Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
กั๊กหัวใจไม่ให้รัก......นายอันตราย
มะนาวหวาน
6
6
03/10/2554 00:53:19
535
เนื้อเรื่อง
“แพนเป็นอะไร หน้าหงิกเชียว” ฉันถามทันทีเมื่อแพนเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์อย่างมาก ปกติฉันไม่เคยเห็นยัยนี้ทำหน้าหงิกเลยสักครั้งเห็นที่ไรเธอยิ้มร่าเริงตลอด
“ป่าวสักหน่อย” แพนพยายามหยี่ฟันยิ้มให้ฉัน-_-"
“นี่เรียกว่ายิ้มแล้วใช่ไหม”
“อื่อน่า ว่าแต่แกเถอะไปไหนกับนายไวท์มา” แพนตอบฉันสั้น ๆ ก่อนจะเปลี่ยนอาการจากคนอารมณ์ไม่ดีกลายเป็นคนอยากรู้เรื่องชาวบ้านแบบสุด ๆ
“ไม่ได้ไปไหนสักหน่อยออกจากโรงอาหารก็มาห้องเรียนเลย” ฉันตอบไม่สบตาก็เรื่องจริงออกจากโรงอาหารก็มาตึกเรียนแค่ไม่ได้บอกว่าก่อนขึ้นห้องเรียนไวท์พาฉันแวะที่ซุ้มขนมก่อนเท่านั้น
“แน่ใจ ห้ามโกหก อย่ามาปิดนะ แล้วที่แกบอกว่าจะคบกับไวท์จริงหรือป่าว” แพนเหล่ตาถามแบบจับผิด
“แกจะบ้าหรอ ฉันก็พูดไปแบบนั้นแหละไม่อยากให้ใครมายุ่งวุ่นวาย”
“ไอ้ใครที่พูดถึงหมายถึงพี่เกรชหรือป่าว”
ฉันไม่ได้ตอบคำถามแพนแต่กลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่ใสแวววาวแสดงอาการอยากรู้ของมันนิ่ง
“อุ้ย.....เจ็บนะ” แพนโวยวายเกินเหตุเมื่อฉันผลักหัวมันเบาๆ มั่นไส้นักนัยน์ตาใสจริงใจคู่นี้
“ถ้าไม่จริงก็ดีแล้ว นายไวท์เจ้าชู้จะตายอยู่ห่าง ๆ ไว้ก็ดีเพราะได้ยินว่าถึงว่านายไวท์เขาจะเป็นคนเจ้าชู้แต่เขาก็เป็นคนน่ารักมากคนหนึ่งเลยนะทั้งหล่อ ทั้งเท่ห์แถมรวยอีกด้วย พวกผู้หญิงที่เคยคบกับเขาทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนที่หมอนั้นยอมคบกับพวกเธอ เขาก็เอาใจใส่เป็นอย่างดีและถึงนายไวท์เขาจะเป็นคนเจ้าชู้เขาก็คบผู้หญิงทีละคนไม่มีทางที่รถไฟจะชนกันแน่นอนเพราะถ้าเขาจะคบกับสาวคนไหนเขาจะต้องบอกเลิกอีกคนก่อนอยู่ที่ว่าสาวคนไหนจะมีบุญวาสนามากน้อยเพียงใดเท่านั้นที่จะได้คบกับหมอนี่ได้นานเท่านั้นเอง อาจจะข้ามวัน สองวัน สามวัน มากสุดก็หนึ่งอาทิตย์ เร็วสุดก็สองชั่วโมง”
“แหมพูดยังกะเคยอยู่ใกล้เขางั้นแหละ” เรื่องยืดยาวที่แพนเล่าให้ฟังทำให้ฉันอดแซวไม่ได้
“มันก็ป่าวหรอกก็ได้ยินใคร ๆ เขาพูดมา ว่าแต่แกอย่าเผลอใจไปหลงเสน่ห์หมอนนั่นเข้าล่ะ” แพนทำหน้าทะเล้นแซวฉัน
“บ้าดิ” ฉันยิ้มกับถ้าทางของแพนไม่รู้เป็นเพราะอะไรท่าทางของเพื่อนคนนี้ถึงทำให้ฉันยิ้มได้เสมอยิ้มได้มากขึ้น พูดมากขึ้นอารมณ์ดีอยากสนใจโลกอยากสนใจเรื่องคนอื่นได้มากขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉันเคยทำเคยเป็นแต่มันได้หายไปเมื่อชีวิตทางครอบครัวของฉันเปลี่ยนไป
แต่ว่าที่แพนพูดก็มีส่วนถูกหมอนั่นถ้าไม่เจ้าชู้เกเรนิสัยก็คงจะดีไม่น้อยเพราะอย่างน้อย ๆ เขาก็ยังสังเกตอาการปวดท้องของฉันด้วย ไม่เหมือนกับอีกคนเขาจะรู้หรือป่าวว่าตอนนี้ฉันเป็นโรคกระเพาะอยู่
“นี่เธอยัยเด็กใหม่” เสียงจิกเรียกของผู้มาใหม่ทำให้ฉันกับแพนหันไปมองที่หน้าประตูห้องเห็นมิ้นและแคลวกำลังเดินมาที่เรา
ปัง!!!
