Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
6 Demons
The Dark Sky
วันว่างๆของเหล่านางมาร
3
28/08/2554 18:08:54
244
เนื้อเรื่อง
 3
วันว่างๆของเหล่านางมาร
เพราะว่าไม่สามารถหยุดห้วงเวลาแห่งความสุขเอาไว้กับตัวเองได้...จึงจำเป็นต้องใช้ทุกเวลาที่มีอยู่...อย่างคุ้มค่าที่สุด...
ร่างเพรียวของเด็กสาวเจ้าของรอยยิ้มงดงาม เดินเข้ามาในสวนดอกไม้แห่งไนท์คลาสเพื่อที่จะตามหายัยตัวเล็กของกลุ่มที่มักจะตื่นแต่เช้า...ก่อนคนอื่นเสมอๆ ส่วนที่เหลือนั้นไม่อาบน้ำก็หลับอยู่บนเตียงนุ่มนั่นแหละเพราะพวกเธอแต่ละคนต่างก็ชอบที่จะตื่นสาย ไม่ใช่เพราะขี้เกียจแต่เพราะอยากนอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ หากเป็นตอนเรียนเดย์คลาสต้องตื่นแต่เช้าแต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว...เพียงแค่ต้องปรับตัวให้ชินเท่านั้น...แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนที่ไมว่ายังไงก็ไม่เปลี่ยนแปลง...คิดแล้วก็ได้แต่ยิ้มขำขึ้นมา นัยน์ตาสีส้มสวยกวาดมองอย่างเพียรหาเพื่อนของเธอ ก่อนจะถอนหายใจหน่ายๆแล้วบ่นพึมพำ
“ปอนะปอ...ไปไหนล่ะเนี่ย?....ใคร!!”มือเรียวตวัดแสงสีส้มไปทางที่จับเคลื่อนไหวได้ก่อนจะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อร่างของหัวหน้าหอแห่งพระจันทร์ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า ร่างสูงในชุดกางเกงขายาวสีดำพอดีตัวกับเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มดูเป็นระเบียบ หากเสื้อคลุมสีขาวบนไหล่กว้างนั่นกลับทำให้ดูทรงอำนาจ ไหนจะนัยน์ตาสีส้มเช่นเดียวกับเธอ...เพียงแต่ในนัยน์ตาคู่คมนั้นมันสงบนิ่งกว่า...เรือนผมสีดำสนิทที่ทิ้งตัวเลยบ่ามาเล็กน้อยถูกรวบอย่างเป็นระเบียบด้วยหางม้าทรงสูงแต่ก็ยังมีผมบางส่วนที่ระใบหน้าคมคาย...รอยยิ้มสบายๆที่ราวกับไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่สามารถแก้ได้...
“ขอโทษครับ...ผมแค่อยากเข้ามาทักทาย เห็นเธอยืนอยู่คนเดียว”ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างขำๆในตัวเด็กสาวตรงหน้า...สายพลังเมื่อครู่แรงใช่เล่นเลย...เด็กสาวโค้งหัวลงเล็กน้อย
“ทางนี้เองก็คงต้องขอโทษค่ะ...ที่ซัดพลังโดยไม่ดู”
“มาทำไมในสวนหรือ?...”ถามอย่างสงสัย
“หาเพื่อน”ตอบกลับอย่างน่าสงสัยพอกัน
“เอ๋?” แหม่มหัวเราะกับท่าทีของเซโร่ ที่ทำหน้างงอย่างหนัก
“ปอน่ะ...ยัยตัวเล็กนั่นตื่นเช้าแล้วไม่รู้หายไปไหน” คล้ายๆการบ่นกรายๆ
“อ๋อ...คนนั้นน่ะเอง แน่ใจเหรอว่าเดินมาในสวน เพราะผมนั่งอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้วยังไม่เห็นมีใครมาเลย”
“อืม...แล้วยัยนั่นจะไปที่ไหนได้อีก...นอกจากสวนแล้วที่นี่ยังมีอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติอีกบ้างล่ะค่ะ” เพราะพวกเธอมักชอบที่ๆเป็นธรรมชาติเสมอเพราะอย่างนั้นไม่ต้องสงสัย...หากันง่ายๆนี่แหละ...อีกอย่างที่ธรรมชาติๆน่ะมีพลังในตัวเองอยู่...จึงไม่แปลกหากว่าของที่พวกเธอกำลังหาอยู่จะอยู่บริเวณนั้น...
“ครับ?...ก็มีสระน้ำด้านหลัง เรือนกระจกของซีมัวร์มันแล้วก็น้ำตกสายรุ้งของพวกผู้พิทักษ์น่ะ แต่ที่เหล่านั้นกางเอาณาเขตระดับสูงเอาไว้ เข้าไปไม่ได้ง่ายหรอก”
“เฮ้อ...” แหม่มถอนหายใจ...อาณาเขตสูงแค่ไหนก็ไม่มีทางทำอะไรยัยตัวยุ่งนั่นได้หรอก...
“ช่วยบอกทางไปให้หน่อยได้ไหมค่ะ?” รอยยิ้มหวานที่มักใช้เสมอเวลาขอร้องใครแย้มกว้างหัวหน้าหอแห่งพระจันทร์เองก็ยิ้มกว้างกลับ ก่อนจะพยักหน้า
“ก็ได้ครับ...หากเธอสงสัย”
“อื้ม...อีกอย่าหากจำไม่ผิดเราน่าจะอายุเท่ากันเพราะอย่างนั้นไม่ขอใช้คำสุภาพนะค่ะ...คุณหัวหน้าหอ”
“ฮะๆ ตามสบายเลยนะ...จะให้ฉันเรียกเธอว่าอะไรดีล่ะ?” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆพลางนึกเอ็นดูในตัวเด็กสาวตรงหน้า...ร่าเริง สดใส...ดุจราวดวงตะวัน...
แหม่มอมยิ้ม “เรียกน้องลูกแพรก็ได้ค่ะ...หรือจะเรียกแหม่มก็แล้วแต่”
“ฮะๆแหม่มแล้วกันนะ มา ทางนี้เหอะ ฉันจะนำทางให้...ไปเองไม่ถูกหรอก...” เซโร่ยิ้มอ่อนๆให้เด็กสาวที่สูงเกือบเท่าเขา คนตรงหน้านี้...มีรอยยิ้มที่งดงามจริงๆ ทำให้ยามเช้าที่แสนสดใสนี้...น่าอยู่ขึ้นกว่าที่เคย เพราะมันสว่างและอบอุ่น...ด้วยรอยยิ้มราวดวงตะวันนี่....
 
“ฮ้าว...แหม่มไปไหนแล้ว” เสียงงึมงำของคนที่กำลังซุกหน้าลงกับหมอนใบนุ่ม นัยน์ตาสองสีปรือลงเล็กน้อยอย่างง่วงงุน
“ลงไปข้างล่างนั่นแหละ งั้นเดี๋ยวฉันจะไปสำรวจระบบคอมพิวเตอร์กับซอฟแวร์ของที่นี่สักหน่อยนะ อาจจะได้ข้อมูลของสิ่งที่เรากำลังหาก็ได้” เมย์ที่กำลังหวีผมเสร็จบอก ก่อนจะคว้าผ้าคลุมสีขาวของตัวเองขึ้นมา...ช่วงนี้กำลังย่างเข้าฤดูหนาวไม่ได้หรอก...หนาวจะตายโดยเฉพาะที่ไฮเรียซึ่งเป็นเขตแดนมนตรานี่ด้วยแล้ว...
“เมย์จะไปเหรอ? ไปด้วยสิ อยากเดินเล่นสักหน่อย เก็บข้อมูลไปด้วย” เล็กบอกเบาๆ ดีกว่านั่งอยู่ในห้องนอนเฉยๆโดยที่ไม่ทำอะไรเลย จะให้นอนเหมือนยัยสองคนที่ไม่ยอมลุกนั่นก็ใช่ทีอยู่...
“อาบน้ำแล้วเหรอไงที่จะลงไปข้างล่างน่ะ?” น้ำเสียงขบขันถามอย่างล้อๆจากไก่ที่หลับตาแต่ริมฝีปากบางกลับแย้มยิ้มจางๆ อดจะแซวนิสัยของเพื่อนที่ไม่ค่อยชอบอาบน้ำไม่ได้...
“อาบแล้วเว้ย!!” เล็กตวาดอย่างขำๆ คว้าหมอนข้างๆมาปิดหน้าเพื่อนก่อนจะกระแทกแรงๆใส่ แล้วเดินไปหาเมย์ที่รออยู่หน้าประตู ซึ่งตอนนี้ก็กำลังยิ้มจางๆอยู่เช่นกัน
“อาบน้ำแล้วแน่นะหยิก?”
“อาบแล้วเว้ยไอ้เมย์!!!”
 
“น้ำหอมกลิ่นใหม่ที่พี่ชายเธอซื้อมาให้งั้นเหรอ?” เมย์ถามเบาๆเมื่อได้กลิ่นอ่อนๆที่ไม่คุ้นชินเท่าไหร่
“เออ” นี่ก็สั้นพอ ท่าทีกระฟัดระเฟียดอย่างหงุดหงิดน้อยๆ นี่พวกเพื่อนๆคิดว่าเธอซกม๊กขนาดน้ำไม่อาบหรือไง!! ชิ! แค่อาบน้ำวันละครั้งผิดหรือไง! เธอแค่ช่วยประหยัดน้ำต่างหาก!! เดี๋ยวนี้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมีมากเสียด้วย!! เพราะงั้นหากทำได้อาบน้ำวันละครั้งกันพอนะ!!
ส่วนไอ้น้ำหอมกลิ่นอ่อน ‘มูสเรียร์’อันนี้เป็นน้ำหอมจากดอก ‘มูสเรียร์’ดอกไม้ซึ่งผลิบานเฉพาะเทือกเขาสูงเท่านั้น ดอกไม้ที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม...นิ่งงัน กลีบดอกห้าดอกบางเบา กลิ่นหอมเย็นอ่อนหวานแต่กลับมีพิษร้ายแรง...ที่ทำให้ถึงชีวิต...แต่กระนั้นก็ยังมีคนไปนำมาสกัดน้ำหอมเพราะน้ำหอมที่ได้จากดอกไม้ชนิดนี้...ล้ำค่าที่สุดในแผ่นดินมนตรา...
 จำได้ว่าตอนกลับบ้านครั้งก่อนเมื่อตอนปีใหม่ ไอ้พี่บ้าที่กลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมพี่สะใภ้ถามเธอประโยคแรกว่า ‘เล็กวันนี้แกอาบน้ำหรือยัง?’จากนั้นก็ส่งน้ำหอมมูสเวียร์สีน้ำเงินอ่อนขวดโตมาให้เธอ...ซึ่งแน่ๆเลยว่ามันไม่รู้ว่าสำหรับดินแดนมนตราน้ำหอมชนิดนี้น่ะ...ราคาพอๆกับทองคำ!! แต่หากเป็นในโลกของเธอ...โลกที่มนุษย์ทุกคนอาศัย...โลกที่ปกติสุขนั่น...น้ำหอมนี่ก็แค่น้ำหอมธรรมดาๆ นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ต่างกัน...บางอย่างที่โลกมนตรามีราคาแพงลิบลิ่วแต่ในโลกของคนปกติมันกลับเป็นของที่ไม่มีราคาเลย และในทางกลับกัน ในโลกนั้นมีของที่แสนแพงค่าง แต่มาในโลกมนตรากลับเหมือนได้ฟรีด้วยซ้ำ
“กลิ่นนี่เหมาะกับแกดี” เสียงนิ่งๆบอก เพราะเหมาะน่ะสิ...ถึงได้ถาม เพื่อนคนนี้ก็เช่นอัสนีบาตที่ยัยเตี้ยเคยพูดไว้ เร้นกายอย่างเงียบเชียบ บางครั้งก็ปรากฎกายอย่างครึกโครม...แต่กระนั้นก็ทรงอำนาจที่สุด...
“เออๆแล้วจะแยกตรงนี้ไหม?” แขนเรียวยกนาฬิกาสีส้มขึ้นมาดูบอกเวลาเก้าโมงกว่าๆ แต่ยังไม่มีเด็กในไนท์คลาสคนไหนตื่นขึ้นมาสูดอากาศยามเช้านี้เลย...แม้แต่คนเดียว
“ก็ได้...ติดต่อมาแล้วกัน” เมย์โบกมือก่อนจะแยกตัวไปตามทางเดินยาวหินอ่อนสีขาวอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีฟ้าใสเย็นๆนิ่งสงบแฝงความหวานกลมโตทอดมองออกไปราวกับสำรวจทุกอย่าง แพรขนตาหนาวยาวงอนไหวตามแรงกระพริบตาที่เพียรจดจำรายละเอียด นิ้วเรียวแตะลงบนฝาผนังสีดำนั่นเบาๆ สัมผัสได้ถึงไอมนตราที่ไหลออกมาเล็กน้อย
ออกแบบอย่างเป็นระบบ...ซอฟแวร์ที่นี่เชื่อมโยงกับมนตรา หากใครคิดจะแฮคก์เข้ามาคงทำได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้... มุมปากบางผุดรอยยิ้มอย่างท้าทาย นิ้วเรียวลากอักขระเรืองแสงสีฟ้าขึ้นมาสามสี่ตัว ก่อนที่บนอากาศจะปรากฎแป้นพิมพ์เล็กๆคล้ายคีย์บอร์ดย่อส่วนของคอมพิวเตอร์ขึ้นมา!!
“มาลองดูกัน...มนตราของไนท์คลาสกับฉัน...ใครจะแน่กว่ากัน”
นิ้วเรียวพรมลงบนแป้นนั้นอย่างชำนาญและรวดเร็ว นัยน์ตากวาดมองอย่างรวดเร็วพอๆกับนิ้วที่พรมลงไป ก่อนจะยิ้มจางๆ
“ป้อนรหัสงั้นเหรอ?” เอ่ยกับตัวเองเบาๆ นิ้วชี้ซ้ายวาดผ่านช่องรหัสนั้นเบาๆ ก่อนจะยิ้มท้าทายอีกครั้ง มือเรียวชะงักนิดนึงก่อนจะกดแป้น Enter เสียงดัง
“หึ...ร่ายมนตราไว้อีกชั้นงั้นเหรอ” เมย์หัวเราะอย่างท้าทาย วาดวงกลมเล็กๆขึ้นมาก่อนจะแย้มยิ้มจางๆราวกับได้ของเล่นสนุกๆ
“หนึ่งตัวแทนความอยากรู้ สองตัวแทนความอยากเห็น สามตัวแทนแห่งความลวง สี่ตัวแทนแห่งความจริง กงล้อแห่งความลับจักหมุน...เปิดประตูบานนั้นออก...” เสียงคลิกดังขึ้นเบาๆที่เด็กสาวหมุนมือ
“เผยความจริง ณ.เบื้องหน้าข้า!!”ตัวอักษรแปลกๆมากมายรัวขึ้นบนหน้าจอโปร่งแสงรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน เมย์ขมวดคิ้ว...หากจำไม่ผิดเธอเจาะข้อมูลต่างๆของไนท์คลาสได้มากแล้ว ใส่ไว้ในเจ้าเครื่องแสนรักนี่ มันเป็นกลไกพิเศษที่เธอสร้างขึ้นมาเองและผสมกับเวทมนต์เล็กๆน้อยๆ เมื่อเธอใช้เจ้านี่เอาข้อมูลจากที่ไหนข้อมูลนั้นก็จะถ่ายเข้ามาในเครื่องโดยอัตโนมัติ ซ้ำเจ้านี่ยังวิเคราะห์และถอดรหัสต่างๆได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
แต่ว่า...เมื่อครู่...มนตราที่เธอใช้ถือเป็นมนตราขั้นสูงในการเจาะข้อมูลหรือสืบข่าวเลยนะ! แต่ทำไม...มันถึงมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่สามารถเอามาได้ เพราะว่ามันมีการป้องกันสูงเสียมาก...ทั้งปราการข้อมูลและมนตราโบราณ!!
 ไนท์คลาส...มีความลับที่ต้องซ่อนขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ? จึงจำเป็นต้องสร้างปราการข้อมูลที่แข็งแกร่งและลงมนตราโบราณไว้อย่างนั้น...อาจจะเป็น...สิ่งที่พวกเธอกำลังตามหาอยู่ก็ได้  หรืออาจเป็นเพราะเธอยังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่... คิดพลางเหลือบมองแหวนเงินวงเกลี้ยงที่มีเพรชสีฟ้าเม็ดเล็กประดับอยู่ที่นิ้วกลางขวาแล้วก็ถอนหายใจหน่ายๆ
หากให้เธอลองนั่งวิเคราะห์จริงๆล่ะก็เธอมั่นใจว่าจะเจาะมันได้แน่ๆ แต่ไม่ใช่ตอนนี้...
“มายืนทำอะไรตรงนี้ตั้งแต่เช้าน่ะ...หืม?” น้ำเสียงนุ่มๆชวนฟังดังมาจากด้านหลังทำให้เด็กสาวพลิกมือให้เจ้าคอมพิวเตอร์ตัวน้อยหายไปก่อนจะหมุนกายหันไปเชิญหน้ากับเจ้าของเสียง...
“นายน่ะเอง...มีอะไร?” เสียงถามนิ่งเรียบแต่ชายหนุ่มเบื้อหน้ากลับยิ้ม...รอยยิ้มที่ราวกวนประสาทคนมอง นัยน์ตาสีฟ้าเช่นเดียวกับเธอแต่นัยน์ตานั้นอบอุ่นกว่า...และเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจ...เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนรากไทรเผยให้เห็นตุ้มหูสีเข้มที่หูทั้งสองข้าง เส้นไหมที่ดูนุ่มลื่น...
“เห็นหน้าเคร่งอยู่คนเดียวเลยมาทัก...” ไคเต็นตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง มองเด็กสาวตรงหน้าอย่างขำเล็กน้อย ต้องบอกว่าความจริงเขาเห็นเธอตั้งแต่เดินมากับเพื่อนของเธอแล้ว...เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ...แต่ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่ทันสังเกตเขาก็แค่นั้นเอง...เจ้าตัวคงไม่รู้ว่า...ตัวการสำคัญที่ทำให้เจาะข้อมูลไม่ได้นั้น...อยู่ตรงหน้า
“กำลังทำอะไรอยู่เหรอ?” คำถามด้วยน้ำเสียงพาซื่อราวกับไม่เห็นการกระทำของเด็กสาวแม้แต่น้อย
“เดินเล่น” ตอบกลับได้อย่างไม่มีพิรุธ
“งั้นเหรอ?...ตอนเช้าๆอย่างนี้ไม่มีใครตื่นกันหรอก เพราะแต่ละคนจะเรียนกันหนักแล้วจะตื่นกันตอนบ่ายแก่ๆนู่นแหละ” เจ้าตัวชี้แจงเสียงใส ทำให้นัยน์ตาสีฟ้าใสตวัดมอง แล้วทำไม?...คนตรงหน้าเธอถึงตื่นเช้านัก เหมือนจะอ่านสายตาของเด็กสาวอออก ร่างสูงหัวเราะเบาๆ
“พวกเราตื่นเช้ากันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว”‘พวกเรา’ที่ว่านี่หมายถึงผู้พิทักษ์แห่งหอพระจันทร์นะ มันจำเป็นที่ต้องดูแลความเรียบร้อยของที่นี่ให้เข้มงวด...เพราะที่นี่คือ...ไนท์คลาสแห่ง...ไฮเรีย
“หิวหรือยัง?” คำถามเปลี่ยนเรื่องทำให้เมย์ตามคนตรงหน้าไม่ทัน ไม่เข้าใจ...ผู้ชายคนนี้ทำไมดูเป็นคนที่กวนอารมณ์ชาวบ้านได้อย่างนี้นะ...เขาทำราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นไปหมด
“ไปหาขนมเล็กๆน้อยทานกันดีกว่า ฉันรู้จักที่ดีๆด้วยล่ะ” ไม่รอให้เด็กสาวตกลง มือหนาก็ฉวยเข้าที่ข้อมือบางแล้วออกแรงดึงเบาๆให้เดินตามอย่างถือวิสาสะ... เมย์กระพริบตาปริบๆ...คนเบื้องหน้าเหมือนจะเอาแต่ใจกว่าที่คาดคิด...
 
