Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
เมืองอาเรนน์ 2 : ตระหนัก
6
14/02/2555 01:48:40
405
เนื้อเรื่อง
เมืองอาเรนน์ 2 : ตระหนัก
 
                เมืองอาเรนน์ เมืองแห่งการค้าที่รุ่งโรจน์ประดุจแสงสว่าง จะมีผู้ใดเล่าคิดว่าเมืองแห่งนี้เคยตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว ผู้ใดเล่าจะคิดว่าเมืองแห่งนี้เคยเกิดโศกนาฏกรรมอันน่าสะพรึงกลัวกับสตรีผู้อาศัย แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วเกือบสิบปี แต่ความหวาดหวั่นของผู้เคยพบเห็นเหตุการณ์ก็ยังคงถูกซ่อนเร้นไว้ภายในก้นบึ้งของจิตใจ
แม้จะมีกฎห้ามมิให้ผู้ใดเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกก็ตาม แต่จิตใจของมนุษย์นั้นอ่อนแอ การเก็บความลับ และความกลัวเอาไว้ทำให้มนุษย์รู้สึกอึดอัด เรื่องราวยังคงถูกเล่ากันปากต่อปากราวกับตำนาน และเมื่อเหตุการณ์นั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง เหล่ามนุษย์ผู้อ่อนแอจึงเริ่มหวาดหวั่น และตระหนักได้ว่ามันคือ “คำสาป”
สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของผู้คนในเมือง พวกเขากำลังรอ... รอใครสักคนมาทำลายคำสาปให้สูญสิ้น
 
“พูดว่าจะออกหาหลักฐานซะดิบดีแต่ไหงกลับมานั่งจับเจ่ากันอยู่ที่พักเล็กๆ นี่เหมือนเดิมได้ล่ะเนี่ย!” เสียงบ่นของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นกลางบ้านขนาดเล็ก
“เจ้าหนู ข้าว่าเจ้าน่าจะหัดมีมารยาทเวลาคุยกับผู้ใหญ่ หรือคนที่มีความสามารถมากกว่าเจ้าสักหน่อยนะ อย่างน้อยๆ เวลาเจ้าเกิดต้องการความช่วยเหลือเขาจะได้พอนึกถึงความน่ารักในตัวของเจ้าได้บ้าง” น้ำเสียงไม่พอใจของชายวัยกลางคนดังโต้ตอบ
“โทษทีนะคุณเรอาห์ที่เคารพรัก พอดีไอ้คนอย่างฉันเนี่ยไม่ใช่พวกชอบสอพลอใครให้เห็นใจซะด้วยสิ” เด็กหนุ่มคนเดิมพูดสวนกลับอย่างทันควัน
เมื่อเรอาห์ได้ยินดังนั้นก็เกิดอารมณ์โกรธเกรี้ยวพลางเดินเข้าหาจัสตินพร้อมกับชี้หน้าสั่งสอน
“แล้วเจ้าจะรู้ว่าหากวันใดเจ้าไร้ซึ่งผู้ใดเห็นใจ เจ้าเองก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากสุนัขที่นอนหนาวเหน็บอยู่ข้างถนนในยามที่รอบกายของเจ้าขาวโพลนไปด้วยหิมะที่เย็นจับกระดูก!”
“นายนั่นแหละที่..!”
