Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เล่ห์ร้าย เสน่ห์ลวง
สาวหมวกแดง
บทที่ 2 : น้องชาย [100%]
4
04/09/2554 20:25:37
688
เนื้อเรื่อง







บทที่ 2

'น้องชาย'
 

   หลังเลิกงานเพลินไพลินก็ออกมายืนรอภาคินตามที่นัดกันไว้ หญิงสาวยืนรออยู่พักหนึ่งก่อนที่รถยุโรปคันโตจะเคลื่อนมาจอดตรงหน้า ชายหนุ่มในชุดสูทคนเดิมเดินยิ้มลงมาจากทางด้านคนขับตรงมาหาเธอ


                    "รอนานรึเปล่าครับเพลิน"


                    "ไม่นานหรอกค่ะ เพลินเพิ่งออกมาเมื่อกี้เอง"เพลินไพลินสั่นหัวเบาๆ


                    "งั้นเรารีบไปกันดีกว่า ผมโทรบอกบอกคุณแม่ไว้แล้ว ป่านนี้ท่านคงเข้าครัวเตรียมอาหารรอต้อนรับเราแล้วล่ะครับ"ภาคินบอกพลางเดิน ไปเปิดประตูด้านข้างคนขับให้เธอ หญิงสาวกล่าวขอบคุณเบาๆก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่  เจ้าของร่างสูงวิ่งไปประจำที่พลขับก่อนจะเคลื่อนรถเก๋งสัญชาติยุโรปออกไป นอกถนนใหญ่


                    สิบห้านาทีต่อมารถยนต์คันหรูก็เคลื่อนมาหยุดที่หน้าคฤหาสน์หลังงาม ภาคินทำหน้าที่สุภาพบุรุษเปิดประตูให้เพลินไพลินเช่นเดิมก่อนที่จะสั่งให้คน ขับรถเอารถไปเก็บที่โรงรถ แล้วเดินนำเพลินไพลินเข้าบ้าน  ตอนที่หญิงสาวเผลอเจ้าของร่างสูงก็จับมือบางให้เดินตามทำเป็นไม่เห็นใบหน้า เก้อเขินของสาวเจ้า


                     "เอ่อ...คุณภาคคะ..."


                     "ผมกลัวคุณหลงน่ะ"เพลินไพลินรู้ดีว่าเขาไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆหรอก ถึงบ้านหลังนี้จะใหญ่มากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเซ่อซ่าถึงขนาดเดินหลง ไปใหนได้   หญิงสาวแอบยิ้มขณะมองมือตนที่สอดประสานเข้ากับมือใหญ่อบอุ่น  


                     ...เพราะความอบอุ่นนี่กระมังที่ทำให้เธอหลงรักเขาอย่างหมดหัวใจ...


                     "คุณภาค  มาแล้วหรอคะ"ขณะที่ภาคินกำลังพาเพลินไพลินมุ่งไปสู่ห้องรับแขก  แม่บ้านร่างท้วมก็เดินออกมาจากทางห้องครัวเพื่อมาต้อนรับทั้งคู่พอดี


                    "ครับ"ชายหนุ่มตอบรับก่อนจะหันมาแนะนำตัวเพลินไพลินกับคุณป้าแม่่บ้าน"ป้า แช่มครับ นี่เพลิน...เพื่อนผมเอง ส่วนนี่ป้าแช่มครับเพลิน"หญิงสาวยกมือไหว้ตามมารยาทจนแช่มรับไหว้แทบไม่ทัน


                     "ไหว้พระเถอะค่ะคุณ  คุณใช่มั้ยคะที่เป็นแฟนคุณภาค...หน้าตาสวยหมดจดซะจริงๆ มารยาทก็ง้ามงาม"


                     "เอ่อ...คือ...ไม่..."เพลินไพลินทำหน้าไม่ถูกจึงคิดจะปฏิเสธออกไปแต่กลับถูกภาคินขัดขึ้นมาซะก่อน


                     "คุณแม่อยู่ในครัวหรอครับ"


                     "เอ่อ...เปล่าหรอกค่ะ  คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายแล้วก็คุณท่านอยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ"


