Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Unlovable...รักไม่ได้เเต่หัวใจอยากรัก
Luktarn
ตอนที่ 1 : เจ้านายคนใหม่
2
07/11/2554 23:41:00
6920
เนื้อเรื่อง
“ ยัยอัยย์!!! ” ฝ่ามือของกิ่งกาญจน์ หรือกิ่ง เพื่อนร่วมงานแผนกครีเอทีฟตบฉาดลงบนโต๊ะ ทำเอาลลิตภัทร หรืออัยย์ ครีเอทีฟสาววัย 27 ปีสะดุ้งโหยง เพราะกำลังสมาธิจดจ่ออยู่กับการออกแบบแบ็คดร็อปงานแต่งงานให้กับลูกค้ารายใหม่ของบริษัทที่กำลังจะจัดงานในอีกสามเดือนข้างหน้า ซึ่งงานนี้เธอรับหน้าที่เป็นโปรเจ็ค โคออร์ดิเนเตอร์ หรือผู้ประสานงานของโครงการ และยังต้องดูแลงานออกแบบ ตลอดจนการจัดวางผังงานต่างๆด้วยตนเองอีกด้วย ซึ่งเธอจะต้องนำเสนอแผนงานในอีกสองวันข้างหน้า
                “ อะไรของแกวะไอ้กิ่ง? คนกะลังใช้ความคิดตกใจหมด ” ลลิตภัทรถามพลางนิ่วหน้า
                “ แก เรื่องที่คุณอนิรุทธ์จะเปลี่ยนบอร์ดบริหารใหม่ ตกลงเค้าคอนเฟิร์มกันแล้วนะแก เพราะคุณซีจะหันไปทำธุรกิจอสังหาฯเต็มตัวแล้ว ตอนนี้ท่านเลยจะเปลี่ยนให้ลูกชายคนเล็กมาดูแลแทน ”
                “ จริงหรอวะแก ลูกคนเล็กของท่านกลับจากอังกฤษแล้วหรอ? ที่ว่าเรียนต่อปริญญาโทอยู่น่ะ ” ลลิตภัทรละจากงานตรงหน้า หันไปถามกิ่งกาญจน์
                “ เออ กลับมาแล้วแก เห็นว่าจะเข้ามาวันนี้แหละ  พวกไอ้แต้วมันเล่าให้ฟังว่ามันไปเลียบๆเคียงๆถามคุณบัว เลขาของคุณซีมา บอกว่าลูกชายคนเล็กหล่อมาก ชื่อคุณซันเว่ย  อายุรุ่นๆเราเนี่ยแหละ แก่กว่าปีหรือสองปีประมาณนั้น”
กิ่งกาญจน์พูดอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับทำสีหน้าชวนฝัน ลลิตภัทรถึงกับหัวเราะ
                “ แกนี่ก็เพ้อ เดี๋ยวไม่ใช่โผล่มาหน้าตาหมอไม่รับศัลยกรรมฉันจะขำให้ ”
                “ หน้าตาหมอไม่รับศัลยกรรมก็แย่แล้ว คุณซีก็หน้าตาดีเหอะ คุณซายน์ก็สวยจะตายแก  แม่ง ฉันอยากเห็นหน้าเร็วๆว่ะ เดี๋ยวแกต้องเข้าประชุมด้วยใช่ไหมตอนสิบโมงอะ  แกแอบถ่ายรูปมาให้ฉันดูด้วยนะ ”
                “ เฮ้ย! แกจะบ้าหรอ? ฉันจะมีช่วงให้แอบถ่ายไหมน่ะ ดูโรคจิตนะแก เดี๋ยวเขาก็มาแล้วนี่ แกก็ไปดูหนังหน้าเขาเอาเองสิ ฉันขอบายล่ะ ” ลลิตภัทรโบกมือปฏิเสธเพื่อนสาวในอากาศ
                “ โหย...แม่งไม่ใจเลยว่ะไอ้อัยย์ ฉันไปแบบดูเองก็ได้วะ ” กิ่งกาญจน์ทำหน้างอเป็นจวัก ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง
                บริษัทที่ลลิตภัทรทำงานเป็นครีเอทีฟอยู่ในขณะนี้มีชื่อว่า เอ.เจ.ไอ แอดเวอร์ไทซิ่ง แอนด์ ออร์แกไนเซอร์ (A.J.I. Advertising and Organizer) ซึ่งเป็นบริษัทของอนิรุทธ์ พัฒนะปรีชาชาติ นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมโฆษณาและสื่อบันเทิง ซึ่งบริษัทแห่งนี้เป็นธุรกิจที่อนิรุทธ์แตกออกมาจากธุรกิจหลักของครอบครัว คือธุรกิจนิตยสาร และหนังสือพิมพ์  เขาหันมาจับงานโฆษณา และการจัดงานอีเวนท์ต่างๆ โดยมอบหมายให้อิสระ หรือซี บุตรชายคนโตเป็นผู้ดูแล ส่วนบุตรสาวคนรอง อภิญญาดา หรือ ซายน์  ยังคงช่วยดูแลธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์นิตยสารที่จับกลุ่มตลาดของพวกสาววัยทำงาน แต่เป็นตลาดระดับบน ควบคู่ไปกับธุรกิจนำเข้ากระเป๋าจากต่างประเทศของตนเอง  ทว่าในปัจจุบัน อิสระเริ่มหันไปสนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งร่วมลงทุนกับเพื่อน ดังนั้นอนิรุทธ์จึงเรียกตัวบุตรชายคนเล็กวัย 28 ปี ที่มีชื่อว่าอลงกต หรือซัน กลับมารับช่วงต่อในการทำธุรกิจนี้ เนื่องจากเขาเรียนจบมาทางด้านนี้โดยตรง  มีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการเปลี่ยนบอร์ดบริหารนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งจะมีการสรุปเป็นที่แน่นอน ซึ่งลลิตภัทรและพนักงานคนอื่นๆก็เพิ่งจะทราบข่าวกันในเช้าวันนี้นั่นเอง
