Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เหลี่ยมรักลวงใจ
Tiger_Saturn/พรรษ
บทที่ 8
10
27/08/2554 15:21:35
600
เนื้อเรื่อง
บทที่ 8
 
ที่นี่...พาราไดซ์ เดอ โมนาโก โรงแรมที่เธอพบกับเขาครั้งแรก และได้กลับมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สาม
“ก่อนจะมาครั้งก่อน คุณเคยมาพักที่นี่แล้วใช่ไหม” เควินถาม
“ใช่ ฉันเลือกพักห้องที่ถูกที่สุด” ซึ่งก็ยังถือว่าแพงมากสำหรับเธออยู่ดี...คิรากรต่อท้ายในใจ
“วันนี้ไม่ต้องเลือก เพราะคุณมีห้องของคุณอยู่แล้ว”
หญิงสาวถูกเดินนำไปที่ลิฟต์แก้ว หนึ่งในสองคนที่มากับเขากดชั้นแล้วใส่รหัสผ่าน แล้วลิฟท์ก็ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไป
เธอถูกพามาที่ห้องสวีทชั้นบนสุดของ พาราไดซ์ เดอ โมนาโก อีกครั้ง มาคราวก่อนเธอไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดของที่นี่มากนัก แต่มาคราวนี้เธอมองอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น และพูดได้เต็มปากว่ามันน่าอยู่มากทีเดียว
ห้องพักส่วนตัวของเควินกินพื้นที่ชั้นบนสุดทั้งชั้น ถูกแบ่งเป็นสัดส่วน มีโถงกว้าง ๆ มีสามห้องนอน สี่ห้องน้ำ มีห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร มีเทอร์เรสกว้างเห็นวิวทะเล เควินบอกอย่างมั่นใจว่าที่นี่คือเพนท์เฮาส์ที่งดงามที่สุดในมอนติคาร์โล ซึ่งมันก็น่าเชื่อ
“นั่นห้องของคุณ” เควินชี้นิ้วบอกตำแหน่ง ตอนนี้มีเพียงสองหนุ่มสาวในห้องกว้าง ๆ นี้ เพราะเมื่อมาอยู่ในที่รโหฐาน ซึ่งมั่นใจในความปลอดภัย แดเนียลและอเล็กซ์จะปลีกตัวออกไป
“ห้องของฉัน” คิรากรทำหน้าฉงน เธอมีห้องที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ใช่ ก็ห้องที่คุณมานอนป่วยวันนั้นไง ไม่รู้ป่วยจริงรึเปล่า ตื่นเช้ามาก็หาเรื่องผมได้ทันทีเลย” พวกประโยคหลัง ๆ นี้เขาพูดตอนละสายตามองไปยังจุดหมายอื่น คล้ายไม่ได้พูดกับใคร แต่คนเป็นคู่กรณีมีหรือจะไม่รู้ว่าเขาเหน็บแนม
“ก็วันนั้นคุณนอนกอดฉันอยู่”
“ก็คุณน่ากอด” แม้พูดมาอย่างนั้นแต่สีหน้าเขาไม่สื่ออารมณ์ตามนั้นเลย กลับทำบึ้งตึง หัวเราะหึ ๆ ในลำคอนิดหนึ่งเหมือนจะหยัน เขากำลังประชดหล่อน นี่หรือคนที่บอกว่าจะทำให้เธอรัก
“แล้วฉันไม่น่ากอดตรงไหน”
“ผมบอกว่าคุณน่ากอด ไม่ได้บอกว่าไม่น่า สักหน่อย”
“คุณกำลังประชด ฉันรู้”
“หึ แล้วมีใครที่ไหนอยากจะกอดคนที่คอยแต่จะแว้งกัดเราบ้าง” เควินยอมรับกลาย ๆ ว่าเขาประชดเธอจริง แต่คำพูดของเขาดันไปสร้างความขุ่นใจแก่เธอเข้า
