพื่อนสนิทยังไม่ได้เอ่ยปากพูดเสียอีก
                “ ก็เมื่อวานคุณโรมส่งมาให้ดูน่ะ ” ลลิตภัทรกลบเกลื่อนอาการเขินด้วยการจัดวางจานข้าว และจานอาหารบนโต๊ะ
                “ โอ๊ย! อะไรกันเนี่ย เดี๋ยวนี้ฉันตกกระป๋องไปแล้วจริงๆด้วยสินะ มีอะไรก็คุยกับคุณโรมก่อนฉันซะอีก ฮึ!” อินทุอรแกล้งพูดแซวประชด และแสดงอาการงอนใส่หญิงสาว
                “ อะไร~ ก็แค่คุยกันธรรมดา  ก็คุณโรมเมื่อตอนหัวค่ำเมื่อวานหลังจากที่กลับมาน่ะ  ก็ส่งรูปที่เขาถ่ายกับเธอกับคุณโรสมาให้ดูในว็อทแอปส์ก็แค่นั้น ”
                “ อื้ม~ คุยว็อทแอปส์กันซะด้วย ” อินทุอรหันไปหลิ่วตามองเพื่อนสาว ทำเอาลลิตภัทรออกอาการเขิน
                “ พอได้แล้วแก! เค้าไม่มาอะไรกะฉันหรอก ”
                “ แต่ก็ดีใจว่างั้น? ” อินทุอรยังคาดคั้นไม่เลิก
                “ เออ! พอใจรึยังไอ้เพื่อนบ้า! ” ลลิตภัทรหันไปพูดใส่อินทุอร ทำเอาหล่อนหัวเราะออกมาอย่างนึกขำ
                “ ก็แค่นั้นแหละ จะมาเวิ่นเว้อปากแข็งอะไรมากมาย  เอ้านี่...ของฝาก  ส่วนใหญ่จะหนักไปทางขนมอะนะแก เพราะของ
สวิตฯ ช็อคโกแลตเค้าอร่อย  ของฝากให้แม่แกก็ผ้าพันคอกับลิปสติก  ของพ่อแกเป็นเสื้อเชิ้ตนะ  ไม่รู้กะไซส์ถูกรึเปล่าว่ะ แต่ฉันกะเอาจากพี่ที่ไปด้วยกันที่ตัวพอๆกะก่อแก  แล้วก็นี่ของแก เครื่องสำอาง ฉันกับคุณโรสช่วยกันเลือกเลยนะแก ”
                “ เฮ้ย! แล้วฉันจะได้ใช้ไหมเนี่ยแก? ” ลลิตภัทรทำหน้ายุ่ง
                “ ได้สิยะ เอาไป!! ” อินทุอรยัดถุงเครื่องสำอางแบรนด์ดังใส่มือเพื่อน ก่อนจะหันไปหยิบของอีกสองถุงที่เหลือส่งให้
ลลิตภัทร
                “ อันนี้ของน้องแอลนะ เป็นเสื้อสเว็ตเตอร์อะ ไม่รู้น้องแกจะชอบไหม เอาไว้ใส่เก๋ๆตอนไปเป็นหมออินเทิร์นอยู่ต่างจังหวัด”
ลลิตภัทรมีน้องสาวหนึ่งคนชื่อนีรนาท หรือแอล ซึ่งกำลังจะศึกษาจบจากคณะแพทย์ในช่วงปีหน้า
                “ แล้วถุงสุดท้ายนี่ คุณโรมฝากให้ฉันเอามาให้แก” ลลิตภัทรเซอร์ไพรส์มากกับของขวัญจากอลงกต เธอไม่คิดว่าจะมีอะไรที่เธอควรจะได้รับจากชายหนุ่มอีก เพราะแค่สร้อยคอที่เธอได้รับเป็นของขวัญวันเกิดชิ้นนั้นก็มีค่ามากเกินกว่าความคาดหวังของเธอแล้ว
                “ อะไรวะแก? ” ลลิตภัทรเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น 
                “ เปิดดูเองสิวะ ” อินทุอรรีบผลักถุงใส่มือเธอ ลลิตภัทรรับไปแล้วเปิดดู  เมื่อดูจากกล่องใส่ ลลิตภัทรก็พอจะคาดเดาได้ว่านั่นเป็นรองเท้า  เธอหยิบกล่องออกมาและเปิดดู พบรองเท้าส้นสูงคู่งามสีน้ำเงิน สูงประมาณ 3-4 นิ้ววางอยู่ในกล่อง ลลิตภัทรอ้าปากดอย่างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง  เธอไม่ค่อยแน่ใจถึงสาเหตุที่ชายหนุ่มเลือกซื้อรองเท้าให้เธอ เพราะแน่นอนว่าลลิตภัทรไม่เคยใส่รองเท้าส้นสูงเลยในชีวิตประจำวัน รองเท้าคู่สีทองของอินทุอรที่เธอใส่ในงานปาร์ตี้ส่งท้ายที่ปารีสในตอนนั้นถือเป็นรองเท้าส้นสูงที่สุดแล้วที่เคยใส่มาในชีวิต แต่ก็ยังเตี้ยกว่ารองเท้าคู่นี้ 
                “ แก...ทำไมคุณโรมเค้าซื้อรองเท้าให้ฉันวะ แกไม่ได้บอกหรอว่าฉันไม่ใส่รองเท้าส้นสูง ? ”
                “ บอกย่ะ แต่เขาก็ไม่ได้พูดว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม แล้วก็เดินไปจ่ายเงิน เค้าก็แค่มาถามเบอร์รองเท้าเธอกับฉัน  แกใส่ใหญ่กว่าฉันเบอร์นึง ไม่รู้ว่าใส่ได้รึเปล่านะ ลองซะก่อน ถ้าแกใส่ไม่ได้ ฉันก็คงใส่ได้ ” อินทุอรหันมาแลบลิ้น
                “ ต่อให้ฉันใส่ไม่ได้ฉันก็ไม่ให้แกหรอก” ลลิตภัทรหันไปตอกกลับใส่หน้าเพื่อนอย่างขำๆ ก่อนจะลองสวมรองเท้าคู่นั้น  ตอนแรกลลิตภัทรแอบใจเสีย เพราะพอสวมรองเท้าไปได้ครึ่งเท้า ก็ดูเหมือนเธอจะต้องพยายามขยับเท้า เพื่อ “ยัด” เท้าของเธอใส่เข้าไปให้ได้ แต่สุดท้ายเธอก็สามารถสวมมันได้ในที่สุด และเมื่อเธอยืนขึ้นก็ดูเหมือนรองเท้าคู่งามจะขยายออกโดยอัตโนมัติ ทำให้เธอไม่รู้สึกอึดอัดเท้า หรือเจ็บส้นเลยแม้แต่น้อย  ลลิตภัทรลองขยับเดินไปมาหลายๆรอบ และส่องดูตัวเองในกระจกที่ติดอยู่ที่ผนังของร้าน  ลลิตภัทรรู้สึกว่าเธอยังไม่เคยชนกับการใส่รองเท้าส้นสูง แต่กระนั้น เธอก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับเธออย่างน่าประหลาด ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า
                “ เป๊ะอะ ” อินทุอรพูดเลียนเสียงดาราตลกหญิงชื่อดังในขณะที่นั่งเท้าคางมองเพื่อน
                “ สวยว่ะ เข้ากะฉันปะวะแก?  ” ลลิตภัทรถามเพื่อขอความมั่นใจ
                “ ถ้าไม่เข้าจะไม่ใส่หรอไง? ” อินทุอรจงใจพูดประชก ลลิตภัทรหันไปค้อนควับใส่หล่อนทันที
                “ โนย์...เวย์  ใส่แน่นอนย่ะ ” ลลิตภัทรเชิดหน้าใส่อินทุอร ก่อนจะเดินกลับมาถอดรองเท้าคู่งามออก และเก็บใส่กล่องอย่างระมัดระวัง
                “ หมั่นไส้จริงๆ ได้โน่นได้นี่จากลูกค้าฉันเยอะแยะไปหมด เอาไปดูแลเองเลยไหม?” อินทุอรแกล้งประชด จงใจแซวเพื่อน
                “ ถ้าให้ฉันก็เอา ไม่คืนด้วยนะบอกก่อน ”
                “ แรงค่า! คลิกไลค์ ” อินทุอรพรหันมาพูดกับลลิตภัทร ทำเอาเธอหัวเราะพรืดออกมา
                “ เออ! จริงสิแก ฉันมีเรื่องจะเมาท์มอยกะแกเกี่ยวกะคุณโรม คือ แกจำพี่ปิ่นลูกค้าชั้นได้ปะ?  พี่ปิ่นที่เค้าทำงานอยู่กองบรรณาธิการนิตยสารที่เกี่ยวกับพวกแวดวงธุรกิจ และก็จะมีพวกข่าวสารเกี่ยวกับพวกไฮโซอะ ที่ชั้นเคยซื้อของไปฝากเค้าแล้วแกนั่งติดรถไปกับชั้นด้วยแถวๆถนนสุรวงศ์อะ ”
                “ อ๋อ เออๆ จำได้ ทำไมวะ? ” ลลิตภัทรถามพลางใช้ช้อนหั่นทอดมันกุ้งที่วางอยู่ในจานตรงหน้า
                “ ฉันบอกแกก่อนนะว่าต้องใช้วิจารณญาณนิดนึง  มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณโรม ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงยังไง”
ลลิตภัทรถึงกับชะงักมือในขณะที่เธอกำลังจะตักข้าวใส่ปาก  เธอวางช้อนลงในทันที รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า กลายเป็นใบหน้าเครียดเข้ามาแทนที่
                “ ทำไมวะ?”
