Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
สู่โลกใบใหม่ที่ 3 : นิทานป่าเรป
3
14/02/2555 01:46:21
321
เนื้อเรื่อง
สู่โลกใบใหม่ 3 : นิทานป่าเรป
 
                “นี่นายบ้าไปแล้วใช่ไหมเนี่ย!” เสียงของเด็กหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวดังขึ้นบริเวณริมธาร
                “ถึงฉันจะไม่ฉลาดซักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็พอรู้อยู่บ้างนะว่าที่นี่ไม่ใช่แถวบ้านของฉัน แต่ฉันไม่ได้ฉลาดน้อยเสียจนกระทั่งเชื่อเรื่องนิยายที่นายแต่งขึ้นหรอกนะ”
                “ข้าชื่อ คาร์นเอลลู ฟาร์เซนเนียร์... ยินดีที่ได้รู้จักสหายข้า” นักรบหนุ่มยิ้มแนะนำตัวพร้อมยื่นมือออกไป
ในสายตาของนักรบผู้นี้จัสตินเป็นเพียงเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่ท่าทาง การพูดการจา และการแต่งตัวที่แปลกประหลาดนั้นทำให้เขามั่นใจได้ว่า เด็กหนุ่มเบื้องหน้าเขาคือบุรุษผู้ที่พระเจ้าได้ส่งมาเพื่อปลดปล่อยเหล่ามวลมนุษย์ทั้งหลายจากสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นบนพื้นพิภพ
 
                “นี่นายฟังที่ฉันพูดบ้างไหมเนี่ย ฉันกำลังหลอกด่านายนะเว้ย... น่าหมั่นไส้ชะมัด!ชื่อก็ฟังดูโคตรเชย แถมยังมาตีซี้เรียกฉันเป็นเพื่อนทั้งๆ ที่เพิ่งจะใช้กำลังลากฉันขึ้นม้าแท้ๆ” จัสตินบ่นด้วยท่าทีรำคาญใจ
หนุ่ม น้อยเหลียวมองไปยังฝ่ามือที่ยื่นมารออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังรอยยิ้มที่เบ่งบานไม่ยอมหุบของนักรบผมยาว เด็กหนุ่มจ้องอย่างนั้นอยู่นานจนกระทั่งถอดใจเมื่อเห็นว่าไอ้บ้าเคราเฟิ้มคน นี้คงไม่ยอมอะไรทำอย่างอื่นเป็นแน่หากตนไม่ยอมจับมือ
                “ก็ ได้ๆ แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง วิ่งไปใช้ดาบฟันหัวพวกมันให้ขาดกระจุยหรือไง” เขาเอ่ยถามประชดไปอย่างนั้นก่อนจะกลับมาจ้องเงาสะท้อนของตนเองในลำธารด้วย แววตาที่เศร้าสร้อยเล็กน้อย
 
                ที่นี่มันที่ไหนกันนะ... ถึงแม้จะรู้ว่าคงไม่ใช่แถวบ้านแน่ๆ อยู่แล้วก็เถอะ ก็พยายามคิดนะว่ามันคงเป็นที่ไหนซักแห่งบนโลกที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ไม่มีเสียงรถ เสียงเครื่องบิน เสียงผู้คนเดินกันไปมาทำหน้าเครียด ทีแรกมันก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่ทำไมไอ้ความรู้สึกลึกๆ ภายในทรวงอกมันถึงหวั่นๆ และหนักอึ้งได้ถึงขนาดนี้ เหมือนมันกำลังจะพยายามบอกฉันว่า...
“ที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมที่ฉันเคยรู้จัก”
 