“ฉันไม่สนว่าเธอกับพี่เกรชจะเคยเป็นอะไรกันมาก่อนแต่ตอนนี้เธอควรจะรู้ว่าฉันกับเขาคบกันอยู่ ฉันขอเตือนให้เธอเลิกยุ่งกับเขาซะอย่าพยายามเข้าใกล้และให้ท่าเขาอีก” มิ้นเดิมมาทเข้ามาใช้มือตบโต๊ะตัวที่ฉันนั่งเสียงดังแล้วตะคอกเสียงใส่หน้าฉัน ใบหน้าสวยคมของเธอนั้นแฝงไปด้วยแววตาความริษยาเกียดชัง
“พูดเรื่องอะไรของเธอ” ฉันพูดน้ำเสียงเรียบไม่ได้แสดงอาการตื่นกลัวกับการกระทำของมิ้นแต่อย่างใด แต่กลับจ้องมองหน้าเธอด้วยแววตาของความไม่พอใจในการกระทำของเธอเช่นกัน
“อย่ามาแกล้งโง่ เธอรู้ดีว่าฉันหมายถึงอะไร” มิ้นยังตะเบ็งเสียงด่าฉันจนเพื่อน ๆ ในห้องที่เริ่มทยอยเข้ามาในห้องเรียนเพื่อเรียนในภาคบ่ายหันมามองด้วยความอยากรู้
“ขอโทษนะ ฉันไม่มีเวลาว่างมาตีความหมายเรื่องไร้สาระที่เธอพูดว่ามันหมายอะไรหรอกนะ มันงี่เง่า” ฉันเน้นเสียงประโยคหลังให้ช้าและชัดจนทำให้มิ้นโกรธจนตัวสั่น
“ฉันขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายอย่ามายุ่งกับพี่เกรชอีกและก็อย่าคิดมาลองดีกับคนอย่างฉัน” เธอเน้นปากเน้นคำพูดเสียงต่ำใบหน้าขึงขังจริงจัง
“ขอโทษอีกครั้งเถอะนะ ฉันคงไม่คิดจะไปลองดีกับเธอหรอกเพราะดูจากที่เห็นเธอก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีสักเท่าไร” ฉันทำหน้าทำเสียงว่ายียวนกวนประสาท
ปัง!!!!
“อีนี่มันจะอวดดีมากไปแล้วนะ” แคลวที่ยืนฟังเงียบอยู่นานใช้มือทุบโต๊ะตะคอกใส่หน้าฉันอีกคนใบหน้าของเธอแดงด้วยความโกรธจัดไม่แพ้มิ้น
ฉันมองดูการกระทำของคนทั้งคู่ด้วยความเรียบเฉยไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ที่ฉันกำลังจะโดนตบอยู่รอมร่อนั้นอาจเป็นเพราะฉันคงเคยชินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ นี้แล้วมั้ง
สมัยก่อนตอนมัธยมต้น เรื่องราวแย่ ๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตฉันมากมายมันได้เข้ามาหล่อหลอมตัวฉันให้กลายเป็นคนเย็นชา ยิ้มยาก พูดน้อยและไม่สนใจใครจนกลายเป็นเหมือนว่าฉันเป็นคนเย่อหยิ่ง จองหอง อวดดี และมันได้ไปสร้างความน่ามั่นไส้ให้กับใครหลายคนที่พบเห็น
สถานการณ์แบบนี้ฉันเคยเจอมันมาหมดแล้ว ทั้งเพื่อนห้องเดียวกัน เพื่อนต่างห้อง รุ่นพี่ เลยไปจนเพื่อนต่างโรงเรียนที่เข้ามาหาเรื่องจนฉันชินและหาทางรับมือมันได้เสมอหรือในบางครั้งที่ฉันไม่สามารถรับมันได้จนต้องเจ็บตัวมันก็ไม่เจ็บเท่าไรเพราะด้วยความที่เจอเรื่องแบบนี้บ่อยจนฉันต้องหาวิธีการช่วยเหลือตัวเองโดวยการไปเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองซึ่งมันก็ช่วยได้มาก
แต่ถ้าหากคนที่มิ้นกำลังพูดถึงเขาอยู่กับฉัน ถ้าเขาไม่ทิ้งฉันมาชีวิตฉันก็คงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ไม่กลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกแบบนี้หรอก
ถ้าพี่.....ถ้าพี่อยู่พี่จะต้องปกป้องเขาจากเรื่องแบบนี้ เขาเชื่อว่าพี่จะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายเขาเด็ดขาด
..........แต่พี่กับผู้หญิงคนนั้นก็จากมาทั้งที่ฉันร้องไห้อ้อนวอนขอร้องและวิ่งตาม พี่ก็ไม่เคยหันมามองเลยแม้แต่น้อย.......
