Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Unlovable...รักไม่ได้เเต่หัวใจอยากรัก
Luktarn
ตอนที่ 3 : ใต้ฟ้าปารีส (1)
4
07/11/2554 23:33:12
516
เนื้อเรื่อง

                  เครื่องบินลงจอดที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล ประเทศฝรั่งเศส เวลาประมาณสองทุ่ม ลลิตภัทรเพิ่งเคยมีโอกาสนั่งเครื่องบินด้วยชั้นบิสสินเนส คลาส หรือชั้นธุรกิจเป็นครั้งแรก ซึ่งเธอต้องเพิ่มเงินในส่วนนี้เอง นอกเหนือจากค่าตั๋วเครื่องบินที่อินทุอรเพื่อนรักซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เพื่อให้เธอได้มานั่งสบายพร้อมๆกับแม่เพื่อนสาวตัวดี พร้อมกับลูกค้าวีไอพีทั้งสอง คือศตายุ กับศรุตา ที่ร่วมเดินทางมาในทริปนี้ด้วย  ลลิตภัทรเริ่มรู้สึกแล้วว่าเธอตัดสินใจไม่ผิดจริงๆที่ยอมลงทุนลาพักร้อนเพื่อร่วมเดินทางในทริปนี้ สิ่งดีๆจะต้องกำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเธออย่างแน่นอน สิ่งแรกนั้นก็คือการที่เธอได้พบกับศตายุ...หนุ่มไฮโซรูปงาม ที่เป็นผู้ชายคนแรกในรอบเกือบสามปีที่ทำให้หัวใจของลลิตภัทรรู้สึกพองโตขึ้นมาได้อีกครั้ง
                คืนแรกในประเทศฝรั่งเศสผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะกว่าจะถึงที่พักก็สามทุ่มเศษ  ลลิตภัทรกับอินทุอรพักด้วยกัน ส่วน ศรุตากับศตายุต่างก็ยอมเพิ่มเงินเพื่อพักห้องเดี่ยว เพราะชอบความเป็นส่วนตัว  อากาศช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ยังคงค่อนข้างเย็น หลังจัดข้าวของเสร็จ ลลิตภัทรปลีกตัวออกมาเดินเล่นบริเวณถนนเส้นใกล้ๆโรงแรม ซึ่งผู้คนไม่ขวักไขว่นัก แต่ตามถนนหนทางยังมีไฟประดับประดาสวยงาม และยังมีร้านอาหารกึ่งผับเปิดอยู่อีกหลายแห่ง มีการแสดงโชว์ภายในร้าน  ลลิตภัทรเดินไปหยุดอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง กำลังยืนฟังนักดนตรีเล่นเปียโนอยู่ด้านในร้าน ซึ่งเสียงดังออกมาได้ยินถึงด้านนอก ระหว่างที่หญิงสาวกำลังยืนฟังเพลงเคลิ้มๆ  เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
                “ คุณอัยย์ ” ลลิตภัทรหันไปมองทางต้นเสียง  ศตายุในเสื้อโค้ทสีดำ และสวมกางเกงยีนขายาว ยืนอยู่ด้านหลังเธอ      ลลิตภัทรรู้สึกหัวใจเต้นรัวขึ้นมาในทันที เธอหันไปส่งยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความดีใจ
                “ คุณโรม... ” ลลิตภัทรเอ่ยทักชายหนุ่ม
                “ มาเดินเล่นหรอครับ? ทำไมมาคนเดียวล่ะ? เป็นผู้หญิงมาเดินคนเดียวต่างบ้านต่างเมืองมันอันตรายนะครับ คุณควีนล่ะ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม
                “ ควีนเหนื่อยน่ะค่ะ ก่อนจะลงมาเห็นเข้าไปอาบน้ำ เดี๋ยวคงนอนเลยมั้งคะ  แต่อัยย์อยากมาถ่ายรูปบรรยากาศตอนกลางคืนตามถนนหนทางแถวๆนี้” ลลิตภัทรชูกล้องตัวใหญ่ที่อยู่ในมือ ซึ่งเป็นของขวัญที่พ่อซื้อให้เธอเมื่อครั้งที่เอ็นทรานซ์ติดมหาวิทยาลัย
                “ ถ้าไม่รังเกียจไปเดินเล่นด้วยกันไหมครับ? ผมก็ลงมาเดินโต๋เต๋ เพราะขี้เกียจนอนอยู่บนห้อง นี่กะจะเดินไปตามถนนเรื่อยๆ อีกซักพักค่อยเดินกลับ เดี๋ยวผมช่วยถ่ายรูปให้คุณอัยย์ด้วยก็ได้ นี่ผมก็พกกล้องผมลงมาเหมือนกัน แต่คงตัวเล็กกว่าของคุณอัยย์หน่อย” ศตายุโชว์กล้องของตัวเอง
                “ ใครจะไปรังเกียจล่ะคะ ก็ดีเหมือนกัน มีเพื่อนเดินอุ่นใจดีค่ะ ” ลลิตภัทรยิ้มเขินๆ
                ชายหนุ่มกับหญิงสาวเดินทอดน่องไปตามถนน คุยเรื่องสัพเพเหระบ้าง หยุดถ่ายรูปบ้าง  ลลิตภัทรพบว่าศตายุเป็นผู้ชายที่ยิ้มเก่งมากๆ  เขาไม่ใช่คนที่พูดเก่งมากขนาดนั้น เพราะมีบางช่วงเช่นกันที่ทั้งสองปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบเพราะไม่อาจสรรหาเรื่องพูดคุย แต่เวลาที่เขาพูด น้ำเสียทุ้มต่ำนั้นช่างน่าฟัง และเรื่องที่เขาเล่าให้เธอฟังก็ล้วนแต่น่าสนใจจนลลิตภัทรรู้สึกว่าไม่เบื่อเลย และก็น่าแปลกที่เธอแทบจะไม่รู้สึกประหม่า  เพราะเขามักทำให้ช่วงเวลาที่เงียบเชียบกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ไปได้ด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า ยามที่เขาจับจ้องไปยังสิ่งต่างๆตามถนนหนทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น จน
ลลิตภัทรพลอยต้องมองตามสิ่งต่างๆที่ชายหนุ่มให้ความสนใจไปด้วย
                “ คุณโรมนี่คงชอบเดินดูโน่นดูนี่เองคนเดียวใช่ไหมคะเวลาไปเที่ยว? ” หญิงสาวเอ่ยถาม
                “ ครับ  ผมชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เดินดูอะไรต่อมิอะไรตามใจตัวเองมากกว่า อันที่จริงผมไม่ค่อยชอบเดินทางไปกับพวกทัวร์หรอกนะครับ ถ้าจะไปชอบแบ็คแพ็คไปเองมากกว่า สนุกดี  จะได้ไม่ต้องให้ใครมารอเรา หรืออะไรที่เราไม่สนใจเราก็ไม่ต้องไปรอคนอื่น  แล้วผมชอบเดินเล่นดูพวกงานศิลปะ  บางทีเวลาไปทำงานต่างประเทศ ผมก็ชอบใช้เวลาไปเดินดูพวกเครื่องประดับแฮนด์เมดนะครับ บางทีมันก็มีอะไรน่าสนใจ ผมก็ได้ไอเดียใหม่ๆกลับมาคุยกับพวกฝ่ายออกแบบและฝ่ายผลิตของบริษัท พัฒนาและออกแบบเครื่องเพชรคอลเลคชั่นใหม่ ระยะหลังๆเราจับกลุ่มตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพราะเราเปิดให้ออเดอร์ผ่านทางเว็บไซต์ ตลาดเราก็ขยายมากขึ้น  บางทีเราก็จำเป็นต้องรู้พวกรสนิยม หรือรูปแบบที่พวกชาวต่างชาติเค้าชอบ  ตลาดทางฝั่งประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส พวกเราก็กำลังรุกเข้ามาอยู่ ”