“เวรกรรม!!”เสียงใสสบถเบาๆ เมื่อยืนมองปลายทางยาวที่ทอดตัวสู่ป่าเบื้องหน้า บอกว่าจะมาเดินสำรวจ...แต่ไหงกลายเป็นกำลังจะมาเดินป่าไปได้ล่ะเนี่ย!! เล็กขมวดเรียวคิ้ว นัยนตาสีน้ำเงินเข้มแฝงแววหงุดหงิดกรายๆ...เธอไม่ใช่ยัยเตี้ยซื่อบื้อที่ชอบหลงทาง...ไม่ใช่ยัยเพี้ยนอย่างจิราที่ชอบเดินทางยาวๆ แต่ทำใจได้เลยตอนนี้...เธอ...ต้องยอมรับว่า...
กำลังหลงทาง!!
ตอนแรกว่าจะเดินไปหาห้องสมุด...แต่ไปๆมาทำไมกลายเป็นเดินมาออกนอกหลังโรงเรียนที่เบื้องหน้าทางเดินมีป่าสีทึบอยู่เบื้องหน้าได้ก็ไม่รู้!!เด็กสาวยกมือขึ้นเกาหัว ลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่...ไม่ได้กลัว...เพราะมั่นใจว่าตัวเองสามารถออกกลับมาได้แน่ หรือหากกลับมาไม่ได้ก็มีพวกเพื่อนๆที่เหลือไปตามกลับ... แต่ที่กำลังลังเลเพราะไอพลังบางอย่างจากป่านี่...ไอมนต์ที่กดดัน...และ...อันตราย อย่างบอกไม่ถูก แต่ลางสังหรณ์กำลังร้องเตือนว่าเบื้องหน้าเธอ...ป่าสีดำนี่...ไม่ควรย่างกรายเข้าไปเด็ดขาด!!
“อืม...ลองเสี่ยงดูแล้วกัน” เรือนผมสีน้ำเงินเช่นเดียวกับสีตาหยักศกไหวตามแรงกายเคลื่อนกาย มือซ้ายของเด็กสาวยกกางขึ้นไปข้างหน้าในแนวตั้งฉากกับพื้น ก่อนริมฝีปากบางจะพึมพำเบาๆ
“สายฟ้า สีขาว อัสนีบาต สีแดง สายฟ้าสีดำ อัสนีบาตสีทอง ภายใต้นามแห่งพันธสัญญา นามแห่งสายฟ้า...สิ่งใดเบื้องหน้าข้า...จงสะท้อนความจริง!!”เล็กค่อยๆปล่อยเส้นใยสี่สีออกจากนิ้วทั้งสี่ยกเว้นนิ้วโป้ง ส่งคลื่นนั้นให้เข้าไปในป่าเบื้องหน้า มนตราบทนี้เป็นมนตราสอดแนม...ก็ว่าได้
“อึก!!”เด็กสาวกัดปากรับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่สะท้อนพลังของเธอ ก่อนเสียงตะโกนในหัวจะดังขึ้น
‘ออกไป!!’
“อึก!!”ร่างเพรียวเซตามแรงผลักมหาศาลราวสายลมกรรโชกที่ออกมากจาผืนป่า ก่อนร่างนั้นเกือบจะได้หงายหลังหากไม่ติดมือแกร่งที่รั้งจับต้นแขนบางเอาไว้เสียก่อน...
“นาย...” เด็กสาวเงยหน้ามองคนที่ช่วยพยุงตัวเองอย่างงงๆ สบกับนัยน์ตาสีโกเมนคู่คมทรงอำนาจอย่างไม่กลัวเกรง
“มาทำอะไรที่นี่?” เสียงเย็นๆเอ่ยถามถึงแม้จะรู้อยู่แล้วเมื่อดูจากสภาพเธอก็เถอะ...คงโดนสิ่งที่อยู่ในป่านั่นไล่ตะเพิดมาล่ะสิ...ก็เล่นไปแทรกแซงอาณาเขตของชาวบ้านเขาเองนี่...อยู่ไม่สุขเลยจริงๆ
“เดินเล่น” ตอบกลับอย่างเซ็งๆ สะบัดมือออกจากการเกาะกุมของมือใหญ่นั่น ก่อนจะเบ้ปากนิดๆ ไม่ชอบเรื่องติดหนี้บุญคุณใครเท่าไหร่หากไม่ใช่เพื่อนในกลุ่ม แล้วตอนนี้คนที่เธอไม่อยากติดหนี้ด้วยมากที่สุดคือ...คนตรงหน้า
“เดินเล่นแถวๆเขตต้องห้าม” เสียงเย็นๆถามกลับ แต่ทำให้เด็กสาวเลิกคิ้ว
“ขอโทษนะค่ะท่านผู้พิทักษ์แห่งไนท์คลาส ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้ามาแถวนี้หรอก แต่ช่วยไม่ได้ใครอยากให้ที่นี่สร้างเส้นทางให้วกวนล่ะ ฉันแค่อยากไปห้องสมุดเท่านั้น” เด็กสาวยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ แต่เป็นคำตอบที่ทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้ว นัยน์ตาสีโกเมนเปล่งประกายวูบ..คล้ายกำลัง...ขำ
หมายความว่า...เธอกำลังหลงทาง
 คำถามที่ได้แต่ถามในใจ เพราะหากขืนเขาถามออกไปล่ะก็คงโดนสายฟ้าฟาดใส่เอาตรงนี้แน่ๆ รอยยิ้มจางๆถูกจุดขึ้นบนริมฝีปากและหายไปอย่างรวดเร็ว...ราวกับเขาไม่เคยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม
“เธอจะเดินไปกับฉันไหมล่ะ?” นัยน์ตาสีน้ำเงินสบกับนัยน์ตาสีโกเมนประกายตาบางอย่างในดวงตาคู่สวยทรงอำนาจนี่...ทำให้เด็กสาวไม่ชอบ ราวกับว่านัยน์ตานี้รู้ทันเธอทุกอย่าง ชายหนุ่มไม่ถามย้ำรอให้เด็กสาวครุ่นคิดเอง ร่างสูงยืนพิงกำแพงนิ่งๆ
“ก็...ได้” เสียงตอบเบาๆนิดนึงอย่างไม่อยากรับความช่วยเหลือจากเขานัก ทำให้ฟินซ์ส่าหน้าเบาๆ ร่างสูงออกเดินนำเด็กสาวไป ก่อนจะหันกลับมามองป่าเบื้องหลังอีกครั้ง... หมอนั่นคงอยู่ในป่า...
“นายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” เสียงใสๆถามอย่างชวนคุย เพราะทางเดินที่ทอดตวยาวนั้นไม่มีแม้เงาของผู้คนเลยแม้แต่น้อย จึงธรรมให้บรรยากาศดูเงียบๆยังไงไม่รู้
“ตรวจความเรียบร้อย”
“อ้อ...หน้าที่ของพวกผู้พิทักษ์นี่เนาะ” เล็กพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เธอล่ะ? เดินเล่นแน่เหรอ” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงอย่างหงุดหงิด เธอว่าเธอสูงแล้วนะ!! สูงแบบพอดีๆ ไม่ได้สูงโปร่งแบบแหม่มหรือเมย์ แล้วก็ไม่ได้เตี้ยแคระแบบยัยเตี้ย แต่ทำไมพอมาเทียบกับคนคนนี้แล้วเธอเหมือนหลักกิโลที่กำลังคุยกำเสาไฟฟ้าล่ะ!!
“แน่สิ...แล้วนายคิดว่าฉันมาทำอะไรล่ะ? ฉันก็แค่เด็กธรรมดาๆมีหรือจะกล้าอาจหาญหาเรื่องกับเหล่าผู้พิทักษ์แห่งหอพระจันทร์ที่เก่งกาจที่สุดในไฮเรียแห่งนี้” ตอบกลับพร้อมคำถามแกมประชด
“คนเรา...ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาตลอดหรอก” เด็กสาวไม่สนใจคำตอบของชายหนุ่มเท่าไหร่นัก นัยน์ตากลมโตทอดมองเพียงทางเบื้องหน้า ไม่อยากหันไปสนทนากับคนข้างหลังแล้ว...คุยกันไม่รู้เรื่อง สายลมแผ่วเบาในยามเช้าพัดผ่านไล้ใบหน้าของเด็กสาว ทำให้ต้องเอานิ้วเรียวเกี่ยวเส้นผมยาวขึ้นทัดหู น่าจะหยิบที่มัดผมมาด้วยก่อนลงจากห้อง ได้แต่ส่ายหน้าให้กับตัวเองเบาๆ...โดยไม่รู้เลยว่าใครบางคนกำลังมองแผ่นหลังนี้อย่างฉงน... เมื่อครู่...เขาได้กลิ่น...กลิ่นของดอกมูสเรียร์...ดอกไม้ที่เขาชอบที่สุด แล้วกลิ่นของมันก็มาจากตัวเด็กสาวที่กำลังเดินนำเขาอยู่...บอกได้ตามตรงไม่มีกลิ่นของมูสเรียร์ที่ไหนที่หอมกว่ากลิ่นที่เขาได้สัมผัสเมื่อครู่...กลิ่นหอมที่ตรางตรึง...
 
“ง่วงชะมัด” เสียงแหลมๆบอกก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากหาว ร่างเพรียวเดินลงมาจากบันไดห้องพักของตัวเองพร้อมเพื่อนอีกคนที่ปรือตาอย่างง่วงๆสภาพไม่ต่างกับศพข้างๆ
“ขืนนอนดึกอย่างนี้บ่อยๆได้กลายเป็นซอมบี้จริงๆแน่ๆ” จิราเปรยเบาๆ “พวกนี้ไปไหนกันหมดล่ะเนี่ย?”ไก่ส่ายหน้าอย่างไม่รู้...เธอตื่นมาพร้อมมันจะให้ตอบได้ไหมเนี่ย...ไอ้คนถามไม่คิด
“โทรไปถามสิ...หรือไม่ก็ใช้แท่งแก้วสื่อสารติดตอ่ไป”
“โทรศัพท์ดีกว่า” ว่าแล้วก็เอาโทรศัพท์น้องไก่มากดโทรออก
“เพื่อนเมย์...อยู่ไหน?”
“โรงอาหารกลางแจ้ง” เสียงปลายสายตอบกลับมา เหตุผลที่จิราติดต่อไปหาเมย์นั้นไม่ใช่เพราะเจ้าตัวพกโทรศัพท์หรอก แต่เป็นเพราะว่าเจ้าคอมพิวเตอร์แสนรักที่เมย์เอามาดัดแปลงให้เชื่อมต่อกับเบอร์โทรเจ้าตัว เวลาโทรหาแล้วลืมโทรศัพท์ไว้ก็สามารถใช้เครื่องนั่นรับได้ตบอด อีกอย่างคือเครื่องนั่นติดตัวเมย์ตลอดเวลาอยู่แล้ว...
“เดินออกมาจากห้องพัก แล้วผ่านสวน เลี้ยวซ้ายสองครั้ง หา...อืมๆเดี๋ยวไปๆ”
[บอกว่าจะมานี่ตื่นแล้วเหรอ?]ปลายสายถามอย่างขำๆเล็กน้อย
“ตื่นแล้วน่ะสิ!”
[ไม่ใช่ว่าตื่นนี่หมายถึงลืมตาแล้วกำลังนอนคุยอยู่ในห้องหรอกนะ...ตื่นแล้วแน่ๆจริงๆนะ]
“เออ!!” จิราแยกเขี้ยวใส่โทรศัพท์ก่อนจะโยนโครมไปให้เจ้าของ “เมย์อยู่โรงอาหารกลางแจ้ง”
“คนอื่นๆล่ะ”
“น้องเล็กติดต่อไมได้ แหม่มไม่รู้ ปอไม่พกโทรศัพท์กับแท่งแก้วสื่สาร”
“งั้นไปหาเมย์ก่อนดีกว่า เดี๋ยวพวกนี้ก็คงตามมาเองนั่นแหละ”
“อืม..แล้วน้องไก่รู้ทางเหรอไง?” ไก่เงียบไปสักพักก่อนจะตีหัวจิราไปหนึ่งที
“คุยกับไอ้เมย์มาแล้วอย่าบอกนะว่าไม่รู้ทางน่ะจิรา!!”เด็กสาวตาสองสีหัวเราะเบาๆ
“ก็เพื่อนเมย์ไม่ได้บอกเส้นทางนี่นา...น้องไก่อยากรู้ก็ลองอ่านสายลมดูเอาสิ...ความสามารถพิเศษของเธอไม่ใช่เหรอไง?” ยักไหล่อย่างไม่ยินดียินดียินร้าย...ท่าทีที่ทำให้ไก่ถอนหายใจแรงๆ อย่างว่าล่ะ...จะเอาอะไรกับยัยหมอกมายาที่ไม่สามารถหาความจริงนี่ได้กันล่ะ
“ก็ได้” นัยน์ตาหวาสีเงินวยหลุบต่ำลงเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากบางจะพึงพำเบาๆ สายลมอ่อนๆที่พัดไหวประใบหน้าสวย...ราวกับกระซิบบอกเรื่องราวบางอย่าง...
“โรงอาหารกลางแจ้งอยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่เท่าไหร่นัก แปลกจังที่ไอ้เมย์ไม่ได้อยู่คนเดียว...มีพลังของสายฝนเหมือนกันอยู่ด้วยๆ...”
“คงเป็นไคเต็นละมั้ง” เสียงนุ่มทุ้มเจือแววขำขันดังมาจากด้านหลังของทั้งสองสา ว ทำให้สายลมเริ่มรวมตัวกันก่อนจะถูกอัดอากาศให้แน่นแล้วพุ่งใส่ทันที...ไม่ต่างกับหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเท่าไหร่นัก...
“โอ๊ะโอ...พอก่อนดีกว่าไหม?” ราสยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นกางสลายใบมีดสายลมห่าใหญ่นั่น ส่วนเจ้าแมวเหมียวขี้เซาซิกิก็ทำเช่นเดียวกับเขา...
“พวกนายนั่นเอง” จิร่ายหน้าอย่างเซ็งๆ ดีดนิ้วเป๊าะเดียวอากาศขุ่นมัวก็หายวับไปทันที... “คราวหน้าคราวหลังก็อย่าเข้ามาโดยที่พวกเราไม่รู้ตัวอีกล่ะ...”
“ฮะๆขอโทษครับ” ราสหัวเราะอย่างไม่ยินดียินร้าย “แล้วนี่พวกเธอกำลังจะไปไหนโรงอาหารกลางแจงกันเหรอ? ไปกับพวกเราไหม?”
“เรื่องอะ...”
“ก็ได้...ไปสิ” จิราขัดคำพูดของน้องไก่ขึ้นมาก่อนที่เพื่อนจะพูดเสร็จก่อนตาสองสีจะหันไปหาเพื่อนเชิงปรามๆ “เอาน่าๆน้องไก่ต้องอ่านสายลมอีก วุ่นวายจะตายไปออก ให้พวกนี้พาไปก็จบเรื่อง”
“ชิ!!”เด็กสาวตาสีเงินส่งเสียอย่างจำใจ ก่อนจะตวัดนัยน์ตาสบกับตาสีทองที่ยักคิ้วหลิ่วตาให้อย่างกวนโอ๊ย ไม่อยากติดหนี้บุญคุณตาคนเจ้าชู้นี่เลยให้ตาย!!
“ก็ได้...”
“อื้ม... ไปเหอะ” จิรายิ้มก่อนจะจับมือเพื่อนแล้วออกแรงดึงให้เดินตามสองหนุ่มไป...
 