ถ้าหมดธุระของเธอสองคนแล้วก็กลับไปนั่งที่เธอได้แล้วฉันจะอ่านหนังสือ” ฉันเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเรียนใต้โต๊ะขึ้นมาเปิดอ่านอย่างไม่สนใจมิ้นและแคลวที่ดูจะโกรธจัดกับการกระทำของฉัน
“มันจะอวดดีมากไปแล้ว” มิ้นกระชากหนังสือเรียนของฉันแล้วขว้างมันลงกับพื้นเงื้อมืออีกข้างหมายจะตบหน้าฉันแต่ฉันคว้ามือนั้นของเธอไว้ได้ก่อนที่จะตกกระทบลงบนใบหน้าของฉัน ฉันจับมือมิ้นไว้ได้แล้วบิดแขนนั้นกลับมาทางด้านหลังด้วยทักษะวิชาศิลปะการต่อสู้
“โอ้ยยเจ็บนะ ปล่อยฉันนะนังบ้า” มิ้นร้องโอ้ยครวญด้วยความเจ็บ
“อย่ามายุ่งกับฉันอีก” ฉันยังบิดแขนมิ้นแรงขึ้นแล้วดันให้เธอเดินไปยังหนังสือเรียนของฉัน ขณะเดียวกันแคลวก็ทำท่าจะเข้ามาหมายจะทำร้ายฉันแต่ก็ถูกแพนดึงแขนไว้ก่อน
“เก็บขึ้นมา” ฉันสั่งให้มิ้นเก็บหนังสือเรียนของฉันที่เธอขว้างมันลงกับพื้น
“ไม่ ปล่อยฉันนะนังบ้า”
“บอกให้เก็บขึ้นมา” ฉันออกแรกบิดมากขึ้นจนมิ้นยอมเก็บหนังสือขึ้นมาแล้วว่างมันลงบนโต๊ะของฉัน
“โอ้ย” มิ้นร้องออกมาอีกครั้งเมื่อฉันปล่อยเธอแล้วผลักไปชนกับโต๊ะเรียนที่อยู่ข้าง ๆ
“โอ้ยยยปล่อยฉันนะฉันเจ็บ” เสียงร้องของแพนดังขึ้นจนฉันต้องรีบเขาไปช่วยเพราะตอนนี้เธอกำลังโดนแคลวดึงผมอยู่
ผลัก โอ้ย
ฉันกระชากตัวแคลวให้ออกจากแพนก่อนที่จะผลักเธอกระเด็นไปชนผนังห้องเรียนด้วยแรงทั้งหมด
“เจ็บหรือป่าวแพน” ฉันถามใจหายเมื่อเห็นว่านัยน์ตาของแพนเริ่มแดงเหมือนกับจะร้องไห้
“โอ้ยยยยปล่อยฉันนะนังบ้า” แคลวตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อฉันเดินเข้าไปหาเธอแล้วกระชากผมเธอด้วยแรงทั้งหมดอีกครั้ง
“โทษฐานที่เธอทำเพื่อนฉัน” ฉันตะคอกเสียงใส่หน้าแคลวด้วยความโมโห
“เพื่อน ๆ อาจารย์มาแล้ว” ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นมากว่านี้ใครคนหนึ่งก็ตะโกนบอกเพราะเวลานี้ก็ได้เลยเวลาเรียนในคาบบ่ายแล้ว บรรดาไทยมุงทั้งหลายต่างสลายตัวแยกย้ายไปนั่งประจำที่โต๊ะตัวเองด้วยเร็ว
มิ้นและแคลวก็เช่นกันทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแค้นมากยิ่งขึ้นกว่าเก่าไว้ให้ฉัน
“แพนเจ็บมากไหม ฉันขอโทษนะที่แกต้องมาเจ็บตัวเพราะฉัน” ฉันกล่าวด้วยความสำนึกผิดเพราะเรื่องที่เกิดสาเหตุมันมาเพราะฉันแท้ ๆ
“ไม่เป็นไร ก็แกเป็นเพื่อนฉัน ถ้าฉันไม่ช่วยแกเดี๋ยวแกก็โดนรุมอะดิ” แพนส่งยิ้มให้ฉันจนทำให้ฉันตื้นตันในความมีน้ำใจของแพน
“ขอบใจนะ”
