Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
นาคปักษา (มนตรานาคาครุฑ ฉบับรีไรท์)
อมราวตี
บทที่ ๔ เวริญา (๑)
6
30/08/2554 20:26:39
569
เนื้อเรื่อง
 
บทที่ ๔ เวริญา(๑)
 
แวบแรกหญิงสาวเกือบหลุดปากอุทาน หากอนุสติที่ยังหลงเหลือก็รีบเตือนให้ยกมือขึ้นมาตะครุบปิดปากก่อนจะเผลอหลุดคำใดออกไปจริงๆ
 
เบื้องหน้าของหล่อน...คือวงหน้าที่เปี่ยมไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาของหญิงชรา ความเหี่ยวย่นบนผืนผิวหนังนั้นทำให้หล่อนผวาคิดไปถึงปีศาจรากษส ผนวกกับดวงตายาวใหญ่ที่ทอประกายเจิดจ้าผิดแผกจากคนชราทั่วไป ยิ่งทำให้เขรัณตาหนาวๆร้อนๆอย่างบอกไม่ถูก
 
ประกายบางอย่าง.... ที่อยู่เบื้องหลังความเจิดจ้า ซึ่งแม้หล่อนจะไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด หากมันทำให้เขรัณตาปริวิตกเสียยิ่งกว่าเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์ถืออาวุธเสียอีก!
 
หญิงสาวก้าวถอยหลัง หมายใจจะหาผู้ร่วมชะตากรรมมาปรึกษาหารือด้วยปฏิกิริยาทางกาย แต่ก่อนที่หล่อนจะส่งสัญญาณอะไรออกไป อนันตญากลับชิงลงมือตัดหน้าเสียก่อน
 
น้องสาวของหล่อนขยับกาย....เอนโคลงเคลงอย่างที่ทำให้เขรัณตาใจหายวูบจำต้องเหลียวขวับผละจากภาพเขย่าขวัญเบื้องหน้าหันไปหาอีกฝ่ายทันใด
 
ร่างโปร่ง...ที่เขรัณตาไม่เห็นสักนิดว่ามันจะระหงสมส่วนอย่างที่เจ้าของชอบประกาศปาวๆตรงไหน ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตาของหล่อน!
 
“อัน!”เขรัณตากรีดร้อง...ด้วยเสียงที่แผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบของสายลม สั่นพลิ้วยิ่งกว่าใบอ้อยามต้องลมไหววูบ
 
พร้อมๆกับเสียงกระซิบนั้น ร่างของหญิงชราก็ขยับปราดด้วยความไวที่ตรงข้ามกับรูปร่างหน้าตาอย่างที่เขรัณตาแทบไม่อยากเชื่อและเกือบขยับตัวตามไม่ทันเชนกัน เมื่อฝ่ายนั้นกำลังจะเอื้อมมือลงไปหาร่างของน้องสาวหล่อน
 
เขรัณตาไม่ถามคำถามพื้นๆว่าฝ่ายนั้นจะทำอะไร เพราะไม่แน่ใจนักว่าตนเองจะอยากได้คำตอบ หรือตะโกนบอกอย่างที่ตำรวจชอบพูดกับผู้ร้ายว่าหยุดเดี๋ยวนี้ หล่อนก็เห็นตัวอย่างร้อยละเก้าสิบเก้าจากในทีวีว่ามันไม่เคยเป็นผล หญิงสาวจึงตัดสินใจทำอย่างที่ตนเองเคยทำมาทั้งชีวิต คือแก้ปัญหาที่เจ้าตัวต้นเหตุ
 
หญิงสาวอธิษฐาน...กึ่งๆภาวนาผสมสาปแช่งเล็กน้อยว่า
 
‘เจ้าประคู้นนนน ขอให้ไอ้อันมันได้สติหน่อยเถิด ไม่งั้นพี่รัณจะทิ้งให้มันเป็นอาหารแร้งกางูอยู่จริงๆด้วย’
 
พร้อมกันนั้น หล่อนก็ไม่ลืมที่จะกดส้นเท้าลงไปยังฝ่ามือคนที่นอนสิ้นสติอยู่ด้วยความรุนแรงที่กะไว้อย่างพอเหมาะว่าไม่เบาและไม่ถึงตาย
 
“............”อนันตญาสะดุ้งสุดตัว ดวงตาอันเบิกโพลงเต็มเปี่ยมไปด้วยหยาดน้ำใสคลอคลอง มองมไปยังงพี่สาวด้วยสายตาของคำถาม การตัดพ้อและความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายและไม่กล้าอ้าปากเนื่องจากสายตาที่มองตอบกลับมา
 