“แว้งกัดเหรอ ไม่เลย ฉันไม่เคยทำแบบนั้น” คิรากรปฏิเสธเสียงแข็ง แล้วพอจะนึกได้ว่าทำไมเขาคอยแต่ประชดเธอ “นี่ถ้าคุณยังโกรธเรื่องที่ฉันตีคุณวันนั้นล่ะก็ ฉันขอโทษ แล้วไม่ต้องมาประชดกันแบบนี้อีก”
“แต่คุณน่าจะให้โอกาสผมได้เอาคืนบ้างนะ” แววตาที่เขาใช้หันมามองขณะพูดประโยคนั้นทำให้คิรากรต้องก้าวถอยโดยอัตโนมัติ
“นี่ ๆ อย่าคิดทำอะไรเชียวนะ ถ้าฉันบอกว่าไม่ ก็คือไม่ คุณพูดเอง” แววลาโลมเลีย คล้ายอยากจะกลืนกินของเขายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
“นี่ อย่ามองฉันแบบนั้นนะ” พูดไปแล้วคิรากรก็ตระหนกยิ่งขึ้นเมื่อเขาไม่ได้ทำแค่มอง แต่กำลังก้าวยาว ๆ เข้ามาหาเธอ  ขาสั้น ๆ ของเธอก็พยายามก้าวถอยเช่นกัน แต่มันเทียบไม่ได้กับแต่ละก้าวของเขาเลย
“ไม่!” คิรากรหลับตาปี๋พร้อมยกมือที่ทั้งสองข้างยื่นออกไปกันไว้พร้อมตะโกนดังลั่น แต่ต่อจากนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกต่อสัมผัสใดเลยนอกจากแรงกระตุกที่ด้านหลัง
“เอากระเป๋ามาสิ ผมจะช่วยถือให้”
อ้อ! พอลืมตาจึงเห็นว่าเควินยื่นมือข้ามไหล่ไปกระตุกกระเป๋าเป้ด้านหลังตัวเธอ แต่คิรากรปฏิเสธ
“ไม่ต้อง”  หญิงสาวเบี่ยงตัวให้มือเขาหลุด
“นี่ผมกำลังแสดงความเป็นสุภาพบุรุษนะ”
“ไม่ต้อง ฉันไม่ซึ้งกับความเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่ได้มาจากความจริงใจของคุณหรอกนะ” คิรากรทำเชิดแล้วยิ้มหยันคล้ายพิจารณาบางอย่างในตัวเขา ก่อนจะว่าต่อไป
“ฉันยังนึกไม่ออกว่าคุณจะทำให้ฉันรักได้ยังไง”
“ผมมีดีพอก็แล้วกัน”
“แต่มันคงน้อยกว่าความร้ายกาจของคุณ” หญิงสาวทิ้งท้ายก่อนจะเชิดหน้าเดินผ่านไปยังห้องที่ถูกมอบให้เป็นห้องนอนของเธอในปัจจุบัน
เควินมองตามร่างบางที่เดินหายเข้าไปในห้อง บางทีเธออาจมีประโยชน์มากกว่ามาเป็นของเล่นให้เขาท้าทายความสามารถในการเอาชนะ ความจริงไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องความรักด้วยซ้ำ แค่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน มีหรือที่คนอย่างเควิน ฟรานเชส จะทำให้ผู้หญิงสักคนโอนอ่อนจนยอมร่วมเตียงด้วยไม่ได้...ชายหนุ่มคิดอย่างทะนงตน
 
แดเนียลและอเล็กซ์ถูกเรียกเข้ามาพบหลังจากนั้นไม่นาน ห้องทำงานของเควินที่มีประตูเชื่อมต่อกับห้องนอนของเขาคือสถานที่ในการพูดคุยกันต่อจากนี้
“นี่คืออะไร” แดเนียลเอ่ยถามเมื่อได้เห็นจี้ที่เควินหยิบขึ้นมาให้ดู