“นักเรียนค่ะวันนี้เรามาเรียนเรื่องของไวยากรณ์กันนะค่ะ มาดูพื้นฐานของพวกเธอสิมีมากน้อยแค่ไหน” เสียงอาจารย์ซ่ารากล่าวเจื้อยแจ้วอยู่หน้าชั้นเรียนพร้อมกับโจษคำถาม
Kathy………..this bag for two months.
1.had been using
2.are going to use
3.have used
4.uses
“ใครสามารถตอบโจษข้อนี้ได้ค่ะ” อาจารย์ถามและทุกคนก็เงียบ
“มิลธิตรา ตอบข้อไหนค่ะ” อาจารย์หันไปหามิ้นซึ่งก่อนที่ฉันจะมาเรียนที่นี้แพนเคยเล่าให้ฉันฟังว่ายัยนี่เรียนเก่งที่สุดสอบได้คะแนนท๊อปมาตลอด
“เออ....” มิ้นทำท่าอึกอักเพราะหล่อนมัวแต่เหม่อไม่ทันได้ฟังอาจารย์พูดเลยทำให้เธอตอบอึกอัก
“อะไม่เป็นไรจ๊ะ นั่งลงศศิกาลตอบสิ” อาจารย์หันมาทางฉัน
“ตอบข้อ 1.had been usingเพราะ Present Perfect Continuous ใช้เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและยังคงต่อเนื่องไปถึงอนาคต (has/have+been+Ving)” ฉันตอบคำถามพร้อมอธิบายเหตุผล
“oh Good ทุกคนตบมือให้ศศิกาลด้วยค่ะ” ทุกคนในห้องปรบมือให้ฉันยกเว้นมิ้นและแคลวที่ทำท่าทางไม่พอใจและมั่นไส้สุดฤทธิ์
“เก่งมากค่ะ มิลธิตราเธอมีคู่แข่งแล้วนะน่ากลัวด้วยสิ คราวหลังตั้งใจฟังอาจารย์อย่ามัวแต่นั่งเหม่ออีกล่ะ” อาจารย์หันไปตำหนิมิ้นจนทำให้เธอหึดหัดด้วยความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น
“นี่วันหลังติวให้ฉันบ้างนะ วิชาภาษาอังกฤษฉันแย่สุด ๆ” แพนกระซิบข้างหูฉัน
“ได้สิ” ฉันตอบส่งยิ้มให้ด้วยความยินดี
               
                16.00หน้าตึกเรียน
                เมื่อได้เวลาโรงเรียนเลิกฉันกับแพนก็แทบจะลงจากตึกเรียนเป็นคนสุดท้ายเพราะแพนต้องเอาสมุดการบ้านของเพื่อน ๆ ไปส่งที่ห้องพักอาจารย์ด้วยความเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศแพนจึงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง แพนเล่าให้ฟังว่าเธอรับผิดชอบมาตั้งแต่ม.ต้นแล้วขึ้นม.ปลายมาก็ไม่ได้เปลี่ยนห้องใหม่ เพื่อน ๆ ในห้องก็ยังเป็นเพื่อนรุ่นเก่าตั้งแต่สมัยม.ต้น มีที่เข้ามาเพิ่มใหม่มีไม่กี่คนนั้นก็หมายรวมถึงฉันที่เข้ามาใหม่ในห้องเหมือนกันเพื่อนๆ จึงยกหน้าที่นี้ให้แพนรับไปทำโดยปริยายไม่ต้องเสียเวลามาหาหัวหน้าห้องคนใหม่ให้ยุ่งยาก
                “กาลพี่มารอเราตั้งนานแนะ” เสียงเรียกที่ฉันคุ้นเคยไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคนเรียกเป็นใคร
                “กาลพี่เกรชเรียก” แพนดึงมือฉันให้หยุดเดินหันกลับไปมองด้านหลังเมื่อเธอเห็นว่าฉันไม่สนใจที่จะหยุดหันไปสนทนากับเขา