                “ ก็คือ...เมื่อวานนี้ ฉันเอาของฝากไปให้พี่เค้า  ฉันก็คุยให้พี่ปิ่นฟังไงว่าเราไปเที่ยวกันมา ฉันพาลูกค้าไปด้วย ก็บอกชื่อคุณโรมกับคุณโรสไป แล้วบังเอิญว่าพี่ปิ่นแกรู้จัก เพราะว่าบ้านคุณหญิงดาราลักษณ์น่ะค่อนข้างมีชื่อเสียงในแวดวงไฮโซพอสมควร  แล้วพี่ปิ่นเค้าก็มีน้องสาว เรียนจบจากที่อังกฤษ รุ่นเดียวกับคุณโรมนั่นแหละ เรียนที่เดียวกันด้วย พี่ปิ่นเค้าก็เล่าให้ฉันฟังว่าคุณโรมน่ะเค้า..” อินทุอรทำสีหน้าลำบากใจ คล้ายกับไม่แน่ใจว่าควรเล่าเรื่องนี้ให้ลลิตภัทรฟังดีหรือไม่
                “ ทำไม พูดต่อสิแก”  ลลิตภัทรคาดคั้น
                “ คือ...แกต้องเข้าใจนะว่ามันเป็นแค่ข่าวเมาท์กัน ซึ่งฉันไม่รู้ว่าจริงไม่จริงยังไง” อินทุอรพูดย้ำถึงประเด็นนี้อีกครั้ง จน
ลลิตภัทรเริ่มคาดเดาว่าเรื่องที่อินทุอรได้ยินมาคงไม่ใช่เรื่องดีนักเกี่ยวกับศตายุ
                “ แกพูดๆมาเถอะ ฉันเริ่มรำคาญแล้ว เล่ามาซะขนาดนี้ ไม่มีอะไรที่ฉันรับไม่ได้หรอก ” ลลิตภัทรพูดน้ำเสียงหนักแน่น
อินทุอรจึงตัดสินใจพูดในที่สุด
“ คือพี่ปิ่นบอกฉันว่า ในแวดวงไฮโซเค้าลือกันให้แซ่ดว่าคุณโรมเป็นพวกไบเซ็กส์ชวลน่ะ”ลลิตภัทรอ้าปากค้างด้วยความช็อคไปครู่ใหญ่  ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะทันที เธอถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“ คือ...พี่ปิ่นบอกว่าน้องสาวเค้าเองก็คอนเฟิร์ม เพราะว่าตอนอยู่ที่อังกฤษ กลุ่มเพื่อนๆเค้าที่เช่าอพาร์ทเมนท์อยู่ที่เดียวกัน
กับคุณโรม เห็นคุณโรมบางทีก็พาผู้ชายมาค้างที่ห้อง บางทีก็พาผู้หญิงมา แทบไม่ซ้ำหน้ากันเลย แล้วก็เที่ยวค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะช่วงปีแรกที่ไปอยู่  แต่เหมือนกับว่าพอเค้ากลับมาเมืองไทย ข่าวมันก็เงียบๆหายไป เพราะคุณหญิงดาราลักษณ์ก็คอยตามปิดข่าวอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไงคนในวงสังคมเค้าก็รู้กันดี  พี่ปิ่นเค้าพูดมาประมาณนี้น่ะ  ฉันก็ไม่รู้ว่าอะไรยังไง แต่จริงๆมันอาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้นะแก ข่าวลือมันก็คือข่าวลือ ลือกันไปต่างๆนาๆจากจุดเล็กๆจนกลายเป็นเรื่องเป็นราว บางทีมันแทบไม่มีความจริงด้วยซ้ำ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าควรเล่าให้แกฟังรึเปล่าตอนแรก แต่ฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะก็ไม่รู้ว่าระหว่างแกกับคุณโรมน่ะตกลงว่าคุยกันอยู่รึเปล่า  เพราะปากแกก็ว่าไม่มีอะไรๆ แต่ฉันก็รู้ว่าแกก็แอบปลื้มคุณโรมเค้าก็อยู่ เรื่องนี้มันจะจริงหรือไม่จริงยังไงก็ไม่มีใครรู้ แต่ฉันว่าแกรู้เอาไว้บ้างก็ดี เพราะถ้าเกิดมันเป็นจริงขึ้นมา แกจะได้ไม่ถลำลึก” 
ลลิตภัทรได้แต่นั่งนิ่งพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว รู้สึกตัวชา คล้ายกับว่าเธอถูกกระตุกให้ตกจากที่สูง ทั้งๆที่ไม่ถึงสิบนาทีก่อนเธอยังยืนอยู่ ณ จุดนั้นด้วยความรู้สึกสุขล้นหัวใจ หัวสมองของเธอช่างว่างเปล่า มีเพียงวูบหนึ่งที่ช่วงเวลาที่อยู่กับศตายุในกรุงปารีสผุดขึ้นมาในสมอง รอยยิ้มของเขา น้ำเสียงของเขา ความใจดีของเขา... ถ้าทุกอย่างนั่นเป็นเพียงการเสแสร้ง และภาพลวงตาล่ะก็ หญิงสาวนึกไม่ออกเลยว่าเธอควรจะยิ้มให้กับมันอย่างนึกขันในความไม่มีเซนส์เรื่องผู้ชายของเธอ หรือร้องไห้ออกมาเพราะความเศร้าที่เธอแอบปลื้มชายที่เธอไม่สามารถจะรักได้ เพราะมันไม่มีความหวังใดๆให้คนอย่างเธอได้คาดหวังมาตั้งแต่แรกแล้ว
“ แกโอเครึเปล่าวะอัยย์ ” อินทุอรถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นสีหน้าและอาการของเพื่อน  ลลิตภัทรยังคงนิ่งเงียบไออีกพักใหญ่ก่อนจะค่อยๆรวบรวมสติ และตอบสนองต่อคำถามของเพื่อนในที่สุด
“ เออ...ชีวิตฉันคงไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงไปกว่านี้หรอกแก ถึงคุณโรมเค้าจะเป็นอย่างที่แกว่าหรือไม่ใช่ก็เหอะ” ลลิตภัทร
ถอนหายใจออกมาในที่สุด
“ แก แต่ไม่ว่ายังฉันขอร้องแกเรื่องนึงนะควีน แกอย่าไปเล่าเรื่องนี้กับใครอีก และอย่าแสดงท่าทีเปลี่ยนไปเวลาอยู่กับคุณโรมด้วย เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าเรื่องจริงมันคืออะไร บางทีเค้าอาจจะไม่ได้เป็นก็ได้ หรือต่อให้เค้าเป็นจริงๆ ฉันเชื่อว่าคุณโรมเค้าก็คงไม่ได้มีความสุขกับชีวิตของตัวเองที่เป็นแบบนั้นหรอก เพราะมันไม่มีทางที่เค้าจะไม่เคยได้ยินขี้ปากชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้  ไม่ว่าฉันจะมองยังไง เค้าก็ยังคงเป็นผู้ชายที่ดีมากๆคนนึงที่ฉันรู้จัก  ฉันไม่อยากให้ความสัมพันธ์ดีๆระหว่างพวกเรากับคุณโรมมันจะต้องมาเปลี่ยนไปเพราะเรื่องนี้” ลลิตภัทรพูดกับอินทุอรด้วยสีหน้าจริงจัง
“ เออ ฉันรู้แล้วเรื่องนั้น ฉันไม่ไปเล่าต่อใครหรอก ลูกค้าฉันทั้งคน แต่ที่ฉันเล่าให้แกฟังเพราะฉันแค่เป็ นห่วงแก เห็นแกรับ