“หยุดๆๆ!!!” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินไปแทรกกลางพลางใช้ฝ่ามือผลักหน้าอกทั้งสองไว้ให้ห่างกัน
“แต่ไอ้บ้านี่มัน...!” เด็กหนุ่มยังคิดจะพูดต่อแต่ก็ถูกชายหนุ่มห้ามเอาไว้อีกครั้ง
“ฉันบอกให้หยุดยังไงล่ะจัสติน! เจ้าด้วยเรอาห์...!” คราวนี้เขาใช้นิ้วชี้หน้าทั้งคู่
เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ทั้งคู่ต่อปากต่อคำกันต่อไปเรอาห์อาจโมโหจนขาดสติเพราะคำพูดที่อวดดีไม่รู้จักพอของชายหนุ่มตัวน้อย และอาจจะทำอะไรที่เหนือความคาดหมายเป็นได้
“เอาล่ะจัสตินเจ้าพอได้แล้ว... ส่วนเจ้าเรอาห์!” คาร์นเอลลูเดินไปพูดกับเรอาห์ใกล้ๆ ด้วยเสียงกระซิบ
“ถือว่าเห็นแกข้าเรอาห์... ยกโทษให้เขาสักครั้ง จริงอยู่ที่เขาอาจจะไร้มารยาทไปเสียหน่อย แต่เขาเองยังเด็กอยู่มาก เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรวางตัวเช่นไรบนโลกใบนี้”
“แต่ว่า…” เรอาห์ที่จะกล่าวว่าต่อกลับหยุดลงพร้อมกับถอนหายเมื่อเห็นสายตาอันอ่อนโยนของคาร์นเอลลู “ก็ได้นายข้า ข้าจะยกโทษให้เขาสักครั้งหนึ่ง”
“ขอบใจสหายข้า”
“แต่ท่านเองควรจะอยู่ชิดใกล้เขาไว้หน่อยนะ หากคราวหน้าเขาไกลจากสายตาท่าน ข้าเองไม่รับประกันว่าเขาจะยังมีลมหายใจอยู่ดีเช่นนี้”
“ข้าเข้าใจเจ้าดีสหาย และข้ารู้ใจเจ้า” คาร์นเอลลูพูดจบก็ตบบ่าเรอาห์สองทีแล้วจึงเริ่มพูดกับทั้งสองอีกครั้ง
“จัสตินข้าเข้าใจดีว่าเจ้าอาจจะเบื่อหน่ายกับการอยู่นิ่งๆ ดังนั้นข้าขอเสนอว่าให้เจ้าลองไปค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับหญิงสาวที่หายตัวไป แม้จะหาตัวหญิงสาวที่หายไปไม่เจอก็ตามทีแต่อย่างน้อยเราก็น่าจะได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง เจ้าคิดว่าอย่างไรจัสติน มันน่าจะแก้เบื่อให้เจ้าได้บ้าง แถมยังเป็นประโยชน์สำหรับข้าอีก” นักรบหนุ่มเสนอแนะวิธีแก้เบื่อ
“ก็ดี... แต่ให้ฉันไปคนเดียวไม่กลัวฉันจะเกิดอันตรายหรือยังไง”
“ข้าให้เจ้าไปสืบหาข้อมูล ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปสู้รบกับใครใยข้าต้องกลัวเจ้าตกอยู่ในอันตรายด้วยเล่า”
“อื้ม! มันก็จริงของนาย” จัสตินตอบพลางยักคิ้วกวนประสาท
“เอาล่ะเจ้าไปได้! แล้วจงกลับมาก่อนตะวันจะตกดิน” ได้ยินดังนั้นจัสตินก็รีบเดินกระทืบเท้าออกจากประตูไป แต่ถึงกระนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้ปิดประตูเสียงดัง
ทันทีที่แสงที่เล็ดลอดผ่านช่องประตูนั้นมืดลงสนิทเรอาห์รีบกล่าว
“ท่านเองก็น่าจะรู้ดีนี่ว่ายามแดดจ้าเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไรที่จะออกไปหาข้อมูล... มันเป็นการเหนื่อยเปล่า สตรีที่หายไปล้วนหายไปในยามราตรี แล้วชาวบ้านในยามนี้คงหายากที่ใครจะบอกข้อมูลให้แก่คนแปลกหน้า”
“ข้ารู้ดีเรอาห์... เขายังหนุ่มยังแน่น เขามีพลังงานเหลือเฟือเกินกว่าที่จะทนนั่งรอคอยได้อย่างเรา ข้าเลยให้เขาออกไปทำในสิ่งที่เขาต้องการ อย่างน้อยๆ เขาก็คงจะสนุกกับการค้นหาบ้าง”
“ท่านคาร์นเอลลู”
“มีอะไรรึ?”
