Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
เสียงหัวใจบอกว่ารักเธอ
รุ้งตัวจิ๋ว
อ่านทุกตอนที่นี่ค่ะ
1
09/11/2554 21:23:46
404
เนื้อเรื่อง
           ในปลายฤดูหนาวของเมืองโอซาก้า ซึ่งเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น    คฤหาสน์ม้าขาวของตระกูล ทาคิซาว่า   กำลังวุ่ยวายกับการเตรียมงานต้อนรับนายใหญ่เจ้าของคฤหาสน์วัย 68 ปี ประธานทาคิซาว่า  ฮิโรชิ  หัวหน้ากลุ่มม้าเทพ  ผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่กำลังจะเดินทางกลับจากการไปพักผ่อนในประเทศที่มีอากาศอบอุ่นกว่าอย่างประเทศไทยโดยจะกลับมาพร้อมกับแขกพิเศษคนหนึ่ง  และได้สั่งการมาให้จัดงานต้อนรับแขกพิเศษคนนี้อย่างดีที่สุด
          ดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนถูกนำมาตกแต่งทั่วบริเวณคฤหาสน์ตามคำสั่งของนายใหญ่   ตั้งแต่ประตูใหญ่ของรั้วด้านตะวันออกที่ใช้เป็นทางเข้าหลัก  และประดับอย่างสวยงามเรื่อยตามสองข้างทาง  ไม่เว้นแม้แต่รอบศาลาริมน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปทางฝังซ้ายก็ถูกประดับด้วยสีชมพูหวานของดอกกุหลาบเช่นกัน  รถสปอร์ตหรูรุ่นล่าสุด ของเซกิหนุ่มหล่อทายาทรุ่นหลานของตระกูลทาคิซาว่า  แล่นผ่านประตูใหญ่มาตามถนนดอกกุหลาบสีชมพูนั้นพร้อมกับผู้เป็นมารดา  นางทาคิซาว่า  มาซาโกะ 
          “ลูกพอจะรู้บ้างไหมว่าแขกของคุณปู่คนนี้เป็นใคร  เป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย จากเมืองไทยหรือเปล่า ถึงได้จัดงานต้อนรับใหญ่โตขนาดนี้”
          “ไม่ทราบครับคุณแม่ แต่คงเป็นคนสำคัญมากถึงขนาดที่คุณปู่ต้องสั่งการให้เตรียมการต้อนรับให้ดีที่สุด  วันพรุ่งนี้เราก็คงจะได้รู้กันสักทีว่าแขกของคุณปู่คนนี้เป็นใคร”
          “ลูกควรจะค้างคืนอยู่รอรับคุณปู่ที่บ้านกับแม่นะ ทำไมถึงต้องรีบกลับคิตะด้วย”
          “พรุ่งนี้ผมมีประชุมตั้งแต่เช้าอยากกลับไปเตรียมตัวที่คิตะและคงค้างที่นั่น  คงจะไม่ได้อยู่รอรับคุณปู่กลับบ้านหรอกครับแม่  แล้วพรุ่งนี้ผมจะรีบกลับมาบ้านให้ทันงานเลี้ยงตอนค่ำนะครับ”
          “ถ้าอย่างนั้นลูกก็ตั้งใจทำงานไปเถอะ  คุณปู่จะได้เห็นความขยันเอาใจใส่งานของลูก  ท่านจะได้สบายใจว่าทายาทคนเดียวของท่านมีความสามารถพอที่จะดูแลกิจการทั้งหมดต่อจากท่านได้”
          “ครับคุณแม่”
           เซกิคิดถึงการประชุมสำคัญในวันพรุ่งนี้ถ้าทุกอย่างลงตัวอย่างที่คิด เขาคงมีผลงานชิ้นโบว์แดงที่น่าจะทำให้คุณปู่ของเขาพอใจและยอมรับในความ สามารถของเขาว่าจะสามารถขึ้นมานั่งในตำแหน่งประธานบริษัทต่อจากท่านได้แม้ ว่าเขาจะมีอายุเพียงยี่สิบหกปีเท่านั้น
 
          ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย   เครื่องบินลำหนึ่งกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า  ทาคิซาว่า  ฮิโรชิ นักธุรกิจใหญ่ชาวญี่ปุ่นได้โดยสารมาในเครื่องบินของสายการบินอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นลำนี้พร้อมกับผู้ติดตาม ในบรรดาผู้ติดตามนั้นมีสาวน้อยชาวไทยนามว่า ‘ปราย  วิสุทธิวรกุล’หญิงสาววัยสิบแปดปี  ที่กำลังใจเต้นกับการนั่งเครื่องบินโดยสารออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก  กับผู้ปกครองครองตามพินัยกรรมที่แม่ของเธอได้ทำเอาไว้ก่อนเสียชีวิตจากโรคร้าย   ตามพ่อของเธอที่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีมาแล้ว 
          “แม่ขา ตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน แม่กำลังไปญี่ปุ่นพร้อมกับปรายใช่ไหมคะ” หญิงสาวร้องไห้และรำพึงกับตัวเองเบาๆ ขณะที่นอนเอนกายอยู่บนที่นั่งส่วนตัวที่ปรับเอนนอนได้อย่างสบายในชั้นเฟิร์สคลาสสุดหรู
          “ปรายจะทำตามที่แม่บอกไว้  ปรายจะเข้มแข็ง  ปรายจะทำชีวิตตัวเองให้มีความสุขที่สุด  และจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ที่คอยดูปรายอยู่บนสวรรค์ต้องเป็นห่วง” หญิงสาวพูดปลุกใจตัวเองทั้งที่คราบน้ำตายังนองอยู่บนแก้มเนียนใส

 รุ่งเช้าของวันใหม่ที่สนามบินนานาชาติคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ขบวนรถของประธานทาคิซาว่าและผู้ติดตามแล่นออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ม้าขาวที่ตั้งอยู่ในเขตมินามิ เซนชู   ซึ่งห่างจากสนามบินไปไกลพอสมควร   ปรายมองเห็นวิวทะเลผ่านกระจกรถคันหรูก่อนที่สองข้างทางจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นป่าและหุบเขา  ใช้เวลาไม่นานนักรถก็แล่นมาถึงหน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ม้าขาว  ที่ข้างหน้าประตูมีรูปปั้นมาตัวใหญ่สีขาวสองตัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ คฤหาสน์  ยืนยกขาหน้าสองขาในท่วงท่าที่สง่างามอยู่สองฝากของประตู  เมื่อรถแล่นเข้าสู่เขตรั้ว ปรายแทบมองไม่เห็นว่าสุดเขตรั้วด้านอื่นๆนั้นมันอยู่ที่ไหน  เพราะพื้นที่ทั้งหมดของคฤหาสน์ม้าขาวแห่งนี้กว้างใหญ่ถึงสองตารางกิโลเมตร  สองข้างทางที่ถูกตกแต่งไว้ด้วยดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนทำให้ปรายคิดถึงมารดาที่เพิ่งล่วงลับไปอย่างที่สุด

“ฮิคารุ อย่าลืมช่อกุหลาบสีชมพูอ่อนที่แม่ฝากซื้อนะลูก  แม่อยากจะเอามาใส่แจกันในห้องนอน”

'ปราย' ที่หมายถึงละอองเล็กๆระยิบระยับสดใสเป็นชื่อที่พ่อ ตั้งให้กับลูกสาวสุดที่รัก  ส่วนฮิคารุเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นที่แม่ตั้งให้ปราย  โดยบอกว่าความหมายของมันหมายถึงแสงของดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับในยาม ค่ำคืน

            “ดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนเป็นดอกไม้ที่แม่ชอบมากที่สุด เพราะมันเป็นดอกไม้ที่แทนคำสัญญาของคนๆหนึ่งที่สัญญากับแม่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อแม่ และเขาก็เป็นคนเดียวที่แม่ไว้ใจมากที่สุด ฮิคารุลูกรักแล้วสักวันหนึ่งลูกก็จะได้พบกับเขา”

