Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
the devil eyes
แมวน้อยสีดำ
ตอนที่ 1 นัยน์ตาสีคราม
2
06/09/2554 19:19:25
535
เนื้อเรื่อง
“หวัดดีจ้ะทุกคน” เสียงใสของรันหัวหน้าห้องขาเม้าประจำห้องของฉันพูดขึ้นขณะที่เดินมาถึงห้องเรียน “วันนี้มีเพื่อนเข้ามาใหม่ด้วยแหละ หล่อมาก!!” เธอพาคนๆหนึ่งเข้าห้องมาด้วยกัน
เขาเป็นนักเรียนชายที่ดูเป็นคนที่หล่อเนียบ เสื้อตัวนอกติดกระดุมครบทุกเม็ดตามระเบียบของโรงเรียนเป๊ะพร้อมกับเนคไทที่บรรจงผูกอย่างสวยงาม รันพาเขาเข้ามาหยุดอยู่ที่โต๊ะนักเรียนหน้าห้องซึ่งเป็นโต๊ะประจำของเธอ เพื่อนๆในห้องทุกคนต่างก็เดินเข้าไปมุงอยู่ที่โต๊ะนั้น
เพื่อนใหม่หรอ? ฉันไม่สนใจหรอก ถึงแม้ว่าฉันจะอยากมีเพื่อนมากเท่าไหร่ แต่ถ้านักเรียนใหม่คนนั้นเห็นนัยน์ตาของฉันคงจะเหมือนกับทุกๆคน ทางที่ดีคืออย่าสนใจเลยดีกว่า ไม่ต้องพยายามที่จะมีเพื่อนเดี๋ยวจะเสียงแรงฟรี
“ผมชื่อไลท์ ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนๆทุกคนครับ” เสียงสดใสของเด็กใหม่คนนั้นเต็มไปด้วยความร่าเริงพราวเสน่ห์
ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนานทั้งหยอกล้อกัน หยอดคำหวานใส่กัน พอผ่านไปครู่หนึ่งนักเรียนชายทุกคนก็ถอยกรูกันออกมาแบบหน้าจ๋อยๆเหลือเพียงแต่นักเรียนชายใหม่คนนั้นกับนักเรียนหญิงทั้งห้อง ดูแล้วเขาช่างเป็นคนเจ้าสำราญดีจริงๆ พวกเขาคุยกันจนนานพอสมควรคงจะลืมเวลากันไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่าจะเลยเวลาเข้าเรียนมาได้พักใหญ่แต่อาจารย์ก็ยังไม่เข้ามาสอน เฮ้อ... ไหนๆฉันก็ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรอ่านหนังสือดีกว่า
“นี่สาวน้อย เธอชื่อเทียร์หรอ?”
ฉันเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมามองเจ้าของเสียงเริงร่าพราวเสน่ห์ตรงหน้า ไลท์มาอยู่ตรงหน้าฉัน เขาส่งยิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ ใบหน้าและท่าทางของเขาช่างสดใสเจิดจ้าสมเหมือนชื่อ  เขามีผิวขาวแบบพวกมีชาติตระกูล ผมสีน้ำตาลทำไฮไลต์สีทองนำเทรนด์และนัยน์ตาสีเหลืองทองของเขาทำให้เขายิ่งดูสดใสกว่าเดิม นี่ไลท์ยิ้มให้ฉันแล้วคุยกับฉันด้วยจริงๆหรอ? ไม่น่าเชื่อ
“อะ... อืม” ฉันตอบอ้ำๆอื้อๆแบบตั้งตัวไม่ทัน
“เธอก็ไม่เห็นจะเป็นตัวหายนะตรงไหนเลยหนิ แถมยังน่ารักอีกต่างหาก” ไลท์มองหน้าฉันแบบสงสัยแล้วกับผุดยิ้มขึ้นมา “พวกเธอนี่งมงายกันจัง ไปเชื่อผู้ใหญ่ซะทุกเรื่องก็ไม่ถูกหรอก หลักฐานที่เชื่อถือได้ก็ไม่มี” เขาทำหน้าเหนื่อยใจพลางหันกลับไปหาพวกเพื่อนๆที่อยู่ ณ โต๊ะของรัน
เพราะคำพูดของไลท์ทำให้ทัศนคติที่ว่าฉันไม่อาจมีเพื่อนได้เริ่มเปลี่ยนไป เพื่อนๆในห้องต่างก็ตะลึงกับความคิดแบบนั้นของไลท์ ความคิดที่ขัดแย้งกับหลักความเชื่อของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