                ลลิตภัทรทำงานเป็นครีเอทีฟที่บริษัท เอ.เจ.ไอ.ฯ แห่งนี้เข้าสู่ปีที่สามแล้ว ก่อนหน้านี้เธอเคยทำงานที่บริษัทโมเดลลิ่งนางแบบที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งหลังจากที่จบการศึกษา ทว่าเธอก็ตัดสินใจลาออกมาเพราะถูกแฟนเก่าของเธอที่มีชื่อว่าวทัญญู หรือแม็ค ที่เธอคบเมื่อสมัยทำงานที่นั่นแอบนอกใจ โดยแอบคบกับพวกพริตตี้และนางแบบในโมเดลลิ่งมากหน้าหลายตา จนเธอจับได้หลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่เคยปรับปรุงตัว เธอจึงบอกเลิกและตัดสินใจลาออกมาจากที่นั่นในทันที ก่อนจะมาสมัครงานที่นี่ด้วยคำแนะนำจากอินทุอร หรือควีน เพื่อนสนิทของเธอตั้งแต่สมัยเรียน ที่ปัจจุบันก็ทิ้งเธอลาออกจากเอ.เจ.ไอฯไปเป็นตัวแทนประกันชีวิตอยู่ที่บริษัทประกันชีวิตที่มีชื่อว่า อินฟินิตี้ อินชัวรันซ์ (Infinity Insurance)จนทุกวันนี้ได้ดิบได้ดีเป็นถึงผู้บริหารตัวแทน และแน่นอน หล่อนไม่ลืมที่จะชวนลลิตภัทรไปเป็นตัวแทนในสายงานของหล่อนด้วย ดังนั้นลลิตภัทรจึงมีอาชีพเสริมอีกอาชีพเป็นตัวแทนประกันชีวิตอีกงาน ซึ่งถึงแม้ว่าเริ่มแรกลลิตภัทรจะไม่ได้รู้สึกเต็มใจนัก เพียงแค่มาสอบตัวแทนเพื่อที่จะซื้อกรมธรรม์ลดหย่อนภาษีของตัวเอง ทว่าพอทำไปทำมา เธอกลับทำรายได้จากธุรกิจนี้ได้ไม่น้อย เนื่องจากเดือนมาส มารดาของเธอที่ทำธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ คอยให้การสนับสนุน และหาลูกค้ามาให้เธออย่างต่อเนื่อง ลลิตภัทรจึงยังคงทำอาชีพเสริมนี้มาจนถึงปัจจุบัน 
                ลลิตภัทรเป็นผู้หญิงรูปร่างค่อนข้างสูงและมีหุ่นเพรียวพอใช้ หน้าตาเธอจัดว่าดูดีทีเดียว ติดตรงที่เธอเป็นผู้หญิงประเภทที่ไม่ค่อยชอบแต่งหน้ามากนัก เธอมักจะแต่งหน้าอ่อนๆ และแต่งตัวตามสไตล์ของตัวเอง ไม่ได้ตามกระแสแฟชั่นแม้จะเป็นครีเอทีฟก็ตาม เรียกได้ว่าเธอเป็นสาวเซอร์คนหนึ่งของบริษัท มีน้อยครั้งที่เธอจะปล่อยผมให้ยาวสยายรุ่มร่ามเหมือนสาวๆคนอื่นในออฟฟิศ   เพื่อนร่วมงานของเธอมักจะพูดเสมอว่าถ้าเพียงแต่เธอรู้จักแต่งหน้าและแต่งตัวให้มากกว่านี้ แฟนของเธอคงไม่นอกใจ และเธอคงจะหาแฟนใหม่ได้นานแล้ว ทว่าลลิตภัทรก็ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านมาถึงสองปีกว่านับตั้งแต่เลิกรากับวทัญญู  เพราะเธอตั้งปณิธานว่า ถ้าชาตินี้เธอไม่สามารถหาผู้ชายที่นิสัยดี รักและจริงใจกับเธอเท่าที่เธอคาดหวังได้ เธอก็จะอยู่เป็นโสดไปเช่นนี้  ทว่าเมื่อวัยล่วงเลยเข้าใกล้หลักสามสิบ ปณิธานอันแรงกล้าของเธอก็ดูเหมือนจะค่อยๆอ่อนลงตามลำดับ
                ถึงเวลาสิบโมง พนักงานระดับอาวุโส (Senior Staff) ขึ้นไปถูกเรียกเข้าห้องประชุมใหญ่ของบริษัทที่จุคนได้ประมาณสามสิบคน  เพราะจะมีการแนะนำบอร์ดบริหารชุดใหม่ ลลิตภัทรคือหนึ่งในพนักงานที่ต้องเข้าร่วมประชุมในฐานะ ครีเอทีฟ ซุปเปอร์ไวเซอร์  แผนกงานออกแบบโครงสร้าง (Creative Supervisor – Structure Design Division) หรือ หัวหน้าควบคุมฝ่ายครีเอทีฟด้านงานออกแบบโครงสร้าง และสถานที่ของบริษัทนั่นเอง ซึ่งโดยปกติเธอมีหน้าที่ออกแบบฉาก โครงสร้าง ผังการจัดงานต่างๆ   พนักงานอาวุโสและผู้บริหารของแผนกต่างๆเริ่มทยอยเข้ามาในห้องประชุม  ลลิตภัทรเลือกที่นั่งเกือบสุดปลายโต๊ะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับหน้าจอสไลด์  ไม่นานนักเก้าอี้เกือบทุกที่นั่งก็ถูกจับจอง ประตูห้องประชุมถูกปิดลง  ทว่ากระเพาะปัสสาวะเจ้ากรรมของลลิตภัทรดันเพิ่งมาแสดงอาการให้หญิงสาวรู้สึกอยากลุกออกไปเข้าห้องน้ำ เธอชะโงกมองไปยังประตู เห็นเลขายังไม่เข้ามาแจกเอกสารวาระการประชุม เธอจึงลุกออกจากที่นั่งเพื่อจะเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ถัดจากห้องประชุมไปเล็กน้อย แต่ขณะที่หญิงสาวกำลังจะเดินเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูนั่นเอง ประตูก็ถูกเปิดออก
“ อุ๊ย!” ลลิตภัทรอุทานและผงะถอยหลัง  หนุ่มเซอร์ร่างสูง หน้าตาดี แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีเทา เสื้อยืดลายทางดำสลับขาวด้านใน และกางเกงพับขาสีดำแนววินเทจยืนอยู่ตรงหน้าเธอ สีหน้าเหมือนตกใจเช่นกัน  ลลิตภัทรจ้องมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า  ใบหน้าของชายหนุ่มจัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตี๋ ผิวขาว จมูกของเขาโด่งมากทีเดียว ริมฝีปากค่อนข้างบาง และไว้หนวดเคราพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับดูรกจนบดบังเค้าหน้าที่ดูสะอาดสะอ้าน  ผมของเขาค่อนข้างยาว  ได้รับการเซ็ตมาเป็นอย่างดี ลลิตภัทรใช้เวลาประมวลผลในหัวอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะสามารถคาดเดาได้ว่า บางทีเขาอาจคือคุณอลงกต หรือซัน บุตรชายคนเล็กที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของบริษัทก็เป็นได้ เพราะเธอไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน ประกอบกับคำบอกเล่าจากกิ่งกาญจน์เมื่อเช้า  เค้าหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าเธอ ดูไปก็คล้ายกับอิสระ เจ้านายคนเก่าของเธออยู่มากทีเดียว