            คำ พูดของแม่เมื่อสองเดือนก่อนที่อาการจะเริ่มทรุดหนัก  เหมือนจะบอกกับปรายเป็นนัยว่าเมื่อไม่มีทั้งพ่อและแม่อยู่ด้วย  คนที่แม่ไว้ใจให้ดูแลเธอมากที่สุดกำลังจะเดินทางมาพบเธอ  และในอีกหนึ่งเดือนต่อมาก่อนที่แม่จะสิ้นใจ ปรายก็ได้พบกับ 'ทาคิซาว่า  ฮิโรชิ'

            “เชิญครับคุณผู้หญิง” พ่อบ้านหนุ่มของคฤหาสน์ม้าขาวเปิดประตูรถให้ปรายพร้อมกับโค้งให้อย่างสุภาพ

            ปรายลงจากรถกวาดตามองไปรอบตัว  และรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ปราสาทใน เทพนิยายเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นแน่ เพราะตัวอาคารหลังใหญ่ที่ออกแบบและตกแต่งสไตล์โกธิคที่สร้างด้วยอิฐสีแดง ขนาดใหญ่ มีปลายหลังคาทรงแหลมที่สลับซับซ้อนนั้นช่างดูยิ่งใหญ่อลังกาล  ดอกกุหลาบสีชมพูถูกประดับไปทั่วทุกที่อย่างสวยงาม  ช่างแตกต่างจากบ้านหลังเล็กๆแสนอบอุ่นที่เธอกับแม่อาศัยอยู่ด้วยกันที่ เชียงใหม่เสียเหลือเกิน

            ฮิโรชิเจ้าของคฤหาสน์ม้าขาว  ผู้มีผมหงอกขาวไปทั่วทั้งศรีษะแต่ทว่าร่างกายยังคงความสง่างามไม่แพ้ในวัยหนุ่มก้าวตามปรายลงจากรถมา

 “ขอตอนรับสู่คฤหาสน์ม้าขาว ฮิคารุ”ฮิโรชิกล่าวเป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมกับยื่นแขนไปให้ปรายควงเดินเข้าไปในตัวคฤหาสน์ด้วยกัน  ปรายเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้ดีเพราะแม่กับเธอมักจะพูดคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่เสมอระหว่างที่อยู่ที่ประเทศไทย

            บรรดา พ่อบ้านและสาวใช้หลายสิบชีวิตต่างเข้าแถวโค้งคำนับกันอย่างเป็นระเบียบ ปรายมองเหล่าคนรับใช้เหล่านี้ที่แต่งชุดฟอร์มสีดำและผ้ากันเปื้อนสีขาวแบบ เดียวกันหมดราวกับนี่คือกองทัพอะไรสักอย่างที่พร้อมจะรับคำสั่งจากพระราชา ที่กำลังเดินผ่านพวกเขาไป   แล้วปรายก็ไปสะดุดกับสายตาคู่หนึ่งที่มองเขม็งมาที่เธอ  'มา ซาโกะ' หญิงม่ายที่สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปเมื่อสี่ปีก่อนยืนรอต้อนรับการกลับ มาของพ่อสามีที่เดินทางไปพักผ่อนที่ต่างประเทศเป็นระยะเวลานานเธอโค้งศรีษะ อย่างนอบน้อม สมเป็นกุลสตรีผู้ดีชั้นสูงที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะคุณพ่อ ” มาซาโกะพูดแต่สายตากลับคอยเหลือบมองปรายที่เดินควงแขนมาพร้อมกับท่านเจ้าของคฤหาสน์

“ขอบใจนะมาซาโกะที่มารอรับ”

“สุขภาพท่านเป็นอย่างไรบ้างคะ  คุณพ่อไปอยู่เมืองไทยนานเป็นเดือนแบบนี้ดิฉันอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ"

            “ฉันไม่เป็นอะไรหรอกไม่ต้องห่วง แต่ฉันมีใครคนหนึ่งที่อยากจะให้เธอช่วยดูแลและจัดชุดสวยๆให้เธอใส่ในงานคืนนี้ด้วย  ฮิคารุ นี่คือ มาซาโกะ ลูกสะใภ้ของฉัน เขาจะช่วยดูแลเรื่องต่างๆของเธอ  หวังว่าเธอคงจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นะสาวน้อย”ฮิโรชิบอกกับปรายและยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน

            “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณมาซาโกะ หนูชื่อฮิคารุค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ”ปรายกล่าวเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับโค้งศรีษะให้กับมาซาโกะ