“จี้ ที่นิโคลัส มอนทาดีอาร์ ให้ไว้กับผู้หญิงคนนึง” คำตอบของเควินทำให้สองเพื่อนซี้ขมวดคิ้ว
“แล้วนายไปได้มันมายังไง”
“ของคีร่า คีร่าเป็นลูกสาวของผู้หญิงคนนั้น เธอมาที่นี่เพื่อตามหาพ่อ”
“ฮะ! จริงเหรอ” เสียงแดเนียลดังขึ้นไม่เชื่อหู ในขณะที่สีหน้าของอเล็กซ์ก็ไม่ต่างกัน
“ยังไม่แน่ ฉันถึงได้ตามพวกนายมาไง”
“ยังไง” อเล็กซ์ถามให้แน่ใจ ทั้งที่ก็พอรู้อยู่แล้วว่าเจ้านายจะทำอย่างไร
“อเล็กซ์ ฉันอยากรู้ว่าคีร่า เป็นใคร มาจากไหน เริ่มต้นจากพวกที่คอยตามเธอน่าจะง่าย ฉันอยากได้ข้อมูลอย่างละเอียด ถ้าจำเป็นต้องตามไปประเทศที่เธอจากมา ก็ต้องไป”
“ได้ ไม่มีปัญหา” อเล็กซ์รับคำง่าย ๆ เพราะสิ่งที่เควินสั่งมาไม่ได้เกินความสามารถเขาแม้สักอย่างเดียว ออกจะง่ายเกินไปเสียด้วยซ้ำ
“ส่วนนาย แดเนียล พยายามหาช่องให้คีร่าเข้าไปใกล้ชิดหมอนั่นให้ได้มากที่สุด อย่างแนบเนียนที่สุด ฉันอยากให้ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ ให้มันดูเหมือนโชคชะตา”
“เพื่ออะไร” เควินทำเหมือนพยายามกันท่าพ่อกับลูก แต่กลับอยากให้หญิงสาวเข้าไปใกล้ชายคนนั้น
“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ แต่ดู ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้” เควินบอกเพื่อนทั้งสองพร้อมรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่สองหนุ่มไม่ได้ซักไซร้ไปมากกว่านั้น กระทั่งเควินรีบลุกจากเก้าอี้ เมื่อได้ยินเสียงเปิดปิดประตูจากด้านนอก
เควินทันเห็นคิรากรเดินออกมาจากห้อง แล้วทำท่าเหมือนกำลังจะเปิดประตูออกไปข้างนอก
“นั่นจะไปไหน” คำถามกึ่งทักท้วงทำให้คิรากรหันกลับมา
“ฉันก็จะไปตามหาพ่อฉันน่ะสิ”
“ไม่ได้”
“อะไรอีกล่ะ คุณกำลังพยายามทำให้ฉันรักคุณนะ ฉะนั้นพยายามอย่าออกคำสั่ง เพราะฉันไม่ชอบ และอีกอย่าง คำท้าทายของคุณมันไม่ได้บอกว่าฉันจะไม่มีสิทธิ์ออกไปไหน”
“เปล่า ผมแค่เป็นห่วง เผื่อคุณออกไปแล้วพวกนั้นรอจับตัวคุณอยู่ ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะไปไหนคุณต้องรายงานผมก่อน คนของผมจะไปกับคุณด้วยในกรณีที่ผมไม่ว่างไปกับคุณด้วยตัวเอง”
“งั้นก็หาคนมาให้ฉันสิ เอาสักสามคน” พูดไปแล้วก็คิดตาม แต่มันคงพอดีเกินไปหน่อย “อืม สี่คนดีกว่า พวกนั้นมีสาม เราถึงจะได้เปรียบ”
“แค่สองคนก็พอแล้ว พวกนั้นจะสักแค่ไหนกัน”
“นี่!อย่ามาดูถูกคนของ....” จู่ ๆ คิรากรก็หยุดกลางคัน เมื่อเควินกำลังจ้องมอง เธอไม่ยอมพูดต่อเขาจึงถาม
“อะไร”