                “ไปกันได้แล้วจัสติน เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล” คาร์นเอลลูลุกขึ้นเดินไปที่ม้าทันทีที่พูดจบ เพียงไม่นานจัสตินก็รีบลุกตามไป
“โว้! เมินกันเห็นๆ เลยแฮะ ถ้าไม่ติดว่านายมีดาบนะฉันจะชกให้คว่ำเลย” หนุ่มน้อยพูดพลางทำท่าชกซ้ายขวาเป็นจังหวะหนึ่งสองตามที่เขาเคยเห็นผ่านมาจากทีวี
                “คาร์นเอลลูใช่ไหม!ฉันถามอะไรหน่อยสิคาร์นเอลลู ฉันเริ่มเข้าใจอะไรมาหน่อยแล้วจากบรรยากาศรอบๆ ที่ผ่านมา”
                “ถามมาซี่” คาร์ลเอลลูกล่าวพลางเดินจ้ำอ้าวราวกับไม่สนใจคำพูดของเด็กน้อยเลย
                “ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิดที่นี่ไม่ใช่โลกของฉันใช่ไหม เอ่อ... ก็อยากจะภาวนาให้นายตอบฉันว่า ไม่ใช่ ที่นี่คือโลกใบเดิมที่เราเคยรู้จัก”
                “ข้าเกรงว่าคำตอบคือ ใช่ เจ้ามาจากแดนไกล... เจ้าคือผู้ถูกเลือก ในตอนแรกข้าเองนึกว่าจะปล่อยเจ้าให้เขาใจไปเองเสียอีก เพราะคิดว่าพูดอย่างไรเจ้าก็คงจะไม่ยอมเชื่อแน่นอน ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะถามข้าเอง”
                นักรบหนุ่มตอบพลางหยุดรอเด็กหนุ่มอยู่ข้าวตัวม้าก่อนจะส่งขึ้นม้าด้วยวิธีแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง ทันทีที่เขาขึ้นตามก็ควบม้าวิ่งไปเช่นเคยท่ามกลางเสียงบ่นของเด็กหนุ่มท่ามกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่และสายลม
 
“ถ้านายไม่เต็มใจส่งฉันขึ้นม้าคราวหน้าให้ฉันลองปีนขึ้นไปเองก็ได้นะ ฉันว่าฉันน่าจะรู้สึกดีกว่าวิธีการของนาย” จัสตินตะโกนประชดหลังจากที่ม้าวิ่งออกไปได้ไม่นาน
                “ข้าเป็นนักรบพเนจร” คาร์นเอลลูเมินคำพูดเขาอีกครั้งหนึ่งจึงทำให้จัสตินต้องพูดอะไรคืนกลับบ้าง
                “ไม่ต้องบอกฉันก็รู้!”
                “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
                “ก็หน้าตาของนายน่ะ ใครเขาจะอยากได้ไปเป็นทหาร นายว่าจริงไหม”
“ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะของนักรบหนุ่มดังขึ้น
 
ไอ้หมอนี่มันเพี้ยนแน่ๆ หลอกด่ากี่รอบก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร แทนที่จะรู้สึกโกรธกับคำพูดเสียดสีของฉันแท้ๆ แต่ดันกลับหัวเราะออกมาราวกับไม่คิดอะไรได้ซะนี่
 
“เอาล่ะข้ากำลังมุ่งไปยังเมืองอาเรนน์ ที่นั่นได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการค้า ที่นั่นคงจะมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เจ้าอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง...”
“แค่นายห่วงฉันมันก็ซึ้งใจสุดๆ แล้วคาร์นเอลลู... ว่าแต่ว่านายเถอะ นายจะไปเมืองนั้นทำไม จะไปขายของอย่างนั้นเหรอ”
“เปล่า ที่นั่นเป็นทางผ่านไปสู่เมืองพาดอร่า เมืองที่ใหญ่สุด ทรงอำนาจที่สุดในขณะนี้ เมืองที่พ่อมดคนที่หนึ่งอาศัยอยู่... แต่ใช่ว่าเราจะไปถึงได้ง่ายดาย เพราะก่อนที่จะถึงเมืองอาเรนน์นั้นพวกเราจะต้องผ่านป่ากันเสียก่อน”
“ป่าอย่างงั้นเหรอ ฉันเองก็ชอบเดินป่าอยู่แล้ว”
“หึ...ข้าก็หวังว่าเจ้าจะชอบป่าแห่งนี้เช่นกัน”
คาร์นเอลลูยิ้มอย่างมีเล่ห์นัยทันทีที่พูดจบราวกับเป็นการบอกว่า การเดินป่าครั้งนี้ของจัสตินจะต้องสนุกอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนอย่างแน่นอน
 