“กาลพี่เรียกไม่ได้ยินหรือไง” เกรชเดินเข้ามาหาพร้อมร้อยยิ้มอบอุ่นของเขาที่ฉันไม่เคยลืม
“มีไร” ฉันถามเสียงห้วน
ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ตัวเองดีว่าการที่ฉันย้ายมาเรียนที่นี่ จากพ่อและบ้านอันเป็นที่รักก็เพื่อต้องการที่จะได้อยู่ใกล้เขา ได้เห็นได้เจอ ได้พูดกับเขาเห็นรอยยิ้มอยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเมื่อก่อน แต่พอเห็นหน้าเขาทีไรมันก็ต้องนึกถึงเรื่องอดีตทุกทีความโกรธและความเจ็บแค้นยังไม่เคยจางหายไปจากใจเช่นกัน
บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทั้งที่อยากเจออยากเห็นแต่พอได้เจอได้เห็นความโกรธและความอคติมันก็เข้ามาถามหาอยู่เลื่อยไป ตลอดเวลาสามปีฉันรู้ว่าเขาพยายามติดต่อมาตลอดแต่เป็นที่ฉันเองที่ปิดกลั้นตัวเองจากเขา ฉันสั่งห้ามทุกคนที่บ้านไม่ให้พูดถึงเขาและเธอคนนั้นอีกถ้าใครเอ่ยชื่อสองคนนั่นให้ฉันได้ยินฉันจะโกรธและไม่พูดด้วยอีกเลยนี่คือคำสั่งของฉันและมันก็เป็นคำสั่งที่ไม่มีใครกล้าละเมิดมันอีก
แต่แล้วฉันก็แพ้ใจตัวเอง แพ้ความถวิลหาคิดถึงปานขาดใจจนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอพ่อเรื่องการมาเรียนที่เดียวกับเขาตอนแรกพ่อขัดข้องไม่อยากให้ฉันมาเพราะไกลบ้านเกินไปแต่ไม่รู้ด้วยสาเหตุใดพ่อถึงมาใจอ่อนในตอนหลังยอมซื้อคอนโดหรูให้ฉันอยู่ระหว่างที่เรียนอยู่ที่นี่และจะให้ป้ายวงแม่บ้านที่ดูแลฉันมาตลอดมาอยู่ด้วยแต่ฉันปฏิเสธเพราะกลัวแกจะเหงาตอนที่ฉันไปเรียนก็อยู่แต่ในห้องจะออกไปข้างนอกก็ไม่ค่อยสะดวงเพราะอายุเริ่มมากและอีกอย่างฉันก็โตพอจะดูแลตัวเองได้แล้วทุกอาทิตย์พ่อก็มาหาฉันเป็นประจำอยู่แล้วด้วยพ่อจึงยอม
“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” เกรชเอื้อมมือมาจับมือฉัน มือเขายังคงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเช่นเดิม
“ไม่ต้อง กลับเองได้” ฉันสะบัดมือเขาออกอย่างไม่ใยดี
“กาล” เขาเรียกชื่อฉันใบหน้าเจื่อนนัยน์ตามีแววของความเสียใจ
“เลิกยุ่งวุ่นวายกับฉันเสียที”
“ใช่ แกเลิกยุ่งกับแฟนฉันสักที” ไวท์พร้อมแก๊งสี่หล่อเพชฌฆาตเดินเข้ามาทางเราท่าทางยียวนกวนประสาททุกคน
“ปะที่รัก เดี๋ยวเขาไปส่งนะ” ไวท์หันมาทำตาหวานยิ้มให้ฉันแบบน่ารักน้ำเสียงออดอ้อน
“ไวท์อย่ายุ่งกับเธอ” เกรชบอกเสียงทุ้มจริงจัง
“โฮ่ฮฮฮฮ ไอ้ไวท์ฟังพี่สุดที่รักแกพูดสิวะน่ากลัววะ” แม็กทำเสียงสูงกวน
“ใช่ๆ ดูท่าทางพี่เขาจะเอาจริงไม่หงอเหมือนทุกครั้งโว้ย” ไมค์เสริม