                    "มีแขกมาหรือครับ  ใหนคุณแม่บอกว่าวันนี้ไม่ได้นัดใครไว้ไง"ภาคินถาม ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางแปลกๆที่แช่มแสดงออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย ผิดกับเพลินไพลินที่สังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านั้น ดูท่าทางว่าวันนี้เธอจะไม่ได้เป็นแขกคนเดียวของบ้านนี้ซะแล้ว  แต่ที่ทำให้เธอสงสัยก็คือ...ทำไมคุณป้าแม่บ้านถึงทำท่าแปลกๆแบบนั้นด้วย


                     
                   "ไม่ใช่แขกที่ใหนหรอกค่ะ  ก็คุณภูมินทร์...น้องชายคุณภาคนั่นแหละ จำได้หรือเปล่าคะ เธอเพิ่งมาถึงเมืองไทยเมื่อบ่ายนี่เอง ความจริงคุณภูเธอบอกว่าจะมาหาวันเสาร์แต่คุณท่านสั่งให้คนขับรถไปรับเธอที่ สนามบินวันนี้เพราะเห็นว่าเป็นวันที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันพอดีเลยอยากให้ พี่น้องได้เจอกันน่ะค่ะ"



                    "ภูกลับมาบ้านแล้วหรอครับ ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลยล่ะเนี่ย ทั้งพ่อ แม่แล้วก็คุณย่าไม่เห็นมีใครบอกผมเลยสักคน"ภาคินกล่าวอย่างประหลาดใจและอด นึกถึงหน้าน้องชายต่างสายเลือดไม่ได้ เขายังจำได้ดีว่าวันแรกที่เขากับแม่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ในฐานะลูกและ ภรรยาอีกคนของพ่อ...ภูมินทร์มองเขากับแม่ด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชังเพียงใด  ภาคินไม่เคยคิดถือโทษโกรธชายหนุ่มผู้น้องเลยจะเพราะด้วยสัญชาตญาณของความ เป็นพี่หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจของเขาตลอดมาคือความรู้สึกผิดและคำขอโทษที่เขา ยังไม่เคยมีโอกาสได้กล่าวออกไปสำหรับสิ่งที่เขาและแม่ได้ทำลงไปโดยไม่ได้ ตั้งใจ...


                   
                     "คุณภาครีบเข้าไปข้างในเถอะค่ะ ป่านนี้คุณพ่อกับคุณแม่ท่านรอแย่แล้ว"ป้าแช่มดุนหลังชายหญิงทั้งสองให้ เข้าไปห้องรับแขกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้พวกท่านต้องรอนาน


       
                     "วันนี้น้องชายผมเพิ่งเดินทางมาจากอเมริกา เขาจะมาทานข้าวที่นี่ด้วย ผมถือโอกาสแนะนำให้คุณรู้จักเขาแล้วกันเลยนะครับเพลิน"ก่อนจะเข้าไปยังห้อง รับแขก ภาคินก็หันมาบอกเพลินไพลินเพื่อให้เธอได้รับรู้เอาไว้จะได้เตรียมตัวทัน หญิงสาวยิ้มรับและพยักหน้าเบาๆ เธอเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าตระกูลอัครภิวัฒน์สกุลมีลูกชายอยู่อีกคนนึง นึกว่าจะมีภาคินเป็นทายาทเพียงคนเดียวซะอีก



                     "อ้าว...ตาภาค มากันแล้วหรอ"คุณหญิงแม้นมาศ นายใหญ่แห่งตระกูลอัครภิวัฒน์สกุลเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหลานชายเดินเข้ามาพร้อม กับหญิงสาวหน้าตาสะสวยอีกคนนึง"ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่กันทำไม พาแม่หนูนั่นมานั่งนี่ซะสิ"



                     "ครับ คุณย่า"ภาคินตอบรับก่อนจะจูงมือเพลินไพลินไปนั่งโซฟาข้างๆผู้เป็นย่าซึ่งตรง ข้ามกับชายหนุ่มอีกคนพอดี เพลินไพลินเหลือบมอง'น้องชาย'ของภาคินเพียงแวบเดียวจึงเห็นว่าเขาคอยลอบมอง เธอกับภาคินอยู่เงียบๆ ก่อนที่เสียงของภาคินจะดึงเธอให้ไปสนใจบทสนทนาระหว่างเขากับผู้เป็นย่าแทน