ได้แบบนี้ฉันก็ค่อยเบาใจ มันก็อย่างที่แกว่าแหละ เราก็ยังไม่รู้ว่าความจริงมันเป็นยังไง แล้วไม่ว่าจะยังไงคุณโรมเค้าก็เป็นคนดี ฉันเองก็ไม่ได้นึกรังเกียจใครซักคนเพราะเรื่องพวกนี้หรอก  เพื่อนฉันเป็นประเภทนี้เยอะจะตาย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับฉัน”
อินทุอรพูดจบก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ลลิตภัทรได้แต่นึกเป็นห่วงศตายุอยู่ในส่วนลึก แล้วอยู่ๆเหตุการณ์เมื่อตอนที่อยู่บนเรือบาโตมูซก็ผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำของลลิตภัทรที่ศรุตาพูดถึงเพื่อนเมื่อสมัยเรียนของศตายุคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “ภูมิ”
‘ทำเป็นปากดีนายโรม ฉันไม่เห็นเธอจะมีแฟนซักที ฉันกับคุณแม่ก็รออยู่เหมือนกันล่ะ อยากจะเห็นนักผู้หญิงที่แกเลือก ตั้งแต่เข้ามหา’ลัยก็ไม่เห็นเคยมีเรื่องผู้หญิง ขลุกอยู่แต่กับนายภูมิ ’
            ‘แล้วนายภูมิเป็นยังไงบ้างแล้วเนี่ย แต่ก่อนพี่เห็นเธอออกจะสนิทกัน พอเธอไปเรียนเมืองนอกกลับมา ไม่เห็นนายภูมิติดต่อมาเลย ’
‘ผมก็ติดต่อเขาไม่เหมือนกัน ’
หลังจากที่ศรุตาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ของศตายุ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันทีหลังจากนั้น
“ หรือว่า...” ลลิตภัทรพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆเมื่อนึกประมวลภาพเหตุการณ์ต่างๆทั้งหมดประกอบกับสิ่งที่เธอเพิ่งได้รับรู้จากอินทุอร คำตอบที่เธอคาดเดาเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ศตายุเศร้าได้ถึงเพียงนั้นเมื่อตอนที่เขาถูกศรุตาถามถึงเกี่ยวกับเพื่อนสมัยเรียนก็ผุดขึ้นในหัวของหญิงสาว  และมันทำให้สมองของเธอรู้สึกตีบตันมากขึ้นกว่าเดิม จนเธออยากจะหยุดคิดถึงมัน
“ แกพูดอะไรรึเปล่าอัยย์? ” อินทุอรหันมาถามด้วยความสงสัย
“ เปล่าแก...ไม่มีอะไร...”
คืนนั้นลลิตภัทรไม่เป็นอันทำอะไร เธอได้แต่นึกถึงเรื่องของศตายุ และระลึกถึงภาพความทรงจำเมื่อครั้งที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสกับศตายุ  ทุกสิ่งทำให้เธอรู้สึกสับสนปนเปไปหมด ใจหนึ่งเธอไม่อยากจะนึกเชื่อในคำบอกเล่าของปิ่น สาวไฮโซ ลูกค้ารายใหญ่ของอินทุอร แต่อีกใจหนึ่งก็นึกค้านว่าหล่อนจะมีสาเหตุอะไรที่จะพูดปด ในเมื่อน้องสาวของเธอที่ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับชายหนุ่มที่ประเทศอังกฤษเป็นคนยืนยันด้วยตัวเอง ซึ่งหล่อนต้องรู้จักชายหนุ่มมากกว่าที่ลลิตภัทรรู้จัก และได้เห็นชีวิตของชายหนุ่มในช่วงเวลาที่ลลิตภัทรไม่เคยเห็นมากกว่าอยู่แล้ว ประกอบกับลักษณะนิสัยบางอย่างของศตายุที่ชวนให้ลลิตภัทรรู้สึกไขว้เขวมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะนิสัยที่ชอบอาบน้ำและแต่งตัวนานๆ ภาพลักษณ์ที่ดูสะอาดสะอ้าน และค่อนข้างเนี้ยบมากกว่าผู้ชายทั่วไป รวมไปถึงนิสัยที่เขามีเซนส์เรื่องการแต่งตัว การใช้น้ำหอม หรือแม้แต่เครื่องประดับแบบผู้หญิง ซึ่งถึงแม้ว่าเหตุผลที่ว่า เพราะเขาเป็นทายาทของธุรกิจค้าเพชรและอัญมณีรายใหญ่ของไทย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่หนักพอสำหรับหญิงสาวอีกต่อไป เมื่อนำมาถ่วงกับสิ่งที่เธอเพิ่งรับรู้ในวันนี้  ลลิตภัทรได้แต่คิดวนเวียนถึงสิ่งต่างๆซ้ำไปซ้ำมา กระทั่งเธอผล็อยหลับไปเพราะความง่วงในที่สุด
 
ผ่านไปอีกกว่าหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ลลิตภัทรไม่ได้รับการติดต่อใดๆอีกเลยจากศตายุ แม้ว่าเธอจะมีการส่งข้อความไปหาเขาทางว็อทแอปส์ เพื่อขอบคุณสำหรับรองเท้าที่เขาซื้อให้เธอเป็นของฝากจากอิตาลี  หญิงสาวรู้สึกจิตใจห่อเหี่ยวลง ทว่าเธอก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะโทร.หาเขา ด้วยเรื่องราวต่างๆในหัวของเธอเกี่ยวกับชายหนุ่มยังคงสร้างความกังขามากมายในจิตใจของเธอเกี่ยวกับตัวเขา จนลลิตภัทรเองก็รู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะต้องรับรู้อะไรมากกว่านี้เกี่ยวกับตัวเขา  เพราะเธอกลัวอยู่ลึกๆว่ามันอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเธอกับเขาต้องเปลี่ยนไป ถ้าหากเขารู้ว่าเธอรู้หรือได้ยินอะไรบางอย่างมา เพราะลลิตภัทรเป็นคนเก็บความรู้สึกไม่เก่งเอาเสียเลย รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาหมด  มีโอกาสสูงที่เธอจะเผลอแสดงมันออกมาทางสายตา หรือแม้แต่คำพูดและน้ำเสียง ว่าเธอมีอะไรในใจเกี่ยวกับตัวเขา และก็ต้องการค้นหาคำตอบ
แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ลลิตภัทรกำลังนั่งออกแบบรูปแบบงานและกิจกรรมในเปิดตัวสินค้าใหม่ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ก็มีสายเรียกเข้ามือถือของเธอดังขึ้น ลลิตภัทรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นเป็นเบอร์ที่ไม่ปรากฏชื่อ เธอคิดว่าอาจเป็นลูกค้าที่โทร.มาติดตามงานหรือพวกฝ่ายประสานงานของบริษัทคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานอีเวนท์โทร.มาติดต่อเกี่ยวกับความคืบหน้าของงาน ลลิตภัทรจึงรีบกดรับ