            มาซาโกะโค้งตอบแต่แววตาของเธอก็ยังคงมองปรายอย่างไม่คลายความสงสัย

            “เธอคนนี้คือแขกที่คุณพ่อสั่งให้พวกเราจัดงานต้อนรับใช่หรือเปล่าคะ  เธอเป็นใครหรือคะ”

            “เอาเถอะ  เอาไว้ในงานคืนนี้ฉันจะบอกให้ทุกคนได้รู้พร้อมๆกัน ตอนนี้ฉันฝากเธอดูแลแม่หนูนี่ด้วย  ฉันจะไปพักผ่อน”

            เมื่อท่านประธานฮิโรชิไปแล้ว  มาซาโกะก็ให้แม่บ้านพาปรายไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นที่สองของคฤหาสน์เพื่อพักผ่อนและเก็บข้าวของ เมื่อปรายเดินขึ้นไปจนสุดบันไดหินอ่อนก็เห็นทางเดินที่ถูกแยกไปเป็นอีกหลายเส้นทางเพื่อไปยังห้องต่างๆในบริเวณชั้นที่สอง

            “บ้านหลังใหญ่ยังกับวังแบบนี้  ไม่เดินหลงทางกันบ้างหรือยังไงนะ” ปรายได้แต่พรึมพรำกับตัวเองอย่างทึ่งกับความใหญ่โตสลับซับซ้อนของคฤหาสน์หลังนี้

            “เชิญคุณผู้หญิงพักที่ห้องนี้เจ้าค่ะ นายท่านได้สั่งให้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เชิญคุณพักผ่อนก่อนแล้วอีกสักประเดี๋ยวคุณมาซาโกะจะเข้ามาพบคุณที่นี่ค่ะ  ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” แม่บ้านวัยสาวคนหนึ่งบอกกับปรายด้วยใบหน้าเรียบเฉยพร้อมกับโค้งคำนับปรายก่อนเดินออกจากห้องไป

            “โอย..นี่มันส่วนไหนของโลกกันนี่  ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย บ้านในหุบเขาที่หลังใหญ่ยังกับปราสาท แถมยังมีคนใช้อยู่อีกเป็นกองทัพ ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงกันนะ” ปรายบ่นพร้อมกับทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่มที่ถูกปูด้วยผ้าปูที่นอนเนื้อดีราคาแพง

            ตั้งแต่ แม่ตายไปชีวิตเธอก็สับสนไปหมด ในพินัยกรรมที่แม่ทำไว้คือให้เธออยู่ในความดูแลของฮิโรชิ จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะในอีกสองหนึ่งปีข้างหน้า แล้วจากนั้นเธอจึงจะได้รับมรดกของแม่ที่อยู่ที่ญี่ปุ่นโดยมีฮิโรชิเป็นคน ช่วยดูแลจนกว่าเธอจะมีอายุครบยี่สิบห้าปีจึงจะมีสิทธิ์เป็นผู้ดูแลมรดกที่ แม่ยกให้แต่เพียงผู้เดียว

             ‘ก๊อก ๆ ๆ ๆ’“คุณฮิคารุคะ คุณมาซาโกะมาแล้วค่ะ”

            “เชิญเข้ามาได้เลยค่ะ”

ปรายรีบลุกลงจากเตียงนอนแล้วจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตัวเองให้เข้าที่ สาวใช้เปิดประตูให้มาซาโกะเข้ามาให้ห้องที่ปรายอยู่

“ห้องนี้ถูกจัดไว้ให้แขกคนสำคัญของคฤหาสน์ม้าขาวมาพักเท่านั้น  เธอคงเป็นคนที่สำคัญมาก คุณพ่อถึงได้ให้จัดห้องนี้ไว้ให้เธอ”

“หนูไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรหรอกค่ะเป็นแค่เด็กที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายเท่านั้นเองค่ะ

“เอาล่ะ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครแต่ตอนนี้เธอก็คือแขกคนสำคัญของคฤหาสน์ม้าขาว ที่ท่านเจ้าของคฤหาสน์ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ในคืนนี้  ฉันเอาชุดที่จะใส่คืนนี้มาให้เธอเลือก” มาซาโกะหันไปกระดิกนิ้วเรียกสาวใช้ห้านางก็ลำเรียงเอาราวแขวนชุดราตรีเข้ามาในห้องของปราย