                      "คุณย่าไม่เห็นบอกผมเลยว่านายภูจะมาทานข้าวที่บ้านกับเราด้วย เซอร์ไพรส์จริงๆเลยนะครับเนี่ย"ภาคินกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะที่มองภูมินทร์ที่ นั่งนิ่งเป็นหุ่นตั้งแต่เขากับเพลินไพลินก้าวเข้ามาในห้องรับแขก



                      "ก็ย่ากะจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์ภาคน่ะสิ"คุณหญิงแม้นมาศหัวเราะน้อยๆก่อนจะหัน ไปมองอีกหนึ่งสาวผู้มีกิริยามารยาทนุ่มนวลสายตาด้วยความสนใจ"ว่าแต่...ภาคจะ ไม่แนะนำแม่หนูคนนี้ให้ย่ากับทุกคนรู้จักหน่อยหรอลูก พ่อกับแม่เขารออยู่ไม่เห็นรึไงนั่น ตื่นเต้นกันจะแย่ที่ภาคจะพา'ว่าที่หลานสะใภ้'มาทำความรู้จัก ย่าล่ะนึกว่าเราจะอยู่ครองโสดซะแล้ว ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นพาผู้หญิงที่ใหนเข้าบ้านเลย"



                     "ผมมีครับ แต่ยังไม่ถึงเวลาพามาต่างหากล่ะ"ภาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกก่อนจะแนะนำ เพลินไพลินให้รู้จัก​"ทุกคนครับ นี่เพลินไพลินครับ 'คนรัก'ของผมเอง"


 
                     เพลินไพลินหันมองภาคินด้วยหัวใจพองโตก่อนที่ความรู้สึกอุ่นร้อนของฝ่ามือหนา จะทาบลงบนหลังมือเธอเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่เขาส่งมาให้ 


 
                    ความหมายที่ซ่อนมากับรอยยิ้มนั้น...เธอรู้สึกถึงมันได้...



                    เพลินไพลินส่งรอยยิ้มคืนกลับให้เขาแล้วเหลือบไปเห็นสายตาคู่คมที่จับจ้องมือ ภาคินกับมือเธอที่เกาะกุมกันไว้หลวมๆที่ใต้โต๊ะ  แล้วเหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกตัวว่าเธอเองก็จ้องเขาอยู่...ชายหนุ่มจึงตวัด สายตาคมปราบมาประสานสายตาของเธอแทนจนเธอรีบหลบไม่ทัน 



                      ...ดวงตาสีดำสนิทคู่คมแวววาวราวกับแก้วมีแต่ร่องรอยเย็นชาและว่างเปล่าจนเธอ สะท้านเยือกด้วยความกลัว แต่ในขณะเดียวกันกลับมีเสน่ห์ดึงดูดมากมหาศาลจนเธอเกือบละสายตาไม่ได้...



                     ถ้าตาไม่ฝาดไป...เธอคิดว่าเธอเห็นแววแห่งความอาฆาตแค้นปรากฏอยู่ในนัยต์ตา คู่คมแวววาวนั่นเพียงแวบเดียวก่อนที่จะเลือนหายไปกลายเป็นแววตาว่างเปล่าและ เย็นชาดังเดิม!!



                      "เพลินครับ"



                      "คะ...คุณภาค"เพลินไพลินขานรับภาคินราวกับคนเพิ่งหลุดจากภวังค์



                      "เป็นอะไรครับ คุณไม่สบายหรือเปล่า"



                      "เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่เพลินคิดอะไรเพลินๆไปนิดหน่อยน่ะค่ะ"ภาคินพยักหน้าเบาๆแต่ก็ยังอด มองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงไม่ได้



                       "งั้นผมขอเเนะนำให้คุณรู้จักกับครอบครัวของผมบ้างนะครับ"ภาคินบอกก่อนจะผาย มือไปยังญาติผู้ใหญ่ทั้งสามคนที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างๆ "นี่แม่กับพ่อ แล้วก็นี่คุณย่าผมครับ"