“เปล่า!” คิรากรรีบปฏิเสธ เควินยังจ้องต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะทำเป็นไม่สนใจแล้วพูดไปเรื่องใหม่
“งั้นไปกับผม”
“ไปไหน”
“มาเถอะน่า”
เควินพาเธอเดินมาที่หน้าโรงแรม ซึ่งมีคนเปิดประตูรถสปอร์ตสีแดงรออยู่แล้ว เควินประจำตำแหน่งคนขับ!...ใช่ วันนี้เควินขับรถเอง นั่นเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอเมื่อได้นั่งข้าง ๆ
“เราจะไปกันแค่สองคนเหรอ”
“ใช่” เขาคาดเข็มขัดนิรภัย และหันมองมองจนเธอคาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้วเขาค่อย ๆ ออกรถไปแล้ว
“เราจะไปไหนกัน” คิรากรเอ่ยขึ้น
“ไปนั่งรถเล่น”
“ฉันไม่ได้อยากไปนั่งรถเล่นสักหน่อย”
“แต่ผมอยากให้คุณมาด้วย ฉะนั้นนั่งเงียบ ๆ” เสียงเฉียบเน้นท้ายประโยค ทำให้คิรากรสงสัยและทักท้วงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจกึ่งขุ่นใจเล็กน้อย
“ทำไมชอบออกคำสั่ง”
“ก็คุณไม่เคยฟังเวลาผมบอกดี ๆ”
“ทำไมฉันจะไม่ฟัง คุณไม่เคยพูดกับฉันดี ๆ เองต่างหาก คุณคอยแต่ออกคำสั่งอย่างกับพวกเผด็จการ”
“เห็นไหม คุณคอยเถียงผมตลอด”
“ฉันเปล่าเถียงนะ”
“นี่ก็เถียง”
“ฉันไม่...” เธอกำลังจะเถียง...เอิ่ม ไม่ใช่สิ เธอกำลังจะคัดค้านความคิดเขา เควินก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอขึ้นมาซะก่อน และถ้าเธอยังคิดจะคัดค้านต่อไปอีก เขาต้องพูดว่าเธอเถียงอีกอย่างแน่นอน คิรากรเลยเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเธอเห็นความผิดปกติบางอย่าง
“ถ้าจำไม่ผิด เราผ่านตรงนี้มาสองรอบแล้วนะ คุณหลงทางรึเปล่า”
“เปล่า”
“แล้วทำไมต้องขับรถวนกลับมาที่เดิม”
“ผมกำลังสำรวจเส้นทาง”
“เส้นทางอะไร”
“เส้นทางแข่งรถ”
“แข่งรถ! กลางเมืองนี่นะเหรอ” คิรากรนึกไปถึงเด็กแว๊นที่ชอบขับรถกวนเมืองที่ประเทศบ้านเกิด แต่ขับรถหรูขนาดนี้และอายุอย่างเควิน จะเรียกหนุ่มแว๊นได้ไหมนะ ถ้าได้ เธอก็คงไม่พ้นสก๊อย
“ใช่ ฟอร์มูลล่าวันรู้จักไหม สนามที่นี่ดังมากนะ ที่ว่างข้างถนนจะมีราคาหลายยูโรในวันนั้น นั่นไง คุณเห็นเหล็กตรงนั้นไหม เขาเริ่มทำอัฒจรรย์กันแล้ว” เขาบอกเธอฟังด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“จริงด้วย” คิรากรมองตามนิ้วชี้ของเขาและชักตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว เธอเคยอ่านเจอในหนังสือที่ไหนสักแห่งว่า สิ่งที่ทำให้คนรู้จักโมนาโก มีสองอย่าง หนึ่ง...คาสิโน และสอง...ฟอร์มูล่าวัน นี่เอง
เควินยังเล่าต่ออีก...