“เธอลองเลือกดูสิ ชอบแบบไหนก็เอามาลองได้เลย”

“นี่เป็นชุดที่หนูต้องใส่ในงานคืนนี้หรือคะคุณมาซาโกะ” ปรายมองชุดราตรียาวแสนสวยหลายสิบชุดที่แขวนอยู่อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แล้วหยิบจับชุดที่แขวนอยู่มาดูแบบไม่กล้าเอาออกมาจากราวแขวน

“ทำไมไม่เลือกล่ะ ไม่ถูกใจเหรอ”

“เปล่าค่ะ คือ หนูเลือกไม่ถูก ทุกชุดมันสวยไปหมด และก็ไม่เคยใส่ชุดแบบนี้ไปงานเลี้ยงที่ไหนเลยไม่รู้จะเลือกยังไงดี”

มาซาโกะมองร่างระหงส์อรชรของปราย แล้วเลือกหาชุดที่เหมาะมาให้

“ลองไปเปลี่ยนชุดนี้มาซิ”

ปรายรับชุดราตรียาวแค่เข่าสีชมพูอ่อนที่ชายกระโปรงเป็นระบายพริ้วอ่อนหวานไปเปลี่ยนในห้องเสื้อผ้าแล้วเดินกลับออกมา

“ชุดนี้ก็ดูเหมาะดี สมกับวัยของเธอ”

ปรายหันมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่เต็มตัว เห็นตัวเองอยู่ในชุดราตรีสีชมพูอ่อนสวยหวานแล้วยิ้มอย่างตื่นเต้น

“มันเหมือนชุดของเจ้าหญิงเลยค่ะหนูชอบชุดนี้”

“ถ้าอย่างนั้น ช่วงเย็นฉันจะให้ช่างมาแต่งหน้าทำผมให้เธอ ตอนนี้เธอก็พักผ่อนในห้องนี้ไปก่อน ถ้าต้องการอะไรก็สั่นกระดิ่งที่หัวเตียงเรียกแม่บ้านก็แล้วกัน”

มาซาโกะบอกแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับบรรดาสาวใช้ที่เข็นราวแขวนชุดราตรีตามออกไปด้วย

“ไม่อยากเชื่อเลย ว่าฉันจะได้ใสชุดแบบนี้ไปงานเลี้ยงกับเขาด้วยยังกับในหนังสือนิยายแน่ะ แล้วจะมีเจ้าชายมาในงานคืนนี้ด้วยหรือเปล่านะ หึหึ  เพ้อเจ้อที่สุดเลยยายปราย”

ปรายพูดกับตัวเอง พร้อมกับจับชายกระโปรงชุดราตรีสั้นสีชมพูอ่อนแสนสวยยืนหมุนไปมาอยู่หน้ากระจกเป็นนาน  ปราย พักผ่อนอยู่ในห้องสักพักก็เกิดหิวขึ้นมา อยากจะสั่นกระดิ่งเรียกแม่บ้านตามที่มาซาโกะบอก แต่ก็ไม่กล้าที่จะเรียกใช้เพราะไม่เคยชินกับการมีคนรับใช้แบบนี้เลยออกจาก ห้องไปหวังว่าตัวเองอาจจะหาทางไปห้องครัวและหาอะไรกินเองได้ แต่ทางเดินในคฤหาสน์หลังนี้สลับซับซ้อนจนผู้มาใหม่อย่างเธอไม่สามารถจำทิศ ทางได้และตอนนี้ก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองอยู่ตรงส่วนไหนของคฤหาสนี้แล้ว

“คุณกำลังหาอะไรอยู่หรือครับ” เสียงของพ่อบ้านหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ปรายหันกลับไปมองตามเสียง  แล้วก็พบว่าพ่อบ้านหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาท่าทางสุภาพคนที่เคยเปิดประตูรถและโค้งให้ปรายในตอนที่มาถึงคฤหาสน์หลังนี่นั่นเอง