“เข้ามาในอาณาเขตของคนอื่นโดยไมได้รับอนุญาต ผิดกฎของไนท์คลาสข้อที่สอง เชิงอรรณที่หนึ่ง วรรคที่สี่” เสียงเรียบๆของใครสักคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สานกันอย่างดีเอ่ยขึ้นเมื่อร่างเล็กเยื่องกรายเข้ามาในอาณาเขตของเขา...แต่คนตัวเล็กไม่มีทีท่าจะแปลกใจเลยแม้แต่น้อย ท่าทียังคงสงบนิ่งและแย้มยิ้มบางๆ
“ต้องขอโทษจริงๆค่ะ...พอดีว่าเห็นดอก The god clock ก็เลยเข้ามาดู” เจ้าของสถานที่เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อเรียบๆ
“ดูเสร็จแล้วก็...เชิญ” มือเรียวผายไปทางประตูทางออก เป็นการไล่ดีๆ ทำให้เจ้าของนัยน์ตาสีขุ่นเริ่มขุ่นลงเรื่อยๆ
ตานี่...ไร้มารยาทจริงๆเชียว!!
“ชาวไนท์คลาสไม่รู้จักคำว่าสุภาพชนกันหรือยังไง? แขกมาก็ไล่ไปเสียแล้ว” รอยยิ้มเล็กๆคลี่บนมุมปากเด็กสาว ก่อนจะสบนัยน์ตาสีรุ้งนั่นอย่างไม่กลัวเกรง
“อาณาเขตของคนอื่นก็คือของคนอื่นหากไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่ต่างอะไรกับขโมยหรอก”
“สุภาพบุรุษที่ดี...เขาไม่ว่าสุภาพสตรีอย่างนี้หรอกนะค่ะ...ท่านผู้พิทักษ์แห่งไนท์คลาส...” อีกฝ่ายดูจะแปลกใจไม่น้อยกับคำเรียกของเด็กสาวตัวเล็ก นัยน์ตาสีขุ่นนั่นยักคิ้วท้าทายอย่างอวดดีมาให้...อย่างน่าจับมาทำโทษเสียให้เข็ด!!
“ที่แห่งนี้...ดูท่าว่าจะไม่ใช่ที่ธรรมดาๆ ในเมื่อเล่นกางอาณาเขตชั้นสูงเสียขนาดนั้น แถมมีดอกไม้และพรรณไม้หายากตั้งมากมาย แล้วคนที่มีสิทธิพิเศษเหลือคณานับขนาดนั้น...นอกจากเหล่าผู้พิทักษ์หอพระจันทร์แล้วในไนท์คลาสคงจะไม่มีใครอีกแล้ว...ใช่ไหมล่ะค่ะ?”
“แล้วไง” ชายหนุ่มถามกลับ
“ก็จริงอยู่...ที่นี่คืออาณาเขตของคุณ....แต่ว่า...มันก็ไม่แน่เสมอไป” จบประโยคนั้นนัยน์ตาที่ว่าขุ่นแล้วเริ่มขุ่นเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว ก่อนที่แสงสีขาวอมฟ้าอ่อนๆจะค่อยๆแผ่ออกมาจากร่างเล็กนั้น...ค่อยๆขยายกว้างขึ้นแผ่คลุมเรือนกระจกกว้างเมื่อแสงนั้นกระทบกับตัวกระจกจะปรากฎเส้นสายสีเพลิงเข้มราวตาข่ายขึ้นมาแทน...
“เพราะมันแปรเป็นอาณาเขตของฉันได้เสมอ...” นัยน์ตาสีขุ่นเป็นประกายวาววับอย่างท้าทายเจ้าของอาณาเขต ทำให้ร่างสูงนั้นเบิกตาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย...
ไม่เหมือน ‘ฟ้า’ที่เขาเคยรู้จักเลย...เอาแต่ใจจริงๆ!
“คิดว่าสลายอาณาเขตของฉันได้แล้ว...ก็จบรึไง”
“ไม่ค่ะ” เด็กสาวส่ายหน้าอย่างแข่งขันยิ้มอย่างสบายๆ “ไม่เคยดูถูกฝีมือของผู้พิทักษ์แห่งรัตติกาลอยู่แล้ว...แต่ก็ใช่จะดูถูกฝีมือของตน” รอยยิ้มพรายบนเรียวปากบางยิ่งทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิด... รอยยิ้มอวดดีนั่น...บอกเป็นนัยๆว่าต่อให้เขามีฝือมือมากกว่านี้...คนตรงหน้าก็มั่นใจว่าจะปลอดภัยจากเขาได้!!
หึ!...ไม่เคยมีใครมาพูดอย่างนี้กับเขามาก่อน...แม้กระทั่ง ‘ฟ้า’ของเขา!!
“ลองหน่อยไหมล่ะ?” นัยน์ตาสีรุ้งเริ่มเรืองแสงจางๆพร้อมไอพลังที่เริ่มก่อตัวขึ้นที่ข้อมือหนา...
“หยุดก่อนดีไหม หืม? ซีมัวร์” น้ำเสีงนุ่มเอ่ยอย่างขบขันข้างหลังร่างของปอ เด็กสาวเอี้ยวตัวกลับไปมอง...ถึงจะรู้ว่าใครก็เถอะ...คนเพียงคนเดียวที่เข้ามาใกล้เธอได้โดยที่เธอไม่รู้สึกตัว...
“พี่เช...ว่างเหรอค่ะ?”
“เปล่า” เชยักไกไหล่ “มาเดินเที่ยวแล้วเห็นเราหาเรื่องใส่ตัวก็เลยมาดู...เดี๋ยวสวนที่นี่พัง...จะได้จัดการไหว”
“พูดอย่างกับว่าฉันเป็นพวกชอบทำลายสิ่งของอย่างนั้นแหละ” เด็กสาวหน้ายู่
“หรือไม่จริงล่ะครับ?” ตอบกลับอย่างที่ทำให้คนตัวเล็กกว่าอยากจะประเคนหมัดหนักๆให้ซักหมัดสองหมัด
“ว่าไงเจ้าซีมัวร์” ว่าแล้วก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้คนที่กำลังมุ่นหัวคิ้วราวครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
“ไม่ว่าไงนี่ครับ...” ปรายนัยน์ตาไปมองเด็กสาวที่กำลังหยอกล้อกับเจ้านกป้อมสีขาว ก่อนจะละสายตาออกไป...
“เชิญพี่พายัยคนนี้ออกไปจากที่ของผมได้สักทีเลยครับ...ผู้หญิงอะไรไม่เหมือนผู้หญิงเลยสักนิด” คนปากร้ายว่าเหน็บๆแต่ไม่ได้ทำให้ร่างนั้นสะทกสะท้าน...
“ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกุลตรีกับคนที่ไม่ใช่สุภาพบุรุษนี่ค่ะ จริงไหม?” ยักคิ้วให้อย่างท้าทาย ก่อนจะแย้มยิ้มหวานที่ดูยังๆก็รอยยิ้มท้าทายดีๆนี่เอง!!
“พี่เช...มาเที่ยวชมสวนอย่างดียวหรือมาทำอย่างอื่นล่ะค่ะ?” ร่างเล็กผินกายไปเกาะแขนแข็งแกร่งของคนที่ยืนข้างๆ ซึ่งกำลังหยักยิ้มอย่างขำๆ
หึๆ...แม้แต่คนปากร้ายอย่างซีมัวร์ยังจอดกับคำพูดของยัยตัวเล็กนี่...ฮะๆร้ายจริงๆเลยน้า~
“มาหาเราด้วย” ร่างสูงตอบเสียงนุ่ม ก่อนจะยกขวดสีขาวเล็กๆขึ้นแตะแก้มใส กลิ่นหอมอ่อนลอยมาแตะจมูก ทำให้รอยิ้มหวานคลี่กว้าง...รอยยิ้มหวานที่ไม่มีใครค่อยได้เห็นนัก
“ไวน์หิมะ!!”
“อื้ม...เพิ่งจะหมักได้ที่เอง...คิดว่าเราคงคิดถึงมันไม่น้อยทีเดียว” ตอบอย่างรู้เท่าทันวางมือลงบนเส้นไหมสีดำอย่างอ่อนโยน “เพื่อนๆอยู่ที่โรงอาหารกลางแจ้งนะครับ...ไปกันดีกว่า...เราไม่ได้ทานอะไรแน่ๆเลย อ๊ะๆ ทานข้าวก่อนแล้วค่อยกิน” มือเรียวตีเข้าที่มือเล็กซึ่งกำลังเอาไวน์เข้าปาก เป็นผลให้ใบหน้าอ่อนเยาว์มุ่ยลงถนัดตา ก่อนจะพยักหน้าลงอย่างเสียไม่ได้
“จ้าๆ รู้แล้ว”
“งั้นพี่ไปก่อนะซีมัวร์ วันหลังจะมาเยี่ยมใหม่”
“ครับ” เสียงตอบรับนิ่งๆก่อนจะมองร่างของคนสองคนที่เดินออกไปจนลับตา... มันอะไรกันล่ะ...ความรู้สึกนี้...หงุดหงิด...แต่ไม่รู้ว่าหงุดหงิดเรื่องอะไร...
ท้องฟ้าน่ะมีผู้ปกปักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่หนึ่ง...นั่นก็คือเมฆ...สิ่งที่อยู่ใกล้ท้องฟ้าที่สุด สิ่งที่ผนวกรวมกันกับนภาผืนกว้าง...แล้วก็ไม่มีใครบังคับให้เมฆนั้นเลือกท้องฟ้าใดได้...นอกจากเมฆแสนเสรีนั่น...จะยอมให้ท้องฟ้าที่ตนเองปราวนาปกป้อง...จองจำ...ด้วยตัวเอง 
“หมายความว่า...นั่นคือท้องฟ้าที่พี่เลือกงั้นหรือครับ?...พี่เช...”
 
“อ้าว...พี่เชทำไมพี่ถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับนั่น?” หัวหน้าหอคนเก่งถามร่างสูงที่เดินมาพร้อมด็กสาวตัวเล็กคนนั้น ปอฉีกยิ้มก่อนจะหันไปหาเพื่อนๆที่เริ่มมองมาอย่างน่าอันตรายกัน
“เอาน่าๆพวกเธอ...ฉันแค่ไปเดินเล่นเองนะ”
“แน่ใจว่าแค่นั้น”เมย์ตีหัวไปหนึ่งที ก่อนจะยักไหล่ “ฉันสัมผัสไอเวทของเธอได้หรอก”
“เพื่อนเมย์!! เจ็บนะ แล้วนี่กินอะไรกันเนี่ย?”
“ข้าวต้มไก่” น้องเล็กตักข้าวต้มเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจใคร ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ส่วนเธอนะยัยเตี้ย ไปเอานมมาดื่มเสียดีๆ อย่าลืมว่าเธอสัญากับพวกเราว่าจะดื่มนมทุกเช้า” เอ่ยดักคออย่างอารมณ์ดี
“และก่อนนอน” น้องไก่ต่อคำพูดของเล็กอย่างขำๆ มองเห็นหน้ายัยเตี้ยที่กำลังทำเหมือนถูกบังคับให้ไปกินยาขมก็ตลกจะตายอยู่แล้ว
 ฮะๆ ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้ยัยนั่นบอกว่าให้พวกเธอขออะไรก็ได้หนึ่งข้อนี่นา...พวกเธอก็แค่ทำตัวเป็นเพื่อนที่หวังดีอยากทำให้เพื่อนสูงขึ้นก็แค่นั้นเอง
“เพื่อนเมย์อ่า...เค้าไม่ดื่มได้ไหมเล่า” หันไปอ้อนคนที่ใจดีที่สุดแทน แต่สายตาเย็นๆเรียบๆที่ได้มาก็คำให้คอตกเป็นหมาหงอย
“นี่แหม่ม....หากฉันกลับคำพูดตอนนี้ยังทันไหมเนี่ย?” กระซิบถามกับคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆทำให้เด็กสาวหลุดรอยยิ้มกว้าง
“เอาๆกินเข้าไป” จิราส่งแก้วนมใบเล็กแต่ดูโตในสายตาของปอมาให้ ทำให้เด็กสาวมองเหมือนโดนบังคับให้กินยาพิษ ก่อนจะตวัดมองพวกเพื่อนๆที่นั่งอมยิ้มราวกับกำลังหัวเราะกันในใจ...
เชอะ!! หากไม่ติดว่าพวกนี้มีคำว่า ‘มารยาท’ค้ำคออยู่ล่ะก็...คงหัวเราะเธอไปนานแล้ว!! ยัยพวกสำออย!!
“พี่ว่าดื่มไปกี่แก้วๆก็ไม่เห็นจะทำให้สูงขึ้นนี่ครับปอ?” เสียงทักขำๆที่หากทำได้คงอยากเอานมกรอกปาก
“เชอะ!! สักวันอย่าให้ฉันสูงเท่านะพี่เช!!”มือเรียวยกนมขึ้นดื่มรวดเดียวก่อนจะทำหน้าเหมือนอยากเอาของเก่าออก ทำให้คนอื่นๆหัวเราะเบาๆ
“จริงสิ...ตอนเช้านี่พวกเราว่างนี่เนอะ” จิราเอ่ยถาม
“อืม...”
“ไปเที่ยวกันไหม?” น้ำเสียงกระตือรอืร้นของคนที่ไม่ค่อยอยู่เป็นสุขนักทำให้ซิกิที่ปรือตาจะหลับแหล่มิหลับแหล่อดที่จะลืมตามองไม่ได้...เพราะไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้...เป็นแบบนี้ต่างหาก
“ขี้เกียจ” เมย์ยักไหล่ “หากจะไปนะจิรา...วันนี้ขอบายล่ะ”
“เพื่อนเมย์จะทำอะไร นั่งอยู่เฉยๆก็เบื่อแย่สิ”
“วันนี้เพื่อนเรามีนัดหรอก...ใช่ไหมไอ้เมย์?” น้องไก้โอบไหล่เพื่อนสาวคนสวยก่อนจะยักคิ้วล้อเลียน
“เธอเองก็เหมือนกันนี่ไก่”
“เฮ้อ...จริง” เสียงถอนหายใจก่อนจะยอมรับเสียมิได้ สงสัยว่าวันนี้เธอกับไอ้เมย์คงซวยสุดยอดเลยล่ะ...มีนัดกับคนที่แสนจะไม่ใช่คน
“เป็นหนุ่มๆผู้โชคดีหรือสาวๆผู้โชคร้ายล่ะ?” ปอแย้มยิ้มถาม
“พวกเราสิโชคร้าย!!”ไก่แหวเสียดัง “ทำไมไม่เป็นเธอนะยัยเตี้ย!! ให้ตายเหอะ!!”
“น้องไก่พูดอย่างนี้...แสดงว่า...”
 คนที่ทำให้เพื่อนเธอเป็นแบบนี้ได้...คงไม่ใช่...
“เออ!!”
“โอ้! No จ้ะ noฉันไม่มีทางไปแน่ๆ ขอให้พวกเธอโชคดีแล้วกันนะ ไม่ต้องห่วงแหม่มเก่งพอที่จะรักษาพวกเธอได้ ฮะๆ”
“ใช่เรื่องสมควรหัวเราะเรอะไอ้เตี้ย” เมย์ตีหัวไปอีกสองที ก่อนจะถอนหายใจปลงๆ กลับมาเห็นทีต้องไปทำบุญสักหน่อย ให้ดีคือคงต้องล่องเรือทำบุญเก้าวัดไปเลย!! ไม่สิๆยิ่งต้องไปเจอคนๆนั้นเอาสักเก้าวัดคงไม่อาจสะเดาะความซวยของเธอได้ต้องเก้าสิบเก้าวัดไปเลย!!
“น้องแพรพอจะเดาออกค่ะว่าใครที่พูดถึง...เพื่อนเมย์ น้องไก่ ขอให้โชคดีนะ” แหม่มยิ้มกว้างแต่หากมองๆดีๆมันจะเหมือนรอยยิ้มซ้ำเติมแปลกๆ
ฮะๆ โชคดีชะมัดที่เธอไม่ซวย
“แล้วน้องเล็กล่ะ...จะไปไหนไหมวันนี้? จิราจะออกไปเที่ยว เพื่อนเมย์กับน้องไก่มีนัด ส่วนยัยแหม่ม...”
“น้องแพรมีงานค่ะ” เสียงตอบทะเล้นขำๆ
“เลิกเรียกตัวเองว่าน้องแพรสักทีเถอะ ไอ้ถึก!!”น้องเล็กว่าเข้าให้อย่างหมั่นไส้ไอ้คนที่เล่นไม่ยอมเลิก
“เอ๋ๆ...ทำไมพี่หยิกว่าน้องแพรอย่างนั้น...น้องแพรเสียใจนะ” ไม่ทันไรดวงตาสีส้มก็ปริ่มไปด้วยน้ำตาที่หากใครมาเห็นคงใจอ่อนกันไปทุกราย...แต่ใช่กับคนที่รู้ไส้รู้พุงกันดี...
“ไอ้สำออย!!”เล็กเขกหัวไปเต็มแรง ก่อนจะถอนหายใจแรงๆ “พอดีมีเรื่องอยากทำสักหน่อย ขี้เกียจด้วย”
“ไม่ใช่จะนอนอ่านนิยายเหรอ ไอ้หยิก?” เมย์ยักคิ้วถาม ทำให้คนถูกดักคอแยกเขี้ยวให้ ก่อนเสียงหัวเราะเบาๆจากหกสาวจะดังขึ้นมา เหล่าหนุ่มๆที่ไม่ค่อยมีคำพูดสนทนากันสักเท่าไหร่ต่างก็นั่งเงียบ...จะให้พูดอะไรล่ะในเมื่อแม่สาวน้อยหกคนเล่นจ้อกันไม่หยุดหย่อน ไม่มีช่องว่างให้พวกเขาพูด เลยต้องนั่งทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีกัน...แต่ไม่เป็นไรหรอก...มีเสียงหัวเราะใสๆกับรอยยิ้มหวานๆของพวกสาวๆนี่แล้ว...เช้านี้ก็สวยน่าดูเลยล่ะ...
เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำเรื่องของตัวเองตามที่บอกเอาไว้ เหลือเพียงคนตัวเล็กที่กำลังนั่งซดน้ำแกงอยู่นั่นแหละ
“วันนี้ไม่มีอะไรทำใช่ไหมครับ?” เสียงถามจากผู้อำนวยการโรงเรียนที่กำลังป้อนไข่ม้วนให้เจ้าตัวป้อมสีขาว ทำให้นัยน์ตาสีขุ่นอดที่จะมองอย่างระแวงไม่ได้ ขืนบอกปากไปว่าใช่ คงไม่แคล้วถูกใช้งานอีกแหงๆ
“แน่อนว่าต้องไม่มีอะไรทำ” คนตัวสูงตัดบทก่อนที่เด็กสาวจะได้ปฏิเสธ “งั้นวันนี้รบกวนช่วยพี่เรียงเอกสารหน่อยก็แล้วกันนะ” คำว่า ‘ช่วยเรียงเอกสาร’คงจะเป็นงานง่ายๆหากใครมาได้ยิน แต่กับเธอแล้วไม่ใช่!!
“นี่พี่คิดว่าฉันว่างมากหรือไงหา!! พี่เช!! ฉันต้องทำธุระของฉันบ้างนะ”
“แป๊บเดียวเองครับ” ร่างสูงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะให้เจ้านกสีขาวไปหาเด็กสาว
“ฉันไม่ใช่เบ๊นะ!!”
“รู้น่าๆเดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าวเที่ยงแล้วกัน เอ้าๆบวกมื้อเย็นด้วยเลย” เสียงเอ่ยต่อรองเมื่อเห็นนัยน์ตาขุ่นๆของเด็กสาว ร่างเล็กถอนหายใจแรงๆหนึ่งที ก่อนจะพยักหน้าเสียมิได้ ส่วนคนตัวสูงนั้นก็ได้แต่หัวเราะในลำคอเบาๆ
เห็นแก่กินมากกว่าหรอก...ยัยตัวเล็กเอ๊ย!เด็กจริงๆเลยน่า..
 