                “ คุณโรมเรียนจบทางด้านไหนมาหรอคะ ? ”
                “ ผมเรียนจบตรีที่เมืองไทยคณะสถาปัตย์ครับ ไม่เกี่ยวกับธุรกิจที่บ้านเลย แต่มันเป็นด้านที่ผมชอบมากที่สุด พ่อกับแม่ก็ยอมให้ผมเรียน แต่ตอนเรียนโท ท่านก็ขอให้เรียนอะไรที่เอากลับมาใช้กับธุรกิจที่บ้านได้  พบก็เลยเลือกสาขาเอกบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ และโทการตลาดที่อังกฤษสามปี แล้วก็กลับมาช่วยที่บ้านพวกเรื่องการตลาดเนี่ยแหละครับ ก็ถือว่าได้ใช้สิ่งที่เรียนมา มันก็สนุกดีนะครับงานที่บ้าน แต่บางทีผมก็อยากลองหาอะไรใหม่ๆทำดูเหมือนกัน อาจจะเป็นพวกออกแบบภายในที่ผมชอบ เพราะธุรกิจที่บ้านผมก็เห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว มันก็มีเบื่อบ้างบางครั้ง  แล้วคุณอัยย์ล่ะครับ เรียนจบมาเกี่ยวกับทางด้านโฆษณาอะไรพวกนี้โดยตรงใช่ไหม? ”
                “ ใช่ค่ะ อัยย์จบนิเทศศาสตร์สาขาสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์  งานที่ทำอยู่ก็ถือว่าตรงกับที่เรียนมาพอสมควรค่ะ แล้วอัยย์ก็ชอบงานที่ทำด้วย มีอะไรใหม่ๆให้ทำทุกวัน  ถึงจะเหนื่องบ้างอะไรบ้าง แต่มันก็มีอะไรให้เรียนรู้เยอะนะคะ ”
                “ แล้วกับเจ้าซันเป็นยังไงบ้างครับ  เข้ากันได้ไหม? ”
                “ อย่าพูดถึงเขาเลยค่ะ นึกถึงแล้วอัยย์ก็ปวดจี๊ดๆในหัวแล้ว ” ลลิตภัทรทำหน้าเบ้
                “ ฮะๆๆ ขนาดนั้นเลยหรอครับ?  เท่าที่รู้จักผมว่าซันมันก็เป็นเพื่อนที่ดีมากๆคนนึงนะครับ ไปไหนไปกัน คอยช่วยเหลือเพื่อนฝูงตลอด ถึงมันจะพูดจาขวานผ่าซากไปบ้าง แต่มันก็จริงใจกับทุกคนนะครับ เป็นคนไม่มีนอกไม่มีในอะไร ”
                “ เอาเถอะค่ะ ไม่ว่าคุณซันเค้าจะมีนิสัยดีไม่ดียังไง และไม่ว่าอัยย์จะชอบเค้าหรือไม่ ยังไงอัยย์ก็ต้องทำงานร่วมกับเค้าอยู่ดี อัยย์ก็กำลังพยายามปรับตัวอยู่ค่ะ ”
                “ ดีแล้วล่ะครับ บางทีการทำงานมันก็แบบนี้ จะให้ใครทำอะไรถูกต้องถูกใจเราไปเสียทุกอย่างมันก็คงไม่ใช่ ยังไงก็สู้ๆนะครับ ” ชายหนุ่มยิ้มให้กำลังใจ  เขาคงไม่รู้ว่ารอยยิ้มของเขานั้นทำให้ลลิตภัทรรู้สึกอบอุ่นหัวใจเพียงใด
                สองหนุ่มสาวเดินกันมาจนถึงบริเวณหอไอเฟล ที่มีไฟประดับประดาสวยงามยามค่ำคืน ยิ่งส่งให้มันกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่น่าหลงใหลยิ่งนัก และแม้จะเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างพลุกพล่านกว่าบริเวณที่ลลิตภัทรกับ
ศตายุเดินผ่านมา เพราะในช่วงเวลากลางคืน บนหอไอเฟลจะเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปรับประทานอาหารค่ำสุดหรูและชมบรรยากาศของกรุงปารีสยามค่ำคืนได้ 
                “ อยากขึ้นไปไหมครับคุณอัยย์? ”
                “ ขึ้นได้สิครับ กลางคืนเค้ามีเปิดให้ขึ้นไปทานดินเนอร์บนนั้นได้ ชมวิวได้ในตัว เหมาะสำหรับการพาแฟนมาเดทมากเลยนะครับ แต่ถ้าใครไม่ได้จองนี่คงหมดสิทธิ์ เห็นว่าบางทีต้องจองล่วงหน้าหลายเดือนเลย ไม่งั้นไม่ได้โต๊ะแน่นอน ” ชายหนุ่มพูดให้ลลิตภัทรฟังในขณะเดินนำเธอไปยังทางขึ้นหอไอเฟล  หญิงสาวรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที เมื่อศตายุพูดถึงเรื่องแฟน เธอแกล้งโยนหินถามทางใส่ชายหนุ่ม เพราะอยากรู้ว่าเขามีคนรักอยู่แล้วหรือยัง
                “ ท่าทางคุณโรมจะเป็นคนโรแมนติคนะคะ คงทำเซอร์ไพรส์แฟนบ่อยน่าดูเลย ”
                “ ฮะๆๆๆๆ ถ้ามีให้ทำเซอร์ไพรส์ก็ดีน่ะสิครับ แต่ผมยังโสดสนิทอยู่เลย วันๆทำแต่งาน  ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปหาแฟน ” ลลิตภัทรแอบรู้สึกลิงโลดในใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มยังคงไม่มีคนรัก ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถทำให้เขาหันมาสนใจได้ก็ตาม เพราะอันที่จริงมันก็คงไม่มีทางจะเป็นไปได้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ขอให้เธอได้แอบฝันต่อไปอีกสักนิดก็ยังดี
              “ พูดเป็นเล่นนะคะ อย่างคุณโรมเนี่ยหรอจะไม่มีแฟน หน้าตาก็ดี ทั้งหล่อ รวย เพอร์เฟคจะตาย พวกแวดวงไฮโซมีแต่ผู้หญิงสวยๆนะคะ อัยย์เคยไปทำงานอีเวนท์ให้พวกห้างสรรพสินค้าดังๆที่เค้ามีเชิญพวกเซเล็บ* ที่อยู่ในแวดวงไฮโซมา ก็ไม่ได้ดูแพ้ดาราเลยนะคะบางคน บางทีสวยกว่าด้วยซ้ำไป ”
                “ มันก็แค่ภาพที่คนภายนอกมองทั้งนั้นแหละครับคุณอัยย์ สังคมที่พวกเราอยู่มันไม่ได้สวยหรูอย่างเปลือกนอกที่ใครๆ