“ สวัสดีค่ะ ” ลลิตภัทรพูดกับปลายใส่ในขณะที่มือยังง่วนอยู่กับการเขียนรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับงานอีเวนท์ที่เธอเพิ่งนึกออก
“ คุณอัยย์  ผมเองนะครับ ” ลลิตภัทรถึงวางปากกาและละจากงานที่อยู่ตรงหน้า เธอดีดตัวลุกขึ้นจากที่นั่งในทันที
“ คุณโรม...!” ลลิตภัทรเดินเลี่ยงออกไปยังบริเวณระเบียงด้านนอกที่เป็นโซนสำหรับให้พนักงานสูบบุหรี่  หญิงสาวไม่อยากคุยโทรศัพท์กับศตายุในที่ทำงานให้ใครได้ยิน
“ ครับ อันนี้เบอร์มือถืออีกเครื่องของผมนะครับ อันนี้จะเป็นเบอร์ส่วนตัวของผม เบอร์ที่เคยให้คุณอัยย์ไปปกติผมเอาไว้ใช้ติดต่อกับลูกค้า จะเป็นเบอร์ในนามบัตรน่ะครับ แต่อันนี้ผมจะบอกแค่พวกเพื่อนสนิทกับที่บ้าน ”
“ ค่ะ ” หญิงสาวตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ ผมเห็นข้อความในว็อทแอ็ปส์แล้วนะครับคุณอัยย์ เพิ่งจะเห็นเมื่อคืน พอดีว่าโทรศัพท์ผมมีปัญหานิดหน่อย ตอบกลับว็อทแอปส์ไม่ได้เลย ผมเพิ่งไปเอาออกจากศูนย์มาเมื่อวานนี้ คุณอัยย์ใส่ได้พอดีไหมครับรองเท้า?”
“ พอดีเป๊ะค่ะ อัยย์ต้องขอบคุณคุณโรมอีกทีนะคะ อัยย์ชอบมากๆเลยค่ะ แต่...อัยย์สงสัยอยู่อย่างน่ะค่ะ ทำไมคุณโรมถึงซื้อรองเท้าส้นสูงให้อัยย์ล่ะคะ? เพราะอันที่จริง อัยย์ไม่เคยใส่ส้นสูงเลย ” ลลิตภัทรถามชายหนุ่ม
“ ผมขอบอกตอนเจอกันได้ไหมครับ? ”
“ คะ...???” ลลิตภัทรไม่เข้าใจคำพูดของชายหนุ่ม กระทั่งเขาพูดซ้ำอีกครั้ง
“ ผมขอบอกตอนเจอกับคุณอัยย์ไงครับ เพราะผมอยากจะนัดเจอคุณอัยย์  เย็นนี้คุณอัยย์ว่างไหมครับ?” ลลิตภัทรรู้สึกตกใจปนประหลาดใจกับเรื่องไม่คาดฝันที่ชายหนุ่มสร้างให้เธออีกครั้ง  หญิงสาวแทบไม่ได้คิดกลั่นกรองจากสมองด้วยซ้ำว่าเธอว่างหรือไม่ แต่ปากของเธอก็ตอบรับชายหนุ่มออกไปเสียแล้ว ราวกับถูกตั้งปุ่มอัตโนมัติเอาไว้
“ ว่างค่ะ อัยย์ว่าง...คุณโรมมีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยหรอคะ? เกี่ยวกับเรื่องงานรึเปล่า?” ลลิตภัทรถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น หญิงสาวต้องการรู้หัวข้อการสนทนาในเย็นนี้ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร เพื่อที่เธอจะได้เตรียมตัวและเตรียมใจ
“ ใช่ครับคุณอัยย์ เกี่ยวกับเรื่องงานเป็นหลัก แล้วผมก็อยากเจอคุณอัยย์อยู่แล้วด้วย เย็นนี้เราไปทานข้าวกันนะครับ”
ลลิตภัทรเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอตอบรับเขาในทันทีอีกครั้ง
                “ ได้ค่ะคุณโรม คุณโรมจะให้ไปเจอที่ไหน กี่โมงคะ?”
                “ คุณอัยย์เลิกงานกี่โมงครับ? ”
                “ ห้าโมงค่ะ ”
                “ ถ้าอย่างนั้น ประมาณหกโมง เดี๋ยวผมไปหาคุณอัยย์ที่ทำงานนะครับ ”
                “ คุณโรมรู้จักที่ทำงานอัยย์หรอคะ? เดี๋ยวอัยย์ไปเองก็ได้นะคะ ไม่ต้องมารับก็ได้ อัยย์เกรงใจค่ะ”
                “ ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมดูจากนามบัตรคุณอัยย์ บริษัทไอ้ซันไม่ได้อยู่ไกลจากบริษัทของผมนักหรอกครับ ผมกะจะเข้าไปหามันด้วย เพราะไอ้งานที่ผมจะคุยกับคุณอัยย์เย็นนี้เป็นงานใหญ่พอสมควรของบริษัทผมที่ผมจะจ้างบริษัทคุณทำ มี ผมอาจจะต้องคุยกับหมอนั่นด้วย แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปกินข้าวกันหลังคุยงานเสร็จนะครับ ”
                “ โอเคค่ะ ”
                “ ยังไงคุณอัยย์ช่วยบอกกับหมอนั่นไว้ล่วงหน้าด้วยนะครับ แต่ถ้ามันไม่ว่างหรือไม่อยู่ ผมคุยกับคุณอัยย์ก่อนได้ครับ”
                “ ค่ะ แล้วอัยย์จะแจ้งคุณซันให้ค่ะ ” ชายหนุ่มวางสายไป ลลิตภัทรรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่จะได้เจอกับศตายุเย็นนี้ หลังจากผ่านไปเกือบเดือนนับตั้งแต่กลับจากประเทศฝรั่งเศส หญิงสาวแทบนั่งนับเวลาถอยหลังรอคอยการมาของชายหนุ่ม
 
                ลลิตภัทรมาขอเข้าพบอลงกต  ชายหนุ่มอนุญาตให้หญิงสาวเข้าพบ แน่นอนว่าเขายังคงวางมาดกับหล่อนเหมือนเคย ทำตัวไม่แยแส ทว่าหญิงสาวมั่นใจว่าการมาของศตายุจะต้องทำให้เขารู้สึกสนใจเธอขึ้นมาอย่างแน่นอน
                “ มีอะไรงั้นหรอคุณ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเธอโดยไม่มองหน้า
                “ เย็นนี้คุณรีบกลับรึเปล่าคะคุณซัน?” ชายหนุ่มเงยหน้ามองหญิงสาวเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอเดินก้าวเข้ามาในห้อง
                “ มีอะไร? ช่วยบอกผมเลยได้ไหม อย่าอารัมภบท” เขาทำเสียงเข้ม ขมวดคิ้วยุ่ง  ลลิตภัทรรู้สึกหมั่นไส้เขาเต็มทน แต่จำต้องฝืนพูดธุระของเธอต่อไป
                “ มีลูกค้าจะมาขอพบค่ะ เขาอยากคุยกับคุณและฉัน”