“ ขอโทษค่ะ ” ลลิตภัทรก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงขอโทษให้กับชายหนุ่ม และหลีกทางให้เขาเดินเข้ามา ทว่าชายหนุ่มนอกจากจะไม่ได้ตอบรับท่าทีของเธอและไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอแล้ว ยังนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจอีกต่างหาก ลลิตภัทรถึงกับหน้าเสีย เธอแอบค้อนควับวงใหญ่ตามหลังเขาไป ขณะที่ลลิตภัทรกำลังจะก้าวขาออกจากห้อง บรรดากรรมการบริษัททั้งหลายก็พากันเดินกรูเข้ามา จนลลิตภัทรต้องเดินถอยหลังหลบไปอยู่ตรงบริเวณมุมห้อง ประตูห้องถูกปิดลง อิสระอดีตประธานบริษัท ผู้ซึ่งอยู่ในสถานะเจ้านายของเธอในวันนี้เป็นวันสุดท้าย เดินตามเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ลลิตภัทรหมดโอกาสที่จะออกไปเข้าห้องน้ำไปโดยปริยาย เพราะการประชุมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เธอจึงจำต้องเดินคอตกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเองอย่างเก็บอาการ
                “ วันนี้ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะทราบเรื่องที่คุณพ่อจะเปลี่ยนบอร์ดบริหารของที่นี่อย่างเป็นทางการแล้วนะครับ  เนื่องจากผมกำลังจะหันไปดูแลธุรกิจใหม่ของตัวเอง เพราะฉะนั้นคุณพ่อถึงได้วางตัวประธานบริษัทคนใหม่เอาไว้ ซึ่งก็คืออลงกต น้องชายคนเล็กของผมเอง  ขอเสียงปรบมือให้นายซันด้วยครับ ”  อิสระกล่าวอย่างรวบรัดก่อนจะผายมือไปทางน้องชาย เพื่อแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน และโค้งให้ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมเล็กน้อย ใบหน้าเผยรอยยิ้มแตกต่างจากตอนที่เดินผ่านประตูห้องเข้ามาอย่างสิ้นเชิง   เป็นไปตามที่ลลิตภัทรคาดหมายไว้ ผู้ชายคนนั้นคือน้องชายของอิสระจริงๆ  ชายหนุ่มแม้จะมีเค้าหน้าที่คล้ายอิสระ ทว่าบุคลิกลักษณะภายนอกช่างแตกต่างจากอิสระอย่างสิ้นเชิง อิสระมีลักษณะของนักธุรกิจ แต่งตัวค่อนข้างเนี้ยบ และมีใบหน้าสะอาดสะอ้าน ในขณะที่อลงกตนั้นมีลักษณะของพวกศิลปิน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นหนุ่มเซอร์  แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก เพราะเขาเรียนด้านการออกแบบสื่อโฆษณามา บุคลิกลักษณะของคนที่เรียนด้านนี้ก็คงจะเป็นไปในทางนั้น  ลลิตภัทรแอบชำเลืองมองอลงกต  แอบรู้สึกว่าเขาหน้าตาดูหล่อเหลาเอาการ เพราะเธอชอบผู้ชายรูปร่างสูงและมีรอยยิ้มที่ชวนดึงดูดสายตา ซึ่งเขาก็ถือว่าเป็นผู้ชายที่มีคุณสมบัติที่ล่อตาล่อใจเธออยู่ไม่น้อย ทว่าเธอก็นึกถึงอาการไม่เห็นหัวคนอื่นของเขาที่แสดงใส่เธอเมื่อครู่แล้วก็ทำให้คะแนนนิยมในตัวเขาดับวูบในทันที
                “ ผมก็คงไม่มีอะไรจะพูดมากนัก  นอกจากขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยแล้วกันนะครับ จากนี้ผมก็คงจะสานต่อนโยบายเดิมของทางบริษัทเรา ทุกคนจะทำงานร่วมกันเหมือนคนในครอบครัวเหมือนเดิม  ตัวผมเองก็ยังขาดประสบการณ์การทำงานอีกเยอะ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ผมจะลงมาจับงานต่างๆด้วยตัวเองในช่วงแรก และจะมาลองเรียนรู้งานร่วมกับทุกๆคนในแต่ละแผนก เพื่อที่ผมจะได้ทราบธรรมชาติของพนักงานแต่ละส่วนในบริษัทของเรา และก็รู้การทำงานในทุกๆฟังก์ชั่น  ผมจะได้สามารถปรับตัว และก็รู้ทิศทางการพัฒนาบริษัทของเราต่อไป ดูว่าจุดไหนบ้างที่ยังต้องมีการปรับปรุง ผมคิดว่าพี่ซีได้วางนโยบายบริษัท และแผนการทำงานให้กับพนักงานของเราเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว ผมก็จะพยายามเอาสิ่งที่ผมเรียนมามาเพิ่มเติม พัฒนาให้ดีขึ้น ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของวงการโฆษณา และงานอีเวนท์ของบ้านเรา  ยังไงก็ขอความร่วมมือและคำแนะนำจากทุกคนด้วยนะครับ” สิ้นเสียงพูดของอลงกต เสียงปรบมือก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงชื่นชมจากบรรดากรรมการบริษัท ลลิตภัทรจำต้องปรบมือไปกับเขาด้วย ทว่าพยายามเบือนหน้าหนีหันไปมองทางอื่น
                “ ผมจะขอลงไปจับงานที่ผมถนัดก่อนละกันนะครับ พวกงานของฝ่ายครีเอทีฟ ” ลลิตภัทรหันควับกลับมามองทางอลงกตทันที ‘ตายแล้วยัยอัยย์เอ๊ย ’เธอแอบคิดในใจ