“อีกอย่างผมก็คิดว่าเทียร์ก็แค่มีนัยน์ตาสีคราม มันไม่ใช่ดวงตาปีศาจบ้าบออะไรของพวกเธอหรอก” เขาทำท่าทางไม่แยแสพวกเขา “ผมเป็นพวกที่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ เป็นเหตุเป็นผลที่มีความเป็นไปได้ ไม่เชื่องมงายแบบพวกหัวโบราณ” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเป็นเชิงวิชาการ
สิ่งที่ฉันคิดว่าจนกว่าจะจบจากที่นี่คงไม่มีใครคบเป็นเพื่อนเพราะมีนัยน์ตาสีคราม ความคิดนั้นได้พลันหายไปทันทีเมื่อไลท์พูดจบ
“เอาล่ะ แต่นี้ต่อไปผมจะเป็นเพื่อนกับเทียร์แล้วจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเทีนร์ไม่ใช่ตัวหายนะ” ไลท์ผุดยิ้มพราวเสน่ห์พลางยื่นมือมาหน้าฉัน “เรามาเป็นเพื่อนกันนะ สาวน้อย”
ฉันทำตัวไม่ถูกเมื่อมีคนยื่นมิตรภาพมาให้ ก็นานแล้วนี่เนอะที่ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนี้ รู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อน ฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจับมือไลท์ตอบและส่งยิ้มให้ ฉันไม่เคยยิ้มด้วยความสุขกันมิตรภาพแบบนี้มานานเหลือเกิน...
 
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้ได้เวลากลับบ้าน เพื่อนๆทุกคนต่างก็เก็บของใส่กระเป๋าแล้วค่อยๆทยอยกันออกไป ฉันก็เช่นกัน ฉันเก็บหนังสือจัดเรียงในกระเป๋าให้เป็นระเบียบแล้วค่อยหยิบกระเป๋าดินสอใส่เข้าที่แล้วรูดซิบปิด อ่า...เสร็จแล้วกลับบ้านดีกว่าวันนี้แม่จะทำอะไรอร่อยๆไว้ให้กินน้า
“Hey!! My friend” ฉันสะพายกระเป๋าเรียบร้อยพอดีกับไลท์วิ่งมาอยู่หน้าฉัน ฉันเงยหน้ามองด้วยความตกใจนิดๆ “กลับบ้านด้วยกันนะ”
“เอ่อคือว่า... มันจะดีหรอ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเกรงใจ
“ไม่ต้องเกรงใจ ไปกันเถอะ!!”
ไลท์ไม่พูดพล่ามทำเพลงเขาจับมือฉันลากออกมาจากห้องแบบกึ่งวิ่งกึ่งเดิน ระหว่างทางไลท์บอกฉันทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขาด้วยท่าทีที่มีความสุข เขาสาธยายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองตั้งแต่เรื่องจิปาถะไปยังความลับส่วนตัว แม้เราเดินมาจนถึงหน้ารั้วโรงเรียนแล้วไลท์ก็ยังเล่าไม่จบ
ปี๊นๆ  รถลีมูซีนสีดำเงาวับสุดแสนจะหรูหราแบบหาที่เปรียบไม่ได้มาจอดอยู่ตรงหน้าไลท์กับฉัน มารับใครกันครูคนไหนหรอ ? หรือใครบางคนที่ไม่ใช่คนในโรงเรียน ? แต่ที่แน่ๆคนๆนั้นจะต้องรวยใช่เล่น พอรถจอดสนิทก็มีลุงคนหนึ่งออกมาจากรถด้านฝั่งคนขับแล้ววิ่งเหยอะๆมายืนหน้าไลท์
“นายน้อยขอรับรอนานรึเปล่า?” ลุงคนนั้นพูดขึ้น
ลุงคนนั้นพูดว่านายน้อยแล้วหันมาทางนี้ งั้นหรือว่า...