“ข้าขอสารภาพกับท่าน ข้าดูถูกท่านมาซะนาน ข้าหลงคิดว่าท่านเชี่ยวชาญการดาบแต่เพียงอย่างเดียวซะอีก”
“อ้อ ใช่! ข้าเลี้ยงเด็กเก่งด้วย” คาร์นเอลลูกล่าวหน้าตาย
นักรบทั้งสองจ้องตากันก่อนเสียงหัวเราะจะดังกึกก้องไปทั่วบ้านพัก “ฮ่าๆๆ”
 
“เอ่อลุง... ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ” จัสตินเรียกพ่อค้าขายเนื้อโดยไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มมหาลัยวัยยี่สิบสวมเสื้อเชิ๊ตสีขาวแขนยาวเดินสอบถามข้อมูลจากผู้คนมากมายในสถานที่การค้าคงไม่ใช่ภาพที่แปลกตาอะไร ใช่... หากเป็นโลกเดิมที่เขาจากมา แต่ที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมที่เขาเคยอาศัย เพียงการแต่งกายที่ผิดแปลกไปจากผู้อื่นก็เป็นเหตุผลพอแล้วที่เหล่าพ่อค้าแม่ขายเลี่ยงที่จะตอบคำถาม
แม้การเสาะหาข้อมูลจะยากเย็นเพียงใดแต่ก็หาใช่ว่าหนุ่มน้อยจะค้นหาวิธีไม่ได้ เขาเลือกถามข้อมูลจากผู้ที่เคยพบเห็นเขาอยู่กับคาร์นเอลลูหรือเรอาห์ นอกจากนั้นแล้วเขาจะใช้สายตามองดูเป้าหมายที่จะเข้าไปถามไถ่ว่ามีโอกาสที่เป้าหมายจะตอบหรือไม่เป็นตัวกำหนด
“สิ่งที่เรารู้ตอนนี้ก็คือผู้หญิงที่หายตัวไปสองคือ เอลิซ่า กับ ซ่าร่าห์ เอลิซ่าหายตัวในเมื่อสองวันก่อนเวลาไม่ทราบดี ส่วนซาร่าห์หายตัวไปเมื่อคืนนี้นี่เอง ส่วนสิ่งที่หลงเหลืออยู่พอที่จะเป็นเบาะแสได้ก็คือรองเท้าของเธอที่ทำตกเอาไว้ในคืนที่เธอหายไป อย่างกับซินเดอเรร่าเลยแฮะ”
เสียงของชายหนุ่มนั่งทบทวนข้อมูลที่พยายามสืบหามาอย่างยากลำบากดังอยู่ตรงบนหน้าที่พักของใครสักคน
“ซาร่าห์งั้นเหรอ ชื่อเดียวกับแม่เราเลยแฮะ... ว่าแล้วก็คิดถึงแม่จัง” หนุ่มน้อยพูดพลางแหงนมองท้องฟ้าด้วยใบหน้าโศกเศร้าอาลัย
ภาพของ ซาร่าห์ โอเกอร์ ผู้เป็นแม่ได้ปรากฏชัดขึ้นบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ จินตนาการที่โลดแล่นอยู่ในหัวของเขามีเพียงภาพของความทรงจำเก่าๆ อันเลือนราง
แม่เคยดูแลเขาเป็นอย่างดี เคยมอบความรักให้มากมายผ่านอ้อมกอดที่อบอุ่น เคยแม้กระทั่งเย้าแหย่เขาบนเตียงนอน ใช้หมอนฟาดกันราวคนรัก ภาพแห่งความทรงจำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นที่ไม่รู้คลาย ใช่... รวมไปถึง แดเนียล เมนนี่ พ่อเลี้ยงที่เขาเกลียดนักหนา เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเกลียดพ่อเลี้ยงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จำไม่ได้แม้กระทั่งเพราะอะไร