                เห็นหรอกนะครับ  บางทีมันก็เหมือนการใส่หน้ากากเข้าหากัน เราต้องมีชีวิตโดยแคร์สายตาคนรอบข้างตลอดเวลา ทำอะไรนิดหน่อยก็เป็นข่าว  แล้วบางคน ต่อหน้าเค้าก็พูดดีทำดีกับเรา แต่พอลับหลังเค้าก็เอาเราไปพูดอีกอย่าง  มันไม่ได้มีความสุขมากขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากเลือกผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในสังคมเดียวกับผมมากกว่า ” ศตายุพูดโดยไม่ได้มองสบตาลลิตภัทร แต่หญิงสาวก็รับรู้ได้ถึงความเศร้าในน้ำเสียง ราวกับเขามีอดีตที่ขมขื่นบางอย่าง เธอจึงพยายามเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา
                “ ยังไงอัยย์เชื่อว่า ถ้าคุณโรมเจอคนที่ใช่ เธอคนนั้นคงต้องรักคุณโรมมากแน่ๆค่ะ เพราะถึงอัยย์จะเพิ่งรู้จักคุณโรม อัยย์ก็คิดว่าคุณโรมมีจิตใจดีนะคะ  แล้วก็ช่างเทคแคร์ด้วย  ผู้หญิงคนไหนอยู่ใกล้คุณโรมก็คงต้องตกหลุมรักกันทุกคนนั่นแหละค่ะ ”  ลลิตภัทรพูดให้กำลังใจ ทว่าคำพูดของเธอกลับทำให้ชายหนุ่มหันมามองหน้าเธอ ลลิตภัทรเพิ่งรู้สึกตัวว่าเธอออกจะพูดจาฟังดูชวนให้คิดไปได้ว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่อยู่ใกล้เขาและก็พร้อมที่จะตกหลุมรักเขาได้ทุกเมื่อเช่นกัน  ลลิตภัทรจึงแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนอาการเขินของตัวเอง
                “ฮะๆๆ จริงๆไหมล่ะคะคุณโรม ต้องมั่นใจในตัวเองนะคะ เหมือนอย่างอัยย์ไง  ขนาดอัยย์ไม่ได้สวย หน้าตาดึงดูดผู้ชายเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ อัยย์ยังมั่นใจเลยนะคะ ว่าซักวันอัยย์ก็ต้องเจอผู้ชายที่ใช่ และรักอัยย์มากๆอย่างที่อัยย์เป็น”
                “ ฮ่าๆ นั่นสินะครับ คุณอัยย์ก็ไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ซักหน่อย ดูถูกตัวเองเกินไปแล้วครับ  ผมว่าคุณอัยย์ก็น่ารักดีออก ผู้หญิงสมัยนี้มีแต่คนแต่งหน้าหนาๆกันทั้งนั้น ผมไม่ชอบเลย  บางทีเห็นตอนแต่งหน้ากับตอนไม่แต่งหน้า ผมแทบจำไม่ได้ว่าเป็นคนคนเดียวกัน บางทีผมช็อคเลยนะที่เห็น ” ศตายุทำสีหน้าประกอบ ลลิตภัทรหัวเราะจนตัวงอ
                “ ผมว่าคุณอัยย์เป็นผู้หญิงใสๆอย่างนี้ก็ดีแล้วครับ ผมชอบมากกว่าผู้หญิงแต่งหน้าแต่งตัวจัดๆซะอีก อยู่ด้วยแล้วรู้สึกเยอะ ห่วงแต่แต่งหน้าแต่งตัว อึดอัดครับ เชื่อเถอะว่าอย่างคุณอัยย์ก็หาแฟนดีๆได้ไม่ยาก ” ชายหนุ่มยิ้มให้ ลลิตภัทรรู้สึกซาบซึ้งในคำพูดให้กำลังใจจากเขามาก
                “ คุณโรมเป็นคนที่สองนะคะที่พูดกับอัยย์แบบนี้ คนแรกคือแฟนเก่าของอัยย์ที่เป็นตากล้องอยู่ที่บริษัทเก่า อัยย์เคยอยู่บริษัทโมเดลลิ่ง  เค้าเคยพูดกับอัยย์ว่า เค้าชอบที่อัยย์เป็นคนใสๆ ง่ายๆสบายๆ ไม่ปรุงแต่งอะไรมากเหมือนผู้หญิงคนอื่น แต่สุดท้ายเค้าก็ทิ้งอัยย์ไปคบกับนางแบบหน้าใหม่ที่มาแคสติ้ง ที่ครั้งนึงเค้าเคยพูดว่าเค้าไม่ชอบผู้หญิงแบบนั้นนั่นแหละค่ะ ตั้งแต่นั้นมา อัยย์ไม่เคยพยายามแต่งหน้าแต่งตัวอะไรอีกเลย จากเดิมที่ก็แต่งน้อยกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว แล้วอัยย์ก็ไม่เคยเปิดใจให้ผู้ชายคนไหนอีกตลอดเกือบสามปีที่ผ่านมา ตลกดีนะคะชีวิตคนเรา ”
                “ คุณอัยย์ไม่เห็นจะต้องไปยึดติดกับผู้ชายที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวของคุณอัยย์นี่ครับ อย่าให้เขามามีอิทธิพลเหนือชีวิตของคุณมากขนาดนั้น เพราะเค้าไม่มีสิทธิ์ เป็นตัวของตัวเองอย่างที่เคยเป็นเถอะครับ ผมเชื่อว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่รักการแต่งตัว และยิ่งไม่เชื่อว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ดูแลตัวเอง แต่งตัวให้ดูดีแล้วจะไม่สวย  ในบางโอกาสพิเศษ ถ้าอยากทำอะไรก็ทำเถอะครับ อย่าสร้างกรอบให้ตัวเองเพราะประสบการณ์ไม่ดีจากคนที่ไม่มีผลต่อชีวิตในปัจจุบันของเราเลย ” คำพูดของศตายุทำให้ลลิตภัทรรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจ ราวกับเขาได้เข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างในหัวใจของเธอ ที่เธอเคยปิดตายไปนับตั้งแต่เลิกรากับวทัญญูแฟนเก่า และช่วยฟื้นให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
                “ ขอบคุณคุณโรมนะคะ อัยย์รู้สึกดีมากๆเลยล่ะค่ะตอนนี้ ต้องขอบคุณคุณนะคะที่ทำให้อัยย์รู้สึกกลับมาเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง ”

 
                “ ยินดีครับ ” ชายหนุ่มหันมายิ้มให้ลลิตภัทร ก่อนจะพยักหน้าให้เธอก้าวตามเขาเข้าไปในหอไอเฟล เพื่อขึ้นไปชมวิวด้วยกัน
                คืนนั้นช่างเป็นคืนที่แสนวิเศษสำหรับลลิตภัทร เธอได้เดินชมวิวอันสวยงามของมหานครปารีสกับศตายุอีกเกือบชั่วโมง ก่อนจะพากันเดินลงมาถ่ายรูปเล่นบริเวณลานด้านหน้าหอไอเฟล ก่อนที่เขากับเธอจะเดินกลับมายังโรงแรมที่พักพร้อมกัน  ไม่เคยมีใครทำให้ลลิตภัทรรู้สึกมีความสุขมากมายเช่นนี้มาก่อนเลยในในชีวิต แม้แต่ตอนอยู่กับวทัญญู เธอก็สาบานได้ว่าเธอไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ เธอได้ปลดปล่อยอดีตทิ้งไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือร่องรอยของวทัญญูอยู่ในสมองอีกต่อไป  และช่วงเวลาที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน ทำให้ลลิตภัทรได้คุยอะไรอีกหลายสิ่งกับศตายุ ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น และก็ยิ่งรู้สึกชอบและประทับใจในตัวของชายหนุ่มมากขึ้นในขณะเดียวกัน  เธอได้แต่คิดในใจว่า ต่อให้เธออาจจะไม่มีโอกาสได้พบกับศตายุอีกหลังจากกลับเมืองไทย แต่เธอก็จะจดจำช่วงเวลาดีๆที่เธอมีร่วมกับศตายุที่ปารีสเอาไว้ เป็นความทรงจำอันแสนสุขของเธอตลอดไป และเธอจะขอยกเขาไว้ในฐานะชายในอุดมคติของเธอ
               