แสงอำไพค่อยเคลื่อนต่ำจนกระทั่งจมหายไปใต้ผืนดินถึงครึ่งดวงตะวัน แสงสีส้มอ่อนๆ นั้นดูเหมือนค่อยจางไปเรื่อยๆ ถัดจากที่ราบ ภูเขา และลำธารแล้ว ขณะนี้เบื้องหน้าของนักรบและเด็กหนุ่มในคำทำนายคือพงไพรอันเงียบสงัด
ป่าดงพงใหญ่แห่งนี้ภายบรรยากาศในนั้นจะสงบเฉกเช่นภายนอกที่ได้เห็นด้วยดวงตาคู่นี้หรือไม่มิอาจรู้ แต่สีของใบไม้ ลำต้น และผืนหญ้าภายในที่ดูทึบลงตามแสงตะวันที่ตกดินนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นใจ
“เบื้องหน้าที่เจ้าเห็นอยู่คือป่าเรป” คาร์นเอลลูกล่าวพลางชี้ไปยังทางเข้าป่าทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ใบหญ้า และเงามืด
จัสตินเพ่งไปยังป่าที่ดูสมเป็นป่ามากกว่าที่เขาเคยพบพานมากับตัว สถานที่แบบนี้ผู้ที่จะเข้าไปควรจะเป็นบุคคลจำพวกทำรายการสารคดี หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเสียมากกว่าที่จะเป็นเด็กหนุ่มเยี่ยงเขา ผืนป่า ผืนหญ้า และเงาไม้นั่น ขนาดขาทั้งสองยังมิได้ก้าวข้ามไปยังสามารถทำให้สัญชาตญาณในกายรู้สึกตื่นกลัวถึงเพียงนี้ สายโลหิตฉีดพล่านไปทั่วร่างต่างพยายามบอกว่ามีภายในป่านั้นไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับเขาอย่างแน่นอน
“คะ-คือ... ทำไมป่านี้ถึงถูกตั้งชื่อว่าเรปล่ะ”
จัสตินเอ่ยถามเพราความสงสัยว่าเหตุใดต้องตั้งชื่อป่านี้ว่า “ข่มขืน” ด้วย สำหรับเขาแล้วฟังดูแล้วสยองๆ พิกล
“เมืองอาเรนน์ที่เราจะมุ่งไปนั้นเคยมีหญิงสาวมากมายหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หญิงสาวนางแรกหายสาบสูญไปเมื่อราวๆ สิบปีก่อน ชาวเมืองต่างพากันเชื่อว่านางนั้นหนีตามผู้ชายไป แต่เมื่อเวลาข้ามไปได้ไม่ถึงอาทิตย์ดีนัก... หญิงสาวอีกนางก็หายตามไป”
“ชาวเมืองอาเรนน์ต่างยังคงหาข้อสรุปกันเรื่อยไป บ้างก็ว่านางหนีตามผู้ชายไปเช่นสาวคนแรก บ้างก็ว่าถูกสัตว์ทำร้าย เสียงเล่าเสียงลือต่างๆ นานาแพร่กระจายไปทั่วจนกระทั่งหญิงสาวค่อยๆ พากันหายสาบสูญไปทีละคนๆ”
“หญิงสาวเมืองอาเรนน์เริ่มตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว ณ บัดนั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าหญิงสาวคนใดจะต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไปจากเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวนี้”
“แต่ความลับบนโลกนี้มีอยู่ได้นานสักเพียงไรก็ต้องมีวันเปิดเผย เฉกเช่นแสงตะวันก็ต้องกระจ่างฟ้าสักคราอยู่ดี... เวลาล่วงเลยไปจากเหยื่อหญิงสาวรายแรกได้ประมาณสามปี... ชายชราผู้หนึ่งซึ่งมีอาชีพตัดไม้นั้นได้เข้าไปในป่าที่เจ้ากำลังมองเข้าไป”
“สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... ในวันนั้นฝนตกหนัก ชายชราจึงหลบฝนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขาหลบอยู่นานก่อนฝนจะเริ่มซาลง แต่แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีเงาวิ่งผ่านหลังของเขาไป”
จัสตินเริ่มกลืนน้ำลายลงคอพลางคิดภาพตามเรื่องที่นักรบได้เล่าให้ฟัง
“เมื่อชายชราเดินอ้อมต้นไม้ใหญ่ไป เขาก็ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งสภาพเปลือยกายนั่งพิงต้นไม้อยู่”
“ชายชราตัดสินใจเดินมุ่งเข้าไปหวังจะช่วยเหลือ แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดเท้าลงเมื่อรู้สึกเหยียบบางสิ่งเข้า”
“เมื่อสายตาของเขาทอดต่ำลง ลมหายใจของเขาก็เริ่มติดขัด เขาตกตะลึงกับสิ่งที่พบเห็น รอบกายของเขาและหญิงสาวคนนั้น บริเวณพื้นใต้ต้นไม้ใหญ่ทั้งหมดรายล้อมไปด้วยโครงกระดูก แต่ไม่นานเขาก็ตั้งสติได้”
“ช่างตัดไม้รีบวิ่งเข้าไปหวังจะช่วยเหลือหญิงสาวที่นั่งเปลือยกาย...”
“เป็นอะไรไหม!” ช่างตัดไม้กล่าว
“ทันทีที่ช่างไม้จับใบหน้าของเธอแหงนขึ้นมอง เขารู้ได้ทันทีจากแววตาที่หญิงสาวเปลือยเปล่ามองกลับมา เธอเสียสติไปเสียแล้ว เธอคงไม่อาจกลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างเก่าได้ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของเธออ่อนเปลี้ย แววตาและรอยยิ้มของเธอที่จ้องมองเขาทำให้เขาถึงกับขนลุก”
“ชายชรารีบกลับไปบอกผู้คนในเมืองว่าตนพบหญิงสาวที่หายสาบสูญไปแล้ว หลังจากที่ชาวเมืองแห่กันมา คำบ่งชี้จากแพทย์ต่างๆ พากันบอกว่า โครงกระดูกทั้งหมดนี้เป็นกระดูกของหญิงสาว... และคาดว่าทุกนางนั้นถูกข่มขืน และทารุณจนกระทั่งเสียสติและตายไป”
 