“นั่นดิว่ะ วันนี้ทำเป็นเข้ม” เรย์ว่าอีกคน
“ฉันคงทำตามที่นายสั่งไม่ได้หรอกนะเพราะยัยนี่เป็นแฟนฉันแล้ว” ไวท์เดินเข้ามาใช้แขนโอบบ่าฉันเขาดึงตัวฉันให้เข้าไปเบียดจนรู้สึกถึงกลิ่นโคโลนอ่อน ๆ จากตัวเขา ฉันรู้สึกได้ถึงอ้อมแขนแข็งแรงนั้นที่โอบบ่าฉันอยู่
O.O!นายไวท์นี่นายกำลังเตะอังฉันนะ
“ฉันบอกว่าอย่ายุ่งกับเธอ แกจะไปทำเจ้าชู้บ้าบอที่ไหนกับใครก็ไปแต่กับคนนี้ไม่ได้”
เกรชเดินเข้ามากระชากคอเสื้อไวท์แล้วตะคอกใส่หน้าเขาด้วยความโกรธแววตาคู่นั้นดุเดือดจ้องมองไวท์อย่างโกรธจัด
การกระทำของเกรชได้สร้างความตกใจให้กับไวท์และเหล่าสมาชิกเป็นอย่างมากรวมทั้งฉันด้วยเช่นกัน วันนี้ฉันได้เห็นแววตาแบบนี้ของเขาถึงสองครั้ง ครั้งนี้และเมื่อตอนกลางวันในโรงอาหารนั้นอีก
ไม่เข้าใจทำไมต้องหวงไวท์ไม่ให้เข้าใกล้ฉันมากขนาดนั้นด้วย
“แกไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” เมื่อไวท์เรียกสติจากความงงได้แล้วเขาตอบกลับไปเสียงเข้มจับมือเกรชออกจากคอเสื้อของเขานัยน์ตาแข็งกร้าวไม่แพ้กัน
“กาลจะไปไหน” แพนหันมาถามฉันเมื่อเห็นว่าฉันเดินออกจากตรงนั้นโดยไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“แพนฉันกลับก่อนนะ” ฉันหันไปบอกแค่นั้นและเดินจากมาโดยไม่สนใจเสียงเกรชที่ร้องเรียกไว้
“กาลเดี๋ยวสิ พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”
“เดี๋ยวแกยังไปไหนไม่ได้” ไวท์พูดขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าเกรชจะวิ่งตามกาล
“นายมีอะไรก็ว่ามา” เกรชถามสายตายังมองตามร่างบางของกาลที่บัดนี้สาวเจ้าได้เดินหายไปจนลับสายตา
ผลัก  โอ้ยย
“นี่สำหรับที่แกชกฉันวันนั้น และจำไว้อย่ามาสั่งฉัน ยัยนั่นหวงนักใช่ไหมคอยดูล่ะกันฉันจะแย่งแกมาให้ได้เหมือนที่แกเคยแย่งของของฉัน” ไวท์ชกปากเกรชจนเลือดไหลซึมออกมาเขาพูดด้วยท่าทียียวนกวนประสาทเหมือนเดิมทิ้งคำพูดที่ฟังดูจริงจังไว้แล้วเดินจากไปพร้อมเหล่าสมาชิกแก๊งของเขา
..........................................................................................................
แพน – เกรช
“พี่เกรชเป็นอะไรมากหรือป่าว” ฉันซึ่งยืนอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเอ่ยถามขึ้นเมื่อเวลานี้มีเพียงฉันกับเขาสองคนเท่านั้น
“แพนช่วยทำแผลให้ไหม” ฉันอาสาเมื่อเห็นเขาเงียบ
“ว้าวโชคดีจังห้องพยาบาลยังไม่ปิดแต่อาจารย์ไปไหนก็ไม่รู้” ฉันพูดเมื่อเราเดินมาถึงห้องพยาบาลที่ยังเปิดอยู่ ฉันหันไปส่งยิ้มใสให้พี่เกรชแต่…….