                “ ผมคงมีเรื่องที่อยากจะพูดแค่นี้แหละครับ ” อลงกตโค้งให้กับทุกคน เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่อลงกตจะกลับลงไปนั่งยังที่ของตน  หลังจากนั้นมีการประชุมถึงเรื่องโปรเจ็คงานสำคัญต่างๆที่ทางบริษัทได้รับมา ต่อด้วยเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของโปรเจ็คที่กำลังดำเนินการอยู่ ปิดท้ายด้วยเรื่องการจัดกิจกรรมเนื่องในวันครบรอบก่อตั้งบริษัทครบเจ็ดปี ด้วยการจัดประกวดสื่อโฆษณาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งลลิตภัทรแทบจะไม่ได้สนใจฟัง เนื่องจากไม่ได้อยู่ในส่วนงานที่เธอรับผิดชอบ 
                การประชุมจบลงตอนเที่ยงตรงพอดี  ลลิตภัทรเก็บสมุดบันทึกและเตรียมหอบข้าวของเดินออกจากห้อง สุทธิดา โปรเจ็ค ครีเอทีฟ เมเนเจอร์ (Project Creative Manager) หัวหน้าแผนกวัยเกือบสี่สิบที่ลลิตภัทรสังกัดอยู่ก็เรียกตัวเธอเอาไว้
                “ อัยย์ อย่าเพิ่งไปจ้ะ มานี่มา  จะแนะนำให้คุณซันให้เธอรู้จัก” อลงกตที่บัดนี้ยืนอยู่ข้างๆสุทธิดา หันหน้ามามองลลิตภัทร  เธอมองจ้องกลับไป  สายตาของอลงกตยังคงดูไม่เป็นมิตรสำหรับเธอ  เขาไม่แม้แต่จะยิ้มด้วยซ้ำ ราวกับโกรธอะไรเธอมาสักร้อยชาติ ลลิตภัทรรู้สึกอยากจะหาอะไรสักอย่างมาถ่างริมฝีปากของเขาออก เผื่อเขาจะเผยรอยยิ้มและมิตรภาพบนใบหน้าให้เธอบ้าง
                “ คุณซันคะ นี่น้องลลิตภัทรนะคะ เป็นครีเอทีฟมือดีอีกคนของฝ่ายเรา  ทำงานที่นี่มาจะสามปีแล้วค่ะ แต่น้องเขาเก่ง ตอนนี้เป็นระดับซุปเปอร์ไวเซอร์แล้ว มีอะไรอยากคุยเกี่ยวกับโปรเจ็คต่างๆก็คุยกับน้องได้นะคะ ”
                “ ฮะ ขอบคุณนะครับคุณฝ้าย ว่าแต่...คุณเป็นน้องผมหรอ? นึกว่าอายุเท่ากันหรือไม่ก็มากกว่าซะอีก ” ลลิตภัทรฉุนขึ้นมาในทันที อยากจะดีดปากเขาแรงๆซักทีสองที  เธอรู้สึกถูกหยามศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง(วัยใกล้ 30) อย่างแรง
                “ ตายแล้วคุณซัน น้องเคืองแย่  คุณซันอายุเท่าไหร่กันคะ? ”
                “ 28 ครับ ” อลงกตตอบเสียงเรียบ
                “ ฉันอายุ 27 ค่ะคุณซัน ” ลลิตภัทรพูดเน้นคำจนคนฟังรู้สึกได้ อลงกตยังคงจ้องหน้าเธอด้วยใบหน้าเฉยเมยจนลลิตภัทรเริ่มรู้สึกโมโห
                “ งั้นเหรอ งั้นผมขอโทษที่เสียมารยาท ” รอยยิ้มตรงมุมปากที่ดูคล้ายล้อเลียนปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายหนุ่ม ลลิตภัทรรู้สึกหมดความอดทนในที่สุด  เธอตัดบทด้วยการหันไปพูดกับสุทธิดา
                “ พี่ฝ้ายคะ  อัยย์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ  เดี๋ยวต้องรีบกลับไปเคลียร์งานออกแบบเวทีงานแต่งต่อ ”
                “ อ่อ...จ้ะ ไปเถอะ  ยังไงก็คอยตามคุณซันเขาหน่อยก็แล้วกันนะอัยย์ ”
                “ หา ทำไมล่ะคะ? ”
                “ ก็คุณซันเขาอยากทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของงานต่างๆที่ฝ่ายเรารับมาจัดการช่วงนี้น่ะจ้ะ  คุณซันเขาจะได้ลงมาคุยและทำความรู้จักกับลูกค้าเองด้วย เพราะเธอเข้ามาช่วงรอยต่องานที่ทางบริษัทเรารับมาช่วงคุณซียังบริหารอยู่ เพราะฉะนั้นก็ช่วยให้รายละเอียดคุณซันเธอหน่อยละกันนะ ฝากด้วยนะจ๊ะ” สุทธิดาตบไหล่ลลิตภัทรเบาๆก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้เธอยืนเผชิญหน้ากับอลงกต  ชายหนุ่มยิ้มกวนใส่ลลิตภัทรจนเธอเผลอทำหน้าหงิกออกมา
                “ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะคุณซัน ” เธอรีบพูดตัดบท
                “ ผมเปล่ารั้งคุณเอาไว้นี่ เชิญสิ” อลงกตผายมือไปที่ประตู  ลลิตภัทรไม่รอช้า หันตัวกลับเดินออกไปจากห้องทันที  อลงกตยิ้มด้วยความรู้สึกสนุก หลังจากลลิตภัทรเดินคล้อยหลังออกไปแล้ว  หญิงสาวไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ชายหนุ่มรู้สึกสนใจเธออยู่ไม่น้อย เพราะเธอเป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่เขาเคยพบที่ไม่แสดงท่าทีหรือส่งสายตาเชิญชวนแสดงความสนใจจนออกนอกหน้าใส่เขา เมื่อได้พบหน้าเขาครั้งแรก
                กิ่งกาญจน์รอลลิตภัทรอยู่ที่โต๊ะทำงานเพื่อรอไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน  พอเห็นลลิตภัทรเดินผ่านประตูเข้ามาในแผนกก็รีบวิ่งเข้าหาเพื่อนสาวอย่างกระตือรือร้น เพราะอยากรู้เรื่องของประธานหนุ่มรูปงามคนใหม่ใจจะขาด
                “ อัยย์เป็นไงบ้างวะ คุณซันเค้าหล่อสมคำร่ำลือไหม?”