“พอดีเปะต่างหากครับ” เสียงไลท์ตอบแบบร่าเริง
ไลท์รวยขนาดนี้เลยหรอ? ทำไมเมื่อกี้ไม่เห็นจะพูดถึงเลย เล่นเอาซะฉันค้างแหง็กทำตัวไม่ถูกอึ้งกันยกใหญ่  ไม่เคยคิดเลยว่าโรงเรียนค่าเทอมไม่ถึงหมื่นแห่งนี้จะมีพวกคุณหนูเงินเหลือใช้มาเรียนด้วย ที่นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงสักเท่าไหร่การเรียนการสอนก็อยู่ในระดับดีแต่ไม่ถึงกับดีมาก โดยส่วนใหญ่แล้วฉันมักจะเห็นพวกคุณหนูคุณชายเค้าเรียนโรงเรียนดังๆการเรียนการสอนดีเลิศกันทั้งนั้น ไลท์นี่เป็นคุณชายติดดินจริงๆ
“ลุงครับวันนี้ก่อนจะกลับบ้านแวะส่งเพื่อนผมหน่อยนะครับ” เสียงของไลท์ปลุกฉันให้หลุดจากภวังค์
“ได้ขอรับนายน้อย” ลุงคนนั้นเปิดประตูรถรออยู่แล้ว
“ไลท์ ฉันคิดว่าฉันกลับเองดีกว่านั่งรถเมย์ต่อเดียวก็ถึงแล้ว”
ฉันไม่อยากทำให้คนแถวบ้านแตกตื่นคนพวกนั้นยิ่งชอบอะไรหรูๆอยู่ แถมมีหนุ่มหน้าตาดีเกรดคุณชายแบบไลท์ไปส่งแบบนี้ มีหวังได้เป็นหัวข้อสนทนาของชาวบ้านแน่
“ทำไมล่ะ?” ไลท์สีหน้าผิดหวัง
“คือ... วันนี้ฉันต้องแวะที่อื่นหลายที่เลยอ่ะก่อนจะกลับบ้าน ก็เลยคิดว่ามันจะไม่สะดวก” ฉันหาข้ออ้างเท่าที่จะนึกได้
“อ๋อ งั้นก็กลับบ้านดีๆนะครับสาวน้อย บ๊ายบาย”
ไลท์โบกมือลาแล้วขึ้นรถไป ฉันโบกมือกลับเช่นกันแล้วรอจนกว่ารถลีมูซีนสุดหรูคันนั้นจะจากไป เฮ้อ... บางที่สิ่งหรูหราสวยงามมันก็ทำให้เราลำบากใจเหมือนกัน กลับบ้านดีกว่าแม่คงรอแย่แล้ว...
 
บ้านสองชั้นหลังเล็กพออยู่กันได้สองถึงสามคนตั้งอยู่สุดซอยในหมู่บ้านขนาดกลางแห่งนี้ ที่นี่เป็นที่ที่ฉันอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคน ครอบครัวของฉันมีกันอยู่แค่สองคน ญาติก็คงจะมีหรืออาจจะไม่มีเพราะไม่เคยเจอเลยสักครั้ง ส่วนพ่อมีแน่นอนแต่ไม่เคยเห็นหน้าตั้งแต่ฉันจำความได้ ตอนฉันเด็กๆก็เคยถามแม่ว่าพ่ออยู่ไหนและมักจะได้คำตอบจากแม่ว่า ‘พ่ออยู่ในที่ที่แสนไกล...’เสมอมา ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ฉันก็เข้าใจเสมอว่าแม่ต้องการจะบอกว่าพ่อตายแล้วแต่ใช้คำพูดที่เบาลง แม่คงรักพ่อมากจนไม่อยากคิดไม่อยากพูดว่าพ่อตายไปแล้ว หรือไม่ก็ไม่อยากทำให้ฉันเสียใจ...
“กลับมาแล้วค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงสดใสพลางเปิดประตูเข้าบ้าน
“พอดีเลย แม่เพิ่งจะทำกับข้าวเสร็จ” น้ำเสียงที่อบอุ่นของหญิงสาวที่ฉันรักมากที่สุด ตอบรับมาจากครัวด้านหลังบ้าน
ฉันถอดรองท้านักเรียนเก็บเข้าตู้จากนั้นวางกระเป๋านักเรียนบนโซฟาในห้องรับแขกแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องครัว กลิ่นกับข้าวของแม่หอมจังฉันชักหิวซะแล้วสิ เวลากลับมาจากโรงเรียนหลังจากเรียนหนักทั้งวันกับข้าวของแม่ช่วยฟื้นพลังได้เสมอ
“วันนี้มีอะไรกินบ้าง...” คำพูดของฉันขาดช่วงไปเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังแม่...
