Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
the devil eyes
แมวน้อยสีดำ
ตอนที่ 2 สายเลือดปีศาจ
3
06/09/2554 19:24:55
491
เนื้อเรื่อง
เช้าอันสดใสในวันที่3ของการเปิดเรียนม.5ทุกอย่างยังเหมือนเดิมฉันเดินเอื่อยๆตามทางเดินโดยไม่มีสายตาจากใครมาสนใจ ทว่าเมื่อฉันเดินมาถึงห้องก็เจอการต้อนรับจากเพื่อนคนเดียวในตอนนี้ของฉัน
“เทียร์จางงงงงงงงงงง ทำไมเมื่อวานถึงไม่มาโรงเรียน รู้มั้ยว่าฉันเหงามากเยยยยยยยย” ไลท์วิ่งโผเข้ามากอดฉันแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
“โอะ...โอ๊ย!!” แขนทั้งสองข้างของไลท์รัดโดนแผลของฉันพอดี
“หา...เทียร์มีแผล!! ขอโทษน้าๆฉันไม่ได้ตั้งใจ แล้วไปโดนอะไรมาเนี่ย?” ไลท์คลายแขนออกทันควันพลางจับแขนฉันขึ้นมาดู
“ไม่เป็นไรๆ มีดบาดแค่นิดหน่อยเอง ไกลหัวใจตั้งเยอะ 555+” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน
“ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้วล่ะ” ไลท์ใช้แขนโอบไหล่ของฉันไว้ราวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง “ได้เวลาเข้าเรียนแล้วไปเรียนกันดีกว่า”
ไลท์มาส่งฉันที่โต๊ะประจำของฉันที่อยู่หลังห้องริมหน้าต่างแล้วเขาจึงกลับไปนั่งที่ของตัวเองที่อยู่กลางห้องพอดีเปะ ไม่นานนักอาจารย์ก็เข้ามาโฮมรูมพร้อมกับแนะนำเพื่อนร่วมชั้นคนใหม่
เปิดเรียนมาแล้วสามวันยังมีนักเรียนเข้ามาใหม่อีกหรอ คราวนี่มากันตั้งสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่ง นักเรียนหญิงเป็นคนแนะนำตัวก่อน เธอยืนในท่าทางเรียบร้อยราวคนที่ถูกฝึกมารยาทมาอย่างดี เธอตัวเล็กรูปร่างสันทัดเธอมีผิวสีขาวเหลืองไว้ผมสั้นซอยสไลด์สีน้ำตาลหน้าตาไม่ยิ้มแย้มเจิดจ้าเหมือนไลท์แต่ก็อมยิ้มน่ารักน่าหลงใหลรับกับดวงตาสีน้ำตาลส้มได้ลงตัว เธอชื่อเดียดูท่าทางเธอจะเป็นคนขี้อายใช่เล่นเลยล่ะ
ส่วนนักเรียนชายอีกคนแนะนำตัวทีหลังเขายืนในท่าสบายๆเอามือล้องกระเป๋า การแต่งตัวของเขาบ่งบอกว่าเขาไม่ใส่ใจระเบียบของโรงเรียนเลย เขาผูกเนคไทหลวมๆชายเสื้อตัวในปล่อยออกมานากกางเกงเสื้อตัวนอกกไม่ติดกระดุมตรงข้ามกับไลท์ราวฟ้ากับเหว เขามีผิวขาวซีดไร้ชีวิตชีวาหน้าตาเขาก็ด้วยเขามีความหล่อราวเทพบุตรแต่เขาไม่ยิ้มแย้มเลยทำให้เขาดูเย็นชาไร้อารมณ์ตลอดเวลา ผมสีตำสนิทของเข้าทำให้นัยน์ตาสีเขียวเทาของเขาดูเด่นขึ้นมา เขาชื่อเคิร์ทผู้ชายที่มีรังสีความเยือกเย็นอยู่รอบตัวดูแล้วไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เอาซะเลย และมีอีกหนึ่งความรู้สึกที่ฉันสัมผัสได้จากตัวเขาความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเจอกันมาก่อน
เคิร์ทเดินผ่านฉันไปนั่งโต๊ะถัดไปด้านหลังของฉันที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ เขาเหลือบตามองฉันครู่หนึ่งและผ่านไป ฉันเรียนวิชาแรกของวันอย่างกังวลฉันรับรู้ได้ตลอดเวลาว่าเขาจ้องฉันจากด้านหลังอยู่พอฉันเหลียวกลับไปมองก็พบว่าเข้าจ้องฉันอยู่จริงๆ และหลังจากนั้นอีกหลายๆคาบเรียนของช่วงเช้าเขาก็ยังนั่งจ้องฉันไม่เลิกจนถึงพักกลางวัน
“เทียร์ไปกินข้าวกัน วันนี้เรามาเฉลองเพื่อนใหม่กันดีกว่า” ไลท์วิ่งมาหาฉันทันทีเมื่อหมดคาบสุดท้ายของช่วงเช้า
“เพื่อนใหม่?”