                “ อื้ม...หล่อ” ลลิตภัทรตอบด้วยสีหน้าเซ็งๆ
                “ จริงหรอแก...หล่อจริงหรอวะ แล้วทำไมแกทำหน้างี้อะ แกตอบประชดรึเปล่าวะเนี่ย หรือว่าจริงๆหน้าตาแย่วะแก ”
                “ ก็หล่อนั่นแหละแก แต่นิสัยเนี่ยสิ กวนประสาท ฉันล่ะไม่ถูกชะตาด้วยเลย ”
                “ กวนประสาท?? ยังไงวะแก? ”
                “ ก็แบบ...พูดว่าดูจากหน้านึกว่าฉันแก่กว่าน่ะสิ ไม่มีมารยาท เหมือนจงใจยั่วโมโห แล้วตอนเริ่มประชุมเว่ย ฉันจะไปเข้าห้องน้ำใช่ปะ ฉันก็เปิดประตูออกไป เขาก็เปิดประตูเข้ามา เกือบชนกัน ฉันก็ขอโทษไป แต่ไม่รับคำขอโทษฉันซักคำ แถมไม่เอ่ยขอโทษฉันด้วย คือ...ควรจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่มีมารยาทหน่อยไหมวะแก  พูดแล้วก็ยังหงุดหงิดไม่หายเลย ” ลลิตภัทรวางแฟ้มงานลงบนโต๊ะอย่างใส่อารมณ์
                “ เฮ้ย...ใจเย็นๆเว่ยแก บางทีเค้าอาจจะล้อเล่นก็ได้ ก็สไตล์เด็กจบนอกอะ อาจจะขี้เล่น พูดตรงๆแรงๆไปหน่อย ”
                “ คุณซีก็จบนอกไม่เห็นเป็นงี้เลย ” ลลิตภัทรหันไปเถียง   “ เอาเหอะแก  ฉันก็รายงานให้แกรู้แล้ว หยุดพูดถึงเรื่องเจ้านายคนใหม่สุดที่รักของแกเหอะ พูดแล้วอารมณ์เสีย ลงไปกินข้าวกันเหอะ หิวจะแย่ ” ลลิตภัทรพูดตัดบทในที่สุด
                “ เคๆ  กินที่โรงอาหารแล้วกันนะแก ฉันขี้เกียจเดินออกไปข้างนอกว่ะ เดี๋ยวต้องรีบขึ้นมาแต่งหน้าอีก เดี๋ยวต้องออกไปเสนองานลูกค้ากับพี่ฝ้ายแล้วก็ทีมฝ่ายขายอะ ”
                “ ฉันยังไงก็ได้แก ”
                ลลิตภัทรเดินลงมาที่โรงอาหารซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของตึกพร้อมกับกิ่งกาญจน์  ที่นั่น เธอเห็นอลงกตกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะอยู่กับนลินีและธรรมรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ โดยมีพนักงานระดับทั่วไปพากันจับจ้องและสนทนาเกี่ยวกับการมาถึงในวันแรกของเขา ลลิตภัทรแอบสังเกตเห็นพวกพนักงานหญิงหลายกลุ่มแอบมองเจ้านายคนใหม่แล้วก็พากันแสดงท่าทีกรี๊ดกร๊าด สนอกสนใจจนออกนอกหน้า ทว่าอลงกตก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบตัวเลยแม้แต่น้อย ยังคงสนใจจานข้าวตรงหน้า และบทสนทนาของนลินีและธรรมรัตน์
                “ ยัยอัยย์!! คนนั้นใช่ไหมแกคุณซันอะ ” กิ่งกาญจน์เกือบจะใช้มือชี้ไปยังอลงกต ลลิตภัทรรีบตีมือเพื่อนแทบไม่ทัน
                “ แกจะชี้เพื่อ...เดี๋ยวเค้าก็เห็นหรอก จะบ้าหรอ”
                “ แก~ เค้าหล่อมากเลยอะ โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ” กิ่งกาญจน์มองไปยังอลงกตแทบไม่สามารถละสายตาได้ แววตาคล้ายคนเพ้อฝัน  ลลิตภัทรส่วยศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหนีไปซื้ออาหารในที่สุด ปล่อยให้กิ่งกาญจน์ยืนเพ้อต่อไป
                “ เฮ้ย! ยัยอัยย์ แกรอฉันด้วย เดี๋ยวเราไปนั่งใกล้ๆคุณซันได้ไหมอะแก ฉันอยากเห็นหน้าใกล้ๆอะ ”
                “ ไอ้กิ่ง นี่แกเป็นเอามากนะ อย่าเยอะน่ะ สงวนท่าทีบ้างแก อย่าทำตัวเหมือนสาวออฟฟิศทั่วไปได้ไหม? ดูสิแก ทำท่าทางเหมือนกันไม่มีผิด นี่ถ้าวิ่งไปนั่งตักคุณซันได้คงวิ่งไปแล้วล่ะมั้ง”
                “ ก็อยากอยู่นะแกถ้าเค้าให้ ” ลลิตภัทรกรอกตาไปมาอย่างเอือมระอา  เธอซื้ออาหารญี่ปุ่นเซ็ตราเม็ง ก่อนจะเดินไปหาที่นั่งซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร ซึ่งเธอตั้งใจเลือกโต๊ะตัวที่ห่างกับอลงกตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เธอจะรู้สึกรำคาญใจมากไปกว่านี้
                “ ยัยอัยย์ เธอนี่ใจร้ายชะมัด เลือกที่นั่งใกล้ๆหน่อยก็ไม่ได้ ” กิ่งกาญจน์ยังคงบ่นกระปอดกระแปด  
                “ ถ้าแกอยากไปหาที่นั่งใกล้ๆก็ไปได้นะ ฉันไม่ได้ห้าม ” ลลิตภัทรพูดพลางก้มหน้าก้มตาคีบเส้นราเม็งในชามตรงหน้า
กิ่งกาญจน์ได้แต่ทำหน้าบึ้ง ก่อนจะจำใจหย่อนก้นนั่งลงตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับลลิตภัทรอย่างรู้สึกเสียดาย
                หลังทานอาหารกลางวันเสร็จ กิ่งกาญจน์แยกตัวไปซื้อผลไม้ที่อยู่ข้างๆตึก ซึ่งเป็นแหล่งประจำของสาวออฟฟิศในย่านนั้น