สายลมบางเบาที่พัดผ่านย่านการค้าในเมืองโตเกียวของญี่ปุ่นดูเหมือนจะอ่อนโยนกว่าเก่า...ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูหนาวของเมืองแห่งนี้ก็ตาม...และอาจเป็นเพราะในช่วงฤดูหนาว เลยทำให้ร้านเครื่องดื่มร้อนๆเป็นที่นิยมของใครต่อใครนัก...ดูจากร้านคาเฟ่ที่ชื่อร้านเขียนเอาไว้ว่า ‘Tea room’ มีลูกค้าเต็มร้านก็พอจะเดาได้อยู่หรอก...แต่ไม่ใช่เพราะแค่อยู่ในช่วงฤดูหนาว...หรือรสชาติความอร่อยของร้านนี้เท่านั้น...สิ่งที่ดึงดูดใครต่อใครให้เข้ามา...คือร่างเพรียวบางที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์นั่นต่างหาก...นัยน์ตาสีส้มสุกใสและเรือนไหมสีน้ำตาลสวย รูปร่างเพรียวแลดูบอบบาง เข้ากับชุดเอี๊ยมสีน้ำเงินเข้มที่เธอใส่เป็นอย่างดี
“วันนี้ก็ขายดีนะค่ะ...มาสเตอร์” คนถูกเรียกว่ามาสเตอร์ผินกายกลับมาก่อนจะหัวเราะเบาๆ ร่างสูงโปร่งในชุดผ้ากั้นเปื้อนสีดำ เรือนผมสีส้มอ่อนถูกมัดรวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลังด้วยเกลียวสีเงินย่างเรียบร้อย นัยน์ตาสีทับทิมดูเรียบนิ่ง...แต่แฝงประกายสุขุมและอ่อนโยน...ใบหน้าคมคายแฝงความอ่อนโยน...ที่คงเรียกคะแนนจากสาวๆได้มากโข ไหนจะรอยยิ้มจางๆที่เรียวปากบางเฉียบที่แม้แต่ผู้หญิงยังต้องอายนั่น... มือยาวขาวเรียวกำลังชงชาร้อนๆกรุ่นไอหอมกลุ่น ก่อนจะวางมันลงตรงหน้าเด็กสาวเบื้องหน้า
“วันนี้ได้แหม่มมาช่วยช่วงเช้าก็ดีอยู่...แต่เห็นทุกทีเรามาตอนช่วยเย็นพี่ก็เลยอดที่จะแปลกใจไม่ได้”
“ก็แหม...น้องแพรต้องย้ายสารการเรียนแล้วนี่ค่ะ ก็เลยต้องมาช่วงเช้า ไม่ดีเหรอ...จะได้ช่วยพี่ชาได้นานขึ้นไง?”
“ฮะๆ ก็ดีอยู่หรอก...แต่เราจะไม่ลำบากเหรอไง? ไม่ชินอย่างนี้”
“เดี๋ยวๆมันก็ชินไปเอง” แหม่มยักไหล่ ก่อนจะเอาชามาดื่ม...
คนตรงหน้านี้คือ ชาเนลล์ ไรเชล เป็นรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ไฮเรียภาคเรียนของไนท์คลาส แต่ไม่รู้ว่าทำไมชายหนุ่มตรงหน้าเธอจึงได้จับผลัดจับผลูมาเปิดร้านเครื่องดื่มในกรุงโตเกียวอย่างนี้ได้ ทั้งๆที่เป็นคนเก่งและมีฝือมือสุดๆ แท้ๆ หน้าตาก็ไม่มีสาวๆคนไหนปฏิเสธลง แต่ดูเหมือนว่าร่างสูงตรงหน้า...ดูจะพออกพอใจกับการเป็นมาสเตอร์ของ Tea room แห่งนี้เสียมากกว่า
ที่เธอมาเจอเขาได้เนี่ย...เพราะมาเที่ยวโตเกียวกับเพื่อนๆบ่อยๆ แล้วตอนนั้นบังเอิญมีเรื่องเกิดขึ้นเล็กน้อย ก็ได้คนตรงหน้านี่แหละยื่นมือเข้าช่วยเหลือน่ะ หนำซ้ำยังพาพวกเธอมานั่งจิบชาร้อนๆในร้านแห่งนี้ แล้วก็ชวนทำงาน เพราะบอกว่าร้านเพิ่งจะเปิด แล้งเจ้าตัวก็ไม่อยากหาพนักงานที่ ‘ธรรมดา’สักเท่าไหร่ เพราะร้านนี้ไม่ได้มีแต่ ‘คนธรรมดาๆ’เข้า จะว่าแบบนั้นก็ได้...ในเมื่อมาสเตอร์ของร้านก็ไม่ได้ ‘ธรรมดา’อยู่แล้ว อีกอย่างเธอก็ชอบงานแบบนี้ด้วยก็เลยยอมตกลงมาทำงานที่นี่ เงินเดือนดี งานไม่หนัก ดีกว่าไปตรากตรำทำงานให้พี่เชเยอะ!!
“อื้ม! อร่อยสมเป็นพี่จริงๆ”เด็กสาววางถ้วยชาลงอย่างเบามือ  ก่อนจะนั่งเท้าคาง “ไนท์คลาสนี่เป็นไงบ้างค่ะพี่ชา”
“ก็ไม่เป็นไรหรอก...มันขึ้นอยู่กับมุมมองมากกว่า...” ร่างสูงเริ่มจัดการต้มใบชาอย่างคล่องแคล่ว “ตอนพี่เรียนก็สนุกดี โดนพี่เชใช้งานบ่อยๆ แต่เพราะแบบนั้นเลยไม่น่าเบื่อ มีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน เพราะว่ามีต่างเผ่าพันธุ์มาอยู่ด้วยกัน คงเป็นไปไมได้หรอกนะที่ว่าจะให้สิ่งที่ไม่ถูกกันอยู่ด้วยกันได้น่ะ บางครั้งก็มีพวกเดย์คลาสหลงเข้ามาบ้าง ก็เกือบๆจะโดนพวกเผ่าแววไพร์กัดเอาล่ะ โชคดีที่ผู้พิทักษ์แห่งไนท์คลาสน่ะเก่งกาจ เลยไม่มีเรื่องแบบนั้น บทเรียนก็ไม่ค่อยยากหรอก เรียนเรื่องทั่วๆไป แต่จะมีการแทรกสอดเกี่ยวกับมนตราลับ แล้วก็ประวัติศาสตรเผ่าพันธุ์ต่างๆ อีกอย่างก็มีการต่อสู้กันบ่อยๆด้วย ตื่นเต้นดีพิลึก” ท่าทางขำๆกับรอยยิ้มบาง และนัยน์ตาที่ฉายแววคิดถึงนั่นก็พอที่จะทำให้คนฟังยิ้มตามได้แล้ว
“ท่าทางไนท์คลาสก็คงจะไม่เลวเท่าไหร่...”
“ฮะๆสนุกจะตาย เอาล่ะๆเลิกอู้แล้วเอาไวท์ทีเลม่อน (white tae lamon)ไปเสิร์ฟที่โต๊ะสามด้วย” แหม่มรับแก้วชาทรงสูงในถาดสีน้ำตาลเข้มมาก่อนจะแลบลิ้นใส่คนพูดแล้วเดินไปเสิร์ฟชา ชาเนลล์หัวเราะเบาๆกับท่าทางของเด็กสาวก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น
“ท้องฟ้า...งั้นเหรอ?...เจ้าน่ะยังจะฉายแสงอยู่แบบนี้เพื่อท้องฟ้าของตัวเองหรือเปล่านะ...เจ้าดวงตะวันที่แสนงดงาม...”


“ไวท์ทีเลม่อนของคุณได้แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่าค่ะ?”
“อื้ม...งั้นผมขอมูสช็อกโกเล็ตไวท์แล้วกันครับ แล้วก็รบกวนช่วยจัดGreen Tea Cakeให้ผมสัก 14 ชิ้น ใส่กล่องให้ด้วยนะครับ” เสียงนุ่มที่แสนจะคุ้นเคย...ทำให้เด็กสาวที่ก้มหน้าก้มตาจดออเดอร์เงยหน้าขึ้นมองคนสั่ง ก่อนจะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เช่นเดียวกับคนถูกมองนั่นแหละ
“แหม่ม? มาทำงานที่นี่เหรอครับ?” หัวหน้าหอแห่งพระจันทร์ฉีกยิ้มถามเด็กสาวที่ยืนหน้างงอยู่
“อืม...แล้วเซโร่มาทำอะไรแถวนี้” ร่างสูงยักไหล่
“มาทำงานน่ะ พอดีอากาศหนาวก็เลยมาหาอะไรอุ่นๆดื่มสักหน่อย ปกติไม่ค่อยเห็นเราที่นี่นี่นา”
“ปกติฉันทำงานตอนกลางคืนน่ะ” เด็กสาวรับคำก่อนจะค้อมศรีษะให้แล้วเดินไปตามเสียงเรียกของมาสเตอร์ของร้าน นัยน์ตาสีส้มสดมองตามร่างของเด็กสาวที่ยืนคุยอย่างสนิทสนมกับคนที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นรุ่นพี่ที่เรียนไนท์คลาส...ก่อนจะส่ายหัวอย่าระอา...แล้วนี่เขากำลังเป็นอะไรล่ะนี่? รู้สึกไม่พอใจอะไร?...
ร่างสูงถอนหายใจจิบชาร้อนๆช้าๆ ความจริงวันนี้พวกเขาที่เป็นผู้พิทักษ์ไนท์คลาสมีภารกิจที่ต้องทำกัน ก็เลยต้องแยกย้ายกันไปทำ ส่วนเขาน่ะทำเสร็จไปหนึ่งอย่างแล้วก็เลยกะจะมาหาอะไรดื่มสักหน่อย แล้วค่อยไปทำต่อ กะจะซื้อเค้กไปฝากพวกที่หอด้วย...แต่ใครจะนึกว่าจะมาเจอแม่สาวน้อยคนนั้นที่นี่...
“มูสช็อกโกเล็ตไวท์กับGreen Tea Cakeได้แล้วค่ะ” เสียงหวานดังมาพร้อมถุงสีขาวกับจานเค้ก
“อื้ม...แหม่มครับ...ขอถามได้ไหมว่ามาทำงานที่นี่นานหรือยัง?” ร่างเพรียวบางเลิกคิ้ว เขาจะมาถามเธอทำไมเนี่ย?
“ประมาณปีกว่าได้มั้ง...ขอโทษนะค่ะคุณหัวหน้าหอ ขอตัวไปทำงานก่อน” เด็กสาวหน้ายู่กับคนที่ถามนู่นถามนี่ นี่มันนอกเขตโรงเรียนนะ...เธอไม่จำเป็นต้องเคารพเขาเหมือนตอนอยู่ในโรงเรียน
“ฮะๆเชิญครับ” เซโร่หัวเราะเบาๆ ก่อนร่างสูงจะลุกขึ้นและถือกล่องเค้กออกไป มิวายยังโบกมือและโปรยยิ้มให้เด็กสาวหน้าเคาน์เตอร์ ที่ทำให้สาวๆในร้านส่งเสียงกรี๊ดกันเบาๆ
“คนรู้จักเหรอไง?” ชาเนลล์ถามแหม่มที่หน้ามุ่ย
“เปล่าค่ะพี่ชา...คุณคนนั้นเขาเป็นหัวหน้าหอแห่งพระจันทร์คนปัจจุบันน่ะค่ะ”
“ เหรอ?” ร่างสูงรับคำมองตามร่างของคนที่เพิ่งจะออกไป
หึ! ดวงตะวันเพียงหนึ่งเดียวแห่งไนทคลาสงั้นเหรอ?... เซโร่ เรียล...
 
 
 
 
 
 
 

Green Tea Cakeจาก Tea room
“อะไรเนี่ย!! นี่อาจารย์เรียกเราสองคนออกมาเพื่อเรื่องแค่นี้น่ะเหรอ!!”เสียงแหวใสๆที่ทำให้ใครต่อใครต่างออกห่าง แต่อาจจะยกเว้นคนตัวสูงที่ถูกเรียกว่า ‘อาจารย์’ล่ะมั้งที่ยืนยกมือเคาะหูตัวเองเบาๆ
“ยัยลูกไก่ไม่มีใครสั่งใครสอนหรือไงว่าอย่าตะคอกใส่อาจารย์อย่างนี้” เสียงนุ่มๆว่า
“ก็กับอาจารย์ที่ไม่เหมือนอาจารย์น่ะ...ไม่จำเป็นต้องเกรงใจนี่ค่ะ”
“โห...พูดจาทำร้ายจิตใจกันชะมัดเลยนะเนี่ย” พูดพลางน้ำตาไหลซิกๆ “ยัยตาหวานเพื่อนเธอช่างโหดร้ายนัก”
“อาจารย์ขอเหอะค่ะ...เลิกสำออยได้แล้ว” เมย์ปรามอย่างหน่ายๆ ปรายตามองคนเป็นอาจารย์ที่ยกมือขึ้นปิดหน้าอย่างหน่ายๆ นี่สำนึกบ้างไหมว่าตัวเองเป็นอาจารย์เป็นแม่พิมพ์ของศิษย์ แล้วดูทำสิ! บีบน้ำตาอย่างสำออยอยู่ได้!!
“ยัยตาหวาน...แม้แต่เธอยังว่าอาจารย์แบบนี้ ฮือๆทำไมโชคร้ายจังนะเลยฉัน มีลูกศิษย์ก็ไม่เคารพอาจารย์ แถมยังด่าว่าเสียปาวๆ โฮๆ”
“อาจารย์ๆ ฉันไม่ใช่ยัยตาหวานสักหน่อย พอเหอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเองก็ได้” เมย์อยากจะถอนหายใจแรงๆสักสิบครั้ง ไม่สิร้อยครั้งเลย พลางจ้องหน้าคนเป็นอาจารย์ที่ตอนนี้เริ่มยิ้มออกแล้ว
“ไอ้เมย์แกน่ะใจอ่อน อาจารย์สำออยนี่ก็เหลิงอย่างนี้ทุกที”
“ยัยลูกไก่ได้ข่าวว่าฉันเป็นอาจารย์เธอน่ะ” ไก่ตวัดนัยน์ตาจ้องอาจารย์ที่ว่าอย่างแค้นๆ ก็เพราะสำนึกนี่ไงว่าเป็นอาจารย์ ไม่งั้นเธอคงฟันให้ตายด้วยใบมีดสายลมไปแล้ว ไม่ปล่อยให้มาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเธออย่างนี้หรอก!! ให้ตายเหอะ!!
“แหมๆนายๆทีจะได้เจอพวกเธอนี่นา ฉันต้องดีใจเป็นธรรมดา”
“ดีใจ?” น้องไก่ทวนคำก่อแค่นหัวเราะ “สมควรดีใจไหมค่ะคุณอาจารย์ที่อาจารย์เรียกพวกเรามาเพื่อให้มาเลี้ยงพายไอศครีมเนี่ย!!”
“แหมๆ นานๆทีพวกเธอก็ต้องทำอะไรที่ทดแทนอาจารย์เสียบ้างสิ”
“เหอะๆๆ!!”
ใครก็ได้บอกทีฆ่าอาจารย์เนี่ย...ไม่ติดคุกใช่ไหม?
“เอาน่าๆฉันเอาของมาให้พวกเธอหรอก” มือเรียวของคนเป็นอาจารย์ดีดนิ้วเบาๆก่อนกล่องสีเงินและสีฟ้าอ่อนจะปรากฎในมือลูกศิษย์ทั้งสอง
“เพิ่งจะทำเสร็จเนี่ยแหละ ก็เลยเอามาให้” ว่าแล้วกยักไหล่ก่อนจะมองหน้าอาจารย์ที่กำลังตักพายไอศครีมเข้าปากอยู่อย่างน่าแตะ
 คนๆนี้...ไทม์ เดอ ฟอรานี่ (Time de’Forlani) เป็นอาจารย์ที่สอนพี่เชและเป็นอาจารย์สอนเวทมนต์ให้กับพวกเธอด้วย อาจารยมีอาชีพเสริมอีกอย่างคือการเป็นการบาทหลวง!! ให้ตายเหอะ!! เธอล่ะงงกับอาจารย์คนนี้จริงๆ ได้ข่าวว่าอาจารย์มีอายุหลายร้อยปีแล้วด้วย แต่ถึงจะมีนิสัยสำออย แย่ และอีกหลายๆอย่างที่รับไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์เป็นคนที่เก่งกาจยากจะหาใครมาเทียบได้ แต่เพราะอาจารย์ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆกับแฝงตัวไปกับคนทั่วไป แล้วก็เที่ยวไปเรื่อย จึงไม่มีใครรู้จักอาจารย์นัก
ส่วนเรื่องหน้าตา...อาจารย์ของพวกเธอเป็นคนหน้าตาดีสุดๆถึงขั้นดีมากๆ!! ดูได้จากสาวๆที่เริ่มมองเหลียวหลังมาทางนี้ และพร้อมด้วยสายตาริษยาให้พวกเธอด้วยแล้ว... ก็นะ...อาจารย์เป็นคนตัวสูงโปร่ง ใบหน้าหวานมาทางผู้หญิงมากกว่าหล่อ นัยน์ตาสีเขียวมรกตราวรัตนชาติเนื้อดี และเส้นผมสีดำยาวระแผ่นหลัง รับกับผิวกายที่ขาวสะอาดยิ่งกว่าเธอ และริมฝีปากบางเฉียบนั่นแล้ว หากไม่มานั่งจ้องอย่างนี้...คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเป็นผู้ชาย...
“หินแห่งสายลมกับคริสตัลวารี...ของหายากมากเลยนะค่ะ” เมย์แกะกล่องของตัวเองดูก่อนจะชะเง้อดูกล่องของเพื่อน
“ใช่ไหมล่ะ ลำบากแทบตาย แล้วยังมาโดนว่าแบบนี้อีก” คนเป็นอาจารย์เริ่มฉากเรียกน้ำตาอีกครั้ง ทำให้ลูกศิษย์ทั้งสองตวัดตามอง
“แล้วทำไมเอามาให้พวกเราสองคนก่อนล่ะ น่าจะเอาไปให้ยัยเตี้ยหรือไม่ก็ไอ้หยิกก่อนสิ”
“ยัยลูกไก่...เธอนี่ไม่มีมารยาทเอาจริงๆเลย คำว่า ค่ะ ขาก็ไม่ยอมพูด ฉันล่ะเศร้า...”
“ถ้าหากอาจารย์ยังมัวแต่บีบน้ำตาอยู่แบบนี้ฉันกับเมย์จะกลับล่ะนะ แล้วก็จ่ายค่าอาหารเองด้วย อ้อ...เลี้ยงพวกเราด้วยก็ดีนะ อย่างที่อาจารย์บอกไงค่ะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน...อาจารย์ก็ต้องเลี้ยงลูกศิษย์สิจริงไหมค่ะ?” แย้มยิ้มหวานพร้อมคำสุภาพ แต่คนเป็นอาจารย์กลับส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
“เรื่องอะไร...ตอนนี้เงินเดือนยังไม่ออก วันนี้ฉันก็ไม่ได้พกเงินมาหากพวกเธอไม่เลี้ยงฉันก็จะชิ่ง”
 ช่วยบอกทีเถอะว่านี่คือคำพูดของคนที่เป็นอาจารย์!!
“เอาน่าๆ ตอนนี้ไอ้พลังของ ‘เจ้าหญิงแห่งสายลม’และ ‘เทพีแห่งสายฝน’น่ะ มันเริ่มตื่นแล้วนี่ ลำพังแค่สายรัดข้อมือคงทำอะไรไม่ค่อยได้ เอาของสองอย่างนี่ไปคล้องคอเอาไว้ ห้ามถอด ห้ามทำหาย ไม่งั้นฉันจะส่งพวกเธอไปห้องกระจก!!”จบคำขู่ด้วยรอยยิ้ม แต่คนฟังไม่ยิ้มตาม ก็ไอ้ห้องกระจกอะไรนั่น...มันสุดๆไปเลยนี่นา มืดก็เท่านั้น เย็นอีก วังเวงพิกล ไหนจะกลิ่นธูปอีก ไม่เท่าไหร่ เวทมนต์เล็กที่อาจารย์เสกมากวนประสาท พร้อมกับเสียงหลอนๆของพวกวิญญาณ มันจะไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอก...แต่ไอ้ห้องกระจกที่ว่านั่นเวทก็ใช้ไม่ได้!!
นรกดีๆนี่เอง!!
“ห่ะ...ฉันไปดีกว่า  มีธุระที่เดยคลาสด้วยอ่า เดี๋ยวไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ก่อนนะ”
“ไปด้วยดิไอ้เมย์”
“เดี๋ยวๆยัยลูกไก่เธอรออยู่ก่อนเลย ยัยตาหวานมีธุระต้องไปทำ เพราะอย่างนั้นเธอต้องนั่งอยู่เป็นเพื่อนฉัน เลี้ยงฉันด้วย”
“ไม่เอานะอาจารย์!! ฉันไม่อยู่กับอาจารย์สองคนแน่ๆ!!”
“เฮ้ๆฉันไม่ใช่ปีศาจนะเฟ้ย เลิกทำท่าทางแบบนั้นสักที ไปเลยนะยัยตาหวาน ทิ้งเพื่อนเธอไว้กับฉันนี่แหละ เดี๋ยวพาไปส่งที่ไฮเรียเอง จะไปหาเจ้าเชมันด้วย”
“ไอ้เมย์อย่าทิ้งกันนะเว้ย” เมย์เหลือบมองเพื่อนที่แบะปากจะร้องไห้ ก่อนจะเหลืบมองอาจารย์ที่นั่งนิ่งแต่นัยน์ตาเริ่มฉายแววข่มขู่ แล้วเด็กสาวก็ตัดสินใจได้ทันทีว่า...ควรชิ่ง
ขอโทษนะน้องไก่...
 