                “ ลูกค้า? ใคร? แล้วทำไมเข้าต้องอยากคุยกับคุณและผม ทำไมเขาไม่ติดต่อผ่านฝ่ายเซลล์ของเราล่ะ? คุณมาเกี่ยวอะไรด้วย รับงานนอกมาโดยพลการรึ? ” ชายหนุ่มปิดแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าเสียงดังจนหญิงสาวขวัญเสียด้วยความตกใจ พอตั้งสติได้ เธอก็ฟิวส์ขาดกับการแสดงออกของชายหนุ่มในทันที เธอเลิกสนใจว่าเขาคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอยู่ในขณะนี้
เธอเอาฝ่ามือตีลงบนโต๊ะของชายหนุ่ม แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา
                “ คุณพูดกับลูกน้องแบบนี้หรอคะคุณอลงกต? ดิฉันแน่ใจว่าถ้าเป็นคุณซีล่ะก็ เค้าจะรับฟังสิ่งที่พนักงานทุกคนพูดจนจบ ไม่ตีความเอาจากสิ่งที่ฟังครึ่งๆกลางๆ แล้วก็กล่าวหาพนักงานในความดูแลอย่างนี้  คุณยังไม่ได้ฟังคำตอบจากฉันเลยด้วยซ้ำ กรุณาอย่ามาทำน้ำเสียงอย่างนี้ใส่ดิฉัน ” ลลิตภัทรพูดเน้นเสียงทุกคำพูด  ถึงแม้ว่าในยามปกติเธอจะเป็นคนชอบอยู่อย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการมีปัญหากับผู้อื่นมาตลอด แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เธอถูกใครระรานจนถึงในระดับที่เธอรู้สึกว่ามากเกินไป หญิงสาวจะกลายเป็นคนสู้คนขึ้นมาในทันที และเธอไม่เกรงกลัวด้วยว่าจะเกิดผลอะไรตามบ้าง  สิ่งที่หญิงสาวแสดงออกทำให้อลงกตถึงกับจ้องมองหญิงสาวอย่างอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก สีหน้าของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวไม่แน่ใจว่าเพราะความตกใจ หรือเพราะความงงงวยจนตั้งรับไม่ถูกกับท่าทีของเธอกันแน่ เพราะชายหนุ่มคงไม่คิดว่าเธอจะกล้าพูดกับเขาถึงขนาดนี้ ลลิตภัทรยังคงจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างเอาเรื่อง 
                “ จะให้ดิฉันพูดต่อได้รึยังคะ?” หล่อนเอ่ยถาม  สีหน้าอลงกตดูเหมือนเปลี่ยนเป็นรู้สึกหวาดกลัวหญิงสาวขึ้นมาแทน จนเขาต้องรีบปรับสีหน้าของตนเองให้กลับเป็นปกติอย่างรักษาฟอร์ม
                “ ก็พูดมาสิถ้างั้น”
                “ ลูกค้าที่ติดต่อผ่านฉันมาคือคุณศตายุ ธีรภาพสัจจา ลูกชายคนเล็กของเจ้าของบริษัท เจ็ม เวลลล์  (Gem Well Co.,Ltd) คุณน่าจะรู้จักเค้านะคะ เพราะเค้ารู้จักคุณ ” อลงกตเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวในทันทีเมื่อได้ยินชื่อของศตายุ  แน่นอนว่าเขารู้จักชายหนุ่ม เพราะครั้งหนึ่งเขากับศตายุเคยอยู่ในกลุ่มเพื่อนกลุ่มเดียวกัน สมัยเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ  แต่กระนั้นเขาก็ถามย้ำกับลลิตภัทรอีกครั้งเพื่อขอคำยืนยันจากเธอ
                “ ศตายุ ธีรภาพสัจจา...ไอ้โรมใช่ไหม? ที่จบจากอังกฤษรุ่นเดียวกับฉัน?”
                “ ใช่ค่ะ คุณโรมนั่นแหละค่ะ เค้าคือลูกค้าประกันของเพื่อนฉันที่เดินทางไปทริปฝรั่งเศสซึ่งฉันลาพักร้อนเดินทางไปด้วยในทริปนี้ ฉันรู้จักกับคุณโรมที่นั่น แล้วตอนนี้คุณโรมเค้ามีงานใหญ่ของทางบริษัทที่ต้องการจะให้บริษัทเราทำ เค้าก็เลยติดต่อผ่านฉันมา แล้วก็ให้ฉันนัดคุณให้เย็นนี้ เพราะเขาจะเข้ามาหาฉันที่บริษัท  ไม่ทราบว่าทีนี้คุณจะบอกฉันได้รึยังคะว่าคุณว่างหรือไม่ว่าง ฉันจะได้แจ้งคุณโรมให้ทราบ” หญิงสาวจงใจทำสีหน้ารำคาญใส่เขาในขณะที่รอคอยคำตอบ เธอรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสเอาคืนเจ้านายจอมวางมาดของเธอเสียบ้าง  ชายหนุ่มถอนหายใจยาวอย่างขุ่นเคือง แต่ก็จำต้องยอมลงให้กับหญิงสาวคราวนี้ เพราะเธอรู้จัก
ศตายุ เพื่อนของเขา และเธอก็เป็นคนหาลูกค้ารายใหญ่อีกรายมาให้กับบริษัท ซึ่งอาจจะเป็นรายใหญ่ติดอันดับต้นๆในปีนี้เสียด้วย
                “ โอเค บอกเค้าว่าผมจะรอเจอเค้า พาเค้ามาที่ห้องผมได้เลยถ้าเค้ามาถึงเย็นนี้” ลลิตภัทรได้คำตอบที่ต้องการในที่สุด
                “ ค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะแจ้งคุณโรมให้ทราบตามนั้น” ลลิตภัทรลุกขึ้นจากเก้าอี้ เตรียมจะออกจากห้อง ทว่าชายหนุ่มก็ถามคำถามหนึ่งกับเธอก่อนที่จะเธอจะเดินออกไป
                “ นี่คุณ...แล้วคุณมีความสัมพันธ์กับเพื่อนผมมากว่าแค่คนรู้จักที่เจอกันในทริปอะไรนั่นที่คุณไปเที่ยวมารึเปล่า?” ลลิตภัทรหันกลับมา เธอมองไปยังเจ้านายหนุ่มของเธอด้วยแววตาที่เย็นชาที่สุดตั้งแต่เธอเคยมองเขา
                “ นั่นไม่เกี่ยวกับคุณค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องส่วนตัว ขอตัวนะคะ” หญิงสาวเดินเชิดออกจากห้องไป ปล่อยให้ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังเธอไปด้วยความรู้สึกเสียหน้าอย่างแรง ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้มาก่อนในชีวิต สิ่งที่เขาสามารถทำได้เพื่อระบายความหงุดหงิดก็มีเพียงแค่การต่อว่าหญิงสาวลับหลัง