เขรัณตาลอบผ่อนลมหายใจโล่งอกแล้วเบือนสายตาที่ยังคงความคมกล้ากลับไปยังหญิงชราที่ชะงักมือก่อนหน้าที่อนันตญาจะฟื้นขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที แล้วถอยหลังกลับไปยืนจุดเดิมด้วยความไวที่น่าพิศวงไม่เปลี่ยนแปลง
 
คนเป็นพี่....ที่ปกป้องน้องสำเร็จคลี่ยิ้มอ่อน ไม่ใส่ใจแม้จะรู้ดีว่ารอยยิ้มนั้นคงเลยไปไม่ถึงดวงตาเช่นเดียวกับน้ำเสียงราบเรียบที่ค่อนข้างเยือกเย็นและสงวนท่าที
 
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือนะคะ”
 
ข้างกายหล่อน เขรัณตาได้ยินเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งเบาๆ ก่อนที่อนันตญาจะยันตัวลุกมายืนอยู่เคียงข้าง ทำให้หล่อนหายใจคล่องขึ้นเล็กน้อยก่อนสะดุดกึกไปอีกรอบเมื่อเจ้าตัวดีอุทานเสียงดัง
 
“เอ๊ะ”
 
สุ้มเสียงนั้น....เป็นเสียงที่คนคุ้นเคยอย่างเขรัณตารู้ดีว่ามันแฝงด้วยความตกใจแกมกังขามากเพียงใด และโดยมากพอสิ้นเสียงทำนองนี้ของอนันตญาคราวไร หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาก็มักจะเป็นอะไรที่เขรัณตาไม่ค่อยอยากจะนึกภาพตามเท่าไร
 
คนเป็นพี่สาวจึงจ้องมองหญิงชราตรงหน้าอีกครั้งอย่างชั่งใจว่าหล่อนพอจะละสายตาหันไปหาเจ้าตัวดีได้หรือไม่ ทว่ายังไม่ทันได้ตัดสินใจ ร่างเล็กของผู้สูงวัยก็ขยับเปิดทาง...ที่ทำให้เขรัณตาเข้าใจคำอุทานของน้องสาวทันที
 
เพียงแค่หญิงชราก้าวหลบไปด้านข้างเล็กน้อยเท่านั้น ร่างอ้อนแอ้นอรชรของสตรีสาวรุ่น...ที่น่าจะอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าอนันตญาก็ปรากฏเด่นชัดอย่างน่าพิศวง
 
ไม่ใช่เพราะเรือนร่างแบบบางแฝงส่วนสัดกลมกลืนอย่างงดงามราวรูปปั้นประติมากรรม หรือวงหน้ารูปไข่กับดวงตาสีนิล จมูกโด่งและเรียวปากรูปกระจับบางเฉียบที่พอเหมาะพอเจาะกันอย่างยิ่ง....
 
หากเป็นเพราะหญิงสาวจำได้ดีต่างหาก ว่าสตรีเบื้องหน้าเป็นคนๆเดียวกับเจ้าของเสียงกรีดร้องที่วิ่งเอาเถิดเจ้าล่อกับอสรพิษยักษ์ก่อนหน้าพวกหล่อน!
 
เขรัณตาหรี่ตาลง...ทบทวนความจำในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ที่ดูจะเป็นเวลาอันยุ่งยากที่สุดในชีวิตของหล่อนเกี่ยวกับสาวน้อยตรงหน้า
 
สาวน้อยที่อยู่ๆก็เงียบเสียงไป....จนพวกเธอสองพี่น้องคิดว่าไม่น่ามีชีวิตอยู่ได้?
 
“สวัสดีค่ะ...”  ระหว่างที่พี่สาวกำลังประมวลสถานการณ์ น้องสาวแสนดีอย่างอนันตญาก็ขยับมาใช้พี่สาวเป็นโล่และยื่นหน้าส่งรอยยิ้มอ่อนหวานกับคำทักทายไปให้อย่างมารยาทดี “เอ่อ...ขอบคุณที่ช่วยนะคะ”
 
ความจริงอนันตญาจำไม่ค่อยได้นัก ว่าหญิงชราที่ดูน่าตื่นตระหนกกับหญิงสาวที่ดูน่าอิจฉาในความสวยนี้มาเกี่ยวข้องกับเธอได้อย่างไร ทว่าหล่อนก็ยังได้ยินแว่วๆอยู่เมื่อครู่ว่าเขรัณตาเพิ่งกล่าวคำขอบคุณกับอีกฝ่ายไป น้องที่รู้จักพี่สาวดีอย่างหล่อนก็จัดแจงพยายามผูกเรื่องราวและขโมยคำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
 