“ใช่ๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสาวน้อยผู้เรียบร้อยคนนี้จะมาเป็นเพื่อนกับพวกเรา” ไลท์โอบไหล่เดียที่อยู่ข้างๆ “ตอนนี้กลุ่มเราก็มีอยู่กันสามคนแล้วเนอะ” เขาชูนิ้วประกอบ
เดียผุดยิ้มหวานของเธอขึ้นมาบางๆ ฉันยิ้มตอบกลับให้เธอเช่นกัน แต่ในใจฉันตอนนี้ว้าวุ่นอยู่กับคนด้านหลังมากกว่า เคิร์ทไม่ขยับไปไหนเลยยังคงนั่งจ้องฉันดัวยนัยน์ตาสีเขียวเทาคู่นั้นอย่างไม่ละสายตา
“เธอเป็นอะไรรึเปล่า ดูแปลกๆไปนะ” ไลท์ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรหรอก ไปกินข้าวกันเถอะ” ฉันลุกขึ้นยืนและขยับตัวออกจากเกาอี้
“อืมๆ ฉันก็หิวแล้วเหมือนกันไปกันเถอะ” ไลท์เดินนำออกไปอย่างร่าเริงพร้อมกับเดีย
ฉันเดินตามพวกเขาไปห่างๆ ฉันหยุดชะงักที่หน้าประตูเมื่อรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ตามมาข้างหลัง ฉันเหลือบมองดูก็พบว่าเคิร์ทยืนอยู่หลังฉันประมาณ1เมตรได้
“เอ่อ... ไลท์ เดีย ฉันลืมกระเป๋าตังค์น่ะเดี๋ยวฉันตามไปน่ะ” ฉันตะโกนบอกพวกเขา
“อืม อย่าช้าล่ะ” ไลท์หันหน้ามาบอกแล้วเดินจากไป
เหลืออดกับเขาจริงๆฉันต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง เขาจ้องฉันอยู่ตลอดเวลาไม่รู้มีปัญหาอะไรนักหนา ฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา และเดินเข้าไปหาเคิร์ทขณะที่เขายังยืนกอดอกอยู่ที่เดิมคอยมองการกระทำของฉันอยู่นิ่งๆ
“นายมีปัญหาอะไรกับฉันนัก จ้องมองฉันตั้งแต่คาบแรกจนถึงตอนนี้” ฉันเดินฉับๆไปดึงเนคไทของเคิร์ทให้หน้าของเขาก้มลงมามองฉันเชิงหาเรื่อง
“ผมแค่...” เขาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “อยากเป็นเพื่อนกับคุณ” น้ำเสียของเขาเรียบไร้อารมณ์
หน้าตาของเคิร์ทเรียบเฉยจนไม่สามารถเดาได้ว่าเขาอยากเป็นเพื่อนกับฉันจริงๆรึเปล่า? แต่ในความคิดลึกๆของฉันแล้ว ฉันว่าคนอย่างเขาคงเป็นพวกมีปัญหาทางด้านการแสดงออก
“เรื่องแค่นี้เอง” ฉันคลายมือออกจากเนคไท
“แล้วจะให้ผมเป็นเพื่อนคุณได้รึเปล่า” เขาถามไร้อารมณ์
“ได้” ฉันตอบโดยน้ำเสียงของฉันยังปกติไร้อารมณ์ใดๆเหมือนเขา “ไปกินข้าวกันเถอะป่านนี้พวกนั้นคงรอแย่แล้ว” ฉันผุดยิ้มขึ้นมาเมือพูดจนเป็นการยื่นมิตรภาพให้
เขามองหน้าฉันเรียบเฉยและเดินออกไปอย่างไม่สนใจใยดีฉัน นี่ตกลงว่าเขาอยากเป็นเพื่อนกับฉันจริงรึเปล่าเนี่ยยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบทั้งที่เขาเป็นคนขอเป็นเพื่อนกับฉันแล้วเมื่อฉันยื่นมิตรภาพให้กลับทำเฉย ฉันฉุนขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ไม่พูดอะไรเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย
ในโรงอาหารมีนักเรียนอยู่หนาแน่นเพราะเป็นช่วงที่ปล่อยพักครบทุกห้องพอดี ทว่าการจะหาไลท์กับเดียนั้นเป็นเรื่องยากอยู่พอควรเพราะทั้งนักเรียนเยอะและโรงอาหารก็กว้าง ฉันพยายมฉะเง้อคอมองหาสองคนนั้นแต่ทำยังไงก็ไม่พ้นความสูงของผู้คนที่เดินไปมาทั้งที่ฉันสูงถึง163ก็ยังเป็นอุปสรรค์