T^T.เขาหันหน้าหนีรอยยิ้มที่ฉันคิดว่ายิ้มหวานที่สุดแล้ว.......ฮื่อ....คนใจร้าย
“พี่นั่งนี้ก่อนนะเดี๋ยวแพนไปดูยาแล้วก็น้ำแข็งในตู้เย็นมาประคบให้ ไม่รู้ว่ายังจะมีหรือป่าว”
“มาแล้วโชคดีจังยังมีน้ำแข็งด้วยจะได้ช่วยประคบให้ไม่ช้ำมาก” ฉันเดินกลับมาหาเขาในมือหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กห่อก่อนน้ำแข็งอีกมือหนึ่งถือขวดยาเบตาดีนมาด้วย
“เออ.....เดี๋ยว...แพน.....แพนประคบให้ล่ะกันอาจารย์ยังไม่มาเลย” ฉันทำท่าเก้อเขินขณะที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ห่อด้วยน้ำแข็งไปประคบที่ริมฝีปากเขา
ตึก.....ตึก....ตึก
ทำไมในห้องนี้มันเงียบจัง แล้วไอ้หัวใจบ้ามันทำไม่ถึงได้เต้นแรงจังเขาจะได้ยินหรือป่าวน่า
ว้าววววววว O_<"
ไม่คิดเลยว่าจะได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ คนอะไรหล่อเป็นบ้า ผมของเขาดำเงาบวกกับคิ้วสีดำหนา และนัยน์ตาก็สีดำกลมโต ตัดกับผิวขาว จมูงโด่งเป็นสันริมฝีปากบางหยักได้รูปO_<".....เจ้าชายของฉัน
“ไม่สบายหรือป่าวหน้าแดงเชียว” คำถามของเขาทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา
“เออ..ป่าว..ไม่..ไม่ได้เป็นไร” ฉันตอบอักอักใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ฉันสบายดีแต่ที่หน้าแดงนี่ฉันกำลังเขินมากกว่า
เกรชยกมือจับมือของฉันออกจากริมฝีปากของเขาแล้วค่อย ๆ โน้มใบหน้าหล่อเหล่านั้นเข้ามาใกล้หน้าของฉัน
/////O.O^/////
ตึก....ตึก..ตึก ใจของฉันเต้นแรงรัวเป็นกลองชุด
นี่พี่กำลังจะทำอะไร
ฉันมองสบตานัยน์ตาเย็นชาคู่นั้นของเขานิ่งงันราวต้องมนต์ไม่อาจที่จะขยับเขยื้อนตัวออกห่างเขาได้
ความรู้สึกวาบหวามเกิดขึ้นภายในใจของฉัน พี่เกรชโน้มใบหน้าเข้าใกล้ฉันมากจนหน้าผากเกลียงเกลาของเขาแตะสัมผัสกับหน้าผากมนของฉัน ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้า ฉันว่าตอนนี้มันคงแดงระเรื่อขึ้นเหมือนมะเขือเทศแก่จัดแล้วมั้ง
“อื่อตัวไม่เห็นร้อนเลย ทำไมหน้าเธอแดง” เสียงที่ดังขึ้นนั้นเรียกสติของฉันให้กลับคืนมา ฉันรีบเบนหน้าออกจากสัมผัสของเขาหลบสายตาคู่นั้นทันที
“เออ...เย็นมากแล้ว แพนว่าแพนกลับบ้านดีกว่า” ฉันรีบลุกขึ้นแต่ก็ถูกมือหนานั้นจับแขนไว้ก่อน
“เออ...พ..พี่..พี่เกรชมีอะไรอีกหรือป่าว”
“ยังไม่ได้ใส่ยาเลย” เขาพูดเสียงเรียบเย็นชาเหมือนเดิม ฉันจำใจนั่งลงใส่ยาให้เขาภายใต้ความตื่นเต้น สับสนวาบหวามหลากหลายความรู้สึก ฉันค่อยๆ บรรจงใส่ยาให้เขาด้วยความเบามือโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าสวยหวานได้ถูกสายตาเย็นชาคู่นั้นจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
จบแพน – เกรช
...............................................................
โอ้ยปวดหัวชะมัด!!!!!