                “  ยัยอัยย์ ตื่นได้แล้ว ” อินทุอรเขย่าร่างลลิตภัทรหลายครั้ง พร้อมทั้งพูดกรอกหูปลุกหญิงสาว ปลุกเธอให้ตื่นจากห้วงนิทราในค่ำคืนแรกที่ผ่านพ้นไปในกรุงปารีส        
                “ โอ๊ย! ไม่ต้องตะโกนก็ได้ไอ้ควีน หูจะแตก ตื่นแล้ววๆ ”
                “ เจอกันข้างล่างนะ เดี๋ยวฉันต้องลงไปเทคแคร์คุณโรมกับคุณโรสเค้า ”
                “ เคๆ เดี๋ยวตามลงไป ”
                ลลิตภัทรใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวนานเป็นพิเศษ เธอใช้เวลาเลือกชุดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะตัดสินใจเลือกคอเต่าสีเขียวอ่อนกับกางเกงยีนขาเดปตัวเก่ง และสวมทับด้วยเสื้อโค้ตยาวครึ่งเข่าสีน้ำตาลเข้ม ก่อนจะสวมรองเท้าบูธยาวครึ่งเข่าสีดำ วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อนๆ และเกล้าผมขึ้น หญิงสาวรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีที่เธอดูมีความเป็นผู้หญิงขึ้นมาบ้าง
                ลลิตภัทรเดินลงมาที่ห้องอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม เธอยื่นคูปองอาหารเช้าให้กับพนักงานของโรงแรมที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง  เขาเปิดประตูและผายมือให้เธอเดินเข้าไปด้านในห้อง  ลลิตภัทรมองหาอินทุอร ศตายุ และศรุตา ไม่นานนักเธอก็เจอ ทว่ามีเพียงอินทุอรกับศรุตาเท่านั้นที่นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะด้วยกันอยู่
                “ เป็นไงบ้างน้องอัยย์  หลับสบายไหมคะ?” ศรุตาเอ่ยทักทายหญิงสาว
                “ หลับเป็นตายเลยค่ะคุณโรส เหนื่อยมาก เมื่อคืนอัยย์ลงไปเดินเล่นที่ถนนข้างหน้ามาค่ะ พอดีเจอคุณโรม เลยชวนกันเดินถ่ายรูปไปจนถึงหอไอเฟลโน่น  ได้ขึ้นไปดูวิวมาด้วยนะคะ สวยมากเลย รู้สึกว่าตามโปรแกรม เดี๋ยวคืนนี้เค้าก็จะพาเราไปนะคะ”
                อินทุอรหันมามองหน้าลลิตภัทรด้วยความประหลาดใจ  ก่อนจะหรี่ตามองอย่างเจ้าเล่ห์ ยิ้มกริ่ม เจตนาแซวเพื่อนสนิทด้วยสายตา  กว่าลลิตภัทรจะกลับมาถึงห้องก็สี่ทุ่มเศษ อินทุอรเข้านอนไปแล้ว เธอจึงยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้อินอุอรฟัง
                “ มิน่าล่ะ พี่โทร.ไปที่ห้องโรมแล้วไม่มีคนรับ พี่กะจะไปเอาไดร์เป่าผมที่ฝากไว้ในกระเป๋านายโรมซักหน่อย เพราะพี่ไม่ชอบใช้ไดร์ของโรงแรมน่ะ กลัวสิวขึ้นตามหน้า ”
                “ ว่าแต่...คุณโรมล่ะคะ? ” ลลิตภัทรเอ่ยถาม
                “ โอ๊ย! รายนั้นอาบน้ำนานเป็นชั่วโมงๆ เยอะ... รอไปเถอะ  พี่ว่าเผลอๆจะลงมากินข้าวเช้าไม่ทัน ประจำนั่นแหละ มื้อเช้าทันดื่มแต่กาแฟกับขนมปัง ” ศรุตาเผาน้องชายตัวเองให้ลลิตภัทรกับอินทุอรฟัง
                “ ใครว่าลงมากินข้าวไม่ทันครับ? ” ศตายุเดินมาที่โต๊ะ ทันได้ยินศรุตากำลังพูดถึงตนเองพอดี
                “ อ้าว...ลงมาแล้วรึ?  วันนี้เสร็จเร็วกว่าปกตินะ ก็เห็นปกติกว่าจะอาบน้ำเสร็จ นานเหลือเกิน ”
                “ วันนี้ผมตื่นเช้าน่ะ  ฮะๆๆๆ ไม่ใช่ว่าอาบน้ำเสร็จเร็วหรอก ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
                “ คุณอัยย์ปวดขาไหมครับ? เมื่อคืนเดินไปไกลเหมือนกันนะ จากโรงแรมนี่ผมว่าราวๆโลกว่าได้ ”
                “ ไม่นะคะ ปกติทำงานออร์แกไนซ์ ต้องเดินไปเดินมาตลอดเวลา บางทีนับรวมวันๆนึงเดินหลายกิโลเลยล่ะค่ะ อัยย์ชินแล้ว ” หญิงสาวยิ้มให้ชายหนุ่ม ก่อนจะลงมือหั่นไส้กรอกในจานที่ศรุตาตักมาเผื่อ เพราะเกรงว่าเธอจะลงมาทานอาหารเช้าไม่ทัน
                “ วันนี้เรามีโปรแกรมไปไหนกันบ้างหรอครับคุณควีน? ”
                “ เอิ่ม...ขอควีนดูโปรแกรมเดินทางนิดนึงนะคะ...เอ่อ...เดี๋ยวช่วงเช้าเราจะไปพระราชวังแวร์ซายส์กันค่ะ  ตอนกลางวันเขาจะพาเราไปทานอาหารกันที่ภัตตาคารอาหารจีน  แล้วตอนบ่ายก็จะไปที่มหาวิหารโนตเตรอดาม ทางฝั่งตะวันออก อยู่บนเกาะกลางแม่น้ำอิลเดอลาซิเต้  แล้วก็จะได้ไปช็อปปิ้งพวกของแบรนด์เนมกันที่ถนนออนแมนบูโลวาร์ดค่ะ  มันจะเป็นย่านที่มีพวกร้านดิวตี้ ฟรีที่คืนภาษีให้พวกนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเลยค่ะ  คุณโรสเตรียมตัวช็อปรึยังคะ? ” อินอุอรหันไปถามศรุตา
                “ แน่นอนค่ะคุณควีน พี่เตรียมมาตั้งแต่อยู่ไทยแล้ว ฮะๆๆ สงสัยคงจะกระเป๋าฉีกกันเลยทีเดียว ”
                “ ใจเย็นๆค่ะ เก็บเอาไว้วันอื่นบ้างก็ได้ค่ะ ยังมีไปช็อปปิ้งอีกหลายที่นะคะ ฮะๆๆๆๆ ”