“งานมีสี่วัน แทบปิดเมืองกันเลย วันนั้นคนจะเยอะกว่าปกติเป็นสามหรือสี่เท่า ร้านของที่ระลึกตั้งเกลื่อนริมถนน” เขาเหลือบไปเห็นคิรากรทำหน้าตื่นเต้นท่าทางตั้งตารอ “ไง นึกสนุกขึ้นมาแล้วใช่ไหม”
คิรากรหันมายิ้มให้แล้วพยักหน้ารับ และเงียบไปเมื่อเขาบอกว่าจะขับวนอีกสักรอบ
ตะวันคล้อยต่ำ แดดที่เคยแรงอ่อนแสงลง ตรงข้ามกับเควินที่กำลังเร่งความเร็วรถขึ้นอีก...อีก...อีก และอีก จนคิรากรชักทนไม่ไหว
“นี่!ประเทศนี้ไม่มีกฎหมายเรื่องควบคุมความเร็วบนท้องถนนหรอกเหรอ” เธอโวยเบา ๆ แล้วเขาก็ตอบง่าย ๆ
“มี”
“แล้วทำไมคุณขับเร็วนัก”
“ไม่นึกว่าคุณจะกลัว” ความจริงเขาอยากรู้ว่าเธอนึกกลัวอะไรบ้างไหม ผู้หญิงตัวคนเดียวที่มีใครก็ไม่รู้คอยตามจับตัว พอพบกันเธอก็กระโจนเข้ามาขอความช่วยเหลือ โดยไม่นึกระแวงสักนิดว่าความจริงเขาอาจเลวร้ายกว่าพวกที่คอยตามจับตัวเธอเสียอีก แล้วยังแววตาซุกซนที่เขาเห็นเป็นพัก ๆ นั่นอีก ดู ๆ ไปเธอก็ไม่ได้ต่างกับเด็กซน ๆ คนหนึ่ง
“ก็ถ้ามันไม่ใช่เหตุอันควรจะเสี่ยงชีวิต และเรามีสิทธิ์ที่จะหลีกเลี่ยงได้ มันก็ดีไม่ใช่เหรอ” เหตุผลเข้าท่าของเธอทำให้เควินยิ้มรับ แต่คิดว่าเหตุผลเขาน่าจะเข้าท่ากว่า...
“ผมหิว และกำลังจะพาคุณไปทานมื้อค่ำในบรรยากาศสบาย ๆ” จะได้เหมาะกับเสื้อยืดกางเกงยีนส์ของเขาและเธอในตอนนี้
“ขับช้า ๆ ก็ได้”
“ว่าจะพาไปดูพระอาทิตย์ตกทะเลเมดิเตอเรเนียนซะหน่อย แต่ถ้าคุณไม่อยาก...”
“งั้นเร็วเลยสิ” น้ำเสียงตื่นเต้นของคิรากรทำให้เควินหัวเราะในลำคอ เดาไว้แล้วว่าเธอจะบอกอย่างนี้
คิรากรได้นั่งรับประทานอาหารในบรรยากาศสบาย ๆ อย่างที่เควินว่า แม้เป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ใกล้หน้าผาที่ต้องเดินเท้าขึ้นมา 100 เมตร เธอก็ยังได้กินสเต็กปลากับสลัด และตอนนี้พระอาทิตย์จมลงไปในน้ำแล้วทั้งดวง
“ไง รักผมขึ้นมาบ้างรึยัง” จู่ ๆ เควินก็ถามขึ้นมา คิรากรมองเขายิ้ม ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“ก็แค่...ขอบคุณนิด ๆ” และเขาทำให้เธอมองต่างไปจากเดิมนิดหน่อย “ฉันไม่คิดว่าคุณจะมานั่งในร้านเล็ก ๆ อย่างนี้ได้”
“ก็ นาน ๆ ทีนะ” คิรากรมองออกว่าเขาไม่ได้แค่ทำเพื่อหวังเอาใจ แต่นี่คงเป็นอีกมุมหนึ่งของเขาจริง ๆ เพราะเควินทำทุกอย่างกลมกลืนในท่าทางสบาย ๆ
“แต่คุณ...โอเคใช่ไหม” จู่ ๆ เควินก็ถามขึ้นอีก และคราวนี้คิรากรมองหน้าคล้ายไม่เข้าใจ เขาเลยต้องขยายความ “ผมหมายถึง คุณคงไม่ได้รังเกียจร้านเล็ก ๆ แบบนี้”
“ไม่ค่ะ ฉันชอบนะ ถึงได้บอกว่าขอบคุณไง”
“ไอศกรีมตรงนั้นก็อร่อยนะ” เควินชี้ไปที่คาร์ฟู๊ดคันหนึ่ง คงขายพวกเครื่องดื่มกับขนมปังง่าย ๆ และมีไอศกรีมเสริมขึ้นมาด้วยอีกอย่าง
“คนต่อคิวเยอะเชียว ท่าจะอร่อยจริง ๆ เดี๋ยวฉันมานะ” โดยไม่รอให้เควินตอบรับเธอก็เดินไปที่รถคันนั้นแล้ว ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม คล้ายเห็นภาพซ้อนทับของเด็กชายคนหนึ่ง