ลลิตภัทรจึงจะขึ้นตึกไปทำงานก่อน  เธอเข้าไปในลิฟท์และกดเลือกหมายเลขชั้นทำงานของเธอ ก่อนจะกดปุ่มปิดลิฟต์ ทว่าก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง ก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านนอก
                “ เดี๋ยวก่อนครับ ” มือหนึ่งแทรกเข้ามาระหว่างประตูลิฟต์ทั้งสอง ก่อนที่ประตูจะเปิดออกอัตโนมัติเมื่อมีวัตถุบางอย่างสัมผัสกับเซ็นเซอร์  อลงกตยืนอยู่ที่ด้านหน้าประตูลิฟต์ก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้ามา  ชายหนุ่มมองลลิตภัทรด้วยความประหลาดใจไม่น้อยกว่าสายตาที่เธอใช้มองเขา  ลลิตภัทรหลีกทางให้ เธอหลบไปยืนอยู่ตรงมุมด้านในของลิฟต์  อลงกตปรายตามองหญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะหลบไปยืนที่มุมตรงข้ามกับเธอ
                “ เพิ่งทานข้าวเสร็จหรอคุณ? ” อลงกตเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน ลลิตภัทรหันไปมองหน้าเขาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เธอพยายามข่มไม่ให้ฟังดูห้วนเกินไป
                “ ค่ะ ”
                “ คุณว่างรึเปล่า? ”
                “ คะ??? ” ลลิตภัทรหันไปมองหน้าอลงกตด้วยความประหลาดใจกับคำถามของเขา
                “ ผมอยากจะคุยเรื่องงานในมือเราตอนนี้ซักหน่อยน่ะ ผมอยากเริ่มให้เร็วที่สุด เพราะผมจำเป็นจะต้องรู้จักลูกค้าของเราให้มากที่สุดเพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจ ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ ผมก็อยากจะรู้จักกลุ่มลูกค้าของเราให้มากที่สุด และประเภทงานที่เรารับมาในตอนนี้ ” ลลิตภัทรรู้สึกถึงแววตามุ่งมั่นของอลงกต ทว่าเธอก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมเขาถึงมาคุยเรื่องนี้กับเธอ ทั้งๆที่เขาควรจะไปคุยกับคนระดับผู้จัดการ หรือไม่ก็ให้เลขารวบรวมข้อมูลให้
                “ อันที่จริง ฉันว่าถ้าคุณอยากดูข้อมูลลูกค้า หรือพวกงานที่เรารับมาในตอนนี้ ฉันว่าคุณบัวเลขาของคุณซี น่าจะช่วยรวบรวมให้ได้นะคะ และก็คงจะให้รายละเอียดได้ดีกว่าอัยย์ด้วย เพราะอัยย์รับผิดชอบงานเป็นโปรเจ็คๆไปค่ะและก็รับผิดชอบแค่งานออกแบบ ก็อาจจะมีทำงานกับฝ่ายเซลล์นิดหน่อยเวลาไปคุยงานกับลูกค้า ”
                “ แต่ผมอยากรู้จากคนที่ลงทำงานจริงมากกว่า เอาเป็นว่า ผมอยากรู้ ยังไงผมจะให้คุณบัวเค้ารวบรวมข้อมูลให้อย่างคุณว่า แต่ผมต้องการให้มีคนมาช่วยอธิบายงานแต่ละโปรเจ็คให้ผมฟัง และรายงานความก้าวหน้าด้วย  ผมอาจจะถามจากพี่ซีบางส่วน ยังไงผมขอมอบหมายหน้าที่นี้ให้คุณด้วยแล้วกันนะ แล้วยังไงผมจะเรียกคุณฝ้ายเข้ามาคุยด้วย ” อลงกตพูดจบ ลิฟต์ก็มาจอดที่ชั้นทำงานของเขาพอดี เขาหันมายิ้มให้ลลิตภัทรซึ่งในสายตาเธอดูเป็นรอยยิ้มกวนๆ ก่อนที่จะเดินออกจากลิฟต์ไป เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งได้รับลูกระเบิดลูกใหญ่มาไว้ในมือ งานที่เพิ่งได้รับเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับเธอไม่น้อย ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง แต่ลลิตภัทรไม่รู้สึกสบอารมณ์เอาเสียเลยที่ต้องทำงานที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของเธอ เพราะแค่ทุกวันนี้งานเธอก็ล้นมือเต็มที และยิ่งไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่อลงกตต้องมอบหมายให้เธอทำงานชิ้นนี้ให้แก่เขา
                “ นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย ใช่หน้าที่ปะวะ? โอ๊ย!!!! ฉันอยากจะบ้าตาย ”  หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจอย่างหัวเสีย แต่ก็สายเกินกว่าที่จะปฏิเสธอะไรได้
                หลังเลิกงาน ลลิตภัทรนั่งแช่อยู่ที่บริษัทอีกเกือบสามชั่วโมง เนื่องจากเธอมีนัดกับอินทุอร หรือควีนเอาไว้ที่ร้านอาหารใกล้ๆกับบริษัทตอนสองทุ่ม เธอใช้เวลาว่างในระหว่างรอในการรวบรวมงานอีเวนท์ และงานโฆษณาต่างๆในรอบ  1 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากกิ่งกาญจน์ที่อาสาช่วยขอข้อมูลให้จากฝ่ายขายและฝ่ายประเมินผล หลังจากที่เห็นลลิตภัทรหงุดหงิดและแสดงสีหน้าเครียดจัดตลอดทั้งบ่าย