“เอ่อ... คาร์นเอลลู” จัสตินเรียกพลางใช้มือซ้ายตบไปด้านหลังเพื่อสะกิดคาร์นเอลลูที่นั่งอยู่บนม้าหลังเขา
“มีอะไรรึสหายข้า”
“นายมีเส้นทางเลี่ยงอื่นไหม...” เสียงของเด็กหนุ่มมีอาการสั่นเครือเล็กน้อยตามความหวาดกลัว
“แน่นอนว่ามี... แต่เจ้าจะกลัวไปใยในเมื่อคนที่ตายไปทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสตรี”
“มันก็ใช่อยู่หรอก แต่ยังไงในป่านั่นก็มีคนตายเยอะอยู่นะ” จัสตินหันหน้ากลับไปมองนักรบก่อนจะพูดต่อด้วยรอยยิ้มแหยงๆ
“แถวบ้านฉันไม่นิยมเข้าไปในสถานที่แบบนี้ล่ะ”
“ไม่ต้องกลัวไปสหาย... ที่นี่ไม่ใช่บ้านเจ้า”
สิ้นสุดคำพูดนักรบพเนจรก็ควบม้ามุ่งเข้าป่าทันทีท่ามกลางเสียงตกใจของเด็กหนุ่มที่ร้องลั่นทุ่ง
“ดะ-เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนสิคาร์นเอลลู! ฉันยังไม่ทันเตรียมใจเลยนะ... คาร์ลเอลลู!!!”
 