“โอ๊ะ! คุณนั่นเอง   ฉันกำลังมองหาห้องครัวอยู่น่ะค่ะ” ปรายตอบ

‘จร๊อก ก ๆๆๆ’

เสียง ท้องร้องของปรายทำเอาพ่อบ้านหนุ่มถึงกับเผลอยิ้มออกมาครู่หนึ่งก่อนจะ รีบกลับไปทำหน้านิ่งเหมือนกับหุ่นแบบเดียวกับที่ปรายเห็นพวกคนรับใช้ทั้ง หลายในคฤหาสน์หลังนี้ทำกัน

“คุณไม่ต้องเข้าไปในห้องครัวหรอกครับ  ไปนั่งรอที่ห้องอาหารทางนั้นดีกว่า เดี๋ยวผมจะเอาอาหารไปให้รับประทานเอง” พ่อบ้านหนุ่มโค้งให้ปรายก่อนเดินจากไป

“ดะ เดี๋ยว ห้องอาหารทางไหนนะ” ปรายถามยังไม่ทันจบพ่อบ้านหนุ่มร่างสูงก็หายตัวไปซะแล้ว

ปราย เดินมองหาห้องอาหารอย่างไม่รู้ทิศทาง แทนที่เธอจะเดินไปทางห้องอาหารแต่เธอกลับเดินไปคนละทิศละทางแล้วยังเผลอไป เดินชนเข้ากับรูปปั้นวีนัสที่ตั้งอยู่ริมทางเดินจนเกือบสะดุดล้มอีกด้วย

“ว้าย!” ปรายร้องอุทานเป็นภาษาไทยเสียงดังก้องไปตามทางเดิน จากนั้นเธอค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังเลี้ยวไปทางขวาบ้างซ้ายบ้าง จนกระทั้งไปเจอห้องหนึ่งซึ่งประตูห้องถูกเปิดทิ้งเอาไว้   ปรายชะโงกหน้าไปมองในห้อง มีเก้าอี้โซฟาดีไซด์ทันสมัยอยู่ตรงข้ามกับทีวีจอใหญ่ยักษ์

“ห้องนี้เป็นห้องอะไร เอาไว้ดูทีวีหรือเปล่านะ” ปรายเดินเข้าไปให้ห้องที่ประตูถูกเปิดเอาไว้นั้น

“มันอาจจะเชื่อมต่อไปห้องอาหารก็ได้” 

ปรายเดาซุ่มไปเรื่อยเพราะไม่รู้จริงๆว่าคฤหาสน์หลังใหญ่ขนาดนี้มันจะมีห้องอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะขนาดไหนบ้าง ปรายเดินผ่านเก้าอี้โซฟาและบังตาเข้าไปก็พบกับเตียงนอนกว้างที่เครื่องนอนต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ  อีกด้านหนึ่งมีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ใกล้กับชั้นวางหนังสือต่างๆ

“แกร๊บ!”

เสียงเหมือนประตูห้องถูกปิดทำให้ปรายรีบวิ่งกลับไปทางประตูที่ตัวเองเข้ามา  แต่ เมื่อผ่านบังตาไป ก็พบว่ามีผู้ชายร่างสูงใบหน้างามหล่อเหลาที่ปรายคลับคล้ายว่าเคยเห็นหน้า คล้ายๆแบบนี้มาก่อนยืนมองปรายด้วยสายตาดุดัน

“เธอเป็นใคร เข้ามาทำอะไรให้ห้องนอนของฉัน”

เซกิกลับเข้ามาที่คฤหาสน์ม้าขาวเร็วกว่าปกติเพราะการประชุมช่วงเช้าเป็นไปอย่างราบรื่นและเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คิดเอาไว้  และเมื่อตอนที่เขากำลังเปิดประตูจะเข้าห้อง ได้ยินเสียงร้องประหลาดดังขึ้นเขาเลยรีบออกไปดูโดยที่เผลอเปิดประตูห้องทิ้งไว้  ไม่นึกว่าเมื่อกลับเข้ามาจะพบหญิงสาวแปลกหน้าอยู่ข้างในห้องของเขาแบบนี้