                “ ยัยผู้หญิงอวดดีเอ๊ย! ”  
 
                ศตายุเดินทางมาถึงบริษัทของลลิตภัทรด้วยรถบีเอ็มดับเบิ้ลยู รุ่น Z4สีเงินคันงาม เขามาถึงก่อนเวลาหกโมงตรงเล็กน้อย ลลิตภัทรนั่งรอเขาอยู่แล้วที่ชั้นล่างของบริษัทด้วยอาการกระสับกระส่าย หลังจากที่เขาโทร.เข้ามาบอกล่วงหน้าว่าเขาใกล้มาถึงบริษัทแล้ว
                “ คุณอัยย์...” เสียงทักทายจากชายหนุ่มดังขึ้นในขณะที่ลลิตภัทรกำลังเดินวนไปวนเดินมาเพื่อรอคอยเวลา หญิงสาวหันหลังกลับทางต้นเสียงในทันที  ชายหนุ่มยืนอยู่ที่หน้าประตูในชุดเสื้อเชิ๊ตสีฟ้า สวมทับด้วยสูทตัวนอกสีเงิน และกางเกงสแล็ค พร้อมด้วยรองเท้าหนังสีดำ  ผมของชายเขาถูกเซ็ตขึ้นดูเนี้ยบเหมือนทุกครั้ง  ใบหน้านั้นยังคงดูขาวผ่อง สะอาดสะอ้าน ดึงดูดสายตาของเธอไม่ให้สามารถละไปจากเขาได้แม้แต่วินาทีเดียว ดูเหมือนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาที่เธอได้รับรู้จากอินทุอรจะลบเลือนหายไปจากสมองของเธอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อน
                “ คุณโรม” ลลิตภัทรเดินตรงเข้าไปหาเขา เธอเพิ่งตระหนักว่าเธอรู้สึกคิดถึงและโหยหาการจะได้เจอชายหนุ่มอีกครั้งมากมายแค่ไหน  หญิงสาวจ้องมองดวงหน้าของชายหนุ่มแน่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัว รีบหาบทสนทนาชวนชายหนุ่มคุยเพื่อทำลายความเงียบระหว่างเธอกับเขา
                “ รถติดไหมคะ?”หญิงสาวเอ่ยถามโดยไม่กล้าสบตาชายหนุ่ม
                “ ไม่ติดเลยครับ  จากออฟฟิศผมแค่ประมาณ 20 นาทีเอง ”ศตายุยิ้มให้
                “ เพิ่งเคยเห็นคุณอัยย์ในมาดสาวทำงานนะครับ ผมว่าดูทะมัดทะแมงดี คุณอัยย์เหมาะกับการใส่กางเกงมากเลยนะครับ แต่ตอนใส่กระโปรงก็เป็นสาวหวาน น่ารักไปอีกแบบ” ลลิตภัทรแทบจะตัวลอยกับคำชมเป็นชุดของศตายุ  เธออดนึกเปรียบเทียบชายหนุ่มกับหัวหน้าขี้เก๊กของเธอไม่ได้ ศตายุกับเขาช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
                “ ขอบคุณค่ะคุณโรม  เราขึ้นไปหาคุณซันกันเลยดีไหมคะ? เขารอคุณอยู่บนห้องทำงานค่ะ”
                “ โอเคครับ ”
                ลลิตภัทรนำศตายุขึ้นไปที่ห้องทำงานของอลงกต  เขากำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง  ลลิตภัทรเดินเข้าไปเคาะประตูห้องของชายหนุ่ม เขาเงยหน้าขึ้นมองและอนุญาตให้เธอเข้าไปในห้อง
                อลงกตยืนขึ้นเมื่อศตายุก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเขา  ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน ก่อนจะเดินเข้ามากอดกัน หลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานานปีกว่าหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เพราะศตายุเดินทางกลับมาช่วยธุรกิจของทางบ้านในทันที ในขณะที่อลงกตขอทางบ้านทำงานหาประสบการณ์อยู่ที่ประเทศอังกฤษต่ออีกเกือบปีหลังจากจบการศึกษา ทำให้ทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยนับจากนั้น
                “ เป็นไงบ้างวะไอ้ซัน ไม่ได้เจอนานมาก”
                “ สบายดีเว่ย แล้วแกล่ะไอ้โรม แม่ง ไม่ได้คุยกันเลย เพราะแกรีบกลับเลยหลังจบ  แล้วนี่เป็นไงบ้างวะกิจการที่บ้าน กลับมารับช่วงต่อกิจการเลยใช่ไหม? มีเปิดบริษัทของตัวเองอีกรึเปล่า? ” อลงกตเอ่ยถาม ศตายุส่ายศีรษะไปมา

*เทลเลอร์-เมด (Tailor-Made) : การผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้าแต่ละราย จุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้สินค้าตามความ
  ต้องการของลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะ
                “ เปล่า  ทำบริษัทของที่บ้านเนี่ยแหละ แค่นี้ก็จะตายแล้ว นี่ก็จะมีงานใหญ่ งานเปิดตัวคอลเลคชั่นเพชรชุดใหม่ที่เราจะวางขายตีตลาดยุโรปด้วย แต่จะเป็นคอลเล็คชั่นพิเศษที่เราจะผลิตแบบเทลเลอร์-เมด* คือเราจะมีแบบหลักๆให้ลูกค้าเลือก แต่จะให้ลูกค้าสามารถมิกซ์รายละเอียดของเกรดเพชร ลวดลาย หรือสีได้ ซึ่งเราจะให้ลูกค้าต่างประเทศสั่งจองผ่านเว็บไซต์ได้เลย และก็ในงานเราจะเปิดประมูลชุดเครื่องเพชรที่จัดแสดงโชว์ในงานทั้งหมดด้วย งานนี้เราอยากจัดเป็นแกรนด์ แฟชั่น โชว์เลย อยากให้เป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ”
“ โอ้โห...งานยักษ์เลยนะแก ”
“ ใช่ เพราะปีนี้เรากะทำยอดขายโตขึ้น 3 เท่าจากปีที่แล้วนะ ปีนี้เราเน้นขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ เราจะทำแบรนด์
ร่วมกันกับร้านเพชรท้องถิ่นในประเทศหลักๆในแถบยุโรปและอเมริกา อาจจะมีตลาดแถบตะวันออกกลางบางประเทศด้วย ให้เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายของเรา อาจจะทำชื่อแบรนด์ใหม่ หรือใช้แบรนด์ของทางนั้นไป แต่จะต้องให้เครดิตว่าผู้ผลิตคือทางเรา ก็ต้องคุยกันอีกที แต่รายละเอียดเกี่ยวกับตัวงานในเชิงลึก ฉันอยากให้บริษัทนายกับฉันได้ทำเวิร์คช็อปร่วมกัน  เดี๋ยวคงต้องเชิญทางนาย
 