“พวกเขาอยู่นั้น” เคิร์ทชี้ออกไป
ไม่แปลกหรอกที่เขาจะมองเห็นเพราะเขาสูงกว่าฉันตั้งหลายเซนถ้ากะประมาณด้วยสายตาเอาความสูงคงอยู่ไม่ต่ำกว่า175เคิร์ทเดินนำไปทันทีฉันเดินตามเขามาติดๆจนเจอกับสองคนนั้น
“เอ๋?? ทำไมเทียร์ถึงมากับเคิร์ท” ไลท์ถามขึ้นอย่างสงสัย
“เคิร์ทเขาอยากเป็นเพื่อนกับพวกเราน่ะ” ฉันผุดยิ้มขึ้นมาบางๆ
“งั้นหรอ งั้นก็ยินดีต้อนรับครับบุคคลที่สี่” ไลท์ผายมือออกข้างหนึ่งเป็นการเชื้อเชิญ
เคิร์ททำหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์เดินผ่านไลท์ไม่สนใจใยดีเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเดินวนอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับไลท์ ไลท์มองเคิร์ทแบบเหยียดๆราวกับหมั่นไส้ไอ้คนตรงหน้าแทบจะกินหัว ในความรู้สึกของฉันตอนนี้รับรู้ได้ว่าไลท์กับเคิร์ทดูจะไม่กินเส้นกันเท่าไหร่ ฉันไม่อยากทำให้บรรยากาศหม่นหมองไปมากกว่านี้อุตส่ามีเพื่อนทั้งทีฉันก็อยากให้ทุกคนรักกันไว้ ฉันควรจะหาอะไรคุยบ้างดีกว่า
“เคิร์ทไปหาอะไรกินกันมั้ย”
“ไม่ล่ะ” เขานั่งกอดอกหลับตาอย่างไม่สนใจใครทั้งนั้น
“เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนเธอดีกว่า อย่าใส่ใจเขาเลย” ไลท์เดินมาอยู่ข้างฉันน้ำเสียงของเขาโมโหน่าดู
ฉันพยักหน้าตอบรับและก่อนที่ฉันจะเดินไปหาอะไรกินฉันเหลือบไปเห็นเดียมีสีหน้าวิตกกังวนมองมาที่ฉัน เธอคงจะรับรู้ถึงความเย็นชาของเคิร์ทจนไม่กล้านั่งคนเดียว
“ไลท์ฉันว่าฉันไปคนเดียวดีกว่า นายอยู่เป็นเพื่อนเดียเถอะเดี๋ยวฉันมา” ฉันพูดทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป
หวังว่าสถานการณ์คงจะไม่แย่ไปกว่านี้นะ ฉันรีบต่อแถวซื้อข้าวที่สั้นที่สุดโดยเร็ว ทว่าไม่ว่าจะมองไปทางไหนแถวของแต่ละร้านก็ยาวมากพอๆกันไม่ว่าฉันจะเลือกแถวไหนก็ช้าเหมือนกัน ฉันจึงเปลี่ยนแผนไปซื้อขนมปังกินแทนเพราะตรงนั้นไม่ต้องต่อแถวซื้อ ฉันรีบซื้อรีบกลับมาที่เดิมปรากฏว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไลท์ เคิร์ท และเดีย นั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน เฮ้อ... โล่งใจจังที่สองคนนั้นยังคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้
ฉันนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆเคิร์ทแล้วเริ่มแกะขนมปังกิน บรรยากาศตอนนี้เงียบเชียบไร้เสียงพูดของเราทั้งสี่คน แม้ถายนอกจะมีเสียงคุยแจแต่ตอนนี้เกิดการแบ่งเขตกั้นเราสี่คนจากภายนอก ฉันกวาดสายตามองดูทุกคนไลท์กินข้าวไปพลางมองหน้าเคิร์ทอย่างหมั่นไส้แต่เคิร์ทกลับหลับตาไม่รับรู้โลกภายนอก ส่วนเดียกินข้าวเสร็จเรียบร้อยพอดีเมื่อฉันมองไป สีแดงแวววับจากจี้รูปหยดน้ำของเดียทำให้ฉันหยุดสายตาอยู่ที่นั่น มันสวยมากสวยจนฉันอดที่จะถามเดียไม่ได้