“คะ.คุณเป็นใคร” ปรายถามปากคอสั่นด้วยความตกใจที่ต้องมาอยู่ในห้องนอนของคนแปลกหน้าที่กำลังทำจ้องมองเธอด้วยสายตาดุดัน

“ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนถามเธอ” เซกิบอกพร้อมกับย่างสามขุมเข้าไปหาปราย

“อย่านะ...อย่าเข้ามานะ...ไม่งั้นฉันจะ..ฉันจะ...จะ” ปรายนึกไม่ออกว่าจะขู่ฝ่ายตรงข้ามยังไงดี

           "จะอะไร" เซกิขมวดคิ้วถามอย่างเอาเรื่อง

“จะ...จะร้องตะโกนให้คนมาช่วย  ช่วยยยยดั้ว......”

ยัง ไม่ทันที่จะส่งเสียงเซกิก็เข้ามารวบตัวปรายแล้วเอามือข้างหนึ่งปิดปากของเธอ ไว้ เซกิโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ปรายสายตาคมกริบจ้องสบกับดวงตาคู่สวยที่กำลังตื่น ตะหนก

“ร้องให้คนช่วยเหรอหึหึ  แล้วเธอคิดว่าใครที่จะเป็นคนมาช่วยเธอกันล่ะ  แม่หัวขโมย”

            ปรายอึ้งกับคำพูดของเซกิที่กล่าวหาว่าเธอเป็นหัวขโมย   คง เป็นเพราะเสื้อผ้าของเธอที่ดูสุดโทรมเมื่อเทียบกับทุกๆคนในคฤหาสน์หลังนี้  ปรายอยากจะพูดอธิบายแต่ว่าก็ไม่สามารถพูดได้เพราะมือของเซกิปิดปากของเธอเอา ไว้  ปรายพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการโอบรัดของเซกิแต่ร่างเล็กๆไม่สามารถเอาชนะ แรงของคนร่างกายกำยำที่ทำเหมือนกำลังทำการจับกุมเธออยู่นั้นได้

            “บอกมาเดี๋ยวนี้  ว่าเธอขโมยอะไรในห้องของฉันไปบ้าง” เซกิตวาด

            ปรายทำเสียงอู้อี้ออกมาจนเซกินึกขึ้นได้ว่ากำลังเอามือปิดปากหัวขโมยสาวอยู่

            “ก็ได้ ฉันจะปล่อยมือ แต่เธอห้ามโวยวายโหวกเหวกเหมือนเมื่อกี้ แล้วบอกฉันมาดีๆเข้าใจไหม”เซกิพูดพร้อมกับกระชับวง แขนข้างหนึ่งที่กอดปรายอยู่ให้แน่นขึ้นอย่างกลัวว่าหัวขโมยสาวคนนี้จะแผลง ฤทธิ์เหมือนเมื่อสักครู่ เซกิค่อยๆปล่อยมือข้างที่ปิดปากปรายอยู่อย่างช้าๆ

            “ว่าไง  ทีนี้บอกมาได้หรือยัง”เซกิทำเสียงดุ

            “กรี๊ด!ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  ช่วยด้วย”ปรายร้องตะโกนสุดเสียงพร้อมกับดิ้นรนออกจากวงแขนของเซกิอีกครั้ง

            “หยุดนะ”เซกิสั่งพร้อมกับเอามือทั้งสองข้างจับข้อมือเล็กๆสองข้างของปรายเอาไว้แน่นไม่ให้ปรายดิ้นหนีเขาไปได้

            “มีใครได้ยินไหม!..ช่วย.....”

เสียง ตะโกนของปรายดังได้เพียงแค่นี้ปากสีชมพูบางสวยราวกลีบกุหลาบของเธอก็ถูกปิด ด้วยริมฝีกปากหนาได้รูปของเซกิที่ตอนนี้ไม่มีมือว่างมาปิดเสียงกรีดร้องน่า รำคาญของแม่หัวขโมยจอมโกงคนนี้แล้ว 

อ่านตอนที่ 1 ต่อ  >>คลิก

อ่านตอนที่ 2     >>คลิก

อ่านตอนที่ 3     >>คลิก

อ่านตอนที่ 4     >>คลิก

อ่านตอนที่ 5     >>คลิก

อ่านตอนที่ 6     >>คลิก


ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 227 ท่าน