 “เทียร์ ลูกเป็นอะไรรึเปล่า?” แม่ถามอย่าเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของฉัน
ฉันแน่ใจว่าสิ่งที่ฉันเห็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่คน!!มันใส่ผ้าคลุมยาวสีดำขลับมีฮูดปกปิดใบหน้าตอนบนสนิท ปลายผ้าคุมนั้นหลุดลุ่ย ตัวของมันลอยอยู่ห่างจากพื้นราว 2ฟุต ฉันรับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของมัน พลังที่เยือกเย็นและน่าสยดสยองแผ่ซ่านไปทั่วห้องครัวเล็กๆ มันแสยะยิ้มที่มุมปากพลางหยิบของบางอย่างออกจากใต้ผ้าคลุมนั่น มันดึงสิ่งนั้นออกมาอย่างรวดเร็วจนผ้าคลุมปลิวสะบัดปรากฏให้เห็นเคียวสีดำเงาอันใหญ่เหมือนของยมทูตในมือ มันค่อยๆง้างเคียวนั่นออกเรื่อยๆ สัญชาตญาณของฉันบอกว่ามันไม่ดีแน่หากปล่อยเอาไว้
“แม่ค่ะหลบไป!!”
ฉันตะโกนสุดเสียงพลางหยิบมีดปลอกผลไม้บนโต๊ะกินข้าวขว้างไปยังเจ้านั่น แม่หลบได้เฉียดฉิวพอดี... มีดที่ตรงไปหามันพุ่งเข้าใส่เต็มๆแต่มีดนั้นกลับทะลุผ่านไปเฉยจนไปโดนเข้ากับกระจกหน้าต่าง
แพล็ง!!! กระจกบานนั้นแตกละเอียด
“นี่ลูกทำอะไร? เห็นมั้ยกระจกแตกหมดแล้ว” แม่ขึ้นเสียงจนเปลี่ยนไปจากเมื่อกี้โดยสิ้นเชิง “แล้วถ้าเมื่อกี้แม่หลบไม่ทัน... ลูกก็รู้ว่าจะเป็นยังไง” แม่มีน้ำเสียงเศร้าลง
“แม่ค่ะหนูเห็นบางอย่างที่กำลังจะฆ่าแม่!!” ฉันชี้ไปที่ที่มันยืนอยู่
“แม่ไม่เห็นจะมีใครเลย”
แม่หันไปมองตามตำแหน่งที่ฉันชี้แต่กลับมองไม่เห็นมันทั้งๆที่มันอยู่ตรงหน้าแม่ นี่มันอะไรกันสิ่งที่ฉันเห็นมันคืออะไร ภาพหลอน? ภาพลวงตา? ภาพมายา? ฉันลองขยี้ตาดู...แต่มันกลับยังไม่หายไป หรือว่ามันจะมีอยู่จริงและมีเพียงฉันเห็นได้งั้นหรือ??
เจ้านั่นแสยะยิ้มอีกครั้งแล้วเริ่มง้างเคียวออกอย่างเร็ว คราวนี้ไม่ทันแน่ !! ฉันออกแรงวิ่งให้เร็วที่สุดไปกันแม่ออกมา แขนของฉันโอบร่างของแม่แล้วดึงออกมาได้ทันควัน แต่...
ติ๋ง... ติ๋ง...