                “ แล้วเธอล่ะยัยอัยย์ กะมาช็อปอะไรบ้าง? ” อินอุอรหันมาถามเพื่อนสนิท
                “ อัยย์ไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนมเท่าไหร่หรอกค่ะ ที่พอจะใช้กะเค้าอยู่บ้างก็พวกน้ำหอม  กะจะซื้อไปฝากคุณแม่กับเพื่อนๆที่ออฟฟิศน่ะค่ะ  ซื้อเสร็จคงไปเดินถ่ายรูป ”
                “ งั้นดีเลยครับคุณอัยย์  ผมก็กะจะไปถ่ายรูปวิวอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวเราไปด้วยกันก็ได้ ” อินทุอรหันไปสบตากับลลิตภัทรอย่างได้โอกาส หล่อนรีบพูดฝากฝังลลิตภัทรกับศตายุ
                “ ดีเลยค่ะคุณโรม ฝากยัยอัยย์ด้วยนะคะ  มีเพื่อนไปเดินด้วยควีนจะได้เดินช็อปหายห่วงหน่อย กลัวยัยอัยย์ไม่มีเพื่อนน่ะค่ะ เพราะรายนี้เค้าไม่ค่อยชอบช็อปปิ้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ”
                “ เข้าขากันดีนะคู่นี้ ชอบอะไรเหมือนๆกัน อย่ามัวแต่ถ่ายวิวลืมถ่ายรูปให้พี่ล่ะ มีเคือง ” ศรุตาพูดน้ำเสียงดุ
                “ ทราบแล้วครับคุณนาย ” ศตายุพูดน้ำเสียงประชดพี่สาว ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะ
                ช่วงเช้า ทุกคนขึ้นรถบัสออกเดินทางไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของปารีสไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ระยะทางจากโรงแรมประมาณ 20 กิโลเมตร บางส่วนของพระราชวังได้รับการบูรณะเรียบร้อยแล้ว ลลิตภัทรกับอินทุอรเดินชมตามห้องต่างๆภายใน เช่น ห้องเทพอพอลโล  ห้องเทพวีนัส ห้องเทพไดอาน่า และห้องเดอะฮอลล์ออฟมิลเลอร์ แต่ละห้องของพระราชวังล้วนมีค่าด้วยภาพเขียนสีแบบเฟรสโก้ โดยช่างฝีมือเอกชาวฝรั่งเศส  ศตายุอาสาถ่ายภาพให้กับสามสาวตามจุดต่างๆในพระราชวัง  ตอนเที่ยงคณะทัวร์เดินทางมารับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารจีน   ก่อนจะเดินทางไปทางฝั่งตะวันออกของกรุงปารีสที่เกาะกลางแม่น้ำอิลเดอลาซิเต้ เพื่อชมมหาวิหารโนตเตรอดาม  ลลิตภัทรปลีกตัวมาถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ตามลำพัง ทิ้งให้อินทุอรกับศรุตาเดินถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินกันอยู่ด้านใน   ครู่ใหญ่ ศตายุก็เดินตามออกมาที่ด้านนอก เพื่อจะถ่ายภาพวิวรอบๆมหาวิหารบ้าง  จึงเดินมาพบกับลลิตภัทรโดยบังเอิญ
                “ คุณอัยย์หนีมาถ่ายรูปอยู่ข้างนอกนี่เอง ผมก็มองหาอยู่ว่าหายไปไหน ” ลลิตภัทรรู้สึกดีใจที่รู้ว่าตัวเองยังอยู่ในความสนใจของศตายุ
                “ อัยย์อยากเก็บภาพวิวน่ะค่ะ เมื่อเช้าถ่ายรูปเล่นในพระราชวังแวร์ซายส์ไปเสียเยอะ ไม่ค่อยได้เก็บภาพบรรยากาศเลย” ลลิตภัทรพูดกับชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปถ่ายรูปต่อ
                “ คุณอัยย์” ชายหนุ่มเรียกชื่อลลิตภัทร เธอหันไปมองเขา  ศตายุกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพหญิงสาวแบบไม่ทันตั้งตัว ทำเอาหล่อนหน้าเหวอ ทำตัวไม่ถูก
                “ คุณโรม! จะถ่ายก็ไม่บอกดีๆ  หน้าอัยย์ดูได้ไหมคะเนี่ย? ” ลลิตภัทรทำสีหน้าร้อนใจ ขอดูรูปของตัวเอง ชายหนุ่มกดแสดงภาพให้เธอดู แม้ว่ารูปที่ศตายุถ่ายเธอจะไม่ได้ดูน่าเกลียด แต่ก็ดูตลกอยู่ดีในสายตาของลลิตภัทร
                “ โหย...ดูสิคุณโรม หน้าอัยย์ตลกจะตาย ลบเถอะค่ะ ” ชายหนุ่มหัวเราะ
                “ ตลกตรงไหน น่ารักดีออกนะครับคุณอัยย์ ” ชายหนุ่มดึงกล้องไปจากมือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว  
                “ ใจร้ายชะมัด ” ลลิตภัทรยังตัดพ้อชายหนุ่มไม่เลิก
                “ เรายังไม่ได้ถ่ายรูปด้วยกันเลยนะครับคุณอัยย์ ซักรูปดีไหมครับ? ” ศตายุหันมาถาม  ลลิตภัทรทำหน้าเหวออีกครั้งเมื่อชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาเกือบจะแนบกับใบหน้าของเธอ ก่อนจะนับส่งสัญญาณ
                “ มองกล้องนะครับคุณอัยย์ ถ่ายแล้วนะ...1...2...3...” ชายหนุ่มกดชัตเตอร์อีกครั้ง ก่อนจะเปิดดูภาพที่เพิ่งถ่ายไป  ลลิตภัทรมองดูที่หน้าจอ  ใบหน้าของศตายุอยู่ใกล้เธอแค่คืบ  เขาส่งยิ้มสดใสในรูป ในขณะที่ลลิตภัทรเพียงยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ด้วย เธอมัวแต่รู้สึกเขินเพราะความใกล้ชิดกับชายหนุ่ม
                “ น่ารักดีนะครับ ไว้ผมลงคอมฯแล้วจะส่งไปให้คุณอัยย์ทางเมล์ก็แล้วกัน  อย่าลืมทิ้งอีเมล์เอาไว้ให้ผมด้วยนะครับ” ชายหนุ่มหันมายิ้มให้เธอ
                “ ค่ะ ยังไงก็เตือนอัยย์ด้วยแล้วกันนะคะ เดี๋ยวอัยย์ลืม  ความจำสั้นอยู่”
                “ แต่รักฉันยาวรึเปล่าครับ?  ฮะๆๆๆ ” ศตายุเล่นมุขแล้วก็หัวเราะเสียเอง  ลลิตภัทรได้แต่หัวเราะเขินๆแก้เก้อ รู้สึกนึกรักในด้านที่มีอารมณ์ขันของชายหนุ่ม
                “ นี่ คุณอัยย์ได้ไปจับสะดือปารีสมารึยัง? ” ศตายุหันมาถามเธอ
                “ ไอ้สัญลักษณ์กลมๆที่อยู่ตรงพื้นด้านหน้าวิหารน่ะหรอคะ? ”
                “ ใช่ เค้าบอกว่าถ้าจับแล้วหมุนไปรอบ แล้วก็อธิษฐาน จะได้กลับมาอีกนะครับ ”