“เอ้าๆเลิกน้ำตาไหลได้แล้ว...” คนเป็นอาจารย์โยกหัวเด็กสาวเบาๆ ก่อนจะคลี่รอยยิ้มอันตราย “นี่กลัวฉันขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ยยัยลูกไก่?”
“ไม่ได้กลัวสักหน่อย!!”เด็กสาวแหวใส่ ทำให้คนตัวสูงหัวเราะเบาๆ
“ฮะๆหากอย่างนั้นก็ไปได้แล้ว”
“ไปไหน? ไม่ใช่ว่าอาจารย์จะอยู่กินก่อนเหรอ?”
“เรื่องอะไรยัยตาหวานเพิ่งจะไปจ่ายมาเมื่อกี้ ฉันไม่อยากเพิ่มหนี้สินให้ตัวเอง แต่ถ้าเธอจะเลี้ยงก็โอเค”
“ไม่มีทางเสียล่ะ” เด็กสาวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเรียกเสียงหัวเราะเบาในลำคอของร่างสูงได้เป็นอย่างดี ร่างโปร่งนั้นหยัดกายขึ้นก่อนคว้าเสื้อคลุมที่แขวนไว้ที่เก้าอี้มาพาดบ่า แล้วออกแรงดึงเด็กสาวให้ตามมา
“ที่นี่ที่ไหนเนี่อาจารย์?” ไก่ถามอย่างงงๆเมื่อโดนพามาสถานที่แห่งหนึ่ง...ที่ดูยังไงๆก็...ไม่ต่างกับโบสถ์ 
“โบสถ์ไง ไม่รู้จักเหรอ?”
“รู้จัก...แค่สงสัยว่าพามาทำไม”
“มาเลี้ยงข้าวน่ะสิ นี่เที่ยงกว่าแล้วด้วย เธอไม่หิวเหรอไง?”
“เลี้ยงข้าว?”
ในโบสถ์เนี่ยนะ อาจารย์ที่ไหนเขาเป็นกันแบบนี้บ้างเล่า!!
“แล้วพามานี่อาจารย์รู้จักโบสถ์นี้เหรอไง? เป็นบาทหลวงอยู่ที่นี่เหรอ?”
“เปล่า” ร่างสูงยักไหล่ “เอาน่าคอยดูฝีมือก็แล้วกัน พ่อครับ”เสียงนุ่มเอ่ยเรียกบาทหลวงที่เดินผ่านมา ก่อนจะเริ่มเล่นละคร...อีกแล้ว
“พอดีว่าผมกับเพื่อนเดินทางมาไกลน่ะครับ...พวกเราโดนปล้นในซอย แล้วเพื่อนผมเธอเป็นโรคกระเพราะ หากไม่ได้ทานอะไรผมเกรงว่าจะทำให้อาการกำเริบได้ หากไม่เป็นการรบกวนผมอยากขอข้าวสักมื้อจะได้ไหมครับ?” พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าเล็ก นัยน์ตาสีมรกตหลุบต่ำราวกับกำลังเสียใจสุดๆ มือเรียวกำเข้าหากันแน่นในท่าของการภาวนา ที่หากใครมาเห็นคงต่างก็สงสารกันสุดๆ แล้วพร้อมทำตามที่คนๆนี้ต้องการ!!
“เอาสิลูกเอ๊ย!! พระผู้เป็นเจ้าไม่มีการแบ่งแยก ลูกคงมาโบสถ์บ่อยสินะ ถึงได้กุมมือแบบนั้น” ชี้ไปที่มือซึ่งกำลังกุมเข้าหากันอยู่ “เชิญๆเราไม่เคยขัดคนมีศรัทธาอยู่แล้ว เดินไปสักหน่อยคงถึงโรงครัว ทานอาหารให้อร่อยนะลูก”
“ขอบคุณมากครับพ่อ”
“ไม่เป็นไรไม่เป็นไร...”
“ขอโทษนะครับผมอยากถามอีกว่าห้องภาวนาไปทางไหน ผมจะภาวนาขอบคุณอาหารที่ทานไปนะครับ” นัยน์ตาของบาทหลวงผู้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีทันที ท่านภูมิใจมากที่มีคนแบบนี้...
อา...นี่คงเป็นชะตาลิขิต ให้คนดีๆแบบนี้...มายังโบสถ์ของท่าน
“ดีมากลูก...พ่อภูมิใจจริงๆ อยู่ติดกับห้องอาหารนั่นแหละ...ขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครอง...อาเมน” บาทหลวงเอามือสัมผัสที่หัวของไทม์ ก่อนจะกล่าวอวยพรเบาๆ แล้วเดินจากไปด้วยท่าทีเปี่ยมสุข... ส่วนเด็กสาวที่ถูกอ้างว่าเป็นโรคกระเพราะนั้นยกมือขึ้นปิดหน้าปิดตาอย่างไม่อยากจะมอง...ให้ตายเหอะ ถึงแม้พวกเธอจะชอบตอแหลก็เถอะแต่ไม่ถึงขั้นโกหกพระโกหกเจ้าหรอกนะ...อาจารย์นี่เลวร้ายจริงๆ (อาจารย์ยังไงลูกศิษย์ก็อย่างนั้นไง)
“เอาล่ะๆไปกันเถอะยัยลูกไก่...ได้ข้าวทานฟรีแล้ว”
“อาจารย์...โกหกบาทหลวงนี่...ไม่กลัวตกนรกบ้างหรือไง?” เสียงถามของเด็กสาวที่เดินตามหลังทำให้รอยยิ้มปริศนาปรากฎขึ้นบนใบหน้าหวานราวสตรี ก่อนจะเอ่ยเบาๆที่เด็กสาวคนข้างหลังไม่มีทางได้ยิน...
“นรกน่ะ...ฉันเจอมาเยอะแล้วล่ะ...เจอจน...ไม่กลัวมันแล้ว”
“อ้ะ! จริงสิยัยลูกไก่...เธอยัง...ฝันไม่ดีอยู่หรือเปล่า” คำถามที่ทำให้เด็กสาวชะงัก...แต่แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับคำตอบแล้ว...
”งั้นเหรอ? ยังฝันอยู่สินะ อืมๆงั้นเอานี่”ร่างสูงส่งสร้อยข้อมือสีเงินเล็กๆที่ถักเป็นเปีย ที่สร้อยนั่นมีอัญมณีสีม่วงเข้มเรียงร้อยเป็นรูปวงกลมเล็กๆอย่างสวยงาม
“อเมทิสต์มันจะช่วยให้หลับฝันดี” คนเป็นอาจารย์คว้ามือของลูกศิษย์มาใส่สร้อยข้อมือให้อย่างถือวิสาสะ “ยิ่งพลังของเธอบวกกับอำนาจของเจ้าหญิงแห่งสายลมแล้วล่ะก็ คงทำให้เธอฝันร้ายไปอีกนาน”
“มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องเจอนี่” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาคล้ายคนปลงในชีวิต “หากฉันไม่เจอมัน...ก็ต้องเป็นคนอื่น ฉันยักอยากให้เพื่อนๆของฉันมีความสุข...หากทำได้ภาพและเรื่องราวพวกนั้นก็ขอเห็นมันแค่คนเดียวดีกว่า”
“เพราะไม่มีใครเหมาะสมเท่าเธอยัยลูกไก่” มือเรียววางลงบนศีรษะเด็กสาวก่อนจะขยี้เบาๆ
“และเธอก็ทำมันได้ดีด้วย...อเมทิสตย์ของไทม์ เดอ ฟอรานี่คนนี้น่ะ ไม่ใช่ของกิ๊กก๊อกหรอกนะจะบอกให้ มันจะช่วยไม่ให้เธอฝันร้าย...จริงนะ”
“ฮะๆขอบคุณนะอาจารย์...บางครั้งการมีอาจารย์นี่ก็ดีนะ”
“อะไร? แค่บางครั้งเองเหรอ” คนเป็นอาจารย์หัวเราะเบาๆก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน...ตามรอยยิ้มที่คลี่กว้างบนใบหน้าของลูกศิษย์ มือเรียวจับเส้นปลายเส้นผมสีเงินที่ต้องกระแสลมนั้นเบาๆอย่างอ่อนโยน โดนที่เจ้าของไม่มีทางรู้ตัว...
สายลม...จะโพดพัดเพื่อท้องฟ้าของตัวเองได้หรือเปล่า...ศรัทธาแห่งสายลม...เจ้าจะยังเป็นสายลมที่บางเบา อ่อนโยน หรือสายลมที่กราดเกรียวกันนะ...
 
ห่างออกไปเล็กน้อยบนหลังคาโบสถ์นัยน์ตาสีทองจับจ้องร่างของคนสองคนตั้งแต่เดินเข้ามาในโบสถ์อย่างไม่วางตา ก่อนจะเหยียดยิ้ม
ก็ไหนท่าทางเกลียดผู้ชายจะตายไป แต่ทำไมกลับดูเป็นธรรมชาติขนาดนั้นตอนอยู่กับไอ้หนุ่มหน้าหวานนี่ก็ไม่รู้...แล้วที่บอกว่ามีนัดนี่ก็คงจะเป็นคนๆนี้อีกล่ะมั้ง
เหอะ! แล้วนี่เขากำลังทำอะไอยู่ ได้แต่งงตัวเอง ทั้งๆเสร็จงานแล้วควรกลับไปไฮเรียได้แล้ว แต่เมื่อเห็นร่างที่คุ้นตาเดินเข้ามากับหนุ่มหน้าหวานก็ต้องหยุดมอง แล้วมานั่งหงุดหงิดอยู่แบบนี้... คนอย่างราเสเนสเนี่ยนะ...จะหงุดหงิดกับเรื่องผู้หญิง!! ร่างสูงกระโดดลงจากหลังคาโบสถ์ ก่อนจะพึมพำเวมมนต์ก่อนร่างนั้นจะหายวับไปทันที...ทิ้งไว้เพียงสายลมบางเบาที่พัดผ่าน...เท่านั้น...
 
เด็กสาวร่างเพรียวบางเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินและนัยน์ตาสีฟ้ากำลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าสระน้ำของเดย์คลาส สายลมบางเบาพัดผ่านทำให้มือเรียวต้องรวบผมไว้ก่อนจะสะบัดไปข้างหลังเล็กน้อย สายน้ำรอบตัวเหมือนกำลังเริงระบำเมื่อเด็กสาวจุ่มมือลงไปเล่น...
“เมย์ขอโทษนะรอนานหรือเปล่า?” เสียงนุ่มทักเด็กสาวจากด้านหลัง ทำให้ร่างเพรียวนั้นผินกายหันไปมองก่อนจะแย้มรอยยิ้มจางๆ
“ซัน”
“อื้ม! นั่งก่อนสิ ฉันเพิ่งจะพักเที่ยงเสร็จน่ะ เธอล่ะตอนเช้าไม่มีเรียนล่ะสิ ถึงได้มานั่งหง่าวอยู่แบบนี้”
“เฮ้อ...เอาน่าเดี๋ยวฉันก็ปรับตัวได้เอง ฉันมาเอาโปรแกรมถอดรหัสที่นายเขียนน่ะ เสร็จยัง”
“แน่นอนสินี่ฉันไรท์มาให้เธอเรียบร้อยแล้ว” มือชูแผ่นกลมให้เด็กสาวที่ยิ้มรับ
คนตรงหน้าคือ ซันเชส เรเนสซอง เป็นหัวหน้าของหอตะวันแห่งเคย์คลาส เป็นคนที่เก่งเรื่องของคอมพิวเตอร์มากๆ ระบบการป้องกันในเดย์คลาสก็ได้คนๆนี้ออกแบบ  หน้าตาของเขาก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีสุดๆ เพราไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้สาวในเดย์คลาสหลงเสนห์ได้หรอก ซันเป็นสุภาพบุรุษและเป็นคนใจดีกับทุกคน เขาไม่เคยโกรธใครสักครั้ง ช่วยเหลือทุกคนอย่างเอื้อเฝื้อ และเป็นที่รักของทุกคนในเดย์คลาสเสมอ ยิ่งรวมกับหน้าตาคมคายอ่อนโยน นัยน์ตาสีน้ำตาลเกือบทอง และเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนแล้ว ก็ดูเป็นหนุ่มที่น่ารักมากๆ
“เสียดายจังที่พวกเธอไม่อยู่เหงาแย่เลย”
“ไม่มีคนมาคอยก่อเรื่องหรือไง?”
“ฮะๆก็อีกนั่นแหละ อยากเล่นหมากรุกกับปอแล้วก็จิรา เล่นเกมส์กับไก่ เล็ก แล้วก็แหม่ม จากนั้นก็แข่งเจาะระบบคอมพิวเตอร์กับเธอ สนุกจะตาย”
“ว่างๆก็ไปเยี่ยมพวกเราได้ เดี๋ยวหากพวกเราว่างก็จะมาเยี่ยมเหมือนกัน”
“จริงนะ!!”
“อื้อ” เมย์หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเด็กสาวที่ไม่ค่อยหัวเราะบ่อยนัก ทำให้ร่างสูงที่นั่งข้างหัวเราะตามไปด้วย เขาชอบรอยยิ้มของคนข้างๆ...มันเหมือนรอยยิ้มที่ช่วยชำระล้าง...คล้ายสายฝน แต่คนข้างๆเขาไม่ค่อยชอบยิ้ม หากไม่ใช่กลุ่มเพื่อนของเธอคงไม่ค่อยเห็นเธอเป็นแบบนี้เท่าไหร่  แล้วเสียงหัวเราะใสๆของเมย์ก็พานทำให้ใครบางคนที่เดินออกมาจากห้องเรียนในเดย์คลาสหันมามอง ก่อนจะสาวเท้าก้าวยาวๆมาทางเด็กสาว
“อ้าว...เมย์มาทำอะไรตรงนี้”
“ไคเต็นเหรอ? นายล่ะมาทำอะไร” ร่างสูงยักไหล่ ปรายตามองคนที่นั่งข้างเด็กสาว
หรือจะเป็นคนที่เธอมีนัดด้วยล่ะเนี่ย?...
“มาธุระนิดหน่อย แล้วไก่ล่ะเห็นว่ามีนัด”
“ฉันชิ่งมา” บอกเสีงเรียบก่อนจะลุกขึ้น แล้วฉีกยิ้มบางให้หัวหน้าหอแห่งดวงตะวัน  ส่วนร่างสูงอีกคนได้แต่มองรอยยิ้มนั้นอย่างเงียบๆ “ฉันไปก่อนนะซันจะบ่ายแล้ว เดี๋ยวนายต้องเข้าเรีนอีก ขอบคุณสำหรับโปรแกรม”
“อื้ม...ไม่เป็นไรหรอกฝากความคิดถึงไปให้พวกที่เหลือด้วยนะ”
“อื้ม...แล้วฉันจะบอกให้ ไปก่อนนะ” เด็กสาวยกมือขึ้นโบกลาก่อนจะเดินออกไปพร้อมร่างสูงที่เดินตามมาด้วย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของหัวหน้าหอแห่งดวงตะวันมองตามแผ่นหลังเล็กนั่น ก่อนจะคลี่รอยยิ้มประหลาด...สายฝนที่โปรยปรายอย่างสุขุมงั้นเหรอ?...สิ่งที่เชื่อมท้องฟ้ากับผืนดิน...หยาดพิรุณโปรย
“ส่วนคนๆนั้น...ซาซาเรอิ ไคเต็น หนึ่งในผู้พิทักษ์แห่งไนท์คลาสและหนึ่งในตระกูลผู้ก่อตั้ง...”
 