                ลลิตภัทรนั่งอ่านข้อมูลโปรเจ็คต่างๆที่ผ่านมาและสรุปข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มต่างๆของบริษัทในระยะหลังๆ โดยเน้นกลุ่มที่เธอมีส่วนรับผิดชอบ เพื่อจะได้ให้ข้อมูลแก่อลงกตได้ในเชิงลึก  กระทั่งเวลาผ่านไปจนเกือบสองทุ่ม  ลลิตภัทรจึงเก็บเอกสารและข้าวของต่างๆที่กองอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะจัดเผ้าผมให้เรียบร้อยและเติมแป้งอีกนิดหน่อย แล้วจึงเดินออกมาจากแผนก
ลลิตภัทรลงลิฟต์ไปที่ชั้นเก้า ซึ่งเป็นชั้นทำงานของพวกคณะกรรมการ และประธานบริษัท  เธอคิดว่าอลงกตคงจะกลับไปแล้ว ตั้งใจว่าจะฝากเอกสารเอาไว้กับบัว เลขาคนเก่าของอิสระ ที่บัดนี้กลายมาเป็นเลขาของอลงกตแทน ทว่าคนที่กลับไปนานแล้วคือบัว และคนที่ยังทำงานอยู่ก็คืออลงกต  ลลิตภัทรเห็นไฟในห้องของชายหนุ่มยังเปิดอยู่ จึงชะโงกหน้ามองผ่านกระจกหน้าห้อง เห็นเจ้านายคนใหม่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านแฟ้มเอกสารกองโตที่วางอยู่ตรงหน้า ลลิตภัทรลังเลใจอยู่ครู่ใหญ่ว่าจะเอาแฟ้มเอกสารวางไว้บนโต๊ะของบัวโดยทิ้งโน้ตเอาไว้ หรือจะเข้าไปพบอลงกตเพื่อส่งแฟ้มนี้ให้แก่เขาโดยตรงดี  ทว่าในที่สุด  ลลิตภัทรก็ตัดสินใจที่จะวางมันวางไว้บนโต๊ะของบัว เพราะว่าใกล้เวลานัดกับอินทุอรเต็มที และวันนี้เธอก็ไม่มีอารมณ์จะคุยกับอลงกตเรื่องงานอีกต่อไป  ด้วยเหตุที่ว่าวันนี้เขาทำให้เธอหัวเสียมากเกินไปแล้วนั่นเอง 
                ลลิตภัทรเดินออกมาจากบริษัท ก่อนจะเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ห่างจากบริษัทของเธอไปประมาณสามป้ายรถเมล์  ลลิตภัทรไปถึงช้ากว่าเวลานัดเล็กน้อย แต่เธอก็ยังต้องนั่งรออินทุอรอีกเกือบสิบห้านาที  ลลิตภัทรสั่งของหวานมานั่งทานเล่นรอเพื่อนสาว กระทั่งหล่อนมาถึงในที่สุด
                “ ยัยอัยย์!!” เสียงของอินทุอรดังขึ้นจากทางด้านหลัง ลลิตภัทรหันหลังไปมองทางต้นเสียง อินทุอรยืนอยู่ด้านหลังเธอในชุดเดรสสีเขียวตองอ่อน สวมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำ  และดูเหมือนว่าหล่อนเพิ่งจะไปทำสีผมใหม่มาเป็นเฉดสีบลอนด์อ่อนประกายทอง จากเดิมที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม
                “ กว่าจะมานะยัยควีน ฉันจะสั่งเค้กอีกชิ้นแล้วเนี่ย แล้วดูซิเพื่อน โมดิฟายลุคมาใหม่นะยะ ”
                “ อะแน่นอน ฉันต้องเปลี่ยนลุคนิดนึงนะ เพราะว่าต้นเดือนหน้าก็ต้องไปเดินสวยๆอยู่ในปารีสแล้วนะจ๊ะเพื่อน ” อินทุอรนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆลลิตภัทร พร้อมกับหยิบแว่นกันแดดแบรนด์ดังซึ่งเพิ่งถอยออกมาสดๆร้อนๆขึ้นมาสวมอวด  ช่วงสองไตรมาสแรกของปี อินทุอรสามารถทำยอดขายได้ถล่มทลาย กว่าสองล้านบาท ทำให้เธอสามารถพิชิตคุณวุฒิการท่องเที่ยวของบริษัทได้ ซึ่ง คุณวุฒิการท่องเที่ยวครั้งใหญ่จะมีปีละ 2 ครั้ง ประเทศที่ทางบริษัทประกันจะพาไป ล้วนแต่เป็นประเทศที่ราคาตั๋วเครื่องบินและราคาที่พักตลอดทริปแพงหูฉี่ ซึ่งมีน้อยคนที่จะสามารถพิชิตได้ ซึ่งอินทุอรก็สามารถทำได้ในที่สุด และในครั้งนี้ก็เป็นประเทศในฝันของลลิตภัทรเสียด้วย นั่นก็คือประเทศฝรั่งเศส มิหนำซ้ำบริษัทยังแถมแพ็คเกจทัวร์ยุโรปอีก 2 ประเทศให้ด้วย คือ สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี จากเดิม 6 วัน รวมเป็นสิบวันสำหรับคนที่ทำยอดขายได้เพิ่มอีก 1เท่าตัวจากยอดขายที่ตั้งไว้แต่แรกที่หนึ่งล้านบาท ซึ่งก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงนักขายมือฉมังที่โชคดีมีลูกค้ารายใหญ่คู่บุญอย่างอินทุอร และเพราะอินทุอรเห็นว่าประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศในฝันของลลิตภัทรเพื่อนรักของเธอ หล่อนจึงตัดสินใจซื้อตั๋วราคาเฉียดแสนให้ลลิตภัทรเป็นของวันเกิดในปีนี้ ซึ่งจะมาถึงในเดือนหน้า ตรงกับช่วงเวลาที่เดินทางไปเที่ยวฝรั่งเศสพอดี
                “ว่าแต่แกเถอะ ลางานรึยังเนี่ยยัยอัยย์? ฉันอุตส่าห์ลงทุนช่วยออกเงินซื้อตั๋วให้แกเป็นของขวัญวันเกิดนะเนี่ย นานๆที เห็นเป็นประเทศในฝัน แล้วตั้งแต่ต้นปีมา แกก็ทำยอดได้หลายแสนอยู่ ”
                “ ทำเรื่องลาไปแล้ว  แต่ฉันจะประสาทเสียกับไอ้การเคลียร์งานช่วงที่ก่อนไปเนี่ยแหละ ลาตั้งอาทิตย์นึง ไม่อยากจะคิดเลยว่างานจะกองเป็นภูเขาเลากาแค่ไหน   แล้วไหนจะไอ้งานที่ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำอีก  ไอ้บอสบ้า!!” ลลิตภัทรไม่วายหงุดหงิดด้วยเรื่องของอลงกต