เควินจัดการค่าอาหารก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวที่ยังคงต่อคิว รถคันนั้นจอดที่มุมหนึ่งของส่วนสาธารณะขนาดย่อมริมหน้าผา และเขาต้องส่ายหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นผู้หญิงของเขาเดินออกจากแถวไปผลักอกเด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเธอครึ่งฟุตที่เดินมาแทรกเด็กตัวเล็ก ๆ สองคนข้างหน้าเธอออกไปจากแถว
“อะไรเนี่ย เธอมาผลักฉันทำไม”
“ผู้ชายอะไรมาแซงคิวเด็ก”
“แซงที่ไหน ใครแซง มีใครเห็นงั้นเหรอ”
“ฉันนี่ไงเห็น เห็นว่าคนต่อคิวมีแต่ผู้หญิงกับเด็ก เลยคิดจะมาแซงง่าย ๆ เหรอ” เควินเดินมาใกล้พอจะได้ยินประโยคโต้เถียง
“ถ้าไม่อยากมีปัญหา ถอยไปดีกว่าอีหนู” เขาผลักไหล่เธอจนคิรากรเกือบล้ม ดีว่าใครอีกคนมายืนซ้อนเอาไว้ เมื่อเธอตั้งหลักได้แล้ว เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้คนแซงคิวอีกก้าว
“ถ้าไม่อยากมีปัญหา กลับไปต่อคิวดีกว่าไอ้หนู” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยใกล้หูเด็กหนุ่ม การสบตากันเพียงครู่ ในขณะที่เควินคล้ายกำลังปล่อยรังสีบางอย่างออกมาจากตัว ทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นหงอแล้วรีบเดินจากไปเลย
“ไง ซูเปอร์วูแมน เจ็บตรงไหนไหม” เควินหันมายิ้มให้คิรากรอีกครั้ง
“ไม่ค่ะ ซูเปอร์แมน” คิรากรตอบชายหนุ่มทั้งรอยยิ้มก่อนจะหันไปพูดกับเด็กชายหญิงสองคนที่รอคิวอยู่
“สั่งเลยนะเด็ก ๆ คุณอาผู้ชายคนนี้จะเป็นคนจ่ายให้เราทั้งหมด” เธอชี้นิ้วไปที่ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกาย ซึ่งก็คือเควินนั่นเอง เควินยิ้มรับ ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
เมื่อออกมาจากรถคันนั้นเควินได้ไอศกรีมมอคค่า ที่มีผงมอคค่าโรยที่ไอศกรีมในโคน ส่วนคิรากรได้ไอศกรีมราดแยมสตอเบอร์รี่ สองคนเดินไปที่ริมหน้าผาซึ่งมีราวไม้กั้นไม่ให้คนตกลงไป และสิ่งที่หน้าตื่นใจสำหรับคิรากรในตอนนี้คือภาพตรงหน้า เธอเห็นเมืองแห่งแสงสี และภาพสะท้อนในอ่าวที่ผืนน้ำมิได้หยุดนิ่งนั่นเหมือนมอนติคาร์โล กำลังเต้นระบำ
 
เริ่มดึกแล้วตอนที่สองหนุ่มสาวลงมาจากสวนสาธารณะ และระหว่างนั่งรถกลับเควินก็พูดขึ้น
“ผมอยากให้คุณเก็บเรื่องของคุณกับนิโคลัส มอนทาดีอาร์ เป็นความลับไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้ใครรู้เรื่องนี้อีก”
“ทำไมล่ะ”
“เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง และบางทีอาจรวมไปถึงความปลอดภัยขอนิโคลัสด้วย”
“ฉันไม่เข้าใจ”
“ผมคิดว่าเคยได้ยินชื่อนี้ เค้าเคยมีชื่อที่นี่ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อหลายปีก่อน เพราะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับแกงค์นึงเข้า”
“แกงค์...หมายถึง...”