“เห็นว่ามีนัด” ชายหนุ่มเอ่ยคล้ายชวนคุย เมื่อเดินเคียงข้างกับเด็กสาวไปตามทางเดินที่ทอดยาว สายลมพัดผ่านให้ความชุ่มชื่นถึงแม้ทางจะยาวก็ไม่ค่อยรู้สึกล้าเท่าไหร่ ความจริงจะใช้เวทก็ได้หรอก...แต่เดินกินลมชมวิวแบบนี้ก็ดีกว่าหรอก
“ก็ใช่” เด็กสาวยักไหล่ ก่อนจะขยายความ “นัดกับอาจารย์แต่กลับมาก่อน”
“อาจารย์? จริงสินะอาจารย์ของพวกเธอเป็นอาจารย์คนเดียวกับที่สอนพี่เชนี่นา” คราวนี้คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของเด็กสาวที่เดินนำอยู่หันขวับมามองทันที ดวงตาสีฟ้าใสจ้องนิ่ง
“นายรู้ได้ยังไง?”
“ฮะๆ” ไคเต็นยักไหล่ ก่อนจะหัวเราะ “นี่...รู้ไหม? ชื่อของฉันหมายถึงอะไร?”
“ใครจะไปรู้...แล้วก็นะช่วยตอบให้ตรงคำถามฉันด้วย ซาซาเรอิ ไคเต็น ผู้พิทักษ์แห่งไนท์คลาส!”เสียงเย็นๆที่เข้าขั้นติดลบแต่คนฟังกลับไม่สะทกสะท้าน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายกลับยียวนอย่างน่าสาบให้กลายเป็นน้ำแข็งนัก!!
“เอาเป็นว่า...หากเธอรู้ความหมายของชื่อฉันแล้วฉันจะบอกเธอดีไหมว่าทำไมฉันถึงรู้ได้”
“ก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่หรอก” เด็กสาวผินกายกลับก่อนจะออกเดินไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งคนกวนประสาทให้ยืนหัวเราะเบาๆคนเดียว จะว่าแปลกดีไหมล่ะ...ผู้หญิงคนนี้ ดูเป็นคนนิ่ง ใจเย็น และท่าทางจะใจแข็งอีกด้วย แต่เมื่อได้สัมผัสใกล้ๆก็รู้สึกว่า...จะเป็นคนใจดี และอ่อนโยนกว่าที่คิด เหมือนสายน้ำล่ะมั้ง นิ่งเรียบ...แต่ให้ความชุ่มชื่นกับทุกสรรพสิ่ง...
“จะไม่รอฉันหน่อยเหรอไง?” น้ำเสียงแสนกวนประสาททำให้เด็กสาวก้มหน้าก้มตาเดินอย่างไม่อยากเสวนาด้วย “นี่...เมย์ เธอไปทำอะไรที่เดย์คลาสล่ะ”
“ธุระ” เสียงตอบเรียบๆเย็นๆ
“อืม...ธุระกับหัวหน้าหอแห่งดวงตะวันนี่...คงจะมีสิทธิพิเศษหน้าดู”
“ขอโทษนะค่ะ” ร่างเพรียวหันกลับมามองคนพูด “นั่นมันเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย”
“ก็จริง” ไคเต็นยักไหล่ “แต่ฉันอยากรู้คงไม่แปลก”
“เคยมีใครบอกไหมว่านายเป็นคนไม่มีมารยาท”
“ไม่มีอ่ะ” เพราะไม่มีใครกล้า...ต่อคำพูดในใจ รอยยิ้มยียวนปรากฎบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
“ช่างเถอะๆฉันไม่อยากเถียงกับเธอแล้ว ไว้เจอกันนะ” โบกมือให้เบาๆก่อนจะหายวับไปแทบจะทันทีเมื่อมาถึงอาคารเรียนของไนท์คลาส เมย์ได้แต่ยักไหล่ หมอนี่มาเพื่อกวนประสาทเธอหรือไง!
คนงี่เง่า!!
 
บนผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีหมอกสีดำลึกลับค่อยๆก่อตัวขึ้นก่อนจะขยายตัวอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่ของผิวน้ำเกือบทั้งหมด บรรยากาศที่หากใครมาเห็นคงต้องรีบจรลีไปให้ไกลที่สุด...เพราะมันทั้งลึกลับ วังเวง และน่ากลัวสุดๆ!! แต่ภายในนั้นกลับมีเด็กสาวเจ้าของใบหน้างดงามยืนนิ่งอยู่บนผิวน้ำ นัยน์ตาสองสีคู่สวยไม่มีแววครั่นคร้ามหรือเกรงกลัวใดๆทั้งสิ้น
“เด...หากนายไม่ออกมาก็ไม่ต้องออกมาแล้วนะ ฉันจะกลับแล้ว”
“หึๆ” เสียงหัวเราะลึกลับยิ่งทำให้เด็กสาวกลอกตา
“เดม่อน เซวีเรียส!!”นัยน์ตาต่างสีเริ่มเปล่งแสงจางๆ อักขระสีดำปรากฎขึ้นในดวงตา ก่อนที่ดอกบัวสีแดงเพลิงจะบานสะพรั่งในม่านหมอกสีดำ!! พร้อมเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง!!
“เฮ้ๆออกไปก็ได้ ไม่เห็นต้องขู่กันอย่างนี้เลยนะยัยซาดิสถ์เอ๊ย” เสียงบ่นหน่ายๆก่อนหมอกสีดำจะจางหายไปพร้อมดอกบัวเพลิงที่จางหายไปด้วย ร่างสูงในชุดทรงสีดำคล้ายหมอผีที่ไหนสักแห่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก เรือนผมสีนิลยาวถูกมัดรวบเป็นหางม้า เรียวปากสีส้มสดกำลังเบ้อย่างไม่สบอารมณ์ นัยน์ตาสีน้ำเงินแซฟไฟร์ส่องประกายหน่ายๆ มือเรียวยาวคว้าดอกบัวเพลิงที่จางหายไปไม่หมด ก่อนจะสะบัดเบาๆ เจ้าดอกบัวนั่นก็กลับมาเป็นดอกบัวเล็กที่บานสะพรั่ง
“ฉันมาเที่ยวทะเลสาบ!! แต่ถูกนายมารบกวนอย่างนี้มีธุระอะไรอธิบายมาให้ชัดเจนนะ!!”
“ฉันก็มาเที่ยว เห็นเธอกำลังมีอารมณ์สุนทรีย์ก็เลยอยากมาทักทาย นี่เพื่อนเก่าทักทายกันไม่ได้หรือไง!!”
“ไอ้ได้น่ะได้! แต่ช่วยทักทายอย่างมีมารยาทได้ไหม!! ไม่ใช่ส่งม่านหมอกต้องสาบมาทักทายอย่างนี้ หากไม่ใช่ฉันที่ใช้สายหมอกเหมือนกันนายคิดว่าจะรอดมายืนว่านายอยู่อย่างนี้ไหม!!”
“รอดน่ารอด” เสียงเขาค่อยๆอ่อยลงเล็กน้อย “ยัยห้าคนเพื่อนเธอก็รอดนี่นาทั้งๆที่ไม่ใช่ธาตุสามหมอก”
“พวกนั้นมันเหมือนกันที่ไหน!!”
“พอ...พอแล้วจี!! ฉันไม่อยากฟังแล้วนะเฟ้ย” ร่างนั้นสะบัดหน้างอน ทำให้เด็กสาวตาสองสีได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา ไอ้คนที่ชอบทำตัวเหมือนเด็กทั้งๆที่มันก็แก่มากโขไปแล้ว
“ก็ได้ๆ”
“ได้ข่าวว่าเธอย้ายไปเรียนไนท์คลาสเหรอ?”
“อื้ม...”ร่างสูงค่อยเดินวนไปรอบๆตัวเด็กสาว
“นี่ ‘ยัยแม่มดแห่งสายหมอก’”   เรียกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “ระวังตัวให้ดีๆล่ะ ที่นั่นน่ะ”
“ก็รู้แล้วน่าอย่ามาเรียกกันด้วยชื่อนี้นะ”
“ทำไมล่ะ? เหมาะกับเธอดีออก ฮะๆ” หัวเราะเบาๆก่อนจะฉีกยิ้มจางๆให้เด็กสาว“เพราะมันมีแค่เธอเท่านั้นที่เหมาะกับชื่อนี้ เธอเองก็เลือกมันด้วยตัวเองนี่นา”
“ไม่อยากฟังเทศน์นะ” เสียงเถียงเบาๆทำให้รอยยิ้มชายหนุ่มคลี่กว้างกว่าเดิม
“ไม่ได้เทศน์แค่พูดให้ฟังในฐานะเพื่อน ฉันยังไม่อยากเห็นรายชื่อเธอตอนลงไปเยี่ยมท่านพ่อหรอก”
“ปากเสีย!!”จิราตวาดเข้าให้ “มาแช่งกันได้ยังไง!!”
จริงสิ! ยังไม่ได้แนะนำ หมอนี่เดม่อน เซวีเรียส เป็นเพื่อนสนิทของพวกเธอ เป็นลูกชายของอาจารย์ ไม่ต้องสงสัยหรอกนะว่าทำไมถึงหน้าตาไม่เหมือนกัน แถมยังคนละนามสกุลด้วย เพราะว่าเดม่อน ไม่ใช่ลูกแท้ของอาจารย์ อาจารย์พวกเธอเป็นหนุ่มโสดไม่มีครอบครัว ไม่มีแฟนหรือภรรยา อาจเป็นเพราะนิสัยสุดบรรยายของพี่ท่านก็ได้ ที่ไม่มีสตรีใดเฉียดไปใกล้ ส่วนหมอนี่มันนอกคอกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ก็นะ...เป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ
“อะไรอีก?” นัยน์ตาสองสีมองมือเรียวที่ย่นมาให้ขัดห้วงความคิดของเธอ
“เต้นรำกันสักเพลงดีไหม?” เอ่ยเชิญชวนแต่ไม่ต้องการการตอบรับ เมื่อมือนั้นดึงมือเด็กสาวอย่างรวดเร็วก่อนจะย่างก้าวเบาๆบนผืนน้ำ
“ไม่มีดนตรีเนี่ยนะ?”
“อืม” ยักไหล่อย่างขำๆ ยกมือขึ้นสูงให้ร่างเพรียวนั้นหมุนตัว “แปลกชะมัดเลยนะนายน่ะ” แม้จะว่าอย่างนั้นแต่บนใบหน้างดงามนั่นก็ปรากฎรอยยิ้มสวยตราตรึงคนมอง
“ยังมีหน้ามาว่าฉันนะ” ตอบกลับด้วยเสียงกระเซ้าเช่นเดียวกัน ร่างสองร่างเต้นรำอย่างอ่อนช้อยงดงาม นุ่มนวล บนผืนน้ำกว้าง ถึงแม้จะไร้เสียงดนตรี แต่กลับไม่สามารถลดทอนความสวยงามนั้นไปได้...นัยน์ตาสีน้ำเงินแซฟไฟร์มองคู่เต้นรำของตัวเองโดยที่คนถูกจ้องไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่ตั้งใจเต้นรำอยู่นั่นแหละ รอยยิ้มบางคลี่ทับที่เรียวปากสีส้มสวย
เจ้าหมอกมายา...ลึกลับและสับปลับ...และไม่เคยยึดมั่นแก่ผู้ใด..ยอมประกาศศักดาของตนเพื่อผืนนภานั่นหรือเปล่านะ?..
 
“ฮ้าว!”เสียงหาวเบาๆจากบนต้นไม้ใหญ่ริมทะเลสาบ ก่อนนัยน์ตาสีฟ้าที่มีแต่ประกายง่วงหุนจะกระพริบลืม ร่างสูงที่ได้ฉายาเจ้าแมวขี้เซายืดแขนขาเล็กน้อย เขามาทำงานพอทำเสร็จก็ขี้เกียจกลับ ก็เลยมาหาที่งีบสักหน่อย แล้วต้นไม้ริมทะเลสาบมายานี่ก็ที่ประจำของเขา ที่นี่สงบและไม่มีใครค่อยเข้ามาเท่าไหร่นัก...แต่คงไม่แล้วเมื่อมีคนมารบกวนเขาขนาดนี้ ว่าพลางปรายตามองคนที่มารบกวนที่ว่าซึ่งกำลังเต้นรำอยู่บนผิวน้ำอย่างไม่สนใจใครนั่น ความจริงเขาสังเกตุเห็นตั้งแต่เด็กสาวตาสองสีนั่นเดินเข้ามาแล้ว เพียงแต่ร่างนั้นกลับนั่งอยู่เฉยๆเหมือนคิดอะไรบางอย่าง เขาเองก็ไม่อยากรบกวนเท่าไหร่ ก็เลยไม่ส่งเสียงทัก จนเห็นไอ้หนุ่มหน้าหล่อนั่นแหละจึงสรุปได้ว่าสองคนนี้มารบกวนเขาน่ะ! ซิกิยกมือขึ้นหาวอีกรอบ ใกล้จะเย็นแล้วด้วย เขาคงต้องกลับเข้าเรียน...แต่งีบต่อสักหน่อยคงไม่เป็นไร ว่าแล้วก็ปรายตามองสองคนที่ว่าก่อนจะเอาแขนหนุนต่างหมอนแล้วหลับตาลง...แต่ว่าในนัยน์ตาสีฟ้านั่น...มีประกายขุ่นๆอยู่...แม้จะเพียงนิดเดียวก็ตาม
 