                       "สวัสดีค่ะ"เพลินไพลินยกมือไหว้ตามมารยาทที่ได้ถูกฝึกมาตั้งแต่เล็กๆด้วย ความนอบน้อม  ถึงแม้ครอบครัวเธอจะจนแต่ป้ากับพ่อก็ไม่ลืมที่จะสอนมารยาททางสังคมให้กับเธอ จึงไม่แปลกเลยที่หญิงสาวจะเป็นคนมือไม้อ่อน



                       "ไหว้พระเถอะจ้ะแม่หนู  หน้าตาสะสวยหมดจดซะจริงเลย...เห็นด้วยกับเเม่มั้ยแม่วิภา  ตาภพ"คุณหญิงแม้นมาศเอ่ยชมพลางหันไปขอความเห็นจากลูกชายและลูกสะใภ้ซึ่งทั้ง คู่ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย  ทั้งหน้าตา ทั้งมารยาทช่างถูกใจเหล่อนซะจริงๆ



                      เพลินไพลินยิ้มรับคำชมอย่างเขินอายก่อนที่ภาคินจะแนะนำชายหนุ่มที่เหลืออีกเพียงคนเดียวให้เธอได้รู้จัก



                      "ส่วนนี่ภูมินทร์  น้องชายของผมเองครับ"



                      "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณภูมินทร์"หญิงสาวกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร  ทั้งๆที่ในใจเธอเริ่มรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น...แต่ผู้ชายคนนี้ทำให้เธอกลัวที่จะเข้า ใกล้ ทั้งรังสีแห่งความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขาและแววตาอาฆาตเมื่อครู่ทำให้ เธอกลัวที่จะอยู่ใกล้เขาขึ้นมาซะเฉยๆ



                      "ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเพลินไพลิน"ภูมินทร์กล่าวทักทายกลับด้วยสีหน้า เรียบนิ่งก่อนที่เขาจะส่งยิ้มแข็งๆที่ไม่บ่งบอกอารมณ์มาให้เธอ  แต่แววตาคู่คมกลับสื่อบางอย่างออกมา...



                      ...บางอย่างที่คล้ายกับว่าเขารู้ว่าเธอกำลังสงสัยอะไรบางอย่างในตัวเขา...



                      "ว่าแต่นายเถอะ...หายหน้าหายตาไปเกือบสิบปี  ไม่ส่งข่าวมาทางนี้บ้างเลยว่าเป็นไงบ้าง  ปล่อยให้คุณย่าบ่นคิดถึงนายให้ฉันกับคุณพ่อคุณแม่ฟังอยู่ทุกวี่ทุกวัน"ภาคิ นกล่าวขึ้น  ทำให้ภูมินทร์ละสายตาไปจากสาวหน้าหวานตรงหน้าไปมองผู้เป็นพี่ชายแทน



                      "นายคิดว่าตอนนั้นฉันจะมีอารมณ์ส่งข่าวมาบอกให้ใครรู้ว่าฉันเป็นตายยังไง หรือภาค"คำตอบของภูมินทร์ทำให้เกิดความเงียบขึ้นอึดใจนึง ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดีว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นยกเว้นเพลินไพลินแค่คน เดียวที่สัมผัสได้ถึงความห่างเหินที่ภูมินทร์มีต่อครอบครัว



                     "คุณยายไม่ยอมให้ฉันติดต่อใครที่นี่เลยเเม้แต่เพื่อน  ฉันเลยกะว่าถ้าทำงานจนประสบความสำเร็จเมื่อไหร่...ฉันจะกลับมาหาคุณย่าและ ทุกคนที่เมืองไทยน่ะ"ชายหนุ่มตอบหลังจากวางระเบิดลูกย่อมไปเมื่อครู่  เขารู้สึกสะใจเล็กๆที่ได้สะกิดแผลที่ตกสะเก็ดของครอบครัวนี้ให้เลือดซิบ เล่นๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะสกิดโดนรอยแผลของเขาด้วยก็ตามที  แต่เวลาสิบปีที่ผ่านมาบาดแผลฉกรรณนั่นทำให้เขาเจ็บจนชินชากับมันซะเเล้ว สิ!!!