“พวกมีอิทธิพล ธุรกิจผิดกฏหมาย”
“เค้าทำธุรกิจผิดกฎหมายเหรอ” ได้ยินอย่างนี้คิรากรชักหวั่น
“ถ้าหมายถึงนิโคลัส ผมไม่แน่ใจ แต่เคยมีคนตามล่าเค้า เค้าถึงต้องเงียบหายไป และหากมีใครรู้ว่าคุณเป็นลูก พวกนั้นอาจเอาตัวคุณไปต่อรอง”
“คุณคิดว่าเค้ายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม
“มีสิ” เควินตอบได้โดยไม่ต้องคิด
“ดูคุณมั่นใจจัง” ข้อสงสัยของคิรากรทำให้เควินต้องเริ่มคิดซะแล้ว
“เค้าต้องมีชีวิตอยู่แน่ ถ้าเขาตายมันต้องเป็นข่าว เพราะคนที่ฆ่าเค้าได้จะกลายเป็นคนดัง” เควินตอบเสียงเรียบเมื่อกลั่นกรองดีแล้ว และเขาทำให้คิรากรใจหายโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเห็นว่าเธอเงียบไป
“เป็นอะไร”
“เป็นอะไรเหรอ คุณจะรู้สึกยังไงถ้ามีคนมาบอกว่า มีคนอยากให้พ่อคุณตาย” น้ำเสียงของเธอบอกให้เขารู้ว่า...ไม่น่าถาม
“ก็จริง แต่คุณเข้าใจใช่ไหม เหตุผลที่มันควรเป็นความลับ”
“แน่ล่ะ ใช่ ฉันเข้าใจ ขอบคุณที่ช่วยแนะ”
“นี่คุณประชดผมรึเปล่า”
“เปล่านะ เปล่า ฉันไม่ใช่คุณสักหน่อย” เธอคงหมายถึงเรื่องการประชด ความจริงเขาไม่ค่อยทำกับใครบ่อยนักหรอก
เควินพาคิรากรกลับมาที่โรงแรม เดอ โมนาโก โดยสวัสดิภาพ แม้ความเร็วที่เขาใช้จะไม่ต่างไปจากตอนที่เธอบอกให้เขาขับช้าลงก็ตาม
เควินพาเธอเข้าทางด้านหลัง คิรากรตกใจเมื่อเขาขับรถเข้าไปใกล้ตัวอาคาร และคงชนแน่ ๆ แต่เมื่อรถแล่นเข้าไปใกล้ในระยะหนึ่ง กำแพงตรงนั้นก็เลื่อนขึ้น ให้เขาขับรถผ่านเข้าไปข้างใน เควินหยุดรถเมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะเจาะ แต่ยังไม่ดับเครื่อง รถที่เธอนั่งอยู่ก็เหมือนกำลังถูกดึงขึ้น ที่แท้รถสปอร์ตคันงามก็จอดอยู่ในลิฟต์นี่เอง เธอกับเขากำลังกลับขึ้นไปข้างบนพร้อมรถคันงาม
เควินขับรถออกจากลิฟต์เมื่อถึงชั้นเป้าหมาย รถสปอร์ตสีแดงเข้าไปจอดเสียบที่ว่างตรงกลางระหว่างรถสปอร์ตสีดำกับสีเหลือง
“นี่ที่ไหน แล้วเราจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง” คิรากรเอ่ยถามเมื่อลงมาจากรถแล้ว เธอมองไปรอบ ๆ นอกจากลิฟต์ที่เลื่อนปิดไปแล้วก็ไม่มีประตูหรือหน้าต่างสักบาน ในนี้มันเหมือนกล่อง กล่องที่ขังคนสองคนไว้กับรถอีกสามคัน