ไปที่บริษัทฉันอย่างเป็นทางการอีกทีว่ะ”
“ ไม่มีปัญหาหรอกแกเรื่องนั้น ว่าแต่...นี่ตกลงว่าฉันต้องตกลงรับทำงานนี้ใช่ไหมวะ?” อลงกตหันไปถามพร้อมกับหัวเราะ
“ เออดิวะ งานยักษ์นะเว้ย หรือจะไม่เอา” ศตายุถามกวน
“ เอาสิวะไอ้บ้า” ทั้งสองต่างก็หัวเราะออกมา  ลลิตภัทรซึ่งนั่งอยู่ในห้องด้วย ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่เธอก็พลอยรู้สึกดี
ไปด้วยเมื่อมองดูความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันของคนทั้งคู่ เธอได้มีโอกาสเห็นอิริยาบถสบายๆของศตายุเวลาอยู่กับเพื่อนอีกอิริยาบถหนึ่ง ซึ่งดูเขามีความสุขและไม่มีกำแพงเลยแม้แต่น้อย
                “ เออจริงสิ...แต่ฉันมีเรื่องจะขอแกไว้ก่อนเลย  โปรเจ็คนี้น่ะ ถ้าบริษัทแกรับทำ ฉันขอให้คุณอัยย์เป็นคนรับผิดชอบโปรเจ็คนะ”
                “ หา!!?” ลลิตภัทรและอลงกตโพล่งคำอุทานออกมาพร้อมกัน ทั้งคู่ต่างก็หันมามองหน้าของกันและกัน
                “ คุณโรม...คุณหมายความว่ายังไงคะ? ทำไมถึง...” ลลิตภัทรเอ่ยถาม  เธอยังคงรู้สึกตั้งตัวไม่ทัน
                “ ทำไมล่ะครับคุณอัยย์? ก็ตามที่ผมพูดแหละครับ ผมต้องการให้คุณอัยย์เป็นคนดูแลโปรเจ็คงานแกรนด์ แฟชั่น โชว์ของบริษัทผม ผมไว้ใจคุณ ” ชายหนุ่มยิ้มให้เธอ ก่อนจะหันไปถามอลงกต
                “ ได้ปะวะ? ”
                “ แต่ฉันกลัวว่าคุณอัยย์จะยังขาดประสบการณ์อีกมากนะในฐานะโปรเจ็ค ไดเร็คเตอร์ (Project Director) ตำแหน่งเธอยังเป็นแค่ซุปเปอร์ไวเซอร์ ควบคุมพวกเรื่องงานออกแบบโครงการ เคยดูแลโปรเจ็คใหญ่ๆแค่ไม่กี่งาน ถ้าจะได้รับผิดชอบโปรเจ็คก็พวกงานขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ฉันว่างานใหญ่ๆเธอยังรับมือไม่ไหวหรอก ” อลงกตหันไปมองหน้าหญิงสาวที่ยืนฟังด้วยสีหน้าเครียดแม้เธอจะรู้สึกไม่ดีนักกับสิ่งที่อลงกตพูด เพราะรู้ว่าชายหนุ่มไม่เคยไว้ใจความสามารถของเธออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เธอจำต้องฟังเขา เพราะเธอเองเห็นด้วยกับทุกคำที่เขาพูด ตัวลลิตภัทรเองก็รู้สึกกังวลกับการตัดสินใจของศตายุ ด้วยเธอเองก็รู้สึกไม่มั่นใจในระดับความสามารถของตนเอง เกรงว่าจะทำให้งานใหญ่บริษัทของศตายุเกิดความเสียหายได้
                “ อัยย์เห็นด้วยกับคุณซันนะคะคุณโรม สเกลงานครั้งนี้มันใหญ่มาก อัยย์เกรงว่า...”
                “ ผมเชื่อว่าคุณอัยย์ทำได้ครับ ทุกคนมีก้าวแรกเสมอ และผมเชื่อว่าคุณอัยย์เป็นหัวหน้าที่ดีได้แน่นอน  ถ้ามีอะไรที่เหนือบ่ากว่าแรง ก็คุยกับผมได้เลยโดยตรง ไม่ต้องเกรงใจ และก็ปรึกษานายซันได้เลย แกจะหาทีมที่ดีที่สุดมารับผิดชอบงานนี้ให้ฉันร่วมกับคุณอัยย์ได้ใช่ไหมวะ? ” ศตายุหันไปถามอลงกตอีกครั้งอย่างรอคอยคำตอบ ดูเหมือนคำถามของเขาจะไม่เหลือทางเลือกให้อลงกตได้ตอบมากนัก ชายหนุ่มจำต้องตกปากรับคำเพื่อนเก่าในที่สุด
                “ เออ เดี๋ยวหาให้” อลงกตตอบตกลง ก่อนจะหันมามองหน้าลลิตภัทรพร้อมกับส่ายหัวน้อยๆแทนคำพูด ซึ่งลลิตภัทรสามารถตีความหมายออกได้ในทันทีว่า เขาต้องการจะสื่อว่าการที่ศตายุขอร้องให้เขามอบหมายให้เธอเป็นผู้รับผิดชอบโปรเจ็คนี้ ช่างเป็นความคิดที่งี่เง่าสิ้นดี และเขาไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่างานนี้จะออกมาดีได้โดยมีเธอเป็นผู้นำ
                “ โอเค งั้นก็ตามนี้  วันนี้ฉันจะมาคุยเบื้องต้นกับแกแค่นี้แหละ เดี๋ยวฉันจะออกไปหาอะไรทานกับคุณอัยย์ต่อ  แกจะไปด้วยกันไหม?” ศตายุออกปากชวนเพื่อน ทว่าชายส่ายหัวปฏิเสธ พลางนิ่วหน้าหันไปมองลลิตภัทรอย่างสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างศตายุและหล่อน แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามออกมา
                “ ไม่ล่ะ ขอตัวว่ะ ฉันจะไปเล่นฟิตเนส เอาไว้แกค่อยมานัดทานข้าวกับฉันวันหลังละกัน”
                “ โอเค งั้นขอตัวลูกน้องแกก่อนนะ ” ศตายุหันมายิ้มให้อลงกต ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาว
                “ ไปกันเถอะครับคุณอัยย์”
                “ ค่ะ...” ลลิตภัทรพยักหน้า  “ ลาล่ะค่ะคุณซัน ” เธอหันไปบอกลาเจ้านาย ชายหนุ่มมองจ้องตอบเธอราวกับเธอเป็นจำเลยในศาลที่เขาต้องการสอบปากคำ หญิงสาวจงใจทำสีหน้ารำคาญใส่เขา ก่อนจะเมินหน้าหนี เดินลิ่วออกจากห้องไปก่อน
ศตายุ
                “  ไปก่อนนะเว่ย” ศตายุหันมาล่ำลาอลงกตบ้าง
                “ เออ ไว้เจอกันเว่ย เอานามบัตรฉันไปด้วย” ศตายุรับไปพร้อมกับยิ้มให้เขาอีกครั้ง ก่อนเดินตามหลังหญิงสาวออกไป อลงกตมองตามหลังเขาไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่องลลิตภัทร 
                “ มันอะไรกันวะเนี่ย...?”