“โว้ว! ให้ตายสิ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินอยู่แล้ว” จัสตินอุทานอย่างตกใจทันทีที่สังเกตเห็นแสงบนท้องฟ้าน้อยลง
เขารีบลุกแล้ววิ่งหาทางกลับที่พักอย่างรีบร้อนโดยหวังจะให้ถึงที่ก่อนดวงตะวันจะมุดหายไป แม้เขาจะรู้ตัวว่าเรอาห์ไม่ชอบหน้าเขานัก แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่อยากจะผิดเรื่องเวลากับใคร
จัสตินวิ่งแข่งกับเวลาและแสงอาทิตย์อย่างร้อนรนใจ แม้ถนนหนทางเมืองนี้จะดูคล้ายกันไปเสียหมดแต่ก็หาใช่เรื่องยากเลยหากสังเกตจากร้านค้าหรือจุดแปลกตาที่ต่างไปจากที่อื่น
บรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่วิ่งผ่านไป หยาดเหงื่อจากความเหนื่อยล้ากระเซ็นออกจากใบหน้าแล้วสะท้อนกับแสงทอประกายของตะวันจนดูสวยงาม ทันทีที่มือทั้งสองดึงห่วงจับประตูออกเขาก็ตะโกนทักทายทันที
“ฉันกลับมาแล้วพวก!” เสียงของเด็กหนุ่มทำให้นักรบทั้งสองที่กำลังสวมเสื้อเกราะหนังอยู่ต่างเหลียวมองทันควัน
“เจ้ามาเกือบสายนะ” นักรบร่างใหญ่ที่สุดกล่าว
“แต่ก็ไม่ได้สายใช่ไหมล่ะ” เรื่องต่อปากต่อคำเขาไม่เคยพลาดอยู่แล้ว
“แล้วเจ้าได้เรื่องอะไรไหมสหาย” นักรบอีกคนกล่าวยิ้มๆ
“คงจะแอบไปเดินเล่นในเมืองมากกว่าล่ะมั้งข้าว่า” คำพูดของเรอาห์ทำให้จัสตินถึงกับมองตาขวาง
เรอาห์คิดว่าต่อให้จัสตินตั้งใจหาข้อมูลเพียงใดก็คงจะคว้าน้ำเหลวกลับมา แค่เด็กอ่อนแอเพียงลำพังคงจะทำอะไรไม่ได้มากมายเป็นแน่แท้
“ผู้หญิงที่หายไปคนแรกชื่อเอลิซ่า เธอหายไปเมื่อสองวันก่อนโดยที่ไม่มีใครรู้อะไรเลยแม้แต่แม่ของเธอที่เลี้ยงเธอตั้งแต่เกิด สรุปไม่มีเบาะแส” จัสตินเริ่มกล่าวคำพูดที่ไม่มีใครคาดคิดออกมา
“โว้ว โว้ว โว้ว!นี่เด็ดขนาดนี้เชียวเหรอเจ้าหนู” แม้คำพูดของเรอาห์จะฟังเหมือนดูถูกก็ตามที แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขาที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงความชื่นชมเล็กๆ
“ผู้หญิงที่หายไปเมื่อคืนเธอชื่อซาร่าห์ เบาะแสของเธอมีเพียงรองเท้าธรรมดาๆ ที่ตกไว้บนถนนหน้าบ้านคนขายเนื้อที่อยู่ถัดไปไกลพอควร โดยคนขายเนื้อเล่าว่าคืนที่ซาร่าห์หายตัวไปเขาได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากหน้าบ้านของเขา และเมื่อเขาออกไปดู เขาพบเพียงรองเท้าของใครไม่รู้ตกอยู่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งมารู้เอาภายหลังจากเรื่องของเธอถูกเล่ากันปากต่อปากจนดังกระฉ่อนไปทั่วเมือง”