ถึงแม้บอกว่าจะนอนเอกขเนกอยู่ในห้องอ่านนิยายก็เถอะ แต่มันก็อดจะสงสัยไม่ได้ ร่างเพรียวก้าวยาวๆมายังเขตที่ถูกเรียกว่า ‘เขตต้องห้าม’ที่เมื่อเช้าเธอถูกพลังบางอย่างดีดออกมา ชิ! ความจริงชวนพวกเพื่อนๆมาก็ได้ แต่ว่า...ต่างคนก็มีธุระ ให้ไก่อ่านสายลมหรือให้ไอเมย์ตรวจสอบก็คงได้ แต่อย่าดีกว่า...พอจะรู้ว่าสองคนนั้นมีนัดกับอาจารย์...แค่นั้นเธอก็ต้องสวดภาวนาให้พวกมันแล้ว~~
ให้ตาย...เหอะบรรยากาศตอนเย็นๆนี่มันวังเวงชะมัดเลยอ่ะ นัยน์ตาสีน้ำเงินกวาดมองรอบๆอย่างหวาดๆ ยิ่งฝูงนกและเหล่าสิงสาราสัตว์ที่ปิดกลับเข้ามาหลังจากหาอาหารเสร็จแล้วยิ่งทำให้โค-ตะ-ระวังเวง!!
“นี่มันเขตต้องห้ามหรือป่าผีสิงกันแน่!”เสียงหวานเอ่ยอย่างหวาดๆ “ไม่น่านอนแล้วตื่นสายเล้ยเล็กนะเล็ก” นิ้วเรียวดีดเบาๆ เรียกดวงไฟสีน้ำเงินให้ผุดขึ้นรอบๆ เพื่อเพิ่มความสว่าง
“เอาน่าๆ...แค่มาดูเอง” เด็กสาวส่ายหน้า ริมฝีปากบางพึมพำเบาๆ “สายฟ้าครึกโครม...จงเร้นกายลงเบื้องหน้าข้า...ผู้ทำพันธสัญญาด้วยนามแห่งเทพศัตรา...อัสนีบาตแห่งความเงียบงัน!!”
“อะ...เอ๋?” ส่งเสียงอย่างฉงนเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น มองมือตัวเอง มองเจ้าลูกไฟสีน้ำเงินที่ยังอยู่นั่น แล้วก็ยิ่งงงหนัก
“ก็ใช้เวทได้นี่” หากใช้ไม่ได้เธอคงเรียกไอ้ลูกไฟนี่มาไม่ได้ แต่ทำไมเวทอัสนีบาตแห่งความเงียบงันของเธอถึงไม่ทำงานกันล่ะ!
“เอ๋?...มีอะไรผิดปกติหว่า?” ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างงๆ มองสำรวจตัวเองอย่างสงสัยสุดๆ
“หึๆๆๆๆๆๆ” ก่อนเสียงหัวเราะหลอนๆจะทำให้ร่างเพรียวนั้นสะดุ้ง เหลือบตามองรอบๆอย่างระแวดระวัง
“อ่า...นั่นใคร”
“หึๆๆๆๆๆๆ” ไม่มีเสียงตอบรับมีแต่เสียงหัวเราะชวนหลอนที่ทำให้เด็กสาวกลืนน้ำลายลงคอ หวังว่าคงไม่ใช่ผีหรอกนะ...เธอยังมีประสบการณ์กับห้องกระจกของอาจารย์อยู่เลยนะ!!
“นี่...เป็นสิ่งมีชีวิต...หรือสิ่งไม่มีชีวิตกันน่ะ”
“หึๆๆๆๆๆ...แล้วคิดว่ายังไงล่ะ!”
“นี่...ฉันมันคนความอดทนสั้นนะเฟ้ย!!”นิ้วเรียวยกขึ้ที่ริมฝีปากสีชมพูอิ่มก่อนจะกัดจนเลือดซึมแล้วตวัดวาดทันที... “สลายมนตรา!! ด้วยนามแห่งอัสนี...หนึ่งหยาดโลหิต...สลายหนึ่งมนตรา!!”หยดเลือดสีแดงสลายเป็นไอก่อนจะซึมลงบนพื้นดิน แล้วตามมาด้วยวงเวทสีน้ำตาลอ่อนที่ใต้เท้าหายไป...เดาว่า...นี่คงเป็นอาณาเขตกักพลงเวท ที่จะทำให้ร่ายเวทที่ใช้พลังไม่ได้ แต่หากเป็นเวทง่ายๆเช่นลูกไฟแบบนี้ก็จะใช้ได้สบายๆ
“ออกมา!! อย่ามาซ่อนตัวเหมือนพวกขี้ขลาดแล้วมาทำตัวเหมือนพวกวิญญาณนะ!!”
“รู้ได้ไงว่าฉันเป็นคน?” ถามด้วยน้ำเสียงสนใจ “บางทีฉันอาจจะเป็นผีก็ได้นะ”
“เชื่อตายแหละ!!”เล็กแยกเขี้ยว “ผีบ้านนายสิกางอาณาเขตกักพลังเวทได้ด้วย!!”
“แสนรู้จริงๆเลยนะ!”
“ไม่ต้องมาหลอกด่าไอ้บ้า!! หากไม่ออกมาฉันจะลากออกมาเองนะ!!”สิ้นคำพูดจิตสังหารก็พุ่งวูบพร้อมสายฟ้าสีแดงที่เริ่มพันรอบข้อมือเรียว แต่ก่อนที่จะได้ฟาดทำลายไอ้คนชอบทำตัวเหมือนวิญญาณมือนั้นก็ถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน
“เป็นคนที่ชอบทำลายข้าวของเสียจริงๆเลยนะ” ทักทายพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตรแต่ไม่ได้ทำให้เด็กสาวใจชื้นเลย คนๆนี้เข้ามาใกล้เธอโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวได้ยังไง!!
“สวัสดี...ยินดีที่ได้รู้จัก ฉัน ไนท์ เฟอดินานท์ ผู้พิทักษ์หอแห่งพระจันทร์”
“ยินดี...เอ๊ย! ไม่ใช่สิ! นายมายุ่งเรื่องของฉันทำไม!!”
“ฮะๆ เป็นคนที่ตลกดีจังเลยนะ”
“ตอบไม่ตรงคำถาม”
“อืม...” เลิกคิ้วก่อนจะเดินวนรอบๆตัวเด็กสาว “บอกไปแล้วว่าฉันเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์หอแห่งพระจันทร์ แล้วหน้าที่สำคัญของฉันคือการคุ้มครองป่าแห่งนี้...เพราะอย่างนั้นเธอก็เลยเข้าไปไม่ได้”
“เมื่อเช้าเป็นนายใช่ไหมที่สะท้อนพลังของฉันกลับมา”
“อื้ม! พลังรุนแรงสมกับเป็นธาตุอัสนีเลยนะเล่นเอาฉันแทบแย่แน่ะ!”แต่ก่อนที่จะได้พูดต่อร่างสูงก็ต้องเบี่ยงหลบหมัดที่กำลังพุ่งมาจากเด็กสาว
“อะไรเนี่ย?” เขามถามอย่างขำๆ
“ไอ้คนไม่มีมารยาท...นายไล่ฉัน!!”
“อ้อ...” เหมือนเพิ่งนึกออก ตอนที่เขาสะท้อนพลังเธอกลับเขากำลังตื่นนอนก็เลยบอกว่า ‘ออกไป!!’ อืม...มันเหมือนคำตวาดสินะ
“ขอโทษแล้วกันนะ” ยิ้มให้อย่างมีไมตรี แต่ไม่ได้ทำให้เด็กสาวใจชื้น...คนตรงหน้าเธอยิ้มแต่ปาก...แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม ท่วงท่าของเขาเป็นมิตรและอ่อนโยน แต่สัญชาติญาณบอกเธอว่าอันตราย!!นัยน์ตาสีดำสนิทที่ดำมากๆจนราวไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ เรือนผมสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับเธอซอยระต้นคอ รูปร่างสูงโปร่งและใบหน้าหล่อเหลา ที่เธอชักสงสัยแล้วสิว่า...พวกผู้พิทักษ์แห่งไนท์คลาสนี่...เขาคัดเลือกกันด้วยหน้าตาหรือเปล่า? ที่สำคัญคือผิวกายของเขาที่ขาวมากๆ ขาวราวกับจะเห็นเส้นเลือดในตัว
“จ้องฉันอย่างนั้นฉันก็เขินเป็นนะ” เอ่ยล้อเล่น แต่ทำให้เด็กสาวเบ้หน้า
“เธอ...ชื่ออะไร?”
“เล็ก”
“อืม...ก็ตัวเล็กจริงนี่เนอะ” ยักคิ้วอย่างแกล้งๆ คนถูกว่าตัวเล็กฉุนกึก
“ฉันสูง 160 ไม่เล็กย่ะ!!”
“แต่ว่าเธอก็เตี้ยกว่าฉันที่สูง 188 เซนอยู่ดี ต่ำกว่าฉันตั้ง 28 เซนเชียว”
 เถียงไม่ออก... เล็กได้แต่เงียบ...เธอเถียงไม่ออกจริงๆนี่นา เหอะๆในกลุ่มเธอเตี้ยเป็นอันดับสอง ส่วนอันดับหนึ่งน่ะยัยเตี้ยโน่นนนนน!!
“แล้วเล็กมาทำอะไรที่นี่เหรอ?” แม้จะเป็นคำถามธรรมดาๆ แต่ก็...ไม่รู้จะตอบยังไง
“หืม...ว่าไง” ใบหน้าคมยื่นใบใกล้ใบหน้าสวยๆของเด็กสาว มือเรียวยกขึ้นพลักออก...แต่...เธอขยับตัวไมได้!!
“หืม...ไม่ต้องเสียเวลาหรอก อาณาเขตของกักพลังเวทนี่ฉันร่ายทับไว้สองชั้นแน่ะ เมื่อกี้เห็นเธอทำลายเวทได้ล่ะตกใจน่าดู” แสร้งทำสีหน้าตกใจ ก่อนจะจับมือเรียวของเด็กสาวขึ้นอย่างถือวิสาสะ มองดูนิ้วเรียวที่มีรอยเลือดซึม ก่อนจะลูบเบาลงบนแผลนั้น บาดแผลก็สมานกันสนิทราวกับว่ามันไม่เคยมีแผลมาก่อน
“เวทน่าสนใจมากเลย แต่นิ้วสวยๆนี่ไม่ควรมีเลือดนะ” ยักคิ้วให้อย่างล้อเลียน
“นาย!! ไปห่างๆฉันเดี๋ยวนี้!!”ถึงจะขยับไม่ได้แต่ปากยังโวยวายได้
“ไม่เอาหรอก จนกว่าเธอจะตอบคำถามของฉันว่ามาทำอะไรที่ป่าแห่งนี้” ชายตามองนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่สวย ก่อนจะนึกอยากหัวเราะ เมื่อเรียวปากสีชมพูอิ่มนั้นเม้มแน่น เดาได้เลยว่าหากขยับตัวได้หรือใช้เวทได้เขาคงถูกสายฟ้าฟาดแน่ๆ
“จะบอกดีๆหรือว่าต้องให้ฉัน ‘เค้น’ออกมาเอง...หืม” ทอดเสียงอย่างอ่อนโยนแต่คนฟังไม่ได้ใจชื้นไปด้วยเลย ยิ่งใบหน้าที่เข้ามาใกล้เรื่อย ไหนจะลมหายใจร้อนที่เริ่มสัมผัสได้นี่อีกล่ะ!! แก้มขาวเริ่มขึ้นสีแดงจัด...ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบๆ
“ปล่อย...” ชายหนุ่มแน่นิ่งไปเล็กน้อย...คำพูดของเด็กสาวไม่ได้เข้าหู เพราะกลิ่นหอมอ่อนของดอกมูสเรียร์ที่เข้าจมูก...กลิ่นหอมที่มาจากเรือนร่างตรงหน้า...กลิ่นหมอที่ตราตรึงและชวนให้...สัมผัส...ลิ้มลอง
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!!”เหมือนหลุดจากมนต์สะกด...ร่างสูงผละออกไปเล็กน้อย สะบัดหน้าเบาๆเรียกสติ
“มูสเรียร์”
“หา?อะไร”
“เปลี่ยนคำถาม...ฉันไม่ถามเธอแล้วว่ามาที่นี่ทำไม...กลิ่นที่มาจากตัวเธอ...”
“กลิ่นของดอกมูสเรียร์ไงเล่า!! ปล่อยฉันได้สักที”
“งั้นเหรอ...อืม...คิกๆ” เสียงหัวเราะเบาๆที่ทำให้เด็กสาวหน้ายุ่ง คนตรงหน้าหัวเราะอะไร!
“ญาติเสียหรือไง?”
“ญาติเสียที่ไหนเขาหัวเราะกันเล่า...เธอนี่ตัวขาวเสียจริงๆ ฉันบีบมือเธอเบาๆแล้วนะ ทำไมมันถึงแดงเสียแบบนี้ล่ะ” ยกมือเรียวเล็กขึ้นมาดู ที่ข้อมือมีรอยนิ้วแดงๆของเขาอยู่ เขาแค่บีบเบาๆนะสาบานได้...ใครใช้ให้เด็กสาวเบื้องหน้าตัวขาวแบบนี้ล่ะ
“อืม...เธอไปเข้าเรียนดีกว่า...ไปสายจะโดนหักคะแนนนะ” นิ้วเรียวดีดคลายอาณาเขตของตัวเองปล่อยเด็กสาวให้เป็นอิสระ “เอ๊ะๆอย่าใช้สายฟ้าของเธอโจมตีฉันนะ...ขอเตือนไว้ก่อน” คำขู่ที่ไม่มีใครเคยขู่ทำให้เด็กสาวที่กำลังร่ายมนต์หยุดชะงัก...เงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่นแล้วต้องกลืนน้ำลาย...มันน่ากลัวอ่า~
“รับรองได้เลยว่าบทลงโทษของฉันเธอไม่อยากเจอมันแน่ๆ อื้ม...ไว้เจอกันนะ” โบกมือให้ก่อนจะก้าวเข้าไปในป่า...
“นี่...” เสียงเรียกของเด็กสาวรั้งร่างสูงนั้นไว้ ทำให้คนตัวสูงหันกลับมามองพร้อมเลิกคิ้วขึ้นเข้างหนึ่ง...
“เมื่อกี้...นายหัวเราะอะไร?”
“หา?” ทำหน้าเหลอหลาก่อนจะหัวเราะเบาๆ พริบตาเดียวร่างสูงก็ประชิดตัวเด็กสาว นัยน์ตาสีน้ำเงินสวยโตขึ้นอย่างตกใจเมื่อแก้มขาวเนียนถูกจมูกโด่งสัมผัสเบาๆ พร้อมคำพูดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นคำตอบตรงไหนกระซิบลงข้างหู...แต่จะทำไงได้เมื่อคนตอบหายตัวไปไหนไม่รู้แล้ว...ทิ้งไว้เพียงสีแดงเรื่อบนใบหน้าเด็กสาวกับคำตอบอันเป็นปริศนาให้คนฟังต้องคิดหาคำตอบเอาเอง...
“ฉันชอบดอกมูสเรียร์...”
อัสนีบาตอันทรงพลัง...เจ้าน่ะ...จะฟาดฟันเพื่อผืนฟ้าเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองได้หรือเปล่า?...
 
“มาเดินทำอะไรแถวนี้?” เสียงเรียบๆถามเด็กสาวที่กำลังยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่ ทำให้ร่างบางสะดุ้งก่อนจะยิ้มแหยๆ
หมอนี่อีกแล้ว...ทำไมต้องเจอหมอนี่ทุกทีนะ
“นายล่ะ?”
“มาตรวจบริเวณ” โกเมนคู่คมมองเด็กสาวที่ล่อกแล่กอย่างมีเรื่องติดตัว ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
ใครดูไม่ออกก็โง่เต็มทนแล้ว...สงสัยสาวเจ้าจะค้างคาเรื่องป่านี้เมื่อเช้า ตกเย็นเลยมาดูใหม่...เป็นคนที่ไม่อยู่นิ่งจริงๆเลยนะ 
“เธอควรจะเข้าเรียนได้แล้ว” เล็กมองค้อนคนที่กำลังทำตัวสั่งสอนเธออย่างหมั่นไส้
“อย่ามาเตือนฉัน...นายเองก็เหมือนกันคุณผู้พิทักษ์”
 หน็อย! พวกผู้พิทักษ์แห่งหอพระจันทร์นี่ทำไมชอบวางอำนาจนัก ไอ้คนหน้าหมั่นไส้เมื่อกี้ก็ด้วย!!
“นี่...พวกนายเคยบอกใชไหมว่าผู้พิทักษ์หอพระจันทร์มีเจ็ดคน...แล้วอีกสองคนที่เหลือล่ะ?” ฟินซ์เลิกคิ้วเล็กน้อย ขณะที่เดินตามเด็กสาวไปตามระเบียงทางเดิน ดูเหมือนสาวน้อยจะไม่ชอบเดินคนเดียวในที่มืด เลยหาเรื่องชวนคุยให้เขาเดินมาเป็นเพื่อน...
“ซีมัวร์ ฟ็อกซ์ กับไนท์ เฟอร์ดินานท์” เด็กสาวพยักหน้าสรุปว่าหมอนั่นเป็นผู้พิทักษ์จริงๆ เหอะๆก็น่าอยู่หรอก...
”นี่เรียนตอนกลางคืนแบบนี้ไม่ง่วงกันบ้างเหรอ?”
“ชิน”
“ต้องปรับตัวนานแค่ไหนถึงจะชิน?”
“แล้วแต่”
“เฮ้อ...ภาวนาว่ามันจะไม่นานนักนะ” ระเบียงทางเดินที่มืดลงเพราะเริ่มเย็นแล้วจึงไม่ค่อยมีใครมาเดิน เพราะส่วนมากคงไปรวมตัวกันที่ห้องโถงกลางหมดแล้ว ร่างสองร่างเดินเคียงคู่กันไป...มีเสียงเจื้อยแจ้วของสาวน้อยให้ได้ยินคลายความเงียบ... และเสียงตอบกลับเรียบๆที่ถึงแม้จะสั้นแต่ก็ตอบทุกคำถามที่โดนถาม...ซึ่งหากเด็กในไนท์คลาสคนไหนมาเห็นจะต้องไม่เชื่อแน่ ที่ฟินนิช ฟ็อกซ์ ผู้เงียบขรึมยอมอ้าปากพูดขนาดนี้...
 
“คราวหลังหากจะขอช่วยให้ฉันมาช่วย ‘เรียงเอกสาร’อีกล่ะก็นะพี่เช ฉันจะคิดค่าจ้างแล้วจริงๆด้วย” น้ำเสียงคล้ายคนหมดอาลัยในชีวิต ขณะที่มือเรียวเล็กวาดผ่านเป็นวงกลมเบาๆให้ขนนกสีฟ้าค่อยๆจางไปเป็นกระดาษสีน้ำเงินเข้มเล็กๆ นี่คืองาน ‘เรียงเอกสาร’ที่เธอถูกขอช่วยมาให้ทำ คือการทำให้ขนนกเพลิงอัสนีพวกนี้กลับคนสภาพเดิม...เพราะขนนกเพลิงอัสนีคือวัตถุดิบในการทำกระดาษบรรจุพลังเวท ซึ่งเอาไว้ใช้ในรักษาเวทบางบทให้สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีที่ต้องการโดยไม่ต้องร่ายเวท แต่มันแพงเลยไม่มีใครค่อยนิยมใช้ เพราะกระดาษหนึ่งแผ่นต้องใช้ขนนกพวกนี้หนึ่งร้อยเส้นทีเดียว!!
ตอนนี้ตรงหน้าเด็กสาวมีกระดาษอยู่ประมาณสิบกว่าแผ่น ความจริงมันฟังดูเหมือนง่าย แต่มนตราที่ร่ายนั้นต้องหนักแน่นเสมอ ที่สำคัญคือความพิสุทธิ์ของมนตรา...หากไม่ใช่มนตราสายฟ้าที่เป็นประเภทเดียวกันก็ไม่สามารถทำได้...แต่ก็ยังมีมนตราแห่งนภาที่สามารถเข้าได้กับทุกธาตุ...และมีความพิสุทธิ์ที่สุดในบรรดาสายมนต์ต่างๆ เธอจึงซวยไงเล่า!!
“เอาน่า...พอก่อนก็ได้...พี่ไม่รบกวนเราแล้ว นี่ก็ใกล้เวลาเรียนของเราแล้วด้วย”
“เหอะๆเพิ่งจะสำนึกเหรอไงหา!!”ตะคอกใส่อย่างไม่กลัวเกรง ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ
“ใช้แรงงานกันอย่างนี้บ่อยๆ...มีหวังได้กลายเป็นศพแน่”
“คำสั่งอาจารย์ต่างหาก” คำพูดที่ทำให้เด็กสาวเด้งตัวจากโซฟาสีขาวสะอาดทันที!
“อาจารย์! หมายความว่างไง?” เชหัวเราะเบาๆ
“ก็อาจารย์บอกว่าอยากได้กระดาษบรรจุพลังเวทก็เลยติดต่อมา หากพวกเธอไม่ได้ย้ายมาไนท์คลาส เชื่อเถอะว่าโดนใช้แน่”
“เฮ้อ...”ถอนหายใจยาวๆอย่างหมดอาลัยอีกครั้ง อาจารย์นะอาจารย์หาเรื่องใช้งานลูกศิษย์จริงๆเลย!!
“แล้วพี่ทำงานเสร็จแล้วเหรอ?”
“อีกนิดหน่อย” เสียงนุ่มตอบขณะที่มือเรียวยังคงขีดเขียนลงบนกระดาษ ใบหน้าคมคายถูกบดบังด้วยแว่นกรอบสีน้ำเงิน บนไหล่ยังคงมีเจ้านกตัวป้อมสีขาวเกาะฮัมเพลงอยู่เบาๆ
“พักบ้างก็ดีนะพี่เช” เด็กสาวบอกเสียงกังวาน นัยน์ตาสีขุ่นจับจ้องร่างสูงเบื้องหน้า...พี่เชเป็นแบบนี้...เป็นแบบนี้เสมอมา...ทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดพัก ทั้งงานของโรงเรียนและเรื่องภารกิจต่างๆที่อาจารย์ติดต่อมา...คิดว่าง่ายเหรอ?...ที่ต้องปกครองนักเรียน 3,000 กว่าคนของไฮเรียที่เป็นพวกเอาแต่ใจกันสุดๆให้อยู่ในโอวาทได้น่ะ ...แต่ร่างสูงตรงหน้านี่ก็ทำได้...และทำได้อย่างดีเยี่ยมเสียด้วย...ดังนั้นแผ่นหลังของพี่เชจึงยิ่งใหญ่เสมอ...
“ฉันว่าพี่น่ะต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง” มือเรียวเล็กคนชาเบาๆ ก่อนจะถือวางลงตรงหน้าร่างสูง “ขืนป่วยไปจะมีหลายคนลำบาก” เสียงหัวเราะเบาๆในลำคอแว่วมาให้ได้ยิน ก่อนจะตามมาด้วยมือที่รับแก้วชาไป แผ่นหลังเอนบนพผนักเก้าอี้ ก่อนจะเหยียดแขนเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า
“อืม...จะรับไว้พิจารณาแล้วกัน คิกๆ”
“ไม่ต้องมาหัวเราะ” มือเรียวหยิกหมับเข้าที่แขนคนที่เห็นความห่วงใยคนอื่นเป็นเรื่องเล่น ก่อนจะถูกนิ้วเรียวจิ้มแก้มนิ่มเบาๆอย่างแกล้งๆ
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูหน้าห้อง ทำให้เชเลิกคิ้ว
“เข้ามาสิ...ซีมัวร์” สิ้นเสียงอนุญาตก็มีคนเปิดประตูเข้ามา เด็กหนุ่มเรือนผมสีเทาและนัยน์ตาสีรุ้งเดินเข้ามา ปรายตามองเด็กสาวที่หัวเราะเบาๆอยู่กับเจ้านกน้อยสีขาวแล้วขมวดคิ้ว...ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะนั่น?
“มีคนสอง...ไม่สิสามคนเข้ามาโดยฝ่าอาณาเขตป้องกันของไฮเรีย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กใหม่ของไนท์คลาสที่เพิ่งย้ายเข้ามาครับ”
“เห? เพื่อนๆในกลุ่มฉันเหรอ” เสียงใสเอ่ยถาม
“มั้ง” ซีมัววร์ตอบกลับเรียบๆ ไม่อยากคุยกับเด็กสาวตรงหน้านักหรอก...เห็นแล้วมันหงุดหงิด
“คนที่ฝ่าอาณาเขตของไฮเรียได้นี่ที่รู้จักมีไม่เท่าไหร่นะพี่เช”
“เฮ้อ...มาทั้งทีทำไมต้องแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้” ผู้อำนวยการแห่งไฮเรียบ่นหน่ายๆ
“ไม่เป็นไรซีมัวร์...วันนี้หน้าที่นายเฝ้าอาณาเขตนี่เนาะ ไม่ต้องห่วงคนรู้จักของฉันเอง”
“นี่ขอถามหน่อยได้ไหม?...สายพลังที่จับได้หนึ่งในนั้นเป็นธาตุวายุหรือเปล่า?”
“ใช่” เมื่อได้คำตอบปอก็ถอนหายใจทันที...รู้แล้วว่าใครคิดฝ่าอาณาเขตของไฮเรีย นิสัยเสียชะมัดเลย!
“พี่เชฉันไปเรียนก่อนดีกว่า ขืนอยู่นี่นานๆมีหวังได้ตายแน่ๆ”
“คิดว่าจะหนีรอดหรือไงยัยตัวเล็ก?”ถามอย่างขำขันกับท่าทีของเด็กสาว
“รอดไม่รอดก็จะหนีอ่า”   ปอทำสีหน้าเหมือนคนอยากร้องไห้ ก่อนจะแตะมือเชเบาๆ “ราตรีสวัสดิ์...ฝันดีค่ะ” ยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มสดใส
“อืม...ฝันดีเช่นกันครับ” บอกก่อนจะเอาเสื้อคลุมแปะบนหัวเด็กสาว “อากาศหนาวแล้วนะ” ปอหน้ายู่โดยไม่รู้ตัวว่ามีนัยน์ตาของแขกอีกหนึ่งคู่ที่อยู่ในห้องมองพฤติกรรมของทั้งสองอยู่
“เสื้อคลุมพี่จะเต็มตู้ฉันแล้วนะให้มาได้บ่อยๆ ไม่ค่อยมีเวลาได้ซักคืนหรอกนะ”
“ฮะๆเอาไปเหอะ” โบกมือลาพร้อมขยี้หัวเด็กสาวไปหลายที ก่อนร่างเล็กๆนั่นจะเดินออกไป
 