หยดเลือดสีแดงเข้มจากแขนขวาของฉันร่วงลงสู่พื้นไม้สีน้ำตาลอ่อนของห้องครัว เพียงแค่เฉียดคมเคียวนั่นไปนิดเดียวก็ทำให้เกิดแผลลึกได้ขนาดนี้ เคียวนั่นคมเหลือร้ายจริงๆ ไม่นานแขนของฉันถูกอาบไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาอย่างบ้าคลั่งและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ
“ว๊าย! เมื่อกี้ลูกโดนอะไรน่ะ ดูสิแผลลึกซะด้วย”
แม่ปลอดภัยดี... แม่หันกลับมามองที่แขนฉันด้วยความตกใจแล้วรีบหาผ้ามากดห้ามเลือด
“เจ้า...ไม่ใช่มนุษย์” เสียงนิ่งราบเรียบเอ่ยขึ้นจากเจ้านั่น
เสียงโทนต่ำแบบนี้เป็นเสียงของผู้ชายไม่ผิดแน่ ฉันผละสายตาจากแผลมองชายสวมผ้าคลุมสีดำนั่นอย่างงุนงง ไม่ใช่มนุษย์...นี่มันอะไรอีก
“แม่ไปหาของมาปฐมพยาบาลก่อนแล้วเดี๋ยวจะพาไปโรงพยาบาล ทนหน่อยนะ” แม่พูดจบแล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องครัว
“ทั้งมองเห็นข้า สามรถรับคมเคียวยมทูตของข้าได้ โดยสรุปแล้วเจ้าไม่ใช่มนุษย์” เสียงนิ่งเรียบกล่าวขึ้นอีกครั้งเมื่อแม่ลับสายตาไป “เจ้าเผยตัวจริงมาซะเถอะ”
“ตัวจริงอะไร? แล้วทำไมต้องว่าฉันไม่ใช่มนุษย์?” สีหน้าและน้ำเสียงฉันจริงจังกว่าที่ผ่านมา
“เจ้าทำในสิ่งที่มนุษย์ไม่มีทางทำได้ไง เจ้ามองเห็นข้าที่เป็นยมทูตทั้งที่ข้ายังไม่แสดงตน เจ้าได้แผลจากเคียวของข้าปากฎบนผิวกายภายนอกทั้งที่ปกติร่างกายมนุษย์จะไร้ร่องรอยใดๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความสามรถของพวกอมนุษย์ แล้ว...” เขาเลื่อนตัวเข้ามาใกล้ช้าๆ “เจ้าก็มีกลิ่นอายจางๆของปีศาจซะด้วย หืม? นัยน์ตาสีครามด้วยงั้นรึ”
เขาหยุดอยู่หน้าฉันห่างกันไม่ถึงฟุต ฉันก้าวเท้าถอยหลังฉับพลันราวแม่เหล็กขั้วเดียวกันดีดตัวออก ฉันเดินถอยออกให้ห่างที่สุดจนติดอ่างล้างจาน สุดทางแล้วหรือนี่...
ปีศาจ... อะไรก็ปีศาจ ฉันไม่ใช่สักหน่อยฉันเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาเท่านั้น ฉันมองเห็นยมทูต ทำในสิ่งที่อมนุษย์ทำได้แน่นอนว่ามันแปลก แต่นั้นอาจเป็นแค่ความพิเศษของมนุษย์อย่างฉันก็ได้ และฉันก็มั่นใจว่าฉันไม่ใช่ปีศาจ!! แล้วเรื่องนัยน์ตาสีครามของฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย?
“หากมีปีศาจอย่างเจ้าอยู่ที่นี่ข้าคงทำงานไม่สะดวกเป็นแน่”
ทำงาน?? ฉันรู้สึกหมดแรงทีละน้อยจนไม่ไหวที่จะเอ่ยปากถาม แผลลึกที่แขนฉันยังมีเลือดไหลออกไม่หยุด ขืนปล่อยไว้นานกว่านี้ฉันอาจจะเป็นลมล้มไปได้เลย
“ข้าต้องขอโทษด้วยที่ข้าจำเป็นต้องกำจัดเจ้า” เขาเลื่อนตัวกลับไปยังตำแหน่งเดิม ยกเคียวนั้นขึ้นเตรียมพร้อมที่จะฟาดฟันตัวฉันได้ทุกเมื่อ “แล้วค่อยจัดการเก็บวิญญาณยัยผู้หญิงคนนั้น”
ไม่!!! ยัยผู้หญิงคนนั้นนั่นมันแม่ฉันนะฉันไม่ยอมให้นายเอาไปหรอก ฉันเหลือแม่เพียงคนเดียว คนที่เข้าใจฉัน คนที่อยู่ข้างฉันเสมอมาไม่ว่ายามทุกหรือสุข ฉันจะ... ไม่ยอมให้นายเอาไปเด็ดขาด
...ใช้พลังสิ
เสียงทุ้มต่ำกังวานของชายวัยกลางคนที่ฟังแล้วน่าเกรงขามดังก้องอยู่ในหัวของฉัน นี่เสียงของใครกัน... แล้วใช้พลังคือพลังอะไร?