 
                ที่ร้านอาหารร้านเดียวกับที่ลลิตภัทรเคยมาทานกับอินทุอร  ศตายุนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลลิตภัทร กำลังใช้มีดหั่นสเต็กเนื้อที่วางอยู่ในจานตรงหน้า
                “ คุณโรมคะ อัยย์ถามจริงๆเถอะค่ะว่าทำไมถึงให้อัยย์รับผิดชอบโปรเจ็คนี้” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย เธอยังคงไม่เข้าใจมุมมองของชายหนุ่ม และยิ่งไม่เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกเธอมารับผิดชอบโครงการ
                “ ทำไมล่ะครับ?  ผมคิดว่าคุณอัยย์น่าจะมีความสามารถมากพอนะ  แล้วผมก็คิดว่าผมไม่น่าจะมองคนผิด”
                “ ยังไงล่ะคะ? อัยย์ไม่เข้าใจ ”
                “ คุณอัยย์ครับ ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณอัยย์มีคุณลักษณะนึงที่ทำให้ผมรู้สึกชอบและประทับใจในตัวคุณตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่ฝรั่งเศส นั่นคือคุณเป็นคนที่เข้าใจคนอื่น และสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นมองไม่เห็น  ผมได้รับประสบการณ์นี้มาโดยตรงกับตัวเอง ผมเชื่อว่าคุณลักษณะนี้คือคุณลักษณะที่สำคัญของคนที่มีคุณสมบัติจะเป็นผู้นำคนอื่น และรับผิดชอบงานใหญ่  และคุณก็เป็นคนที่รับฟังคนอื่นเสมอ  ผมชอบนิสัยพวกนี้ของคุณ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าคุณยังขาดประสบการณ์ก็ไม่เป็นไร เพราะผมจะให้คุณมีโอกาสได้เพิ่มประสบการณ์ในการทำงานใหญ่จากการทำโปรเจ็คของผม แต่นิสัยส่วนตัวที่ผมพูดถึงไปเมื่อกี๊ มันไม่ใช่ว่าใครๆก็มี และไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ในเวลาไม่กี่วัน เพราะฉะนั้นคุณอัยย์มีมันอยู่ในตัวอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะอยากให้คนอื่นมารับผิดชอบโปรเจ็คของผม  คุณมีคุณสมบัติที่ผมมองหา และผมก็ไว้วางใจคุณ คุณไม่ต้องกังวลว่าคุณจะไม่สามารถทำได้หรอกครับ เพราะคุณไม่ได้ทำงานคนเดียวอยู่แล้ว ยังไงคุณก็มีทีมงานคอยช่วยเหลือ แค่เพียงอำนาจในการตัดสินใจและหน้าที่ในการประสานงานกับผมโดยตรงจะเป็นของคุณ  ผมคงสะดวกใจมากกว่าถ้าได้คุณซึ่งคุยกับผมรู้เรื่องอยู่แล้ว มาคอยประสานงานกับผมในโปรเจ็คนี้ เข้าใจรึยังครับ? ” ลลิตภัทรเข้าใจเหตุผลทุกอย่างของศตายุแล้ว เขาเป็นคนที่มองและคิดอะไรลึกซึ้งกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก หญิงสาวได้แต่ยิ้มตอบชายหนุ่มด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ
                “ อัยย์เข้าใจแล้วค่ะคุณโรม ขอบคุณคุณโรมที่ให้โอกาสอัยย์นะคะ คุณดีกับอัยย์มากจริงๆ...มากจนอัยย์ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว ” ลลิตภัทรพูดด้วยความรู้สึกขอบคุณในตัวศตายุจากส่วนลึกของหัวใจ
                “ ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมเองถึงจะรู้จักกับคุณอัยย์ได้แค่ไม่นานก็จริง แต่ผมก็ชอบนิสัยคุณอัยย์มากนะครับ บ่อยๆเลยที่ผมรู้สึกเหมือนว่ารู้จักกับคุณอัยย์มานานมาก มันเหมือนเป็นความผูกพันอะไรบางอย่าง ไม่รู้คุณอัยย์จะรู้สึกเหมือนกันกับผมรึเปล่า  อาจจะเพราะเราสนใจอะไรคล้ายๆกัน ไลฟ์สไตล์ก็เหมือนๆกัน ผมน่ะมีเพื่อนสนิทน้อย ยิ่งเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่  ผมน่ะวางคุณอัยย์เป็นหนึ่งในลิสต์นั้นนะครับสำหรับผม แล้วผมน่ะ พร้อมจะช่วยเหลือเพื่อนของผมทุกคน ถ้าได้เจอเรื่องดีๆอะไร  ไปเที่ยวไหน ผมก็จะนึกถึงเพื่อนๆของผมเสมอ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้คุณรู้สึกว่าต้องมาเกรงใจ หรือเป็นบุญคุณอะไรกับผมทั้งนั้น  เพราะเราคือเพื่อนกัน เข้าใจไหมครับ ” ลลิตภัทรหัวใจพองโตด้วยความตื้นตั้น และความสุข เธอรู้สึกดีใจจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไรที่ชายหนุ่มให้ความสำคัญกับเธอมากถึงขนาดนี้ แม้จะในฐานะเพื่อนก็ตาม แต่แค่นั้นมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับหญิงสาว เพราะด้วยฐานะทางสังคมที่แตกต่างกันมาก ใครบ้างจะนึกว่าเขาจะกลายมาเป็นเพื่อนกับเธอ ทำตัวสนิทสนม และปฏิบัติตัวอย่างให้เกียรติเสมอมา คงไม่มีสิ่งไหนที่ลลิตภัทรจะคาดหวังมากไปกว่านี้ได้แล้ว  เธอยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความชื่นชมและศรัทธาในน้ำใจของเขา
                “ อัยย์ขอถามคุณโรมอีกเรื่องนึงได้ไหมคะ? ที่คุณโรมบอกอัยย์ว่าคุณโรมจะบอกอัยย์ตอนเจอกัน ว่าทำไมคุณโรมถึงเลือกซื้อรองเท้าให้อัยย์ ทั้งๆที่คุณก็ทราบว่าอัยย์ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงอยู่แล้ว แต่คุณก็ยังจำเพาะเจาะจงว่าต้องซื้อรองเท้าให้อัยย์ และต้องเป็นรองเท้าส้นสูงด้วย” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย ชายหนุ่มหัวเราะออกมา
                “ ฮะๆๆๆ ผมเกือบลืมไปแน่ะ คุณอัยย์อยากรู้ใช่ไหมครับว่าทำไม”
                “ ค่ะ อยากรู้ มากด้วย ” ลลิตภัทรพยักหน้า สีหน้าแสดงความอยากรู้เต็มแก่ เธอเฝ้ารอคำตอบจากชายหนุ่มอย่างใจจดใจจ่อ ทว่าเขากลับหัวเราะออกมาอีกครั้ง
                “ ถ้าผมจะบอกว่า  ผมไม่มีเหตุผลล่ะครับ จะทำให้คุณอัยย์ผิดหวังรึเปล่า? เพราะอันที่จริงผมก็แค่เลือกโดยคิดว่ามันเหมาะกับคุณเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าคุณจะใช้มันหรือไม่ใช้ ใครจะบอกว่าเหมาะกับคุณหรือไม่เหมาะ มันเหมือนเห็นอะไรแวบแรกแล้วปิ๊ง แล้วก็อยากจะให้คนที่เรานึกถึง ผมก็เลือกของชิ้นนั้นนั่นแหละครับ ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ยังไงผมก็คิดว่าคุณอัยย์คงไม่ใจร้ายทิ้งของฝากที่ผมให้หรอกใช่ไหมครับ? ” ศตายุเงยหน้าขึ้นถามเธออย่างอารมณ์ดี ลลิตภัทรจึงหลุดหัวเราะออกมา
                “ แน่อยู่แล้วค่ะ ใครจะไปกล้าทิ้งล่ะคะ  ทั้งสวยทั้งแพง อัยย์กะจะเอามาเป็นของประดับบ้านชิ้นใหม่อยู่เนี่ยถ้าคุณไม่ว่าอะไร ” หญิงสาวแกล้งประชด ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจกับคำตอบของเธอ
                “ เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ” ทั้งสองหัวเราะให้กันอย่างมีความสุข
          ลลิตภัทรรู้สึกได้ในวินาทีนั้นเองว่า ไม่ว่าชายหนุ่มจะเป็นอย่างไรก็ตาม  เธอพร้อมที่จะเป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเขาไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม เพราะชายหนุ่มเป็นผู้ชายที่ดี เป็นคนดีมากคนหนึ่งเท่าที่เธอเคยรู้จักมา  ไม่มีเหตุผลใดๆที่เธอจะยอมรับไม่ได้ ต่อให้เขามีรสนิยมทางเพศไม่เหมือนคนปกติทั่วไปตามข่าวลือในวงสังคมไฮโซ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่กระทบต่อตัวตนข้างในของเขาเลยแม้แต่น้อย คนเราทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อม และเธอก็เชื่อว่าถ้าหากเขาเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาคงไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขดังที่ใครๆเห็นจากภาพภายนอก และสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คงจะเป็นความเข้าใจและการยอมรับจากใครสักคน ซึ่งถ้าไม่มีใครให้สิ่งนั้นกับเขา เธอนี่แหละที่จะเป็นคนให้สิ่งเหล่านั้นกับเขาเอง ลลิตภัทรจะปกป้องความรู้สึกของศตายุให้ได้ ไม่ว่าสังคมจะวิพากษ์วิจารณ์เขาว่าอย่างไรก็ตาม 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 135 ท่าน