หากสิ่งที่ฝ่ายตรงข้าม...คนที่เป็นสาวรุ่นตอบกลับมาคือดวงตาอันเปล่งประกายของความครุ่นคิดผสมกับความกังขาอย่างแปลกๆ
 
อนันตญาเอียงคอ...ให้ศีรษะไปอยู่ใกล้ๆกับพี่สาวพอที่ถ้อยความกระซิบแผ่วเบาจะไปถึงหูอีกฝ่ายได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง
 
“อันพูดอะไรผิดหรือเปล่า พี่รัณ”
 
“แกผิดทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น!”
 
เสียงเค้นตอบลอดไรฟันทำให้น้องสาวทำหน้าเจียมเนื้อเจือตนอย่างไม่จริงใจขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่สายตาก็กวาดดูฝ่ายตรงข้ามที่ยังคงมองมาที่ตนเองคล้ายสำรวจตรวจตราไปพลางๆเช่นกัน
 
“....เขาแต่งตัวสวยดีเนอะ พี่รัณ”
 
ไม่มีเสียงตอบจากเขรัณตา และอนันตญาก็ไม่ใส่ใจ เพราะหล่อนมัวพยายามกวาดสายตาขึ้นลงอย่างไม่ให้ดูน่าเกลียดนักก่อนกระซิบต่อ
 
“เครื่องประดับก็ง๊ามงาม...พี่รัณว่าของจริงไหม?”
 
ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดิม...จนอนันตญาหรี่ตาลง.... เนื่องจากแสงแดดที่สาดลงมากระทบเครื่องประดับล้ำค่าชิ้นเดียวบนตัวอีกฝ่ายสะท้อนเข้านัยน์ตา
 
“....ถ้าของจริงแล้วเราดักปล้นไปขายนี่คงรวยเนอะพี่?”
 
ประโยคนั้นเป็นคำถามเล่นๆไร้สาระตามประสาของหล่อน ทว่าเขรัณตากลับมีคำตอบกลับมาให้
 
“.....ถ้าเรา.... ยังได้กลับไปขายนะ”
 
คำตอบนั้นแผ่วหวิว... จนอนันตญาเกือบไม่แน่ใจในถ้อยความที่ได้ยิน จนหล่อนต้องหันกลับไปมองคนเอ่ย เพื่อจะพบกับวงหน้าที่ขาวซีดแทบจะปราศจากสีเลือดของพี่สาว
 
“พี่...รัณ?”
 
พร้อมคำเรียกนั้น...อนันตญาก็สัมผัสความเย็นเฉียบราวน้ำแข็งจากท่อนแขนของเขรัณตาที่หล่อนเอื้อมไปเกาะกุม จนต้องจิกปลายเล็บลงบนเนื้อนวลหมายจะเรียกสติอีกฝ่ายให้คืนมา
 
การกระทำนั้นได้ผลเกินคาด... หรืออีกบางที อนันตญาก็เกือบเชื่อสนิทใจว่าไม่มีอะไรในโลกนี้จะทำให้พี่สาวของหล่อนสะทกสะท้านได้นาน เพราะเพียงปลายเล็บเพิ่งจะกดลงไปไม่ทันสาแก่ใจ ท่อนแขนเรียว...ตึงแน่นด้วยกล้ามเนื้ออันแข็งแรงก็กระตุกวูบส่งศอกเข้าเฉียดลิ้นปี่หล่อนด้วยความรุนแรงกว่าปลายเล็บหลายเท่า
 
กระนั้น วงหน้าที่เคยขาวซีดในไม่กี่นาทีก่อน ก็มีสีเลือดเปล่งปลั่งกับความมั่นใจที่ทำให้อนันตญาพอทนรับอาการบาดเจ็บของตนเองได้
 
“คุณคะ...” เขรัณตาเอ่ย น้ำเสียงราบเรียบ ระแวดระวัง  “คุณ...หลงทางหรือเปล่าคะ?”
 