“สุดท้ายแล้วเขาแน่ใจได้ทันทีที่ยื่นรองเท้านี้ให้กับพ่อแม่ของซาร่าห์” เด็กหนุ่มเล่าข้อมูลทั้งหมดจนละเอียดอย่างภาคภูมิใจท่ามกลางความตกตะลึงของผู้กล้าทั้งสอง
“เจ้าเก่งมากจัสติน เจ้ารู้ตัวไหม” คาร์นเอลลูกล่าวชมพลางยิ้ม เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจัสตินจะสามารถทำอะไรได้ถึงเพียงนี้
“ก็... ก็พอรู้ตัวอยู่บ้าง เรื่องสาระแนชาวบ้านมันงานถนัดของฉันนี่นา” เด็กหนุ่มรีบยกหางตัวเองอย่างเขินอาย
“หน้าที่ต่อสู้เป็นของบุรุษ ส่วนหน้าที่นี้เหมาะกับเจ้าแล้วสาวน้อย” เรอาห์พูดพร้อมกับตบไหล่ก่อนเดินผ่านไปยังประตู
“อย่าใส่ใจคำพูดของเขาเลยสหายข้า เจ้าทำดีแล้ว” นักรบอีกคนเดินมากล่าวใกล้ๆ เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มมีสายตาโกรธเคือง
“เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ชุดของเจ้ามันดูสะดุดตาเกินไป” นักรบหนุ่มใจดียกย่ามสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาใบหนึ่งก่อนวางบนมือของชายหนุ่มตัวน้อย
“ขอบคุณนะ คาร์นเอลลู” เด็กหนุ่มพูดพลางจ้องเข้าไปในตาของชายตรงหน้า
“พวกข้ารอข้างนอกนะ” นักรบหนุ่มกล่าวอีกครั้งก่อนเดินออกจากประตูไปพร้อมกับเรอาห์
เด็กหนุ่มค่อยๆ วางย่ามลงบนเตียงโทรมๆ ที่คุ้นเคย เขาแหวกดูสิ่งของภายในย่ามสีน้ำตาล ภายในนั้นคือ ชุดเสื้อสีน้ำตาลกับกางเกงสีเทาห่วยๆ แต่ก็เหมาะกับโลกใบนี้ดี อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เขาไม่ดูต่างไปจากคนอื่นมากนัก แต่ที่แปลกไปสำหรับเขาคือรองเท้าบูทหนังสีน้ำตาลที่ทำให้ทุกครั้งยามเขาก้าวเท้านั้นรู้สึกกระชับแน่น
แอ๊ด...!ทันทีที่เสียงประตูดังขึ้น เสียงกล่าวถามก็ตามมา “แล้วนี่เรากำลังจะไปไหนกัน”
“เราจะแยกกันหาต้นตอของคำสาป และหญิงสาวที่หายตัวไป”
“ยังไง”
“โดยเจ้าจะร่วมทางไปกับเรอาห์ ส่วนข้าจะไปเพียงลำพัง”
“เดี๋ยวๆๆ! นี่ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม ฉันคิดว่าฉันอยากไปกับนายมากกว่านะคาร์นเอลลู” จัสตินโวยวายทันทีเมื่อรู้ว่าต้องไปกับคนที่เกลียดขี้หน้า สำหรับเขาแล้วเรอาห์ก็ไม่ต่างไปจากศัตรูคู่อาฆาตของชาติก่อนดี
“เจ้าไปกับเรอาห์น่ะดีแล้ว จะได้เป็นการกระชับมิตรไงล่ะ” เด็กหนุ่มเห็นสายตาของคาร์นเอลลูก็รู้ได้ทันทีว่า ไอ้หมอนี่เอาจริงแฮะ!