“เดียจี้สีแดงนั้นส่วยจังเลยมันคืออะไรหรอ” ฉันชี้ประกอบบอกให้เดียรู้
“อ๋อ เป็นทับทิมสีแดงน่ะ”
“ฉันอิ่มแล้วไปก่อนนะ เบื่อพวกขี้เก๊ก” ไลท์เอ่ยออกมาพลางลุกขึ้นและเดินจากไป
“รอฉันด้วยนายท่าน” เดียวิ่งตามไปติดๆ
นายท่าน?? เดียเรียกไลท์ว่านายท่านหรอรู้สึกแปลกๆชอบกลเพื่อนเรียกเพื่อนว่านายท่าน แต่ช่างเหอะดูท่าเดียจะหลงเสน่ห์ไลท์เข้าจังๆ ไลท์คงหว่านเสน่ห์ใส่เดียเหมือนกับหว่านเสน่ห์ให้สาวๆทุกคน จะว่าไปไลท์ก็เป็นคาสโนว่าใช่เล่นเหมือนกัน
“เหอะ ขี้เก๊ก” จู่ๆก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายข้างตัวฉันก็เอ่ยขึ้น
ฉันเหลือบมองเขาครู่หนึ่งเขาลืมตาแล้ว นัยน์ตาสีเขียวเทาของเขาเรียบนิ่งไร้อารมณ์เช่นเดิมแต่ต่างจากคำพูดที่เขาพูดออกมา น้ำเสียงเรียบที่แฝงไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเล็กน้อย
“นายไม่คิดจะสร้างมิตรภาพกับไลท์เลยหรอ” ฉันหันไปถามเขา
“ก็ไม่เห็นจำเป็นที่ผมจะต้องสร้างมิตรภาพกับคนคนนั้น” เขาเหลือบมองตอบฉัน
การที่เราจะเป็นเพื่อนกับใครคนหนึ่งต้องมีความจำเป็นของคนมาเป็นเครื่องวัดด้วยรึไง แค่เป็นเพื่อนกันไม่ว่าใครก็จำเป็นทั้งนั้น การอยู่คนเดียวแบบไร้เพื่อนมันเหงา มันป่าวเปลี่ยวใจ และหว้าเหว่อย่างมาก ฉันรู้ดีว่ามันทรมานแค่ไหน ไม่มีคนที่เราจะหัวเราะร่วมกันได้ ไม่มีคนที่คอยให้คำปรึกษา ไม่มีเรื่องราวสนุกๆในชีวิต ทำไมคนคนนี้ถึงปฏิเสธการที่จะมีเพื่อน แล้วฉันไปมีความจำเป็นอะไรกับเขา เขาถึงขอฉันเป็นเพื่อน
“ทำไมฉันถึงจำเป็นต่อนาย” ฉันจ้องนัยน์ตาสีเขียวเทาไร้ชีวิตชีวาของเขา
“ก็เพราะจำเป็น” เขาตอบเหมือนจะยั่วโมโหฉัน
“ถ้าฉันจำเป็นทุกคนก็ต้องจำเป็น เพื่อนน่ะไม่ได้คบกันเพราะความจำเป็นหรอกนะแต่เป็นสิ่งที่เติมเต็มให้กับชีวิตของเรา ถ้าจะให้ฉันเดาฉันว่านายคงพวกไร้หัวใจไร้ความรู้สึกเลยไม่เคยมีเพื่อนที่แท้จริง” ฉันพล่ามยาวเหมือนสั่งสอนเด็กที่ไม่รู้จักคำว่าเพื่อน
ฉันสังเกตแววตาของเคิร์ทตลอดตั้งแต่ที่คุยกัน แต่ทว่าเมือฉันพูดขนาดนี้เขากลับยิ่งนิ่งและเย็นชามากกว่าเดิม สงสัยฉันไปพูดอะไรแทงใจดำเข้า ก้อนน้ำแข็งก้อนนั้นแผ่ความเยือกเย็นออกมาจนฉันอดไม่ได้ที่จะเขยิบห่างจากเขาเล็กน้อย
“คุณนี่จู้จี้จริงๆ ผมขอตัว”
เคิร์ทลุกขึ้นยืนและออกเดิน ถึงแม้ว่าฉันจะหวั่นๆความเยือกเย็นนั้นแต่ฉันตามเขาไปติดๆอย่างไม่ละสายตา ทั้งที่ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะไปไหน ฉันขอแค่ได้ตามเขาไปได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็เป็นพอ