“นั่นคือ...ฟ้าที่พี่เลือกหรือครับ?”
“นายก็น่าจะรู้” เชยักไหล่วางากกาในมือลงเบาๆ หมดงานวันนี้แล้วเขาต้องพักผ่อนบ้างล่ะ เดี๋ยวป่วยไปจะลำบากเหมือนที่ใครบางคนว่า
“นั่นสิ...ผมน่าจะรู้...เพราะฟ้าผืนนี้คือนภาที่พี่เลือก...แต่พี่เช...ผมน่ะไม่ยอมรับหรอกนะท้องฟ้าที่ไม่ใช่ซาระน่ะ”
“พี่รู้ซีมัวร์” นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนจางทอดมองไปไกล...มองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องนอก “พี่รู้ว่าเราคงไม่ยอมรับใครอีกนอกจากซาระ...แต่ว่า...ไม่ใช่ให้ยอมรับแต่ให้ใช้สายตาของนายมองเธอให้ดีๆ จดจ้องทุกการกระทำของเธอ และสัมผัสเธอด้วยตัวของนายเองแล้วนายจะรู้ว่าทำไม...นั่นคือฟ้าที่ฉันเลือก”ซีมัวร์นิ่งไป...การที่เมฆาแสนเสรีนี่เลือกท้องฟ้าผืนนั้นแล้ว..ก็เป็นการประกาศเจตจำนงให้ใครๆรู้แล้วว่า...ไม่มีผืนฟ้าใดที่มีคุณสมบัติมาเทียบเคียงได้อีก...แต่ที่เขาไม่เข้าใจทำไมต้องให้เขายอมรับในตัวผู้หญิงคนนั้นด้วยล่ะ?...
“จะพยามก็แล้วกัน...ผมไปเรียนก่อนนะ”
“อืม...โชคดี” เสียงปิดประตูดังลงพร้อมร่างของเจ้าของห้องที่ลุกขึ้นยืน ร่างสูงมาหยุดที่หน้าต่างบานใหญ่ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ...
“ฉันก็เหมือนนาย...ซีมัวร์...มีนภาแค่ผืนเดียวเท่านั้นที่...ยอมรับ...”
 
“เธอสนิทกับพี่เชมากงั้นเหรอ?” คำถามเรียบๆที่ทำให้เด็กสาวที่กำลังจ้ำเดินเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเข้าเรียนสายตั้งแต่วันแรกตวัดนัยน์ตาสีขุ่นมอง
“เรื่องของฉันไม่ใช่รึไง” คำตอบกลับที่ทำให้คิ้วของซีมัวร์ขมวดมุ่นอย่างไม่ค่อยพอใจหน่อยๆ ผู้หญิงคนนี้...ห่างไกลคำว่ามารยาทไปมากโขเลยทีเดียว
“ไม่ต้องมามองฉันอย่างนั้น เฮ้อ...ก็สนิทกันมาก...เพราะว่าอาจารย์ของพี่เชเป็นอาจารย์ของพวกเราด้วย รู้จักกันมาก็...สิบกว่าปีล่ะมั้ง?” ยักไหล่อย่างไม่ค่อยใส่ใจ
“แล้วนายจะอยากรู้ไปทำไม?”
“เรื่องของฉัน”
“อ๋า...” นิ้วเรียวยกขึ้นชี้หน้าของซีมัวร์อย่างไม่กลัวเกรง ก่อนจะเอ่ยฉุนๆ
“เคยมีใครบอกไหมว่านายมันงี่เง่าและไร้มารยาทสุดๆ!!”คำถามด้วยน้ำเสียงขุ่นที่ทำให้ซีมัวร์เลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่มีใครเคยว่าเขาอย่างนี้มาก่อน...ไม่มีใครเคบอกเหมือนที่เด็กสาวตรงหน้าบอก...เพราะว่า...ไม่เคยมีใครกล้า
“แล้วเคยมีใครบอกเธอไหมว่าเธอเองก็ไร้มารยาทและห่างไกลคำว่าผู้หญิงสุดๆ!”
“ไอ้คนบ้า! นี่ฉันจะมาหาเรื่องเถียงกับนายทำไมกัน? ชิ!!”ใบหน้าอ่อนเยาว์สะบัดกลับอย่างไม่อยากเสวนากับคนปากร้าย แต่เสียงกวนๆที่ทักมาก็ทำให้เด็กสาวหันกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมก้าวมายืนเท้าสะเอวอยู่หน้าชายหนุ่ม
“ไม่กล้ารึไง...หรือกลัวแพ้”ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องยั่วโมโหเธอด้วย แต่รู้สึกว่า...มันตลกดี ตอนที่ใบหน้าหวานๆนั่นนิ่วหน้าและเม้มปากอย่างไม่ยอมแพ้แล้วนั่นมัน...อยากหัวเราะ
“ใครจะกลัว!แต่นายไม่เห็นหรือไงว่ามันกำลังจะเลยเวลาเข้าเรียนไปแล้ว ฉันมาเรียนวันแรกนายคงไม่อยากทำให้ฉันเข้าเรียนสาย? อ้อ...โทษทีฉันกำลังคุยกับผู้พิทักษ์แห่งพระจันทร์ที่มีสิทธิพิเศษสุดอยู่นี่” ประโยคสุดท้ายเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงประชดหน่อยๆ ซีมัวร์ถอนหายใจเบาๆ
“ฉันถามเธอจริงๆเหอะอายุเท่าไหร่แล้ว? ทำไมทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต”
“ฉันอายุ 17 ปีแล้วย่ะ! อีกไม่กี่เดือนก็จะ 18 แล้ว!!”ร่างสูงเบิกตานิดๆ หากไม่บอกว่าเด็กสาวตรงหน้าอายุ 17 เขาคงนึกว่าเป็นเด็กประถมด้วยซ้ำ “อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กนะ!”
“เธอสูงกี่เซ็นต์” ซีมัวร์ถามเรียบๆ นัยน์ตาสีรุ้งประหลาดเริ่มฉายประกายขำขัน รอยยิ้มจางๆแต้มบนริมฝีปากอย่างอยากจะหัวเราะ 
“จะถามไปทำไม? นายจะเอาไปแทงหวยเหรอ?”
“ฉันไม่เล่นการพนัน”
“แทงหวยไม่ใช่การพนัน...แค่การเสี่ยงทายเท่านั้น” เด็กสาวยังคงเถียงไม่ยอมแพ้ แค่คนตัวสูงกลับส่ายหน้า...แล้วนี่ทำไมเขาต้องมาเถียงกับยัยตัวเล็กนี่ด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้ด้วยล่ะเนี่ย?
“ตกลงเธอสูงเท่าไหร่...ฮึ ยัยหนู”
“อย่ามาเรียกฉันว่ายัยหนูนะ!!”เด็กสาวท้าวสะเอวอย่างเอาเรื่อง แหวเสียงใส่และเชิดหน้าขึ้นมอง ซีมัวร์หยักไหล่ก่อนจะวางมือแปะบนหัวเด็กสาวแล้วยีเส้นผมสีนิลนั่นจนยุ่งไปหมด
“ทำไมฉันจะเรียกไม่ได้? เตี้ยๆอย่างเธอเป็นยัยหนูก็ถูกแล้วนี่ ?”
“ไม่เตี้ย!! ฉันสูงตั้งเยอะ!”
“สูงตั้งเยอะ?” น้ำเสียงนั่นแปลกใจปนขำ “หึๆ ดูจากสายตาแล้วก็ไม่น่าจะถึง 150 ไม่ใช่เหรอไง?”
“เสียมารยาท!ฉันสูง 150 ย่ะ!!”
“เธอเตี้ยกว่าฉัน 38 เซนติเมตรเพราะฉันสูง 188 เซน”
“พวกสูงยังก่ะเสาธงโอลิมปิก” เสียงใสบ่นงึมงำก่อนเรียวปากบางจะอ้าค้าง เมื่อเสียงออดเข้าเรียนคาบแรกดังขึ้น
 อ๊ายยย!! นี่เธอเข้าเรียนสายตั้งแต่วันแรกเลยงั้นเหรอ?
“เพราะนายคนเดียว!”คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดๆ
“อะไรคือเพราะฉัน?” ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด...ท่าทางที่น่าหมั่นไส้เสียเหลือเกินในสายตาของเด็กสาว
“นายทำให้ฉันไปเรียนสาย!!”
“อย่าไปโทษซีมัวร์สิปอ” เสียงทักทายขำๆของท่านหัวหน้าหอคนเก่งที่เดินเข้ามาพร้อมถุงกระดาษใบโตหลายใบ
“นายเพิ่งจะกลับจากทำภารกิจข้างนอกงั้นเหรอเซโร่?”
“อื้ม...เอาของฝากมาให้ด้วย Green Tea Cakeแน่ะ” ซีมัวร์ถอนหายใจแรงๆ หากพวกผู้พิทักษ์ไปทำภารกิจข้างนอกก็จะแวะซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆมาให้กันเสมอ ส่วนเจ้าหมอนี่ก็ซื้อแต่ขนมหวานมา
“เอ้า...ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นเค้กนี่ไม่หวานมากหรอกนะ ฉันรู้ว่านายไม่ชอบกินของหวานน่าซีมัวร์”
“ขอบใจ”
“อ๊ะๆ มีของมาฝากพวกเธอด้วยนะ” กล่องเค้กถูกส่งให้เด็กสาวก่อนจะฉีกยิ้ม “ฉันซื้อมาเผื่อพวกเธอหกคนด้วย”
“ขอบใจค่ะ” เด็กสาวยิ้มกว้างให้ “Green Tea Cakeจาก ‘Tea room’เหรอค่ะ?”
“รู้ด้วยเหรอว่ามาจากไหน?” เลิกคิ้วถามอย่างฉงนและแปลกใจ
“แหม่มไปทำงานที่นั่นนี่นา...แล้วพวกเราก็รู้จักมาสเตอร์ของร้านด้วย เลยมีของฝากมาให้พวกเราบ่อยๆน่ะค่ะ”
“งั้นเหรอ...”
“เธอจะไม่ไปเข้าเรียนเหรอ?” ซีมัวร์ถามขึ้นมาเรียกสติของเด็กสาวให้กลับเข้าร่าง
“ไปสิ!”ร่างเล็กกำลังจะวิ่งไปห้องเรียน นัยน์ตาสีขุ่นก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเลยเวลาเรียนไปเกือบสิบนาทีแล้ว แต่มือเรียวยาวก็คว้าหมับเอาไว้เสียก่อน
“เธอไปกับฉันดีกว่า”
“เห?”
“เซโร่นายจะไปหาพี่เชก่อนใช่ไหม?”
“อืม...ฝากด้วยล่ะกันนะ”ปรายตามองเด็กสาวที่ยกมือขึ้นเข้าหากันราวภาวนาด้วยท่าทีน่าขัน...ให้รู้ว่าเขาฝากอะไร
“เออ” ซีมัวร์ลากเด็กสาวให้เดินตามก่อนจะสาวเท้าให้ช้าลง ลืมไปว่าคนที่เดินตามหลังตัวเตี้ยแค่ไหน เมื่อมาถึงห้องเรียนเด็กสาวก็หน้าจ๋อยเพราะอาจารย์ยืนหน้าดุจ้องมองอย่างเอาเรื่อง
“เธอมากับผมครับอาจารย์ พอดีว่าผมมีเรื่องที่เรือนกระจกให้เธอต้องช่วยนิดหน่อย” เสียงแก้ตัวให้แทนทำให้ปออ้าปากค้างมองคนพูดอย่างไม่อยากเชื่อว่าเขาจะยอมแก้ตัวแทนเธอ...เห็นไม่ชอบหน้ากันจะตาย แล้วนี่คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงลากให้เธอเดินมากับเขาด้วยสินะ...แหมนายนี่ก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่นา ร่างเล็กยิ้มขอบคุณอาจารย์ที่ไม่เอาเรื่องก่อนจะรีบวิ่งไปหาเพื่อนๆที่นั่งอยู่แถวหลังสุด ส่วนซีมัวร์กแยกไปนั่งอีกทาง...
“เอาล่ะ...มาเรียนกันต่อได้เลย”
“นี่...นายนั่นที่มากับเธอเป็นใครอ่ะพี่ปอ” แหม่มที่นั่งข้างๆถามด้วยประกายตาสนใจ
“หนึ่งในผู้พิทักษ์หอแห่งพระจันนทร์น่ะ” เด็กสาวตอบพลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เธอว่วงนอนจะแย่อยู่แล้วนะ! เมื่อเช้ายันบ่ายเกือบค่ำก็ช่วยงานพี่เชจนเหนื่อย!ไหนจะรวมการใช้ไอเวทด้วยล่ะ เฮ้อ... “หัวหน้าหอแห่งพระจันทร์ซื้อเค้กมาฝาก” ส่งกล่องเค้กให้ใครสักคนที่นั่งใกล้ๆ นัยน์ตาสีส้มของเด็กสาวแห่งดวงตะวันเลิกคิ้วนิดๆ นี่มันเค้กที่เธอเป็นคนจัดให้เองนี่ ก่อนรอยยิ้มจะคลี่กว้างบนเรียวปากบางของเด็กสาว...ไม่นึกว่าตาคนนั้นจะมีนิสัยน่ารักแบบนี้ด้วย
“หลับตั้งแต่คาบแรกเลยนะ” เพื่อนเมย์เอ่ยกระเซ้า ก่อนจะเบนสายตาไปมองที่จิราซึ่งหลับไปนานแล้ว ส่วนไก่นั่นก็...จะหลับแหล่มิหลับแหล่แล้ว ส่วนเล็กนั้น...สัปหงกจนจะหลับแล้ว... เหอะๆๆ
“ฮะๆ...กล้ามากเลยนะพวกนั้น ประเดิมคาบแรกด้วยการหลับ” เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทที่ดำมากๆ...
“แล้วทำไมยัยสาวน้อยนั่นมากับนายได้ล่ะซีมัวร์?”
“มีเรื่องนิดหน่อย เซโร่ซื้อเค้กมาฝาก”
“แหมๆ...ต้องไปขอบคุณท่านหัวหน้าหอเสียแล้วสิ แล้วนี่พวกที่เหลือไปไหนทำไมถึงมีแค่นายกับฉัน...แล้วก็ไอ้เหมียวขี้เซาที่มาเข้าเรียน” ชี้นิ้วเรียวที่ตัวเอง ซีมัวร์ และชี้ที่เพื่อนหัวดำซึ่งหลับสนิทอยู่
“คงอยู่ที่ห้องพี่เชล่ะมั้ง หรือไม่ก็ไม่กลับจากทำภารกิจ”
“เหรอ?...ชักง่วงแล้วสิ”ไม่ว่าเปล่าก็เอาแขนหนุนต่างหมอนแล้วฟุบหน้าหลับไปอีกหนึ่งคน ซีมัวร์ถอนหายใจอย่างระอา นัยน์ตาสีประหลาดปรายตามองไปทางเด็กสาวทั้งหกคน...ธรรมชาติที่สมบูรณ์พร้อม...และผืนฟ้าที่งดงามงั้นเหรอ?...ก็คงจะจริง...แต่เขายัง...ไม่ยอมรับหรอกนะ
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 318 ท่าน