เมื่อกลับมาถึงคอนโดที่พักฉันก็ล้มตัวลงนอนอย่างหมดแรง มองไปภายในห้องกว้างขวางหรูหราเพียบพร้อมไปด้วยเฟอนิเจอร์ราคาแพงมีห้องนอนแยกเป็นอีกห้องหนึ่งมีโซฟารับแขกและครัวเล็ก ๆ แต่นั้นมันก็มีเพียงฉันคนเดียวในห้องแห่งนี้ ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้ด้วย
สวรรค์สร้างในฉันเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะหรือเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่งก็ว่าได้พ่อของฉันประกอบธุรกิจทางด้านการโรงแรมมีโรงแรมและรีสอร์ทระดับห้าดาวหลายที่ ฉันเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันชาญฉลาด หัวสมองอัจฉริยะ และใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก นัยน์ตาดำสนิทกลมโต ผมยาวตรงเงาดำขลับตัดกับผิวขาวใสจมูกโด่ง ริมฝีปากบางเฉียบสีแดงอมชมพู สูงเพรียวหุ่นดี เรียกได้ว่าเพอร์เฟคเลยเชียวล่ะ
แต่กระนั้นเถอะฉันไม่เคยภูมิใจในสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยความชาญฉลาดที่ฉันมีมันสอนให้ฉันเป็นคนมั่นใจในตัวเองไม่ง้อขอความช่วยเหลือจากใครเพราะฉันสามารถคิดเองได้ฉันเลยกลายเป็นคนเย้ยหยิ่งในสายตาของใคร ๆ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มของฉันไม่ก็ไม่ได้ช่วยสร้างความมีเสน่ห์ให้กับฉันเลยสักนิดนั้นเป็นเพราะฉันไม่รู้จักใช่มันไม่รู้จักการยิ้มที่มันจะช่วยสร้างให้ฉันดูน่ารักมีเสน่ห์น่าคบหายิ่งขึ้น
ความร่ำรวยมีเงินทองใช้เหลือเฟือนั้นมันก็ไม่ได้สร้างความสุขให้ฉันเลยเช่นกัน  บ้านหลังใหญ่ที่ฉันอยู่หรือที่ห้องชุดหรูแห่งนี้มันเต็มไปด้วยความเหงาเปล่าเปลี่ยวมีเพียงตัวฉันที่มีความเหงาคอยเป็นเพื่อนเรื่อยมา พ่อทำแต่งานจนลืมสนใจครอบครัวทิ้งให้แม่เหงาจนทนไม่ไหวออกไปมีสังคมนอกบ้านและได้พบรักใหม่กับเศรษฐีคนใหม่ทิ้งฉันกับพี่ชายให้อยู่ตามลำพังกับแม่บ้านและคนใช้ภายในบ้าน
ฉันไม่รู้สึกเหงาเมื่อมีพี่อยู่ใกล้เป็นเพื่อนเล่น เป็นผู้ปกป้องฉันจากอันตรายทั้งหลาย ปกป้องฉันจากความเหงาเวลาไม่สบายพี่จะค่อยดูแลฉันไม่ห่างแต่แล้วเมื่อพ่อกับแม่หย่าขาดจากกัน แม่เลือกที่จะพรากพาพี่ชายไปจากฉันและพ่อเพื่อไปแต่งงานกับสามีใหม่ของแม่
ฉันโกรธแม่มาก ฉันคิดว่าแม่เป็นคนเห็นแก่ตัว แม่ทิ้งเราไปเพียงแค่เหตุผลเพียงเพราะแม่เหงาทั้ง ๆ ที่พ่อทำงานหนักเพื่อให้พวกเรามีกินมีใช้อย่างสบาย ๆ พ่อเสียใจและตรอมใจมากหลังจากแม่และพี่ชายจากไปพ่อทำงานหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่าเพื่อใช้เวลาอยู่กับงานให้มากขึ้นจะได้ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องในอดีตอีก
ส่วนฉันก็เช่นกันที่ไม่ต่างอะไรไปจากพ่อ ฉันเริ่มปิดกั้นตัวเองไม่มีอารมณ์ที่จะพูดกับใครวัน ๆ อ่านแต่หนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรฉันก็อ่านหมดทั้งนั้นกว่าสองปีที่สองเราพ่อลูกจะอาการดีขึ้นเมื่อพ่อพบรักใหม่ เมริญาเธอเป็นเลขาของพ่อและเธอก็เป็นคนดีช่วยฉุดพ่อขึ้นจากกองงานและอดีตที่แสนเจ็บปวดเหล่านั้นพ่อเริ่มปล่อยว่างและมีเวลาให้ฉันมากขึ้นเราทั้งคู่ค่อย ๆ ดีขึ้น ฉันไม่กีดกันพ่อที่พ่อจะมีรักใหม่เพราะแม่ไม่ซื่อสัตย์กับพ่อเป็นฝ่ายทิ้งพ่อไปถ้าพ่อจะมีรักใหม่พ่อย่อมไม่ผิด
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 420 ท่าน