                “ คุณเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยหรอคะคุณโรม? อัยย์นึกว่าจะมีแต่พวกผู้หญิงที่เชื่อกันนะคะ ”
                “ ผมก็ไม่ได้เชื่ออะไรหรอกครับ แต่โดนพี่ลากไปหมุนด้วยน่ะสิ  งั้นก็แสดงว่าคุณอัยย์ยังไม่ได้ไปหมุนใช่ไหมครับเนี่ย? ” ลลิตภัทรอมยิ้มพร้อมกับส่ายหัวดิก
“ ฉันแอบหนีออกมาถ่ายรูปนี่ไงคะ ” ลลิตภัทรหันมายิ้ม ก่อนจะหันไปถ่ายรูปต่อ
                “ คุณอัยย์นี่ก็เป็นผู้หญิงที่แปลกดีนะครับ ” ศตายุพูดอย่างรู้สึกขำๆ
                “ ใครๆก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ ” ลลิตภัทรแลบลิ้น ชายหนุ่มได้แต่ยืนหัวเราะกับคำตอบของเธอ   
                ช่วงเย็นที่เหลือของวันที่ 2 ของทริป ไกด์พาคณะทัวร์มาที่ย่านถนนออสแมนบูโลวาร์ด ซึ่งเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าแบรนด์เนม และสินค้าประเภทน้ำหอม เครื่องสำอาง เครื่องประกับ และเครื่องแต่งกาย  อินทุอรกับศรุตาพากันหายเข้าไปในร้านขายสินค้าแบรนด์เนมอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่ฝากฝังให้ลลิตภัทรไว้กับศตายุ  ทั้งสองเดินทอดน่องไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อน เพราะไกด์ให้เวลาเดินในย่านนี้นานถึงสองชั่วโมงครึ่ง ศตายุอาสาพาเธอไปร้านน้ำหอม เพื่อซื้อเป็นของฝากให้แม่และเพื่อนๆที่ทำงานของเธอ
                “ กลิ่นนี้ชอบไหมครับคุณอัยย์? ” ชายหนุ่มยื่นมือของตนที่พนักงานในร้านเพิ่งฉีดน้ำหอมให้ลองดมให้ลลิตภัทรได้ลองดมบ้าง หญิงสาวรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ มองหน้าชายหนุ่มเล็กน้อยอย่างลังเล แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาคงจะเคยชิน เพราะเขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน คงจะเคยมีบ้างที่ต้องไปเดินเลือกซื้อของเป็นเพื่อนแม่กับพี่สาว  เธอจึงพยายามจะไม่คิดอะไรมาก ยื่นจมูกเข้าไปใกล้กับมือของชายหนุ่มที่ยื่นรออยู่
                “ ได้กลิ่นไหมครับคุณอัยย์? ” ชายหนุ่มยื่นมือเข้ามาอีก กระทั่งมือของเขาโดนเข้ากับปลายจมูกของลลิตภัทร ทั้งจมูกและริมฝีปากของเธอจรดลงบนมือของศตายุเข้าเต็มๆ  ลลิตภัทรรีบดึงตัวออก
                “ โทษทีค่ะคุณโรม อัยย์ไม่ระวัง” หญิงสาวหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด  ชายหนุ่มจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าทำให้เธอรู้สึกเขิน
                “ ไม่ต้องขอโทษหรอกครับคุณอัยย์ เพิ่มกลัวคุณอัยย์ไม่ได้กลิ่นเลยกระเถิบมือเข้าไปหาเอง ไม่ต้องซีเรียสนะครับ ผมไปเลือกซื้อน้ำหอมกับพี่บ่อย  เรื่องแค่นี้เอง ” ชายหนุ่มพยายามทำให้ลลิตภัทรหายเขินอาย และมันก็ได้ผล เธอดูจะมีสีหน้าที่ผ่อนคลายลง เพราะเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้ถือสาอะไร
                “ แล้วกลิ่นเป็นไงบ้างครับกลิ่นนี้ ผมว่ากลิ่นหวานอ่อนๆเหมาะกับคุณอัยย์ดีนะ ของพี่ออกจะแรงไปหน่อย  เคยมีคนบอกผมว่าคนแต่ละคนเหมาะกับกลิ่นของน้ำหอมที่ไม่เหมือนกัน ผมคิดว่ากลิ่นนี้เหมาะกับคุณ ถ้าคุณจะซื้อให้ตัวเอง ” ศตายุแนะนำเธอ
                “ ฉันควรจะเชื่อคำแนะนำของชายหนุ่มสินะคะ ฮะๆๆ ” ศตายุฟังแล้วก็หัวเราะตาม
                “ จะพูดอย่างนั้นก็ถูกนะครับ งั้นคุณอัยย์เลือกให้ผมบ้างสิ ผมก็ควรจะฟังคำแนะนำของหญิงสาวเหมือนกัน ” เขาหันมายิ้มให้เธอ
                “ แต่อัยย์ชอบกลิ่นน้ำหอมที่คุณโรมใช้อยู่ตอนนี้อยู่แล้วนะคะ อัยย์ว่ามันหอมดี  เวลาคุณโรมเดินมาใกล้ๆ อัยย์จะได้กลิ่นก่อนเลย อัยย์ว่ามันไม่ฉุน แต่ก็ไม่อ่อนจนเกินไป แล้วก็หอมนานด้วยค่ะ  คุณโรมใส่มาตั้งแต่เช้า อัยย์ก็ยังได้กลิ่นอยู่เลยนะคะ ”
                “ งั้นเหรอครับ? ผมใช้ของอาร์มานี่ งั้นเดี๋ยวใช้กลิ่นเดิมก็ได้ เพราะพี่โรสก็ชอบกลิ่นนั้นเหมือนกัน ”
                “ งั้นเดี๋ยวอัยย์ซื้อกลิ่นนี้ก็ได้ค่ะ แล้วก็เดี๋ยวซื้ออีกซักกลิ่นสองกลิ่น ฝากคุณแม่กับเพื่อนที่ทำงานอีกสองสามคน ” ลลิตภัทรหันไปพูดกับชายหนุ่ม เขาช่วยเป็นล่ามพูดภาษาอังกฤษกับพนักงาน ก่อนจะพาเธอเดินไปรอพนักงานนำน้ำหอมไปใส่ถุงให้
                ทั้งสองเดินออกมาจากร้านน้ำหอม ระหว่างทางก็ถ่ายรูปบรรยากาศผู้คนและร้านต่างๆตามสองข้างทาง ศตายุเดินแวะตามร้านขายเครื่องประดับร้านต่างๆ และสอนลลิตภัทรดูอัญมณีบางชนิด ชายหนุ่มซื้อเครื่องประดับบางชิ้นที่มีดีไซน์แปลกตาติดมือกลับมาด้วย เพื่อนำไปให้ฝ่ายออกแบบที่บริษัทได้ศึกษา และพัฒนาการออกแบบสำหรับตลาดผู้บริโภคในยุโรป
                “ คุณอัยย์ ชอบชิ้นนี้ไหมครับ? ” ลลิตภัทรมองดูสร้อยรูปผีเสื้อดีไซน์เก๋ที่เพชรเม็ดเล็กๆประดับอยู่ตรงบริเวณที่ออกแบบเป็นปีกผีเสื้อ ลลิตภัทรรับสร้อยเส้นนั้นมาดูใกล้ๆ เธอรู้สึกชอบมันมากทีเดียว
                “ สวยจังค่ะคุณโรม เพชรแท้ใช่ไหมคะเนี่ย? ” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน
                “ เพชรแท้สิครับคุณอัยย์ ก็นี่ร้านเพชรนี่ครับ แต่แบบนี้ไม่แพงมากหรอกครับ เหมาะกับคุณอัยย์ดีนะครับ ” ลลิตภัทรมองดูที่ป้ายราคา เธอถึงกับตกใจ เพราะเมื่อตีราคาเป็นเงินไทยก็หลายหมื่นบาท ลลิตภัทรรีบส่งคืนให้โรม
                “ ราคาแพงขนาดนี้อัยย์ไม่มีเงินซื้อหรอกค่ะคุณโรม  เห็นราคาแล้วเท่ากับเงินเดือนอัยย์ทั้งเดือนเลยนะคะเนี่ย อีกอย่างอัยย์ใส่ของแบบนี้ไม่ขึ้นหรอกค่ะ ” ลลิตภัทรยิ้มแหยๆ ก่อนจะเดินดูเครื่องประดับอย่างอื่นภายในร้าน  ศตายุมองตามหลัง
ลลิตภัทรไปโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่จะเดินออกจากร้านไปพร้อมกับหญิงสาวหลังจากนั้น
                ลลิตภัทรกับศตายุใช้เวลาที่เหลือในการเดินถ่ายรูป   คณะทัวร์กลับมาพบกันอีกครั้งเวลาสี่โมงตรง ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าไปยังหอไอเฟลที่เมื่อวานเธอกับศตายุชิงมาเดินชมวิวไปก่อนหน้านั้นแล้ว  โปรแกรมที่เหลือของวันนี้คือการเดินชมวิวบนหอไอเฟล และล่องเรือบาโตมูซชมทัศนียภาพยามค่ำสองฝั่งแม่น้ำแซนน์ของกรุงปารีส และวันนี้ทุกคนจะได้รับประทานอาหารมื้อค่ำร่วมกันบนหอไอเฟล เพราะทางบริษัทได้จองที่นั่งเอาไว้ล่วงหน้านานนับเดือนสำหรับการมาทัวร์ทริปนี้ เพื่อเป็นเซอร์ไพรส์พิเศษให้กับผู้ติดคุณวุฒิ และลูกค้าที่ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้โดยเฉพาะ
                “ สวยชะมัดเลยอะแก  ฉันว่าเค้าจัดโปรแกรมโอเคนะ  ไม่ให้ไปหลายที่เกิน มีเวลาให้เดินช็อปปิ้งเยอะดี ไม่เหมือน
ทริปก่อน ฉันโคตรเหนื่อยเลย แต่ละวันให้ไปเสียสี่ห้าที่ แทบไม่ให้มีเวลาเดิน แป๊บๆก็ต้องออกเดินทางอีกแล้ว เวลาช็อปปิ้งก็แป๊บเดียว ฉันล่ะโปรดบริษัททัวร์นี้จริงๆ ” อินทุอรพูดอย่างอารมณ์ดีในขณะยืนชมวิวสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่สองฝั่งแม่น้ำแซนน์ ซึ่งสร้างด้วยศิลปะแบบเรเนสซองส์  เพื่อรอเวลาขึ้นฝั่งไปชมวิวบนหอไอเฟล และรับประทานอาหารค่ำบนนั้น
                “ เมื่อวานเรามากันตอนกลางดึกแล้วนะครับคุณอัยย์ ตอนหัวค่ำก็คงสวย แต่คนคงจะเยอะกว่า เมื่อวานยังคุยกันอยู่เลยว่าถ้าได้พาแฟนมาดินเนอร์ที่หอไอเฟลคงโรแมนติคดี”
                “ ทำเป็นปากดีนายโรม ฉันไม่เห็นเธอจะมีแฟนซักที ฉันกับคุณแม่ก็รออยู่เหมือนกันล่ะ อยากจะเห็นนักผู้หญิงที่แกเลือก ตั้งแต่เข้ามหา’ลัยก็ไม่เห็นเคยมีเรื่องผู้หญิง ขลุกอยู่แต่กับนายภูมิ ” ศรุตาพูดถึงเรื่องในสมัยอดีตของศตายุ ชายหนุ่มหุบยิ้มบนใบหน้าทันทีเมื่อพี่สาวพูดถึงผู้ชายที่ชื่อภูมิ  มีเพียงลลิตภัทรเท่านั้นที่สังเกตเห็นสีหน้านั้นของเขา
                “ แล้วนายภูมิเป็นยังไงบ้างแล้วเนี่ย แต่ก่อนพี่เห็นเธอออกจะสนิทกัน พอเธอไปเรียนเมืองนอกกลับมา ไม่เห็นนายภูมิติดต่อมาเลย ” ศรุตายังคงถามถึงชายที่ชื่อภูมิโดยที่ไม่ได้สังเกตถึงอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปของน้องชายเลย ลลิตภัทรปะติดปะต่อจากบทสนทนา พอจะเดาได้คร่าวๆว่าเขาคงเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนของศตายุ และเพื่อนคงนี้คงมีนัยสำคัญอะไรบางอย่างในอดีตสำหรับเขา             
               “ ผมก็ติดต่อเขาไม่ได้เหมือนกัน ” ศตายุฝืนยิ้มให้พี่สาว ลลิตภัทรรับรู้ได้ถึงสิ่งนั้นในทันที  น้ำเสียงของศตายุฟังราวกับว่ากำลังจะกลืนหายเข้าไปในลำคอ  ใบหน้าของเขาดูเศร้างลงถนัดตา สิ่งเหล่านั้นที่ไม่มีใครสังเกตเห็นมันเลย นอกจากเธอ  แม้ว่าเธอจะเพียงแค่มองจากใบหน้าซีกเดียวของเขาก็ตาม ลลิตภัทรเผลอเอามือแตะหลังชายหนุ่มด้วยความรู้สึกห่วงใย  ศตายุตกใจนิดหน่อย เขาหันกลับมามองหน้าลลิตภัทร แล้วก็ต้องสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวดูคล้ายกับคนกำลังกังวลใจ เขาไม่แน่ใจว่าเธอทำสีหน้าเช่นนั้นด้วยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่ดูเหมือนปกติของเขาหรือเปล่า ชายหนุ่มจึงยิ้มให้เธอ ลลิตภัทรค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด แต่กระนั้นเธอก็ยังมีแววกังวลฉายอยู่ในดวงตาคู่นั้น
                “ คุณอัยย์ครับ ไปถ่ายรูปด้านโน้นกันไหม ? ” อยู่ๆศตายุก็หันมาเอ่ยปากชวนลลิตภัทร เธอรู้สึกงงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับแต่โดยดี
                “ เดี๋ยวเจอกันที่ด้านบนฝั่งเลยก็ได้นะครับพี่ คุณควีน ”
                “ โอเคค่ะ ” อินทุอรรับคำในทันที เธอต้องการเปิดทางให้เพื่อนรักได้ใช้เวลาอยู่กับศตายุอยู่แล้ว
ศตายุเดินนำลลิตภัทรไปยังอีกด้านหนึ่งของเรือ  เธอไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรกับชายหนุ่ม กระทั่งเขาเป็นฝ่ายหันมาส่งรอยยิ้มอบอุ่นที่เธอคุ้นเคยในยามปกติให้
               “ คุณโอเคไหมคะคุณโรม...ฉันไม่แน่ใจ แต่รู้สึกเหมือนว่าคุณรู้สึกไม่ค่อยดีเพราะอะไรซักอย่าง ” ชายหนุ่มยิ้มออกมาอีกครั้ง