คนฟัง...ที่ยืนอยู่ข้างๆกันชำเลืองมองคนถามอย่างนึกทึ่ง เนื่องจากร่างกายยังจดจำรสสัมผัสฝ่ามือพี่สาวที่ลงทัณฑ์หล่อนข้อหาเป็นต้นเหตุให้กลิ้งฝ่าฝนมาวัดพื้นได้ 
 
ตอนนั้น...พวกหล่อนเพิ่งจะสรุปกันเองอยู่แหม็บๆว่าพวกตนคงหลงทางเป็นแม่นมั่น และในเวลาถัดมาไม่ช้าไม่นาน พี่สาวหล่อนก็ช่างหาเพื่อนร่วมชะตากรรมได้เร็วรี่ดีแท้
 
มุมปากบางของอนันตญาขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างอดไม่อยู่  นัยน์ตาที่เริ่มเปล่งประกายพราวระยับหันกลับไปแลฝ่ายตรงข้ามที่ยังคงมองมาด้วยทีท่าไม่แน่ใจนัก
 
เอาล่ะ...ในฐานะน้องที่ดี...
 
“Do you understand  what did she say?”
 
แม้ภาษาของหล่อนจะไม่ได้ดีเทียบเท่าเจ้าของภาษา แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เพราะสาขาการเรียนของอนันตญาทำให้หล่อนต้องคร่ำเคร่งเกี่ยวกับการใช้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ผนวกกับประโยคนี้ถือเป็นประโยคเอาตัวรอดคลาสสิคเวลาพูดไม่ออกตอบไม่ถูกมาแต่ไหนแต่ไร อนันตญาจึงมั่นใจว่าไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องฟังออกแน่ๆ
 
แต่รู้ความหมายหรือเปล่านั้น.....
 
อนันตญา...รวมถึงเขรัณตาพร้อมใจกันมองคนฟังคำถามของพวกหล่อนโดยไม่ต้องเอ่ยปากนัดกันให้เสียเวลา และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้สองพี่น้องแอบกระทุ้งแขนกับข้อศอกใส่กันเองโดยไม่ให้อีกฝ่ายผิดสังเกตด้วยความยินดี
 
มันเป็นสีหน้า...ที่เริ่มปรากฏเค้ายุ่งยากใจ และงงงันรางๆ
 
“คุณคะ...” เขรัณตารับหน้าที่ถามต่อ สีหน้าเริ่มอ่อนโยนลง ความเป็นห่วงเริ่มเข้ามาแทนที่ “หลงทางใช่หรือเปล่าคะ?”
 
แน่นอน อนันตญาก็ไม่ลืมเช่นกันที่จะถามต่อว่า “Are you O.K.?”
 
คำถามของสองพี่น้องยังไม่มีคำตอบ หญิงสาวร่างแบบบางเบื้องหน้าเพียงแต่หรี่ตาลงคล้ายจะเก็บซ่อนประกายบางอย่างไว้ให้เร้นลับกว่าเดิม
 
อนันตญาจุดรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม เขี่ยปลายเท้าเหยียบบนใบไม้กรอบแกรบทำอากัปการคล้ายจะก้าวไปเบื้องหน้าหาอีกฝ่าย ทั้งที่ความจริงหล่อนเพียงแต่แอบใช้เท้าเขี่ยใบไม้ไปเบื้องหน้าเล็กน้อยเท่านั้น
 
คราวนี้ได้ผลกว่าคำถาม... เพราะฝ่ายตรงข้ามไหวตัวขยับไปเบื้องหลังเล็กน้อยเช่นเดียวกัน ขณะที่หญิงชรากลับตวัดดวงตาที่ทอประกายจัดจ้ามาวูบ
 
ประกายตาที่ทำให้อนันตญาเย็นสันหลังวาบ....
 
เคราะห์ดีที่ฝ่ายนั้นเพียงปรายตามาชั่วแล่น ก่อนจะหันกลับไปหาสตรีที่ยืนอยู่ใกล้กับตนเอง
 
“บางทีพวกนาง....”
 
สุ้มเสียงนั้นเยือกเย็น แหบพร่า ละม้ายคนแก่ทั่วไป หากก็มีกระแสบางอย่างที่ทำให้คนฟังทั้งคู่รู้สึกหนาวๆร้อนๆขึ้นมาอีกครั้ง
 
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้หาทางกำจัดความรู้สึกคุกคาม สุ้มเสียงงหวานไพเราะ ก็กังวานทำลายมนต์ของเสียงแหบพร่านั้นไปหมดสิ้น
 
เสียงเสนาะใสจากเรียวปากบางสีเรื่อ....ของร่างอรชรที่มองมายังสองพี่น้องด้วยความกังขากับอีกหลากความรู้สึก
 
“พวกเจ้าเป็นใคร?”
 
คำถามนั้นเอง....ที่ทั้งอนันตญาและเขรัณตารอคอย!
 
                + + + + +
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 350 ท่าน