                     "แล้วนายก็ทำได้จริงๆ  ฉันเห็นข่าวความสำเร็จของนายตามหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวBusinessต่างประเทศ  ตอนนี้นายกลายเป็นนักธุรกิจพันล้านติดอันดับในลาสเวกัสไปซะแล้ว น่าภูมิใจแทนยายของนายจริงๆเลยนะ"ภาคินพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เกิด บรรยากาศมาคุแบบเมื่อครู่อีก  เพลินไพลินที่นั่งฟังอยู่ด้วยเก็บข้อมูลที่ภาคินพูดมาทั้งหมดลงในสมองก่อนจะ มองภูมินทร์ราวกับไม่อยากจะเชื่อ  แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าชายหนุ่มตรงหน้าเธอจะเป็นนักธุรกิจพันล้านเเล้ว ทั้งๆที่ภาคินผู้เป็นพี่ยังเป็นเพียงรองประธานบริษัทอยู่เลย



                     "นายเองก็เหมือนกัน  ฉันดูข่าวอยู่บ่อยๆ ชื่อเสียงนายในวงการธุรกิจที่นู้นก็ดังไม่ใช่เล่นๆเลยนะ  เก่งเหมือนกันนี่"หากฟังผ่านๆใครก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นคำชม แต่เพลินไพลินพอจับน้ำเสียงประโยคหลังของเขาได้...มันคล้ายกับการพูดประชด อยู่กลายๆ



                      "ชีวิตของเเกที่นั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ  ดีมั้ย"คุณภพเอ่ยถามลูกชายบ้างหลังจากที่นั่งเงียบมานาน  เขารู้ดีว่าเขาเป็นคนสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ในใจภูมินทร์กับมือจนยากที่จะลบ เลือน แต่ถ้ามันยังไม่สายเกินไป...เขาอยากจะใช้เวลาทั้งหมดชดเชยเวลาสิบปีที่ผ่าน มาทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด...ให้สมกับที่เขาละเลยต่อหน้าที่ของพ่อในช่วงสิบ ปีนั้นไป...



                      "ก็ดีครับ" ภูมินทร์ตั้งใจตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะเมินผู้เป็นพ่อไปคุยกับคุณหญิงแม้นมาศ แทนจนคุณภพที่ตั้งท่าจะถามต่อต้องหยุดชะงักและอดรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจไม่ได้ กับอาการหมางเมินของลูก 



                      ภูมินทร์รู้ว่าผู้เป็นพ่อตั้งใจจะทำอะไร  คนอย่างเขาไม่มีทางลืมอะไรง่ายๆหรอกและจะไม่มีวันอภัยให้คนที่ทำร้ายเขากับ แม่ง่ายๆด้วย  พ่อไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาเจ็บเจียนตายแค่ใหนที่เห็นแม่ตายลงต่อหน้าต่อตา  ในเมื่อพ่อคือคนที่ทำให้เขาเจ็บ...มันคงยากที่จะให้อภัยแล้วก็ลืมๆมันไป  เขาบอกแล้วว่าที่กลับมาเมืองไทยครั้งนี้...เขาไม่ได้มาเพื่อให้ใครมาขอให้ เขาอภัยให้ แต่เขากลับมาที่นี่เพื่อจะเอาความเจ็บปวดของคนพวกนี้ไปเซ่นไหว้วิญญาณของแม่ ต่างหาก!!!


โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.....
ป.ล. อ่านแล้วอย่าลืมเม้น+โหฟวตนะคะ ดีไม่ดีติชมมาได้ค่า ^^

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
>///< น่าอ่านนนน สนุกอ๊ะๆๆๆๆ
จากคุณ opal/(opalpp) อัพเดตเมื่อ 25/09/2554 23:36:01
ความคิดเห็นที่ 2
ติดตาม ๆ 
แต่งสนุมาก ๆ 
จากคุณ beelovefang/(beelovefang) อัพเดตเมื่อ 24/09/2554 12:37:21
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 148 ท่าน