              “ คงจะมีคุณอัยย์คนเดียวแหละมั้งครับที่อ่านความรู้สึกผมออก ฮะๆๆ ” ศตายุหัวเราะ เขาเปิดฝากล้องถ่ายรูป และเริ่มถ่ายภาพวิวทิวทัศน์รอบๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ความรู้สึกสับสนต่อสู้อยู่ในใจของลลิตภัทร ใจหนึ่งเธอก็อยากรู้ว่าศตายุเศร้าใจด้วยเรื่องอะไร แต่อีกใจก็คิดว่าเธอไม่ควรจะล้ำเส้นส่วนตัวของเขา เพราะเธอกับเขาก็เพิ่งจะรู้จักกันไม่กี่วัน ถึงแม้ว่าเธอจะสนใจเรื่องของชายหนุ่มมากมายเพียงใดก็ตาม  สุดท้ายลลิตภัทรก็ตัดสินใจที่จะไม่เอ่ยถามสิ่งใดๆ  เธอยกกล้องถ่ายรูปของตัวเองที่คล้องคออยู่ขึ้นมาถ่ายภาพวิวอย่างเงียบๆเช่นกัน
              ศตายุแอบลอบมองลลิตภัทรที่ยืนถ่ายรูปอยู่ เขารู้สึกดีกับเธออย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอไม่เอ่ยถามอะไรเขาแม้แต่คำเดียว ทั้งๆที่เธอเป็นคนเดียวที่อ่านสีหน้าและแววตาเขาออก  ไม่ว่านั่นจะเป็นความสามารถในการอ่านคนหรือการเข้าใจคนอื่นของเธอก็ตาม แต่ในใจเขาก็รู้สึกขอบคุณเธอเหลือเกิน เพราะมันทำให้ช่วงเวลาที่เขารู้สึกอึดอัดและเศร้าใจ กลายเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ด้วยอย่างน้อยเขาก็รู้ว่ามีใครสักคนเข้าใจความรู้สึกของเขา และพยายามปลอบใจเขา แม้เธอจะไม่ได้เอ่ยมันออกมาเป็นคำพูดก็ตาม
              “ คุณอัยย์ ”
              “ คะ คุณโรม ? ”
              “ เวลาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนานๆ คุณอัยย์เคยเหงาบ้างไหมครับ? ”
              “ ก็ต้องเคยสิคะ แต่ว่าอัยย์เป็นคนไม่ค่อยชอบปล่อยให้ตัวเองจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกเหงา ความรู้สึกเบื่ออะไรนานๆ อัยย์จะหาอะไรทำตลอดเวลา คุยกับเพื่อนบ้าง ออกไปเดินดูโน่นดูนี่บ้าง ไอ้ความรู้สึกพวกนั้นอัยย์ก็เลยไม่ค่อยอยู่กับอัยย์นานนักน่ะค่ะ  อัยย์ค่อนข้างโชคดีนะคะที่เป็นคนจัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้ดี อัยย์เลยไม่ค่อยทุกข์ใจอะไรนานๆ แม้กระทั่งตอนอัยย์เลิกกับแฟนเก่า อัยย์ก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเสียใจอยู่นานมาก เพราะอัยย์เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราวันนี้ มันคือส่วนสำคัญที่จะสร้างวันพรุ่งนี้ของเราและวันต่อๆไป บางทีเราอาจต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง ก็เพื่อที่เราจะได้รับอะไรบางอย่างมาแทน  อัยย์เลยไม่อยากจมอยู่กับความทุกข์นานๆ เพราะในที่สุดแล้วมันก็จะผ่านไปและกลายเป็นอดีต  ความเหงามันก็แค่อารมณ์ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น มันไม่ยากเกินกว่าเราจะผ่านมันไปได้หรอกค่ะ และชีวิตเราก็มีใครต่อใครมากมายให้เราต้องให้ความสำคัญ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้อยู่คนเดียวซักหน่อย ”
             “ คุณอัยย์เป็นคนที่มองโลกในแง่บวกดีจังนะครับ คนรอบๆตัวในสังคมที่ผมอยู่ มีน้อยคนที่จะเป็นเหมือนคุณ อยู่กับคุณแล้วสบายใจดี ” ศตายุหันมายิ้มให้ลลิตภัทร เธอรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกกับคำพูดของเขา แม้ว่ามันจะไม่ได้มีความหมายพิเศษใดๆเลยก็ตาม
             “ ถ้ากลับเมืองไทย เอาไว้เรานัดทานข้าวกันบ้างนะครับ ” ลลิตภัทรหัวใจพองโตในทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากปากของศตายุ เพราะนั่นหมายความว่า ทริปนี้จะนี้จะไม่ใช่โอกาสสุดท้าย ที่เธอจะมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับศตายุ ....เธอจะได้มีโอกาสเจอเขาอีกครั้ง หรืออาจหลายๆครั้ง เธอยิ้มตอบกลับให้ชายหนุ่ม
             “ ได้สิคะ โทร.หาอัยย์ได้ตลอดเลยค่ะ เดี๋ยวอัยย์จะชวนควีนไปด้วย ไปกันหลายๆคนจะได้สนุกๆ ” ลลิตภัทรไม่วายเอาเพื่อนรักมาบังหน้า  อลงกตส่งยิ้มให้เธอ ดูเหมือนเขาจะค่อยๆรู้สึกดีขึ้นแล้ว
             “ เรือใกล้ถึงฝั่งแล้วนะครับ หิวข้าวรึยังคุณอัยย์? ”
             “ ตอนนี้อัยย์คงกินช้างได้ทั้งตัวแล้วล่ะค่ะคุณโรม ” เธอทำให้ศตายุหัวเราะได้อีกครั้ง  เขาก้าวขึ้นฝั่งนำหน้าลลิตภัทรไปก่อนที่จะหันมายื่นมือมารับเธอขึ้นจากเรือ เธอส่งมือให้เขาด้วยความเต็มใจ หัวใจรู้สึกเต้นรัวเหมือนเคย ลลิตภัทรเริ่มรู้สึกชินกับอาการเช่นนี้แล้ว เพราะเธอรู้สึกทุกครั้งเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆกับศตายุ
             “ ขอบคุณค่ะ ” ลลิตภัทรเอ่ยขอบคุณเขา  ชายหนุ่มยิ้มตอบกลับ ก่อนจะเดินนำเธอไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ และชมวิวบนหอไอเฟลอีกครั้ง 
 
                ค่ำคืนนั้นลลิตภัทรได้ดื่มด่ำบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกในการรับประทานอาหารมื้อค่ำบนหอไอเฟลร่วมกับศตายุเป็นครั้งแรก แม้จะมีศรุตาและอินทุอรร่วมโต๊ะด้วย แต่เธอก็แทบจะมองไม่เห็นใครอื่นเลยในสายตานอกจากเขา  ลลิตภัทรแทบไม่อยากนึกถึงวันสุดท้ายของการเดินทางมาท่องเที่ยวดินแดนในฝันของเธอในครั้งนี้  เพราะมันคงจะทำให้เธอรู้สึกเศร้ามากเลยทีเดียวที่จะไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับศตายุเหมือนอย่างเช่นช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันที่นี่อีกแล้ว 
 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 175 ท่าน