จัส ตินได้เข้าป่าพร้อมกับนักรบพเนจรที่เขายังไม่รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังดี นัก เสียงฝีเท้าของม้าที่กระทบลงผืนดิน และผืนหญ้าดังจนชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงัดราวกับเขากำลังพยายามบอกใครสัก คนว่าเรามาเยือนที่แห่งนี้แล้ว
คาร์นเอลลูควบม้าไปเรื่อยจนกระทั่งแสงตะวันได้ลาจากไปจึงหยุดพัก
“เอาล่ะเราพักกันตรงนี้ เจ้ารออยู่ที่ครูหนึ่งก่อน เดี๋ยวข้าจะไปหาฟืนมาจุดไฟให้” นักรบหนุ่มสั่งกำชับให้จัสตินรออยู่ตรงนั้นก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลังมามอง
“เดี๋ยวก่อนสิ นายจะทิ้งฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ โธ่เว้ย!”
ด้วยความกระวนกระวายใจผนวกกับความมืดและความกลัวทำให้เท้าของเด็กหนุ่มไม่อาจหยุดอยู่กับที่ได้ เขาเดินวกไปวนมาอยู่ที่เดิมเป็นวงกลม พักตรงนู้นที พักตรงนี้ทีท่ามกลางความมืดมิดกลางป่าใหญ่ จันทราที่ขึ้นมาทดแทนก็มิอาจส่องแสงให้เขาเห็นทุกสิ่งได้ดังใจ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ยิ่งกังวล
ในตอนนี้ไม่ว่าชายหนุ่มจะเหลียวมองไม่ทางใดก็เห็นเพียงต้นไม้ แล้วป่าที่ใหญ่ถึงเพียงนี้คงจะมีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่เป็นแน่แท้ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น สัตว์เล็กจำพวกแมลงมีพิษอีกหรืองูอีกล่ะ แถมยังมีไอ้นิทานเรื่องเล่าบ้าๆ นั่นอีกเล่าที่ทำให้เขาต้องหวาดกลัว
แต่ท่ามกลางความมืดมิดนี้เองที่ทำให้ผมนึกบางอย่างขึ้นมาได้...
 
ที่แห่งนี้ที่ผมยืนอยู่นั้นช่างมืดมิดไร้แสงไฟ.... นานแค่ไหนแล้วนะที่มนุษย์อย่างเราหลงลืมราตรีที่ปรากฏเพียงเงาตามแสงที่ส่องมาจากจันทราและหมู่ดาราบนฟ้ากว้างเช่นนี้
เราลืมไปแล้วจริงๆ หรือ...? แล้วถ้าหากวันหนึ่งแสงไฟจากนีออนตามบ้านทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว หรือท้องถนนนั้นดับมืดไปล่ะ...? มนุษย์นั้นจะเป็นเช่นไร...?
ถ้าหากเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงพวกเขาจะรู้สึกเหมือนผมไหม...? พวกเขาจะรู้สึกหวาดหวั่นเฉกเช่นที่ผมหวาดกลัวใช่หรือไม่...? พวกเขาจะรู้สึกอ้างว้างเฉกเช่นที่ผมรู้สึกว้าเหว่หรือเปล่า...?
 
ใช่แล้ว... พวกเราหลงลืมไปแล้ว แสงสว่างจากเดือนดารายามค่ำคืน พวกเราหลงลืมไปแล้วแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ยามราตรี วิทยาศาสตร์ที่ก้าวไกลทำให้เราหลงลืมคำถามที่เคยสงสัยกันว่า “กระต่ายตัวน้อยตัวนั้นอยู่บนดวงจันทร์ใช่หรือเปล่า?”
 
 “แก ร๊กๆ” เสียงพุ่มไม้ที่ดังขึ้นทำให้เด็กหนุ่มรีบหันไปมองทันทีอย่างตื่นตระหนก จัสตินจ้องเขม็งไปยังเงามืดเบื้องหน้าพร้อมกับยกกำปั้นขึ้นสองข้างราวกับ พร้อมรบ
“เป็นไงก็เป็นกันล่ะวะ!” คำพูดฮึดสู้เช่นนี้คงมิใช่อะไรนอกเสียจากเป็นการข่มใจตัวเอง
 
สัตว์ร้าย หรือ มนุษย์!?
 
ไม่ว่าเบื้องหน้าภายใต้เงาในพุ่มไม้คือสิ่งใด แต่ในตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะรับมือกับทุกสิ่งที่ปรากฏออกมา
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 310 ท่าน