“นายรู้ไหมให้ฉันร่วมทางกับเรอาห์... ให้ฉันร่วมทางกับไลก้ายังฟังดูง่ายกว่าเยอะ”
“ไลก้าคืออะไร”
“อ้อ ไม่มีอะไร!ฉันแค่คิดนามสมมติน่ะ ไม่ใช่ชื่อแม่ใครหรอก” โธ่เอ๊ย! ชื่อหมาน่ะสิ... เด็กหนุ่มประชดในใจ แต่แสร้งทำเป็นหน้านิ่ง
“โล่งใจได้ที่ข้าเองก็ไม่ได้อยากร่วมทางไปกับเจ้านักหรอกนะ แต่ข้าต้องทำ” เสียงกระซิบทุ้มๆ ดังขึ้นข้างหูของเด็กหนุ่มก่อนเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้ากลมจะพูดอีกครั้ง
“ไปกันเถอะสาวน้อย! อันตราย รอเจ้าอยู่ แต่เจ้าไม่ต้องกลัวไป... ข้าจะปกป้องเจ้าเอง ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะดังสนั่นกับใบหน้าหรรษาทำให้จัสตินยิ่งรู้สึกเกลียดขี้หน้าชาย คนนี้มากขึ้นไปอีก
ขณะที่จัสตินชักสีหน้าไม่พอใจ มืออุ่นๆ อันใหญ่โตของนักรบหนุ่มอีกคนก็วางลงบนไหล่ของเขาก่อนจะกล่าวขอโทษแทนสหาย
“อย่าถือสาเรอาห์เลย เมื่อนานไปเจ้าจะรู้ว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่งที่เจ้าจะสามารถเชื่อได้อย่างหมดใจ”
“ใช่... ฉันจะพยายามทนอยู่กับเขาจนกว่าจะถึงวันที่นายบอกนะ อย่าลืมภาวนากับพระเจ้าเผื่อฉันด้วยล่ะ” จัสตินมองตาขวางก่อนเดินส่ายหัวจากไป
“หากมันทำให้เป็นจริง ข้าก็ยินดีที่จะภาวนา” นักรบพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางยิ้มหัวเราะ
 
บางทางเดินที่มืดสนิท มีเพียงแสงจากเทียนไขที่ถูกจุดไว้ตามกำแพงหน้าบ้าน ฐานวางเทียนนั้นมีแก้วใสครอบไว้เพื่อไม่ให้เปลวไฟจากเทียนลุกไหม้ที่พักอาศัย
ผมกำลังเดินคู่ไปกับนักรบร่างใหญ่หน้าตาดุดันขึงขังและเต็มไปด้วยหนวดเครา แม้ผมจะไม่รู้ว่าเขากำลังมองหาอะไรอยู่ แต่ผมมั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังมองหาอยู่นี้...เป็นอันตราย
พวกเราสองคนเดินไปมาจนกระทั่งถึงบริเวณทางออกจากเมือง ซึ่งนี่เป็นทางเดิมที่ผมกับนักรบซังกะตายควบม้าเข้ามานั่นเอง
“ดะ-เดี๋ยวก่อน!นั่นอะไรน่ะ” หนุ่มน้อยอุทานออกมาทันทีที่สังเกตเห็นเงาที่คิดว่าไม่ใช่เงาไม้ เรอาห์รีบใช้ใช้ฝ่ามืออันใหญ่โตของเขาปิดปากอย่างรวดเร็วก่อนถามเป็น เสียงกระซิบ
“ชู่ววว...เจ้าเห็นอะไรเจ้าหนู” สิ้นเสียงฝ่ามือใหญ่นั้นค่อยๆ คลายออกเพื่อให้ผมสามารถใช้เสียงตอบกลับได้
“นั่นน่าจะเป็นเงาของคนนะ” ผมพูดพลางยกยกนิ้วขึ้นชี้อย่างช้าๆ ตอนนั้นผมไม่ได้รู้เลยว่านั่นคือความผิดพลาดอย่างมหันต์
ผมหันไปมองเรอาห์ สายตาของเขาที่จับจ้องมายังนิ้วของผมนั้นเบิกโตราวกับตื่นกลัว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องทำท่าทีตื่นตระหนกเช่นนี้
เสียงพุ่มไม้ดังฟุ่บทำให้เรอาห์และผมหันกลับไปมองยังเงาปริศนาอีกครั้ง แต่เงานั้นก็หายไปเสียแล้ว