...ถ้าเจ้าอยากปกป้องแม่ของเจ้า จงใช้พลังอันแข็งแกร่งของเจ้าที่หลับใหลอยู่
พลังของฉันที่หลับใหลอยู่?? ฉันมีพลังแบบนั้นหรอแล้วฉันทำได้จริงๆใช่มั้ย เอาล่ะ...จะยังไงก็ช่างเพื่อแม่แล้วเราต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง ผลจะออกมาแบบไหนค่อยว่ากัน
ฉันคว้ามีดเล่มใหญ่ยาวบนอ่างล้างจานด้วยมือซ้ายแล้วกำมีดเล่มนั้นแน่น หลับตาเพิ่งสมาธิไปยังมีดตามสัญชาตญาณของฉัน ซึ่งมันบ่งบอกว่าต้องทำแบบนี้ ฉันสูดหายใจเข้าลึกง้างมือออกพลางลืมตาเพื่อเล็งตำแหนงการคว้างมีด
“คว้างมาเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม...”
มีดถูกปล่อยจากมือด้วยแรงของฉันอย่างสุดกำลังเจ้านั้นแสยะยิ้มกลับมาทันที ทว่าเขากลับหุบยิ้มลงปากกลายเป็นเส้นตรงเคร่งเครียดเมื่อเห็นมีดเล่มนั้นมีเปลวไฟสีครามผุดขึ้นมา... ความเร็วของมีดยังเร็วกว่าการเคลื่อนไหวของเขาหลายเท่าเขาจึงหลบมีดเล่มนั้นไม่ทัน  มีดปักคามิดด้ามอยู่ที่ตัวของเขา ของเหลวสีดำไหลออกมาเปื้อนผ้าคลุมจนชุ่มแม้จะมองไม่เห็นนักแต่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีลอยบนผ้าคลุมที่เข้มขึ้น พลังสีครามนั้นหรือคือพลังของฉัน...
รู้สึกหมดแรงไปเลยแฮะ... ฉันเซไปพิงอ่างล้างจานใช้มือซ้ายรั้งร่างของฉันไม่ให้ร่วงลงสู่พื้น ทว่าฉันฝืนจนมือสั่นและอีกไม่กี่นาทีฉันคงร่วงลงเป็นแน่
“ไม่ผิดแน่... เจ้า... คือปีศาจ...” เสียงเขาสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดจากแผลแต่ยังคงความนิ่งอยู่ “ปีศาจ... ชั้นสูง... ซะด้วยสิ นัยน์ตา... และเปลวไฟ... สีครามแบบนั้น”
ตวงตาฉันเริ่มหนักอึ้งจนไม่สามารถลืมได้เต็มที่แต่โสตประสาทยังดีอยู่ ถึงแม้ว่าฉันจะปฏิเสธยังไงหลักฐานก็เห็นอยู่ตำตา นี่คงเป็นเปลวไฟของพลังปีศาจสินะ พลังที่มาจากฉัน...
แกร็ง!!
เขาชักมีดออกจากตัวและปล่อยร่วงสู่พื้น มีดเล่มยาวใหญ่เปื้อนเลือดสีดำของเขาจนไม่เห็นเนื้อสีเงินวาวดั้งเดิมของมัน หนำซ้ำเลือดสีดำจากตัวเขายังหยดลงบนพื้นจนเลอะเทอะไปหมด
“แล้วเรา... จะต้องได้เจอกันอีก” เรียงเรียบนิ่งกล่าวขึ้นแต่มีความมุงมั่นเต็มเปลี่ยม
ร่างนั้นค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับคราบเลือกที่ติดบนมีดและพื้นราวกับไม่มีการปรากฏตัวของยมทูตเกิดขึ้น เหลือไว้เพียงแต่เลือดสีแดงเข้มของฉันกับมีดเล่มนั้น
มาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีข้อกังขาอะไรว่าไม่ใช่ปีศาจแล้วล่ะ ทุกอย่างเป็นตามที่เจ้านั้นบอกไม่มีผิด ทุกอย่างที่อมนุษย์ทำได้ฉันก็สามารถทำได้เช่นกัน รวมถึงพลังเปลวไฟสีครามที่มาจากฉันนั่นด้วย นี่ฉันเป็นปีศาจงั้นหรือ?
...ใช่ เจ้ามีเลือดของปีศาจอยู่ครึ่งหนึ่ง
ในที่สุดแขนของฉันก็หมดแรง ฉันทิ้งร่างลงสู่พื้นไม้สีน้ำตาลอ่อนเย็นเฉียบ ทันได้นั้นสติของฉันก็ขาดวูบและลงดิ่งสู่ความมืดมิด...
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1

อยากให้ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นอีกน่ะค่ะตัวมันเล็กไป ^ ^

จากคุณ pam23571/(pam23571) อัพเดตเมื่อ 05/09/2554 20:27:06
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 131 ท่าน