                “ บอสที่ไหนแก? ” อินทุอรหันไปถามแต่ยังไม่ทันที่ลลิตภัทรจะตอบ หล่อนก็กวักมือเรียกบริการเพื่อสั่งอาหาร “ ขอสปาร์เก็ตตี้คาโบนาร่าที่ค่ะ  แกเอาอะไร? ”
                “ ฉันขอข้าวเนื้ออบ ”
                “ โอเค ตามนี้แหละค่ะ ” อินทุอรส่งเมนูให้เด็กเสิร์ฟนำไปเก็บ ก่อนจะหันมาคุยกับลลิตภัทรต่อ
                “ ตกลงบอสที่ไหนแก? ”
                “ ก็บอสคนใหม่ที่มาแทนคุณซีน่ะสิแก ที่ฉันเคยเล่าให้แกฟังไงว่าคุณซีเค้าหันไปจับธุรกิจอสังหาฯแล้ว ตอนนี้คุณนิรุทธ์เลยให้ลูกชายคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบนอกกลับมามาดูแล  หน้าตาก็ดีนะแก แต่ขี้เก๊กชะมัด  แล้วมาวันแรก อยู่ๆมาโยนงานให้ฉันทำเฉยเลย ให้รวบรวมงานอีเวนท์ที่เข้ามาบริษัทเรากับพวกกลุ่มลูกค้าหลักๆของบริษัทอะ  ซึ่งมันเป็นพวกงานเลขาฯไม่ก็พวกฝ่ายขาย ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์อะไรพวกนั้นปะวะที่ต้องดู  มาให้ฉันทำเฉยเลย  ทำไมต้องเป็นฉันเนี่ย??? ฉันก็ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้  บอกว่าอยากคุยกับคนที่เป็นคนทำงานจริง ฉันก็ไม่เห็นว่าใช่เรื่องอยู่ดี  อารมณ์เสียชะมัด แค่งานที่ทำค้างๆอยู่เนี่ยก็จะล้มทับตายอยู่แล้ว”
                “ ใจเย็นเพื่อน  เอาน่ะ ฉันว่าเดี๋ยวก็ต้องมีคนช่วยแกทำ  บางทีเขาคงอยากได้ไอเดียอะไรใหม่ๆจากคนทำงานมั้ง อย่าคิดมาก  แกก็เป็นระดับซุปเปอร์ไวเซอร์แล้วนี่นา เขาก็คงเห็นว่าพอจะพึ่งพาได้ ” ลลิตภัทรส่ายหัวไปมาอย่างนึงเซ็ง ก่อนจะถอนหายใจเพราะสุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่านั้น
                “ เอาเป็นว่าแกก็พยายามนึกถึงการช็อปปิ้งสุดเริ่ดของพวกเราเอาไว้ก็แล้วกัน  หนนี้แกต้องไปช่วยฉันดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่ฉันบอกแกด้วยนะ  คุณพรต กับคุณดาราลักษณ์เขาไม่อยากเดินทางแล้ว ตอนแรกคุณดาราลักษณ์ซื้อตั๋วไว้ 2 ที่ พอคุณพรตไม่ว่าง คุณดาราลักษณ์ก็เลยจะไม่ไป เลยจะโอนตั๋วให้ลูกชายกับลูกสาวไปเที่ยวแทน ”
                “ ที่ว่าทำร้านเพชรน่ะเหรอ? ”
                “ .ใช่แก ชื่อคุณศตายุกับคุณศรุตา  คุณศรุตานี่เป็นพี่ล่ะ เรียกคุณโรสดีกว่า  ส่วนคนน้องชื่อคุณโรม หล่อนะแกฉันจะบอกให้ หึหึ ” อินทุอรหันไปส่งสายตาเจ้าเล่ห์ใส่ลลิตภัทร
                “ หล่อของแกนี่ฉันไว้ใจได้ไหมเนี่ย แต่ละคน... ฉันล่ะไม่อยากจะเชื่อ ” ลลิตภัทรทำหน้าเบ้
                “ เฮ้ย! หล่อจริงอะไรจริงเหอะคนนี้ คอนเฟิร์ม เดี๋ยวแกเจอแกจะชอบ  เป็นผู้ชายสูงขาว หน้าตี๋อะแก อาจจะดูสำอางนิดๆแต่ล่ำนะค้าคุณเพื่อน ที่สำคัญ รวยค่ะ!”
                “ เกย์ป่าวเนี่ยแก  ไอ้หุ่นล่ำๆ หน้าตาสำอางสำออยเนี่ย ”
                “ โอ๊ย ต่อให้เป็นเกย์จริงก็อย่าได้แคร์สื่อค่ะเพื่อน หล่อ รวย จบนอก นิสัยดีอีกต่างหาก หาเพอร์เฟคได้ขนาดนี้มีที่ไหน ”
                “ เออๆ เอาเหอะแก เอาไว้เจอตัวเป็นๆก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องงาน ”
                “ อย่าเครียดมากจ้ะเพื่อน เดี๋ยวเอาไว้วันเสาร์นี้เราไปช็อปปิ้งเตรียมข้าวของกัน อาหารมาละ ทานก่อนดีกว่า ” อินทุอรพูดตัดบทเมื่อบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ  ลลิตภัทรนั่งทำหน้าเซ็งเมื่อนึกถึงงานที่ต้องสะสางก่อนเดินทางไปฝรั่งเศส รวมทั้งใบหน้าของอลงกตแล้วก็ชวนให้รู้สึกห่อเหี่ยวใจ ทว่าเธอก็ขอโยนมันทิ้งไปชั่วคราวก่อนจะลงมือจัดการกับอาหารที่อยู่ในจานตรงหน้า... 


ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 19 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 2
จากคุณ http://nanzen-music.com//() อัพเดตเมื่อ 27/02/2555 03:51:46
ความคิดเห็นที่ 4
จากคุณ http://newyork-hockey.com//() อัพเดตเมื่อ 26/02/2555 21:53:22
ความคิดเห็นที่ 5
จากคุณ http://myspacesextape.com//() อัพเดตเมื่อ 26/02/2555 18:51:36
หน้าที่ 1 จาก 19 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 193 ท่าน