เควินหันมายิ้มให้เธอก่อนจะเดินไปหยิบบางอย่างที่เสียงอยู่กับแท่นวางติดผนัง เขากดมัน ทำให้เธอรู้ว่านั้นคือรีโมท กำแพงตรงหน้าค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปจนสุด และเมื่อไม่มีสิ่งที่ปิดกั้น ข้างหน้าเธอตรงนั้นคือเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของโรงแรม ที่พักของเธอนั่นเอง คิรากรอ้าปากหวอ ทึ่งในชีวิตไฮเทคของเขา รู้สึกเหมือนเขามีที่จอดรถในห้องรับแขก ไม่ก็...เธอกำลังยืนอยู่ในโชว์รูม
“รู้รึยังว่าที่นี่ที่ไหน” เควินหันมายิ้มให้เมื่อเห็นเธออ้าปากค้าง เขาถามเธอก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาสีคุ้นตา
“เอ่อ ฉันคิดว่า แบบนี้จะมีแต่ในหนังซะอีก”
“นี่อาจเป็นหนังสักเรื่อง ที่มีผมเป็นพระเอก และคุณเป็นนางเอก”
ถ้อยคำน้ำเน่าของเขาทำให้คิรากรอยากเดินผ่านเลยไป เป้าหมายคือห้องส่วนตัว แต่เธอคิดผิดที่เดินเฉียดไปใช้โฟซาที่เขานั่งอยู่ เพราะเควินคว้ามือเธอเอาไว้
“คำถามคือ...” เขากดริมฝีปากลงไปที่หลังมือบางเบา ๆ และเงยหน้าขึ้น ทั้งสองสบตากัน เควินคงหวังว่านี่อาจเป็นมนต์สะกดเธอขณะเอ่ยถามเสียงนุ่มทุ้ม “นางเอกรักพระเอกขึ้นมาบ้างรึยัง”
คิรากรกลับยิ้มขำท่าทางเลี่ยน ๆ ของเขา ซึ่งเธอไม่คุ้นเอาซะเลย และทำไมจะไม่รู้ว่านี่เป็นละครที่เขาพยายามยั่วเธอให้ตกหลุม เควินเองก็คงรู้ว่าโอกาสสำเร็จมีน้อย ทั้งเธอต้องรู้ทัน เขาเองก็เกือบหลุดหัวเราะอยู่หลายครั้งเพราะคงไม่คุ้นพอกันกับเธอ
“ฝันไปก่อนเถอะคุณพระเอก” แม้เป็นถ้อยคำปฏิเสธ แต่เธอใช้เสียงหวาน และเขาคงไม่คาดคิดว่าเธอจะทำต่อไปนี้...
คิรากรก้มลงไปหอมแก้มเขาเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาพร้อมอมยิ้มนิด ๆ และน้ำเสียงเธอยังหวานหยด
“แต่ก็...ขอบคุณสำหรับวันดี ๆ นะคะ”
ท่าทางของเควินอึ้ง ๆ ไปเพราะคงไม่คาดคิด คิรากรยิ้มอย่างพึงใจว่าการยั่วครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายชนะ เธอค่อย ๆ เอามือออกจากอุ้งมือของเขา และเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอ
เควินมองตามอย่างหมายมั่น เขาลูบรอยสัมผัสที่ข้างแก้มเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม สัญญากับตนเองว่าจะไม่ประมาท ผู้หญิงซน ๆ คนนี้ร้ายกาจกว่าที่เขาคิด
 
.................
ปล. รออ่านคอมเมนต์นะคะ
  

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 382 ท่าน