“นั่นอาจจะเป็นหญิงสาวที่หายไปก็ได้นะ เดี๋ยวฉันเข้าไปดูให้แน่ใจแป๊บ นายรอที่นี่แหละเรอาห์” ผมกล่าวเสร็จก็ก้าวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็วทันที
“เดี๋ยวก่อนเจ้าหนู!” กว่าที่เรอาห์จะตั้งสติกลับมาได้ข้างกายเขาก็เหลือเพียงสายลม
“โธ่เว้ย เจ้าโง่! หาเรื่องให้ข้าจนได้สิน่า!!!” เรอาห์ตะโกนด้วยท่าทางฉุนเฉียวพร้อมกับวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
 
ผม วิ่งตามเงาที่คาดว่าเป็นหญิงสาวที่หายสาบสูญเข้าไปในป่าด้วยความรีบร้อน แม้ความต้องการช่วยเหลือผู้คนนั้นเป็นสิ่งดี แต่ผมไม่รู้เลยความต้องการช่วยเหลือผู้อื่นโดยขาดความยั้งคิดให้รอบคอบครั้ง นี้อาจจะนำพาอันตรายมาสู่ชีวิตของผมได้
ผม วิ่งตามเงานั้นเข้ามาในป่าแต่กลับคลาดสายตาไป บริเวณรอบตัวผมตอนนี้มีเพียงความมืดมิดของพงไพรยามราตรี แต่ใครจะนึกว่าเมื่อเดินต่อเข้าไปอีกหน่อยผมจะได้พบกับแผ่นหลังเปลือยเปล่า ของหญิงสาวปริศนา และสังหรณ์ของผมบอกว่านี่คือหนึ่งในหญิงสาวที่หายตัวไป
“เฮ้!มีอะไรให้ฉันช่วยไหม” ผมถามพลางก้าวเข้าไปใกล้แผ่นหลังขาวๆ ทีละน้อย แต่แล้วเท้าของผมต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มๆ ที่คุ้นเคยดังกึกก้องไปทั่วป่า
“ระวังเจ้าหนู!!!”
เมื่อ หันกลับไปมองข้างหลังผมก็ต้องประหลาดใจเมื่อภาพที่เห็นคือภาพของเรอาห์ถือ ดาบเคลย์มอร์เล่มใหญ่พลางวิ่งพุ่งเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ผมหันกลับไปมองหญิงสาวอีกครั้ง แต่แล้วเสียงวัตถุที่เสียดสีกับพุ่มไม้และสายลมนั้นทำให้ผมเงยหน้ามองตามขึ้นไปข้างบน
เพียงเสี้ยววินาทีภาพดาบของนักรบที่ผมเกลียดชังก็ฟาดผ่านหน้าผมก่อนหยุดลงพร้อมกับเสียงของวัตถุที่ตกกระแทกกับพื้นหญ้า
“เจ้านี่มันสร้างเรื่องยุ่งๆ ข้าได้ตลอดจริงๆ” เรอาห์พูดพลางยกดาบขึ้นมาจับด้วยสองมือ
 
เมื่อหยุดความตกตะลึงไว้ได้ผมก็เริ่มก้มมองหาวัตถุที่ตกด้วยความสงสัย เป็นจังหวะเดียวกันที่แสงจันทร์ส่องกระจ่างสะท้อนกับวัตถุนั้น
มีดสั้นบนผืนหญ้าสีเขียวช่วยทำให้ผมตระหนักตัวเองมากขึ้นว่า ที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดิมที่เคยอยู่ สำหรับที่นี่แล้วเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ไร้กำลังอย่างผมคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้หากขาดพวกเขา…และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดนี้ได้เป็นอย่างดี
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
ความรัก ??? 
จากคุณ 0851811377/(0851811377) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 14:55:14
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 233 ท่าน