ในที่สุดฉันก็รู้จุดหมายปลายทางของเขา เราสองคนเดินมาถึงห้องเรียน เคิร์ทเดินเข้าไปหาไลท์ทันทีที่มาถึงเขาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะของไลท์แล้วมองเหยียด ไลท์ลุกขึ้นพรวดให้ตัวเองดูเสมอกัน ถึงแม้ว่าฉันจะรู้จักไลท์แค่เพียงสามวันแต่ฉันก็พอรู้ว่าเขาเป็นพวกไม่ชอบให้ใครมาดูถูกหรือทำนิ่งเหมือนเขาไม่มีตัวตน
“นายมีไร” ไลท์ถามห้วนๆ
บรรยากาศในห้องตอนนี้กลายเป็นสงครามเย็นขนาดย่อม เพื่อนๆทุกคนที่อยู่ ณ ห้องเรียนแห่งนี้มองดูไลท์กับเคีร์ทอยู่ห่างๆอย่างสนใจตามธรรมชาติของคนมุงทั่วไป ฉันหวังแค่ว่าสองคนนั้นจะไม่ทะเลาะวิวาทกันนะ
“เรามาเป็นเพื่อนกัน” เคิร์ทก็ตอบแบบห้วนๆ
ที่แท้เคิร์ทก็แค่อยากเป็นเพื่อนกับไลท์นี่เอง แต่ทว่าเคิร์ทดูยังไงก็ไม่ต่างอะไรจากก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่ไม่มีวันละลาย เวลาจะขอให้ใครเป็นเพื่อนสักคนยังไม่มีน้ำเสียงท่าทางหรือแววตาที่อ่อนน้อมเลย แบบนี้ใครเขาจะรับนายเป็นเพื่อนนอกจากฉันบ้างล่ะเนี่ย ได้โปรดขอให้ไลท์เข้าใจว่าเคิร์ทเป็นพวกมีปัญหาทางด้านการแสดงออกทีเถิด
“ถ้าเทียร์รับนายเป็นเพื่อนแล้วฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” ไลท์นั่งลงที่เดิมแล้วเงยหน้ามองเคิร์ท “เพียงแต่... ฉันแค่ไม่ชอบคนขี้เก๊กอย่างนายก็เท่านั้น”
ตอนแรกว่าจะดีขึ้นแต่ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ฉันไม่เข้าใจสองคนนี้จริงๆต่างคนต่างก็ไม่ยอมลดทิฐิไม่ยอมอ่อนน้อมต่อกันเลย
“นี่เทียร์” เดียเอื้อมมือมาจับไหล่ฉันโดยที่ฉันไม่ทันสังเกตว่าเธอเดินมาตอนไหน “อย่ากังวนไปเลยสองคนนั้นเขาเป็นพวกมีปัญหาทางการแสดงออกกันทั้งคู่แต่จริงๆแล้วก็อยากเป็นเพื่อนกันจะตาย” เดียส่งยิ้มบางๆให้ฉัน
มันจะจริงเหรอที่บอกว่าอยากเป็นเพื่อนกันจะตายท่าทางดูไม่นับญาติกันตั้งแต่แรกแล้ว แต่อีกนัยหนึ่งเดียก็พูดถูกที่พวกเขาสองคนมีปัญหาทางด้านการแสดงออก คนหนึ่งพวกร่าเริงแต่ก็ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ส่วนอีกคนเป็นพวกก้อนน้ำแข็งไร้ความรู้สึกจนทำให้บางคนยั้วขึ้นมาได้
เคิร์ทเดินกลับไปนั่งที่ตัวเองแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไลท์เองก็เช่นกันนั่งผิวปากอย่างสบายใจแบบเขาคนเดิม เหตุการณ์สงบลงแล้วก็จริงแต่ดูท่าว่ายังไงซะเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องทะเลาะกันอีก แต่ยังดีที่ไม่ได้ทะเลาะกันแบบเอาเป็นเอาตาย เราควรจะถือคติที่ว่า... ทะเลาะกันวันละนิดจิตแจ่มใส
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
สนุกค่ะ^^!
จากคุณ victorie/(victorie) อัพเดตเมื่อ 09/09/2554 18:12:51
ความคิดเห็นที่ 2

อยากให้ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นอีกน่ะค่ะตัวมันเล็กไป ^ ^

จากคุณ pam23571/(pam23571) อัพเดตเมื่อ 05/09/2554 20:27:28
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 108 ท่าน